เบื้องต้นที่ปรึกษาโครงการต้องจัดทำแผนพัฒนาศูนย์การค้าธนบุรี

โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้สามารถนำไปสร้างรายได้หลักให้กับ อคส.ให้ได้ ต้องเป็นพื้นที่ที่จะเชื่อมโยงสินค้าให้กับชุมชน โอท็อป สินค้าเกษตรกร พื้นที่จำหน่ายสินค้า และร้านอาหาร รวมทั้งจัดสรรพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายเป็นแหล่งท่องเที่ยวดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

“การเดินหน้าศูนย์การค้าธนบุรีนี้ต้องการผลักดันให้เกิดโดยเร็ว ไม่ใช่จะไปแข่งขันกับเอกชน แต่ต้องการพัฒนาเป็นสถานที่แหล่งท่องเที่ยวที่มีความแตกต่าง ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาซื้อสินค้าเกษตร โอท็อป หรือเข้ามาร่วมทำกิจกรรมให้ความรู้ทางด้านการเกษตร และเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเช่าประกอบกิจการค้า ซึ่งอาจจะคล้ายตลาดกลางบ้างในบางส่วน”

อย่างไรก็ดี ที่ปรึกษาโครงการจะต้องศึกษาด้วยว่า สินค้าที่จะนำเข้าไปขายนั้นควรจะเป็นสินค้าแบบไหน รูปแบบใด เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ที่เข้าไปท่องเที่ยว หรือมาจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ที่ศูนย์การค้ากำหนดไว้ เพื่อให้สินค้าเกิดมูลค่าเพิ่ม ซึ่งหลังจากนี้ อคส.จะติดตามความก้าวหน้าของโครงการทุกเดือน ก่อนที่จะเสนอรูปแบบที่สมบูรณ์กลับมาให้คณะกรรมการบอร์ดพิจารณา และคาดว่าจะเริ่มต้นก่อสร้างให้ได้ภายในปลายปี 2560 พร้อมกันนี้ที่ปรึกษาจะต้องนำเสนอรูปแบบของการประกาศภายใต้ พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 หรือ PPP เพื่อดึงดูดนักลงทุนด้วย

รายงานข่าวระบุว่า คลังสินค้า 1 ธนบุรี มีพื้นที่ 7,884 ตารางวา มูลค่าที่ดินประมาณ 1,206 ล้านบาท คิดจากราคาตลาดที่ดินอยู่ที่ 1.53 แสนบาท/ตารางวา ที่มีการประเมินไว้งบประมาณลงทุนคาดว่าไม่ต่ำกว่า 1,000-5,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากสามารถพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวสำเร็จจะช่วยสร้างรายได้ให้องค์กรถึง 20 ปี โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังในคลองอู่ตะเภา ในพื้นที่หมู่ 7 ต.ทุ่งลาน อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ร้องเรียนว่า ปลานิล ปลากด และปลาชะโอน ที่เลี้ยงไว้ ลอยตายเกลื่อนกระชังต่อเนื่องมาอย่างน้อย 3 วัน ทำให้ปลาที่เลี้ยงไว้ประมาณ 40,000 ตัว ตายเกือบทั้งหมด โดยคาดว่ามีการลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองอู่ตะเภาในช่วงที่มีฝนตกหนักในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

นายพิชิต ประทุมทอง ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาบ้านบางศาลา กล่าวว่า ปลาที่ตายมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ผู้เลี้ยงปลา 20 ราย เดือดร้อนทั้งหมด อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อให้ปลาที่เหลืออยู่รอดชีวิต รวมถึงให้ผู้เลี้ยงปลาสามารถเลี้ยงปลาได้โดยไม่ต้องกังวลถึงปัญหาการลอบปล่อยน้ำเสียลงคลอง

สำหรับบริเวณดังกล่าวนั้นถือเป็นพื้นที่ตอนกลางของคลองอู่ตะเภา และมีการปิดประตูระบายน้ำคลองอู่ตะเภา ทำให้น้ำไม่มีการไหลเวียน หากมีสารพิษเข้ามาสมทบประกอบกับมีตะกอนดินอยู่จำนวนมาก เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดต่ำลงจนทำให้ปลาขาดอ๊อกซิเจนและตายในที่สุด

