เปิดตลาดเกษตรกรจังหวัดกระบี่ ต้นแบบตลาดนำการผลิต

“เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย” ภายใต้แนวคิด วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 เวลา 15.00 น. นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เกียรติเป็นประธานเปิด “ศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตร ตลาดเกษตรกรจังหวัดกระบี่” โดยมี พ.ต.ท.ม.ล. กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายสมโภช โชติชูช่วง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายนันธวัช เจริญวรรณ ปลัดจังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนราชการ บุคลากรหน่วยงานท้องถิ่น ผู้แทนภาคเอกชน และสื่อมวลชนร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน มี นางระนอง จรุงกิจกุล เกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ ณ อาคารศูนย์บริหารจัดการสินค้าเกษตร ตลาดเกษตรกรจังหวัดกระบี่ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่

“ตลาดเกษตรกร” เป็นหนึ่งในโครงการที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นให้ทุกจังหวัดมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรคุณภาพที่มีความปลอดภัยได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เกษตรอินทรีย์ และมาตรฐานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เช่น GMP อย. ให้แก่ผู้บริโภค โดยเกษตรกรเป็นผู้จำหน่ายเอง มีผู้จัดการตลาดเกษตรกรเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำ

ส่งเสริม สนับสนุน ผลักดันและขับเคลื่อน ในทุกมิติ สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำหนดให้ “การลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน” เป็นแนวนโยบายในการพัฒนาการเกษตรและเกษตรกร ช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการตลาด ให้เข้มแข็งและมั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นางระนอง จรุงกิจกุล เกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ภายใต้โครงการดังกล่าว สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ ได้รับงบประมาณพัฒนาโครงสร้างตลาดเกษตรกรถาวร โดยใช้พื้นที่ราชพัสดุที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ สำหรับสร้างอาคารตลาดเกษตรกรถาวรซึ่งอยู่ในพื้นที่ชุมชนและสามารถพัฒนาเป็นแหล่งค้าขายหรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจที่ดีได้ มุ่งพัฒนาให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายสินค้าได้อย่างถาวร เชื่อมโยงสินค้าจากเครือข่ายตลาดเกษตรกรในพื้นที่ โดยจัดตั้งเป็น “ศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตร

ตลาดเกษตรกรจังหวัดกระบี่” ภายใต้แนวคิด “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย” โดยตระหนักถึงความสำคัญของสารพิษตกค้าง คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายมากกกว่า 800 ราย ช่วยกันคัดสรรและตรวจสอบผลผลิต และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมาจำหน่ายเป็นประจำทุกวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 14.00-20.00 น. ยอดจำหน่ายแต่ละครั้ง170,000-200,000 บาท รวมมูลค่าตั้งแต่เริ่มดำเนินการ (25 มกราคม 2559-15 กรกฎาคม 2562) จำนวนกว่า 30 ล้านบาท เกษตรกรเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ 20-30% ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากผู้บริโภค จึงมีการวางแผนผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น ให้สามารถเปิดจำหน่ายได้ทุกวันในอนาคต เพื่อพัฒนาให้เกษตรกรประสบความสำเร็จและสร้างรายได้ภาคครัวเรือนในจังหวัดกระบี่อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

การจัดงานในครั้งนี้ เป็นการประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมกระตุ้นการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพให้ผู้บริโภคได้รู้จักและมาใช้บริการในตลาดเกษตรเพิ่มขึ้น โดยภายในงานจัดให้มีการออกร้านประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพของเกษตรกรในจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง มีการประกวดผลผลิตทางการเกษตรจำนวน 7 รายการ มีการแข่งขันตำส้มตำลีลา และการแข่งขันปรุงอาหารเพื่อคัดสรรสุดยอดเครื่องแกงกระบี่

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตร ตลาดเกษตรกร เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องตลาดนำการผลิต โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้อนุมัติโครงการตลาดเกษตรกรถาวร นำร่อง 7 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี กระบี่ ชัยภูมิ กาญจนบุรี เชียงราย ลำปาง และพิจิตร ในการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ฯ การตลาดแห่งนี้

เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการด้านการตลาด โดยคัดเลือกเกษตรกรที่มีศักยภาพการผลิต และความพร้อมตั้งแต่ต้นน้ำ คือเป็นผู้ผลิต กลางน้ำ คือการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า การบรรจุภัณฑ์ ปลายน้ำ คือการฝึกหัดการเป็นประกอบการค้าการขายด้วยตนเอง จากเกษตรกรรายเดี่ยว เป็นองค์กรเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ในการปฏิบัติจริง และประยุกต์ใช้ให้เกิดทักษะ ประสบการณ์ ต่ออาชีพของตนเอง ว่าการผลิตอย่างไรจึงตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

ในการพัฒนาสินค้าคุณภาพสูง มีมาตรฐานการผลิต GAP และอินทรีย์ ปลอดภัยต่อสุขภาพทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค และสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน อีกทั้งยังสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในระยะยาว สมกับคำว่า “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย” ดังนั้น จึงอยากให้เกษตรกรผู้ผลิตตระหนักถึงคุณภาพสินค้าต้องดีมีมาตรฐาน ต้องสด ต้องสะอาด และรสชาติอร่อย เราจะร่วมกันสร้างตราสินค้าให้เป็นที่ติดหู ติดปาก และติดใจผู้บริโภค ให้พัฒนาสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนตลอดไป

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษา เรื่อง “ความต้องการใช้ระหว่างกระเทียมไทยและกระเทียมจีน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน” โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1) ได้ทำการศึกษาความต้องการใช้กระเทียมของผู้ประกอบการ โดยเปรียบเทียบระหว่างกระเทียมไทยและกระเทียมจีน รวมถึงศึกษาแนวทางการบริหารจัดการกระเทียมที่เหมาะสมเพื่อให้มีผลผลิตและคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการใช้

การศึกษาดังกล่าว ได้สัมภาษณ์ผู้ประกอบการ 3 จังหวัด จำนวน 16 ราย พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการในภาคเหนือ ร้อยละ 94 จะรับซื้อกระเทียมไทย และผู้ประกอบการร้อยละ 6 รับซื้อกระเทียมจีน โดยการรับซื้อกระเทียมไทย จะรับซื้อเป็นกระเทียมแห้ง ร้อยละ 55 เพื่อนำมาแกะกลีบ และส่งต่อไปยังผู้รวบรวมรายใหญ่ทางภาคกลาง ศูนย์กระจายสินค้าของห้างสรรพสินค้า ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง สำหรับจำหน่ายให้กับผู้บริโภค และโรงงานอุตสาหกรรมอาหารเพื่อแปรรูปต่อไป และร้อยละ 45 รับซื้อเป็นกระเทียมสดเพื่อจำหน่ายต่อ

และบางส่วนนำไปทำพันธุ์ รวมทั้งส่งอุตสาหกรรมกระเทียมดอง ในขณะที่กระเทียมจีน ผู้ประกอบการในภาคเหนือ จะรับซื้อและจำหน่ายเป็นกระเทียมแห้งอย่างเดียวทั้งหมด โดยผ่านตัวแทนผู้ค้าชาวจีนซึ่งจะส่งกระเทียมมาจากภาคกลาง อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามความคิดเห็น ผู้ประกอบการภาคเหนือมีความเห็นว่าผู้บริโภคและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเลือกซื้อกระเทียมจีนมากขึ้น เนื่องจากกระเทียมจีนมีการนำเข้ามาในรูปแบบตัดลอนหรือหัวเดี่ยว แกะกลีบง่าย ส่วนกระเทียมไทยจะนำมาขายในลักษณะมัดจุกแบบไม่ได้ตัดแต่ง ผู้ใช้ต้องจ้างแรงงานตัดลอนและแกะกลีบ ส่งผลให้ต้นทุนของกิจการสูงขึ้น และก่อเกิดขยะในสถานประกอบการเพิ่ม

ด้าน นายธวัชชัย เดชาเชษฐ์ ผู้อำนวยการ สศท.1 กล่าวเสริมว่า จากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการถึงความต้องการใช้ระหว่าง กระเทียมไทยและกระเทียมจีนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน โดยร่วมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องประมาณ 40 ราย ประกอบด้วย ตัวแทนเกษตรจังหวัด และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน ตัวแทนผู้ค้าและวิสาหกิจชุมชนผู้รวบรวมกระเทียมในพื้นที่ ตัวแทนร้านอาหาร/ภัตตาคาร และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระเทียมจากคณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเดอะวินเพลส จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมหาแนวทางการบริหารจัดการกระเทียมที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาผลผลิตกระเทียมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการไทย ได้มีข้อเสนอแนะการบริหารจัดการในด้านต่างๆ ดังนี้

ด้านคุณภาพผลผลิต เกษตรกรควรพัฒนาคุณภาพผลผลิตเพื่อแก้ปัญหากลีบฝ่อและให้สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน โดยใช้ปุ๋ยเคมี ในปริมาณที่เหมาะสมและเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพกระเทียม ส่วนในระยะต่อไปควรปรับเปลี่ยนมาผลิตกระเทียม GAP และพัฒนาไปสู่กระเทียมอินทรีย์ เนื่องจากมีตลาดรองรับแน่นอนและมีราคาสูง อีกทั้งผู้ประกอบการร้านอาหาร ยินดีสนับสนุนเพิ่มปริมาณการรับซื้อกระเทียมไทยมากขึ้น หากผลผลิตกระเทียมมีคุณภาพดี ด้านความต้องการ

ควรสำรวจความต้องการใช้กระเทียมแต่ละประเภทของผู้ประกอบการ พร้อมกับสำรวจพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมกับการปลูกกระเทียมในแต่ละประเภท และอาจมีการทำข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกร ให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อดีกระเทียมไทยควบคู่กับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหารต่างๆ และ ด้านการนำเข้า ภาครัฐต้องควบคุมการนำเข้าทั้งกระเทียมพันธุ์และกระเทียมบริโภคอย่างจริงจัง และเข้มงวดการส่งออกกระเทียมพันธุ์ของไทย เพื่ออนุรักษ์กระเทียมไทยให้เป็นเอกลักษณ์

ทั้งนี้ ปัจจุบัน กระเทียมไทยมีแหล่งปลูกสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ โดยในปี 2561 พื้นที่เพาะปลูก 3 จังหวัด (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน) รวม 61,183 ไร่ (ร้อยละ 71 ของพื้นที่ปลูกกระเทียมทั้งประเทศ) ให้ผลผลิตรวม 71,547 ตัน (ร้อยละ 79 ของผลผลิตทั้งประเทศ) โดยผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ซึ่งนอกจากกระเทียมจะเป็นพืชอาหารที่สำคัญและมีคุณประโยชน์ด้านยารักษาโรคแล้ว ยังเป็นพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรมาโดยตลอด ดังนั้น

ภาครัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาตนเองเป็นผู้ประกอบการ นอกเหนือจากบทบาทผู้ปลูก เพื่อจะได้วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดได้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตโดยขายแบบมัดจุกตัดแต่งแทนการขายเหมายกสวน และสร้างความตระหนักให้แก่เกษตรกร ได้เข้าใจถึงความต้องการของผู้ใช้และพฤติกรรมของผู้บริโภค เป็นต้น ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตการตลาดของกระเทียมในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (053) 121-318-19 หรือ อีเมล

“มกอช.” ร่วม 10 ประเทศ หนุนร่างข้อตก MRA สินค้าเกษตรอินทรีย์อาเซียน พุ่งเป้าส่งเสริมการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ หวังปกป้องคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคและเสริมเขี้ยวตลาดสินค้าพืชอินทรีย์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน

นายวิทวัสก์ สาระศาลิน รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานพิธีเปิดการประชุม Workshop on Development of ASEAN Mutual Recognition Arrangement (MRA) on Organic Agriculture ระหว่าง วันที่ 18 – 19 กรกฎาคม 2562 ณ โรงแรมโนราบุรี เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยมี นายอภิชาติ พงษ์ศรีอดุลชัย ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุม และมี นายพิศาล พงศาพิชณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ร่วมด้วยผู้แทนกรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมปศุสัตว์ กองรับรองมาตรฐานและสำนักกำหนดมาตรฐาน มกอช.