อย่างไรก็ตาม นายวรรณนัฑ หิรัญชุฬหะ ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เขต 12 สงขลา กล่าวว่า ได้รับรายงานว่ามีปลาน้ำจืดที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ในคลองอู่ตะเภาตายจำนวน 2 จุดด้วยกัน คือ ที่บ้านม่วงก็อง ต.พังลา อ.สะเดา และบ้านบางศาลา ต.ทุ่งลาน อ.คลองหอยโข่ง โดยสภาพพื้นที่ของคลองทั้ง 2 จุดนั้น เป็นจุดอับ ซึ่งปกติจะเป็นน้ำนิ่ง ทั้งมีตะกอนดินสะสมเป็นเวลานาน และมีฝนตกลงมาในพื้นที่ ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดน้อย เบื้องต้นได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำบริเวณจุดเกิดเหตุแล้ว พร้อมจัดหาพันธุ์ปลาไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกร ได้เริ่มเลี้ยงปลารอบใหม่อีกครั้ง

เปิดตัว “สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม” ภายใต้กรมการค้าต่างประเทศ ประเดิมประชุมบอร์ดนัดแรก 22 พฤษภาคมนี้ ตั้งเป้าทำตลาดสินค้านวัตกรรมข้าว-มันสำปะหลัง หลังหมดยุคโครงการรับจำนำ

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (Institute for Agricultural Product Innovation : API) ครั้งที่ 1/2560 โดยมี นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานของสถาบันฯ หลังจากได้มีคำสั่ง 177/2560 แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถาบันฯ ขึ้นเมื่อ 23 มีนาคม 2560

“เดือนกันยายนนี้คาดว่าจะเปิดระบายข้าวสารในสต๊อกหมด ตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในยุคของ คสช.จะไม่มีโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรแน่นอน ต่อไปการทำงานของกรมจะมุ่งส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรนวัตกรรม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนวัตกรรมที่ก้าวล้ำมากๆ เพียงให้เป็นการประยุกต์ พัฒนาและใช้ได้ในชีวิตประจำวันสร้างมูลค่าเพิ่มจากเดิมผู้ประกอบการไทยมักจะขายสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐาน ทำให้ขายได้ราคาไม่สูงนัก การพัฒนานวัตกรรมจะทำให้มีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน”

สำหรับการประชุมครั้งแรกจะหารือถึงบทบาทหน้าที่ของสถาบัน โดยหลักจะมุ่งเน้นอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ เช่น การขอใบอนุญาตจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งสถาบันนี้จะช่วยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการฯ นอกจากนี้ กรมจะเชื่อมโยงการทำตลาดสินค้าเกษตรนวัตกรรมกับโครงการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในอาเซียน (YEN-D) เพื่อขยายตลาดให้สินค้าไทย

“บทบาทของสถาบันไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นแน่นอน อย่างกรมการข้าวจะเน้นดูแลภาคการผลิต หรือหน่วยงานอื่นอีก 5 หน่วยงาน เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จะเน้นด้านการวิจัย แต่สถาบันจะเน้นด้านการทำตลาด และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ โดยสินค้าเป้าหมายกลุ่มแรกเน้นสินค้าข้าวและมันสำปะหลัง ขณะนี้มีผู้ประกอบการไทยพัฒนานวัตกรรมและมีการองค์การต่างๆ ที่ทำวิจัยไปบ้างแล้ว ทางสถาบันจะเข้าไปต่อยอดช่วยด้านการตลาด ส่วนงบประมาณสนับสนุนในปีแรกจะดึงจากกองทุนข้าว ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของกรมการค้าต่างประเทศ ประมาณ 10 ล้านบาท สำหรับใช้บริหารจัดการชั่วคราวก่อนจะทำแผนเสนอของบประมาณ ปี 2562”

ทั้งนี้ สถาบันฯ เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกรมการค้าต่างประเทศ มีฐานะเทียบเท่ากอง โดยมี นางสาวจารุมน วินิชสุวรรณ เป็นผู้อำนวยการสถาบันคนแรก สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารสถาบันฯ มี 13 คน โดยมี รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นรองประธาน โดยมีกรรมการ 4 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 4 คน ประกอบด้วย นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์, รศ.ดร. สิรี ชัยเสรี, ดร. พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์, นายวัชรพล บุญหลาย โดยมีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นกรรมการและเลขานุการ, มีรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และมี นายวรวรรณ วรรณวิล นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ระดมสมองภาครัฐดันแผนน้ำ 20 ปี ต้องเร่งแก้การบุกรุกลำน้ำและสาธารณูปโภคที่กีดขวางทางน้ำที่ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมให้เสร็จภายในกลางปีนี้ “สมเกียรติ” เผย ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างมีปัญหามากที่สุด มีสิ่งกีดขวางปลูกสร้างรุกล้ำทางน้ำ 8,442 แห่ง และสาธารณูปโภค 221 แห่ง ชี้ต้องใช้ “ปทุมธานีโมเดล” ย้ายออก 50% ภายในปี 2564