การประชุมครั้งนี้ ประเทศไทย โดย มกอช. และ ASEAN Regional Integration Support by the EU (EU ARISE Plus) เป็นเจ้าภาพร่วม ซึ่งมีผู้แทนจากประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ เข้าร่วมการประชุม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำร่างข้อตกลงการยอมรับร่วม (MRA) สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยที่ประชุมได้นำเสนอข้อมูลการตรวจสอบควบคุมและการรับรองของแต่ละประเทศ และได้ร่วมแสดงความเห็นในหัวข้อต่างๆ ในการจัดทำร่าง MRA เช่น ขอบข่าย ภาคี ข้อปฏิบัติของประเทศ มาตรฐานที่ใช้และการปรับประสานมาตรฐาน การยอมรับหน่วยรับรองและหน่วยรับรองระบบงาน รวมถึงการแสดงฉลาก การยอมรับระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) และข้อปฏิบัติอื่นๆ ที่จะกำหนดในร่าง MRA ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ เพื่อปกป้องคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค และอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าพืชอินทรีย์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน และยกระดับการค้าภายนอกอาเซียน ตามเป้าหมายของอาเซียนในการเป็นฐานการผลิตเดียว

ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสหกรณ์การเกษตร จันทบุรี แนะนโยบายรัฐชุดใหม่ ยึดเกษตรกรเป็นหลัก ลดเอื้อกลุ่มทุน พยุงราคาสินค้าเกษตร ลดต้นทุนการผลิต

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันปาล์ม ปัจจุบัน โรงงานรับซื้อ อยู่ที่กิโลกรัมละ 2.20 บาท แต่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 3.38 บาท เห็นได้ชัดว่า เกษตรกรอยู่ในภาวะขาดทุน ในไทยเกษตรกรไม่สามารถตั้งราคาผลผลิตเองได้ แต่พ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนด อยากให้กระทรวงพาณิชย์ สร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าราคาเกษตร ไม่ใช่เปลี่ยนกลไกตลาดเพื่อกลุ่มทุน

รวมทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต การหาเทคโนโลยี วิธีการต่างๆ มาช่วยเกษตรกร ตัวอย่างที่ผ่านมาความไม่แน่นอนจากนโยบายการใช้สารเคมีเกษตร เช่น พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส หากลดปริมาณนำเข้าโดยไม่มองความเป็นจริง ทำให้ราคาสารเคมี 3 ตัว แพงขึ้นทันที ทั้งๆ ที่กระทรวงฯ ควรดูแลเกษตรกร ต้องมองเห็นความจำเป็นสำหรับเกษตรกร ไม่เชื่อข้อมูลที่บิดเบือน ควรเน้นการให้ความรู้ เพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง เพราะยังไม่มีสารทดแทน รวมทั้ง สารเคมี กลูโฟซิเนต ที่แนะนำให้ใช้แทนนั้น จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มีผลกระทบในระยะยาว และราคาแพงกว่า 5 เท่า นับเป็นการทำร้ายเกษตรกรและผู้บริโภคยิ่งกว่าเดิม

ด้านสหกรณ์การเกษตรจังหวัดจันทบุรี นายอนุวัฒน์ อิ่มสมบูรณ์ เลขานุการ และเป็นผู้ปลูกทุเรียนส่งออก กล่าวเสริมว่า นโยบายเกษตรของรัฐบาลชุดใหม่ อยากให้เน้นเรื่องมาตรการส่งออก ภาษี และแรงงาน เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลสามารถดำเนินการเรื่องราคาสินค้าเกษตรในส่วนของผู้ผลิตทุเรียนได้ดีแล้ว แต่ความไม่ชัดเจนเรื่องนโยบายการใช้สารเคมีเกษตร กลับส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการผลิต ที่ขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว เนื่องจากกระแสข่าวการใช้สารเคมีเกษตร ทำให้เกิดการกักตุน ราคาสูงขึ้น สารเคมีผิดกฎหมายถูกนำเข้ามามากขึ้น แนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ควรเป็นการให้คำแนะนำเรื่องการใช้ มากกว่าการยกเลิกหรือลดการนำเข้าอย่างถูกกฎหมาย จึงอยากให้รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำความเข้าใจกับกระบวนการผลิตของเกษตรกรในแต่ละพืชปลูกให้ดี ก่อนออกมาตรการดังเช่นที่ผ่านมา

นายทนงศักดิ์ ไทยจงรักษ์ กลุ่มผู้รวบรวมข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปัญหาของกลุ่มคือ การกีดกันทางภาษี และการค้าในกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากปัญหาศัตรูพืชและภัยแล้งธรรมชาติ ดังนั้น การจัดการเรื่องมาตรการส่งออกสินค้าเกษตร ควบคู่ไปกับการวางแผนระบบชลประทานเพื่อภาคการเกษตร จะช่วยเกษตรกรได้มากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถปลูกในพื้นที่ระบบชลประทานเข้าถึงได้ เพราะที่ดินมีราคาสูง

จึงต้องเพาะปลูกในพื้นที่ห่างไกล รวมทั้งศัตรูพืชที่มีอยู่ตลอดช่วงการเพาะปลูก ทำให้จำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยเกษตรกรข้าวโพดหวานส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบมาตรฐานเกษตร GAP แล้ว ผลผลิตจึงอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัย ผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่ต้องกังวล ดังนั้น นโยบายที่ออกมาจำกัดการใช้สารกำจัดวัชพืช จึงเป็นต้นเหตุและมีปัญหาต่อต้นทุนการผลิต เกษตรกรเห็นด้วยกับภาครัฐที่ส่งเสริมให้ความรู้ด้านการใช้อย่างถูกต้อง แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร ต้องให้เวลาจัดการแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เกษตรกรยอมรับที่จะปรับตัว จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด

กลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษบ้านหนองศาลา จ.ราชบุรี โชว์กระบวนการผลิตพืชผักด้วยระบบมาตรฐาน GAP ของกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษบ้านหนองศาลา จ.ราชบุรี อีกหนึ่งต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านการผลิตพืชผักปลอดสารพิษ และแหล่งศึกษาดูงานด้านการผลิตพืชผักปลอดภัย ผลิตปัจจัยการผลิตใช้เอง มีตลาดรับซื้อมั่นคง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้พัฒนาตลาดเกษตรกรที่มีอยู่ทั่วประเทศ ให้เกิดเป็นศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตร หรือตลาดเกษตรกรถาวร จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ลำปาง พิจิตร ชัยภูมิ กาญจนบุรี กระบี่ และจังหวัดราชบุรี สำหรับจังหวัดราชบุรี จัดเป็นจังหวัดที่มีการดำเนินงานจัดตั้งตลาดเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จจังหวัดหนึ่ง โดยสามารถเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ให้เข้ามาจำหน่ายเป็นเกษตรกรตัวจริง

เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้การหาช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยมีเจ้าหน้าที่เกษตรเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำส่งเสริมสนับสนุนผลักดันและการขับเคลื่อนในทุกมิติ สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาการเกษตรและเกษตรกร โดยเน้นใน 4 ประเด็นหลัก คือ การลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพและผลผลิตต่อหน่วย การบริหารจัดการ และการวางแผนการผลิตและเพิ่มช่องทางการตลาด อีกทั้งเป็นการเชื่อมโยงผลผลิตที่มีคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐานจากกิจกรรมแปลงใหญ่เข้าสู่ตลาดเกษตรกร อาทิ ตลาดสู่โรงพยาบาล และตลาดในระดับที่สูงขึ้น

โดยกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษบ้านหนองศาลา จ.ราชบุรี ถือเป็นอีกหนึ่งต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านการผลิตพืชผักปลอดสารพิษ และเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการผลิตพืชผักปลอดภัย การผลิตและขยายสารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 30 คน มีการผลิตผักต่อเนื่องตลอดทั้งปี ได้แก่ คะน้า กวางตุ้ง บวบ มะระ ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ ฯลฯ เกษตรกรสมาชิกมีการจัดตั้งกองทุนบริหารจัดการปัจจัยการผลิตบริการสมาชิกอย่างต่อเนื่อง กลุ่มฯ มีโรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์และสถานที่จัดประชุมของกลุ่ม มีการจัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตพืชปลอดภัยตามระบบ GAP และมีระบบการผลิต และการบริหารจัดการกลุ่มที่ดี โดยเฉพาะระบบการกระจายสินค้าซึ่งมีจุดรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกคัดคุณภาพ มีการใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาคุณภาพของสินค้า และพัฒนาระบบการกระจายสินค้าให้ถึงผู้บริโภคในหลายช่องทาง

“สำหรับกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษบ้านหนองศาลา จ.ราชบุรี นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบการรวมกลุ่มกันผลิต รวมกลุ่มกันขาย และนำผลผลิตที่ได้ทั้งจากแปลงใหญ่และอื่นๆ ออกสู่ตลาดที่มีหน้าร้านเป็นของตนเองจากการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค โดยทั้งหมดนี้เป็นการขับเคลื่อนด้วยกลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ส่งผลให้เกษตรกรมีตลาดขายสินค้าที่มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นการตอบโจทย์นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องของการใช้ตลาดนำการผลิตได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง”

คุณอดิศัย ว่องไวไพโรจน์ อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ที่ 10 ตำบลหลุมรัง อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเกษตรกรที่เริ่มต้นเลี้ยงจระเข้มาตั้งแต่ ปี 2542 จากการหมั่นสังเกตและมีใจรักในสิ่งที่ทำ อาจเรียกได้ว่าฟาร์มแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งฟาร์มที่คร่ำหวอดในเรื่องการเลี้ยงที่ครบวงจร สามารถผลิตส่งขายจระเข้ให้กับลูกค้าได้ทุกปี จึงเกิดเป็นรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

คุณอดิศัย เล่าให้ฟังว่า จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อจบการศึกษาจึงได้กลับมาอยู่บ้านเพื่อสานต่อกิจการของครอบครัว คือ ทำไร่อ้อย แต่ช่วงสมัยที่เรียนอยู่นั้นได้เลี้ยงโคพันธุ์อเมริกันบราห์มันไว้บางส่วน ประมาณ 20 ตัว เมื่อกลับมาอยู่บ้านก็เลี้ยงโค ยึดเป็นอาชีพควบคู่ไปกับการทำไร่ จนสามารถมีโคแม่พันธุ์ 500-600 ตัว แต่มีอุปสรรคทำให้ต้องเลิกเลี้ยงโคไป จึงทำให้มีการปรับเปลี่ยนมาทำฟาร์มจระเข้แทนในเวลาหลังจากนั้น

“ผมเริ่มทำอะไรก็แล้วแต่ ผมจะเริ่มจากการทำทีละน้อยๆ ก่อน และนำผลกำไรมาขยับขยาย โดยจะไม่เน้นลงทุนด้วยวิธีการกู้เงินมาทำ โคที่เลิกเลี้ยงเพราะเห็นว่าจำนวนยิ่งมาก พื้นที่ใช้เลี้ยงก็เยอะตามไปด้วย พร้อมทั้งต้องหาอาหารมาให้กินเยอะในแต่ละวัน บวกกับราคาช่วงปี 39 ยังไม่ได้ดีมากเหมือนอย่างกับปัจจุบัน ดูแล้วน่าจะเป็นปัญหา ก็เลยตัดสินใจเลิกเลี้ยงไป และมามองหาทำอย่างอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ของเรา” คุณอดิศัย เล่าถึงที่มา

เนื่องจากที่ดินที่มีอยู่ตั้งอยู่ใกล้ฟาร์มเลี้ยงไก่ จึงมองว่าถ้าหากนำจระเข้มาเลี้ยงก็สามารถซื้อไก่มาเป็นอาหารได้ ให้จระเข้ได้กินในราคาถูก ลดต้นทุนการเลี้ยงได้ดี พร้อมกับพื้นที่มีสภาพอากาศร้อนและมีแสงแดดเหมาะสมแก่การเลี้ยงจระเข้ และที่สำคัญไกลจากแหล่งชุมชน จึงไม่ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องความขัดแย้งกับชุมชน

คุณอดิศัย บอกว่า เริ่มเลี้ยงจระเข้โดยนำมาทดลองเลี้ยง ประมาณ 50 ตัว โดยใช้เงินทุนที่มีอยู่มาลงทุน ไม่เน้นกู้หนี้มาทำฟาร์ม เมื่อมีกำไรจากการขาย ก็จะนำเงินที่ได้มาลงทุนเลี้ยงเพิ่มทุกปี ปีละ 50 ตัว จนกระทั่งการเลี้ยงจระเข้ของฟาร์มครบรอบการเลี้ยง และมีผลผลิตออกขายอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียน และลดความเสี่ยงจากการลงทุน

ปัจจุบัน ฟาร์มแห่งนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และผลิตจระเข้ที่ดีมีคุณภาพรายใหญ่ที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรี และมีการจัดการที่ดี ได้รับรอง GAP ฟาร์มเลี้ยงจระเข้ ใบอนุญาตเพาะพันธุ์สัตว์ป่า ใบอนุญาตค้าสัตว์ป่าที่ได้จากการเพาะพันธุ์ และใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์

ซึ่งการเพาะพันธุ์จระเข้จะคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีสัดส่วนดี และอายุอย่างต่ำ 10 ปี ปล่อยในพื้นที่ที่เตรียมไว้สำหรับผสมพันธุ์ให้มีอัตราส่วน ตัวผู้ 1 ตัว ต่อ ตัวเมีย 3 ตัว โดยพื้นที่บริเวณนั้นต้องมีความเงียบสงบ มีการสร้างสิ่งกำบังไม่ให้จระเข้เห็นกันในช่วงผสมพันธุ์ หลังจากผสมพันธุ์แล้วจระเข้จะใช้เวลาวางไข่ในช่วงกลางคืน จากนั้นในช่วงเช้าจะเก็บไข่พร้อมทั้งทำเครื่องหมายเพื่อป้องกันไม่ให้มีการกลับไข่ นำไข่มาล้างทำความสะอาด พร้อมทั้งตรวจเช็กเชื้อก่อนนำไข่เข้าห้องฟักที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิด้วยการใช้ระบบน้ำหมุนเวียน

“ไข่จระเข้ที่ฟักก็จะอยู่ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิ อยู่ที่ 31.5 องศาเซลเซียส ใช้เวลาฟัก ประมาณ 68-70 วัน หลังจากนั้นลูกจระเข้จะฟักออกจากไข่ นำลูกจระเข้ไว้ในห้องฟัก 7 วัน เพื่อให้ลูกจระเข้ปรับตัว พร้อมทั้งรักษาแผลที่หน้าท้องให้ปิดสนิท หลังจากนั้นนำจระเข้ไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล ปล่อยอยู่ที่ 300 ตัว ต่อบ่อ ช่วงแรกจะให้ลูกจระเข้กินไก่บดวันเว้นวัน เลี้ยงแบบนี้ไป ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี” คุณอดิศัย บอกถึงการอนุบาล

เมื่อลูกจระเข้ที่อนุบาลได้อายุที่กำหนด จะมีความยาวอยู่ที่ 1 เมตร จากนั้นนำไปเลี้ยงต่อในบ่อขุนอีกครั้ง ปล่อยเลี้ยงในอัตราส่วน 1 ตัว ต่อ 1 ตารางเมตร เช่น พื้นที่ 700 ตารางเมตร ก็จะปล่อยจระเข้เลี้ยงอยู่ที่ 700 ตัว ต่อบ่อ อาหารที่ให้จระเข้กินจะไม่บดเหมือนระยะอนุบาล แต่จะให้กินไก่เป็นชิ้นๆ ที่เป็นเศษเหลือจากโรงงานมาให้กินได้เลยโดยไม่ต้องบด ให้กินวันเว้นวันเช่นกัน ใช้เวลาเลี้ยงจระเข้ระยะขุนต่อไปอีก 3 ปี จระเข้ทั้งหมดก็จะได้ไซซ์ขนาดที่สามารถส่งขายให้กับลูกค้าที่มารับซื้อจากฟาร์ม โดยจะขายรุ่นขุนทั้งหมดออกจากบ่อ หลังจากนั้นจะนำรุ่นที่อนุบาลไว้มาใส่เลี้ยงต่อไปหมุนเวียนแบบนี้ทุกปี

“พอจระเข้พ้นระยะอนุบาลไปแล้ว เลี้ยงในระยะขุน เรื่องการจัดการจะไม่ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องไปจัดการอะไรมาก ถึงเวลาให้อาหารเราก็ให้อาหารอย่างเดียว ส่วนน้ำก็ถ่ายเดือนละครั้ง น้ำเสียที่ออกมาเราก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน เราก็มีบ่อน้ำทิ้ง 3 บ่อ เตรียมไว้ เพื่อเอาน้ำเหล่านั้นใส่ลงไปในแปลงหญ้าที่ปลูก หรือไร่อ้อยของเราเอง จึงเรียกได้ว่าฟาร์มเรามีมาตรฐานทุกอย่างครบวงจร” คุณอดิศัย บอก เกี่ยวกับการจัดการระบบภายในฟาร์ม