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำและการบูรณาการแผนดำเนินการสิ่งกีดขวางทางน้ำ ว่า ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา กรมชลประทานมีแผนบริหารจัดการน้ำ แต่เนื่องจากแผนยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งกีดขวางทางน้ำ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2554 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบให้จัดทำยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ 20 ปีขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องทบทวนแผนบริหารฯ 12 ปี ของกรมชลประทานใหม่ทั้งหมด โดยให้มีแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำรวมอยู่ด้วย โดยสิ่งกีดขวางทางน้ำสามารถแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. การบุกรุก และ 2. ระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้จึงต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง ในกรณีผู้บุกรุกที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัยชุมชนนั้น จะต้องหารือกับกระทรวงมหาดไทย ว่าจะย้ายออกได้หรือไม่ อย่างไร กรณีที่ไม่สามารถย้ายออกได้ก็ต้องมีวิธีที่จะทะลวงน้ำผ่านไปให้ได้ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม เช่นเดียวกับระบบสาธารณูปโภคที่ขวางกั้นอยู่จะต้องหารือถึงเทคนิควิธีการเจาะระบายน้ำให้ลอดออกไป ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งขวางกั้นทางน้ำขึ้นมาอีกในอนาคต โดยการวางแผนการก่อสร้างร่วมระหว่างหน่วยงานหลักอย่างชัดเจน โดยภายในเดือนมิถุนายนนี้ แผนแนวทางแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำนี้ต้องแล้วเสร็จเพื่อเสนอให้ กนช.และคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

“ในระยะเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการคือ การแก้ไขปัญหาการระบายน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ รวม 93 แห่ง ประกอบด้วย ระบบระบายน้ำ 38 แห่ง สถานีสูบน้ำ 15 แห่ง ประตูระบายน้ำ 40 แห่ง การทบทวนโครงการที่จะสามารถดำเนินการในระยะเร่งด่วนระหว่างปี 2560-2561 เช่น การปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานทั้งตะวันออกและตะวันตก การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำท่าจีน เป็นต้น”

ด้าน ดร. สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ จำเป็นต้องพิจารณาเป็นภาพรวมของประเทศ แต่จากการประเมินทุกครั้งเมื่อเกิดน้ำท่วมจะพบว่า สิ่งกีดขวางทางน้ำเป็นอุปสรรคมากที่สุดคือ เขตภาคกลางหรือลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง จึงจำเป็นต้องหาแนวทางแก้กลุ่มที่เป็นสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเขตคลอง แยกเป็นชุมชนกว่า 8,442 ชุมชน และสาธารณูปโภค 221 แห่ง โดยที่ชุมชนแยกเป็นผู้รุกล้ำเขตตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา 5,290 ชุมชน และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 3,152 ชุมชน มีเป้าหมายต้องย้ายออกอย่างน้อย 50% ภายในปี 2564 โดยยึดตามรูปแบบของปทุมธานีโมเดล ด้ายการสร้างที่อยู่ใหม่ให้ผ่อนจ่ายในอัตราที่เหมาะสม ส่วนงบประมาณนั้นต้องหารืออีกครั้ง

สอดคล้องกับ นายสมเกียรติ สิริพิทักษ์เดช ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมโยธา กรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า ในเขตภาคกลางมีการเปลี่ยนแปลงที่ดินจากกิจกรรมด้านการเกษตร เป็นที่อยู่อาศัยที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม และยังเป็นสาเหตุให้ท่วมมากขึ้น ดังนั้น กรมโยธาฯ มี 3 พ.ร.บ. ที่สามารถควบคุมได้ คือ พ.ร.บ. ผังเมือง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ. ขุดดินถมดิน แต่ต้องวางแผนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นด้วย เพื่อผังจังหวัดอย่างลงตัวทั้ง 22 ลุ่มน้ำ ซึ่งที่ผ่านมากรมโยธาฯ มีแผนสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแล้ว 500 กิโลเมตร ส่วนใหญ่เพื่อป้องกันแม่น้ำตามเขตแดนเพื่อลดการสูญเสียอาณาเขตประเทศ และตั้งแต่ปี ’61 มีแผนจะดำเนินการอีก 1,500 กิโลเมตร ภายใต้แผนบริหารจัดการน้ำ 20 ปี หรือเฉลี่ยปีละ 75 กิโลเมตร โครงการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน ออกแบบแล้ว 14 โครงการ 69 ชุมชน แผนที่อยู่ระหว่างออกแบบ 134 โครงการ แล้วเสร็จ 90 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 42 โครงการ

นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ส.ป.ก. เตรียมรายงานความก้าวหน้าการจัดที่ดินพื้นที่ยึดคืนด้วย มาตรา 44 ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อ พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกิน ซึ่งขณะนี้ ส.ป.ก.ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จกว่า 80% และเดือนมิถุนายน 2560 พร้อมจัดสรรให้ประชาชนที่ไม่มีที่ทำกิน โดย ส.ป.ก.จะเริ่มเบิกงบประมาณ ที่อนุมัติตามกรอบวงเงินไว้เพื่อนำไปพัฒนาปรับพื้นที่ ทำถนน ทำแหล่งน้ำ วงเงิน 960 ล้านบาท โดยจะมีการทยอยเบิกตามพื้นที่ที่แล้วเสร็จจนสามารถจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรได้ อาทิ สวนส้มธนาธร จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ยึดคืน 500-600 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนปรับพื้นที่เตรียมส่งมอบ โดยต้องใช้งบฯ 5 ล้านบาท ทั้งหมดนี้คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จส่งมอบ 100,000 ไร่ ได้ในเดือนกันยายนนี้

ขณะที่ผลยึดคืนที่ดินเพื่อนำมาพัฒนาจัดสรรเป้าหมายแรก 100,000 ไร่ ที่จะส่งมอบภายในเดือนกันยายนนี้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1. เป้าหมาย 30,000 ไร่ 33 แปลง ใน 9 จังหวัด ดำเนินการแล้ว ดังนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หน่วยงานที่รับผิดชอบ อาทิ กรมชลประทาน ทหารช่าง ส.ป.ก. เป็นต้น ได้แก่ 1. งานสำรวจวางผังแม่บทการพัฒนา จำนวน 29 แปลง ผลการดำเนินการ วางผังแล้ว 26 แปลง อยู่ระหว่างการดำเนินการ 3 แปลง และยังไม่ดำเนินการ 4 แปลง เนื่องจากรอศาลยุติและรอจังหวัดเห็นชอบ

งานปรับพื้นที่ จำนวน 14 แปลง ดำเนินการแล้วเสร็จ 4 แปลง อยู่ระหว่างดำเนินการ 10 แปลง และรอดำเนินการ 19 แปลง เนื่องจากรอจัดทำขออนุมัติเงินกองทุน 11 แปลง รอศาลยุติและรอจังหวัดเห็นชอบ 8 แปลง 3. งานพัฒนาโครงข่ายถนน จำนวน 9 แปลง ดำเนินการแล้วเสร็จ 1 แปลง อยู่ระหว่างดำเนินการ 8 แปลง และรอดำเนินการ 24 แปลง เนื่องจากรอจัดทำขออนุมัติเงินกองทุน 61 แปลง รอศาลยุติและรอจังหวัดเห็นชอบ 8 แปลง 4. งานรังวัดปูผังแบ่งแปลน จำนวน 10 แปลง ดำเนินการแล้วเสร็จ 1 แปลง อยู่ระหว่างดำเนินการ 9 แปลง และรอดำเนินการ 23 แปลง เนื่องจากรอจัดทำขออนุมัติเงินกองทุน และรอระยะงานปรับพื้นที่ งานถนน 15 แปลง รอศาลยุติและรอจังหวัดเห็นชอบ 8 แปลง 5. งานก่อสร้างและพัฒนาแหล่งน้ำ มีการขุดเจาะและมีการจัดตั้งงบประมาณ จำนวน 7 แปลง 6. เข้าดำเนินการแล้ว จำนวน 2 แปลง โดยอยู่ระหว่างก่อสร้าง 1 แปลง ดำเนินงานสำรวจด้านวิศวกรรม 1 แปลง และ 7. อยู่ระหว่างสำรวจ จำนวน 26 แปลง
ทั้งนี้ ปัจจุบันสามารถยึดคืนมาได้ 316,582 ไร่ คืนให้ผู้ครอบครองเดิม เนื่องจากมีหลักฐานการครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น น.ส.3, น.ส.3ก. เนื้อที่ 126,919 ไร่

สำหรับกลุ่มที่ 2 มีเป้าหมาย 70,000 ไร่ 71 แปลง ใน 14 จังหวัด มีการดำเนินการ ดังนี้ 1. คัดกรองพื้นที่เป้าหมาย 200,000 ไร่ ดำเนินการก่อนในแปลงเกษตรกรที่มีการครอบครองมากกว่า 50 ไร่ ผลการดำเนินการสามารถดำเนินการได้แล้ว 70,000 ไร่ 71 แปลง ใน 14 จังหวัด จากเป้าหมาย 2. ประชาสัมพันธ์ในชุมชนพื้นที่เป้าหมาย รับทราบการเข้ากระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล สามารถจัดทำแผนและลงพื้นที่แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2560 3. ส่งข้อมูลพื้นที่เป้าหมายให้อนุกรรมการจัดหาที่ดินภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 4. สำรวจจัดทำแบบผังการพัฒนา ขอใช้เงินกองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระหว่างมิถุนายน-กรกฎาคม 2560 และ 5. ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาที่ดินให้มีความพร้อมในการทำการเกษตรส่งมอบให้ คทช.จังหวัด จัดสรรให้สถาบันเกษตรกร ระหว่างมิถุนายน-กรกฎาคม 2560

ปิดอ่าว 3 เดือน ให้ปลาวางไข่ได้ผล ปลาทูโผล่เต็มอ่าวไทย หลังเรือประมงพาณิชย์ขยายตาอวนทุกชนิดเพิ่มเพื่อแก้ปัญหาไอยูยู ขณะที่อวนจม อวนลอยของเรือประมงพื้นบ้านที่ยังจับได้ช่วงฤดูวางไข่เพิ่มขนาดตาอวนเป็น 2 นิ้ว “อดิศร” เผยกำลังหารือปิดอ่าวตอนในรูปตัว ก. เป็น 2 ช่วง เพื่อฟื้นฟูปลาในทะเลแต่ละช่วงของวัยให้มากขึ้น

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยถึงผลการฟื้นฟูทรัพยากรปลาทูในอ่าวไทย ว่า จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกประกาศ เรื่องกำหนดการห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดทำการประมงในฤดูปลามีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560-15 พฤษภาคม 2560 รวม 3 เดือน ครอบคลุมพื้นที่ 26,400 ตารางกิโลเมตร พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขประกาศในบางข้อเพื่อให้เหมาะสมกับเครื่องมือจับปลาที่มีศักยภาพสูงขึ้นและทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำมากขึ้น ทั้งอวนลาก อวนล้อม การห้ามเครื่องมืออวนทุกชนิดที่ใช้ประกอบเรือกลทำการประมง ยกเว้นการใช้อวนติดตาจับปลาที่มีช่องตาอวนตั้งแต่ 23 นิ้วขึ้นไป ที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอสทำการประมง

รวมทั้งกำหนดเครื่องมือทำการประมง วิธีการทำการประมง และพื้นที่ทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำบางแห่งที่ห้ามใช้เครื่องมืออวนทุกชนิดที่ใช้ประกอบเรือกลทำการประมง คือ เรือปั่นไฟจับปลา ห้ามเข้าจับปลาในระยะ 7 ไมล์ทะเลจากชายฝั่งใน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตอนล่าง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี และจะบังคับใช้ต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560-30 มิถุนายน 2560 ด้วยนั้น ปรากฏว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าวที่ใช้มาตรการปิดอ่าวไทยของกรมประมงที่ออกตรวจสอบ 52 ครั้ง พบการกระทำผิด รวม 11 คดี แยกเป็นการใช้เครื่องมืออวนลากทำประมงตอนกลางวัน 2 คดี ใช้เรือไร้สัญชาติทำการประมง 2 คดี ใช้เรือซึ่งปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย 6 คดี และตรวจยึดเครื่องมืออวนรุน 1 คดี ซึ่งผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษทั้งในส่วนมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางการปกครองและผลการบังคับใช้ประกาศดังกล่าวเห็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

จากการสำรวจติดตามสถานการณ์ในเขตปิดอ่าวและบริเวณใกล้เคียงตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่กรมประมงใช้เครื่องมือตรวจสอบฝูงปลา (Sounder) ตรวจพบพ่อแม่พันธุ์ปลา จำนวน 3,000 กิโลกรัม และฝูงลูกปลา 10,000 กิโลกรัม บริเวณเกาะพะงัน และยังพบว่า ชาวประมงพื้นบ้านจับปลาทูขนาดใหญ่ได้บริเวณอ่าวชุมพร โดยใช้เครื่องมืออวนติดตาขนาดไม่ต่ำกว่า 2 นิ้ว นอกจากนี้ในต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยังได้รับรายงานว่าพบฝูงลูกปลาทูขนาดเล็กชุกชุมจำนวนมากบริเวณห่างฝั่ง 3-5 ไมล์ทะเล ตั้งแต่จังหวัดชุมพรถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลบริเวณอ่าวไทยเริ่มฟื้นกลับมา

“เพื่อให้ลูกปลาทูว่ายขึ้นมาเจริญเติบโตบริเวณอ่าวตอนใน morepoweracing.com หรืออ่าวไทยรูปตัว ก. ได้ กรมจึงกำหนดเครื่องมือจับปลาและขนาดขอบเขตห้ามจับเพิ่มในส่วนบนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ช่วงวันที่ 16 พฤษภาคม 2560-30 มิถุนายน 2560 เพิ่มเติมด้วย” อธิบดีกรมประมงกล่าว

ส่วนมาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก. หรืออ่าวไทยตอนในที่ดำเนินการมากว่า 3 ปี ในปีนี้ กรมกำลังหารือกับตัวแทนชาวประมงว่าจะเริ่มปิดได้เมื่อใด ควรจะเริ่มในวันที่ 15 มิถุนายน หรือ 30 มิถุนายนศกนี้หรือไม่ คาดว่าจะได้ข้อสรุปร่วมในเดือนนี้ ควรจะเริ่มในวันที่ 15 มิถุนายน หรือ 30 มิถุนายน ศกนี้หรือไม่ คาดว่าจะได้ข้อสรุปร่วมในเดือนนี้ ซึ่งอาจจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ เริ่มในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร เป็นเวลา 2 เดือน ก่อนหลังจากนั้นจะห้ามจับปลาในเขตสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ในระยะถัดไปอีกเป็นเวลา 2 เดือนแทนเพื่อให้ปลามีเวลาเติบโตเต็มวัยก่อนจะไปวางไข่ในปีถัดไปในเขตสุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ต่อไป

“ปิดอ่าวไทยรูปตัว ก. 3 ปีที่ผ่านมา ปีแรกปลาทูยังมีมาก แต่ปีที่ผ่านมาลดลงไปพอสมควร ซึ่งอาจจะเกิดจาก 2-3 ทฤษฎี คือ ปลาทูน้อยลงเพราะมีการใช้อวนจม เมื่อปลาว่ายเข้าฝั่งบริเวณหน้าดินจะถูกดักจับ แต่ปีนี้กำหนดให้อวนจมต้องมีตาข่าย ขนาด 2 นิ้วขึ้น การรุมจับปลาทันทีหลังเปิดอ่าว ทำให้ปลาทูที่ยังไม่ได้ขนาดที่จะว่ายเข้ามาหากินอ่าวไทยตอนในถูกจับ สภาวะอากาศร้อนแห้งแล้งน้ำไหลลงอ่าวไทยห่วงโซ่อาหารปลาทูที่จะเกิดขึ้นจึงมีน้อย ปลาทูจึงแพร่พันธุ์ได้น้อยและปัญหามลพิษในทะเลที่มีมากขึ้น”

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม จากที่บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนัก ทำให้มีน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อเวลา 07.00 น. ระดับน้ำเหนือเขื่อนวัดได้ 16.75 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นไปที่อัตรา 649 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้น 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับรับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้น 29 ซม. โดยวัดได้ 10.15 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งจะทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปมีระดับน้ำสูงขึ้นได้อีก 10-20 ซม.

ด้านนายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ชัยนาท กล่าวว่า จากปริมาณน้ำเหนือที่เข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยามากขึ้น ทำให้จะมีแนวโน้มที่จะต้องมีการระบายน้ำลงท้ายเขื่อนสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะสงผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นอีก โดยเฉพาะบริเวณ ต.บางหลวงโดด อ.บางบาล และ ต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ขอให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป