เปิด ‘หุ่นฟางภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่’ เรียนรู้เรื่องราวไดโนเสาร์

“ศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา” อยู่ภายใต้คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) เพื่อวิจัยค้นคว้าซากเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อันเป็นมรดกล้ำค่าของประเทศไทย และถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่ชุมชน ตลอดจนขยายผลการศึกษาและผลิตบุคลากรด้านบรรพชีวินวิทยา โดยศูนย์วิจัยฯ ได้จัดงานเปิดตัวต้นแบบหุ่นฟางไดโนเสาร์อีสานตัวแรกของประเทศไทย “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่” ที่ลานสนามหญ้าทางเข้ามหาวิทยาลัยสารคาม บ้านดอนยม ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย เป็นไดโนเสาร์ 1 ใน 9 สายพันธุ์ของไทย ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานเปิดตัว มี นายเสน่ห์ นนทะโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานพร้อมชมงานร่วมกับ ศ.ดร. สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดี มหาวิทยาลัยสารคาม และคณาจารย์

ดร. วราวุธ สุธีธร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา เปิดเผยว่า การพัฒนาหุ่นฟางไดโนเสาร์เพื่อสะท้อนถึงเรื่องราวของไดโนเสาร์ไทย ที่มีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ 200 ล้านปีก่อน ซึ่งนักบรรพชีวินได้พบซากของไดโนเสาร์ไทยทั้ง 9 ชนิด ในภาคอีสาน แสดงให้เห็นว่าผืนดินแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ งานวิจัยของศูนย์บรรพชีวินจะช่วยเติมเต็มข้อมูลของวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต ว่ามีสิ่งมีชีวิตอะไรบ้างเกิดขึ้นในประเทศไทย

“หุ่นฟางไดโนเสาร์” บอกเล่าเรื่องราวงานวิจัยด้านบรรพชีวิน ผสมผสานศิลปวัฒนธรรมโดยใช้ฟางข้าวสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนนา ใช้เป็นวัสดุในการสร้างสรรค์ประติมากรรม ภายใต้โครงการต้นแบบหุ่นฟางไดโนเสาร์ ย้อนรอยเรื่องราวดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการหนึ่งคณะ หนึ่งศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสารคาม ดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559-มีนาคม 2560 มีการศึกษาหาความรู้การใช้ฟางสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ รวมกับความเชี่ยวชาญงานศิลปกรรมของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสารคาม จนสามารถสร้างต้นแบบหุ่นฟางไดโนเสาร์สำเร็จ

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถชมต้นแบบหุ่นฟางไดโดเสาร์ไทยได้ที่บริเวณสนามหญ้า เส้นทางไปหน้ามหาวิทยาลัยสารคาม ซึ่งจะจัดแสดงเป็นเวลา 1 เดือน ภายในงานมีการจัดนิทรรศการขั้นตอนการทำหุ่นฟางไดโนเสาร์ ส่วนที่ศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยาจะมีนิทรรศการแหล่งเรียนรู้ทางด้านบรรพชีวิต รวมถึงฟอสซิลไดโนเสาร์ เต่า ปลาฉลาม ที่ค้นพบใหม่กว่า 10 ชนิด

ครม. เห็นชอบแล้วภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้างหลังผ่านกฤษฎีกา คาดประกาศใช้ปี 2562 โดยปรับเล็กน้อยที่ดินไม่ใช้ประโยชน์จากเดิมเก็บ 5% เปลี่ยนเป็นปีแรก 2% และปรับขึ้น 0.5% ทุกๆ 3 ปี ส่วนอื่นคงเดิม คลังเล็งลดหย่อนให้ผู้ที่ได้รับบ้าน-ที่ดินเป็นมรดก

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คาดว่าจะเริ่มต้นการจัดเก็บภาษีได้ตั้งแต่ ปี 2562 เป็นต้นไป หลังจากกฎหมายผ่านการเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ช่วงประมาณกลางปีนี้ ก่อนจะมีผลบังคับใช้จริงต่อจากนั้นอีก 1 ปี หรือนับตั้งแต่เริ่มต้น ปี 2562

ร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่ผ่านมาได้ผ่านการเห็นชอบจากครม.ไปแล้ว และได้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ ซึ่งกฤษฎีกาแก้ไขรายละเอียดของกฎหมายบางส่วน ปรับปรุงเรื่องของอัตราภาษีที่จะแบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ 4 กลุ่ม โดย 3 กลุ่มแรกไม่ได้เปลี่ยนแปลงรายละเอียด คือ กลุ่มที่มีที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมเพดานสูงสุด 0.2% และกลุ่มที่ใช้เพื่อการพาณิชยกรรม เพดานสูงสุด 2%

ส่วนกลุ่มสุดท้ายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ เดิมจัดเก็บอัตราเดียวที่ 5% เปลี่ยนเป็นเริ่มจัดเก็บในปีแรก 2% หากไม่นำมาใช้ประโยชน์อีก จะจัดเก็บเพิ่ม 0.5% ทุก 3 ปี จนสิ้นสุดที่ 5%

กรณีของผู้ได้รับการโอนมรดกเป็นบ้านและที่ดินมาก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ กระทรวงการคลังจะออก พ.ร.บ. ลดภาษีให้ ซึ่งสามารถลดภาษีลงได้ไม่เกิน 90% ของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย

นายณัฐพร กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผ่านโครงการสินเชื่อ ‘SMEs Transformation Loan’ ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) วงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท ให้กู้รายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ในช่วง 3 ปีแรก และปีที่ 4-7 คิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ตามที่ ธพว. กำหนด

ผู้กู้ต้องไม่เป็นลูกหนี้ที่โอนหนี้หรือรีไฟแนนซ์มาจากสถาบันการเงินอื่น และเมื่อรวมกับสินเชื่อจากสถาบันการเงินอื่นต้องรวมแล้วไม่เกิน 100 ล้านบาท ณ วันยื่นขอสินเชื่อ

คาดว่าจะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ประมาณ 3,000 ราย หรือปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยรายละ 5 ล้านบาท รักษาการจ้างงานได้ไม่น้อยกว่า 24,000 คน และสร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 68,700 ล้านบาท

ประเทศไทยในทุกวันนี้ ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง และอุทกภัยซึ่งนั้นมีสาเหตุมาจาก “ป่าต้นน้ำ” ที่กำลังถูกทำลายไปปีละหลายแสนไร่ ซึ่งทำให้ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างหนักควบคู่กันไป ซึ่งเกิดจาการบุกรุกและตัดไม้ทำลายป่าที่เพิ่มมากขึ้นทุกที

การที่จะมีต้นน้ำลำธารไปชั่วกาลนานนั้น สำคัญอยู่ที่การรักษาป่าและปลุกป่าบริเวณต้นน้ำ ซึ่งบนยอดเขาและเนินสูงนั้น ต้องมีการปลูกป่าโดยการปลูกไม้ยืนต้นและปลูกไม้ฟืน ซึ่งไม้ฟืนนั้นราษฎรสามารถตัดไปใช้ได้ แต่ต้องมีการปลูกทดแทนเป็นระยะ ส่วนไม้ยืนต้นนั้นจะช่วยให้อากาศมีความชุ่มชื้น เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการ ให้ฝนตกตามธรรมชาติ ทั่งยังช่วยยึดดินบนเขาไม่ให้พังทลายเมื่อเกิดฝนตกอีกด้วย ซึ่งถ้ารักษา สภาพป่าไม้ไว้ให้ดีแล้ว ท้องถิ่นก็จะมีน้ำไว้ใช้ชั่วกาลนาน

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2520 ณ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี

ด้วยเหตุนี้ “ชมรมโลกสีเขียว” คณะเกษตรศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย นครศรีฯ (ทุ่งใหญ่) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ลำธารและเพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช ด้านการฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร จึงจัดโครงการ “ปลูกป่าต้นน้ำเพื่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ณ ป่าต้นน้ำเขาปู่ – ย่า ตำบลน้ำผุด อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ซึ่งได้มีการบุกรุกและตัดไม้ทำลายป่า จนทำให้ป่าเสื่อมโทรมและเหลือพื้นที่ต้นน้ำลดลง หากไม่มีการปลูกป่าทดแทน ก็จำให้พื้นที่ป่าลดลงไปเรื่อยๆ และไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำ ลำธาร ในบริเวณดังกล่าวได้อีกต่อไป

ผศ.ดร.สารคาม แก้วทาสี อาจารย์ประจำสาขาวิชาพืชศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ชมรมโลกสีเขียว ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประจำทุกปี และในปีนี้เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร จึงได้จัดโครงการปลูกป่าต้นน้ำเพื่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นายธนพล ไตรถิ่น ประธานชมรมโลกสีเขียว กล่าวว่า ชมรมโลกสีเขียวเอง ได้ดำเนินการออกค่ายอาสาพัฒนาชุมชน เป็นประจำทุกปี และมีการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์มาโดยตลอด ถึงแม้ว่าการออกค่ายอาสาฯ แต่ละครั้งนั้น พวกเราทุกคนเองจะเหนื่อยแค่ไหน แต่สิ่งที่ได้กลับมา นั้นก็คือการได้ทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน กับสมาชิกในชมรมฯ เพื่อน พี่ๆ น้องๆ ก็ทำให้พวกเราทุกคนมีความสุขและสามารถทำงานจนสำเร็จลุล่วงไปได้

นางสาวธิดารัตน์ จันทร์วงศ์ สมาชิกชมรมโลกสีเขียว กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้เป็นเป็นกิจกรรมได้รับทั้งความรู้และประโยชน์ ทำให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการที่ได้ไป ทำกิจกรรมร่วมกับชมรมโลกสีเขียว ทำให้รู้จักการทำงานเป็นทีมและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นจริง แต่เมื่อเราทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจกันจนทำให้งานสามารถลุล่วงไปได้ด้วยดีก็รู้สึกหายเหนื่อย การฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ ให้คงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางกายภาพ

เพื่อแหล่งต้นน้ำลำธารที่เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อไป วันที่ 22 มีนาคม 2560 เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน ( อส.) อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ได้แจ้งว่า ภายในหอประชุมอำเภอหลังเก่ามีการเก็บสาร บี ที เพื่อใช้กำจัดแมลงดำหนามจำนวนมาก ด้านหลังอาคารที่ว่าการอำเภอเมืองฯนานหลายปี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม้ได้นำไปใช้งานขณะที่ปัจจุบันมีปัญหาแมลงดำหนามระบาดในสวนมะพร้าวอย่างหนัก ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีสาร บีที บรรจุกล่องกระดาษ เต็มพื้นที่หอประชุมดังกล่าวมากกว่า 1,000 ลังบรรจุสาร บีที ลังละ 10 ขวด

จากการสอบถามนายมงคล จอมพันธ์ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า สาร บีที กว่าพันลังนี้ ทั้งหมดถูกอายัดไว้ไม่สามารถนำไปใช้ฉีดพ่นในสวนมะพร้าวได้ หลังจากมีการจัดซื้อด้วยงบประมาณจำนวนมากในปีงบประมาณ 2553 ก่อนที่ตนจะมารับหน้าที่เกษตรจังหวัดหลายปี และปัจจุบันสาร บีที ทั้งหมดน่าจะหมดอายุการใช้งานแล้ว และควรนำไปทำลายเพื่อป้องกันปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีปัญหาในการจัดซื้อจนมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ระหว่างบริษัทเอกชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากมีการประกาศเขตภัยพิบัติแมลงศัตรูพืชในสวนมะพร้าว ล่าสุดทราบว่าอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงจากหลายหน่วยงาน

“สาร บีที จำนวนมากถูกอายัดไว้ในลักษณะเดียวกันในหอประชุมอำเภอทุกแห่ง ส่วนการระบาดของแมลงดำหนามในสวนมะพร้าวกว่า 1 แสนไร่ในปัจจุบัน ยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อสาร บีที หลังจาก พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ พลเอกฉัตรชัย สิริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางมาติดตามสถานการณ์และให้นโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา “นายจอมพันธ์ กล่าว

วันที่ 22 มีนาคม ดร.อัตรา ไชยมงคล นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 สงขลา เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ปลามีการเจริญเติบโตดี การควบคุมในเรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาควรระวังอย่างยิ่งในเรื่องของปลาขาดออกซิเจน ตั้งแต่เดือนมี.ค.-ก.ค. พบว่ามีปัญหาปลาตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการหมุนเวียนของน้ำค่อนข้างนิ่ง หากปลากะพงขาวทีเลี้ยงในกระชัง มีจำนวนมากจะมีปัญหาในเรื่องออกซิเจนไม่พอ จึงจำเป็นที่จะต้องลดปริมาณอาหารลง

ดร.อัตราเปิดเผยว่าในช่วงหน้าร้อนอุณหภูมิในน้ำสูงขึ้น ทำให้กระบวนการเผาผลาญอาหารของสัตว์น้ำมากขึ้น ออกซิเจนในน้ำก็ถูกใช้มากขึ้น จึงต้องระวังเรื่องการให้อาหาร ความหนาแน่นของปลาและระดับน้ำในกระชัง ต้องคอยตรวจสอบกระชังว่ามีสาหร่ายเกาะกระชังปลา เพื่อให้น้ำไหลผ่านกระชังได้สะดวก ให้เศษอาหารเหลือน้อยที่สุด

น.ส.เยาวนิตย์ บุรีรักษา ปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่าหลังจากมีคำสั่งจาก นายวิทยา จันทร์ฉลอง ผวจ.สกลนคร ให้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพ กลุ่มจังหวัดสนุก ประกอบด้วย สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร โดยงบประมาณที่ได้รับอนุมัติส่วนหนึ่ง จังหวัดสกลนครได้เล็งเห็นว่าปัจจุบันเนื้อโคขุนโพนยางคำของจังหวัดสกลนคร มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัด แต่ยังประสบปัญหากำลังการผลิตและคุณภาพของโรงฆ่าสัตว์ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งสหกรณ์โคขุนโพนยางคำ ทำให้เครื่องมือและระบบจัดการไม่ทันสมัย จึงมีมติให้ดำเนินการจัดสร้างโรงฆ่าสัตว์ ตัดแต่งซากสัตว์ ห้องเก็บรักษาและบ่มเนื้อโค เพื่อเข้าสู่มาตรฐาน GMP ใช้งบประมาณ 27,272,300 บาท วัสดุอุปกรณ์เครื่องจักรโรงฆ่าสัตว์มาตรฐาน GMP ใช้งบประมาณ 4,888,800 บาท รวมเป็นเงิน 32,161,100 บาท ด้านสถานที่ใช้บริเวณเดิมจำนวน 2.5 ไร่ ภายในสหกรณ์โคขุนโพนยางคำ ต.โนนหอม อ.เมือง จ.สกลนคร

น.ส.เยาวนิตย์ กล่าวว่า ล่าสุดมีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแบบแปลนโรงฆ่าสัตว์เพื่อเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GMP และมาตรฐานฮาลาล ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมรับฟังเพื่อชี้แจง เกี่ยวกับ ผังบริเวณ แปลนพื้นโรงฆ่าสัตว์ แปลนเครื่องจักร โดยที่ประชุมได้เสนอแนะการจัดการความสะอาดและระบบภายใน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานการควบคุมของ GMP เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจต่อคุณภาพของเนื้อโคขุน ที่ผ่านการชำแหละจากโรงฆ่าสัตว์สหกรณ์โคขุนโพนยางคำ

โรงฆ่าสัตว์แห่งเดิมจะชำแหละทุกวันอังคารและพฤหัสบดี สัปดาห์ละ 150 ตัว ต่อไปจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น เพราะมีโรงบ่มเนื้อ อุณหภูมิ 0-4 องศาเซลเซียส ขนาดบรรจุ 35 ตัว จำนวน 5 โรง โดยโรงฆ่าสัตว์แห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างมีการจัดการระบบอย่างเป็นสัดส่วนตั้งแต่บริเวณที่รับโคขุนจากเกษตรกร ไปจนถึงการจำหน่ายเนื้อ ที่มีมาตรฐานปลอดภัย GMP และมาตรฐานฮาลาล มาตรฐานฮาลาล คือการฆ่าสัตว์ให้ทรมานน้อยที่สุด รวมไปถึง พ.ร.บ.การฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ 2559 โดยที่ประชุมเห็นชอบ คาดแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายนนี้ การดำเนินการก่อสร้างโรงฆ่าสัตว์แห่งใหม่จะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้บริโภค และความมั่นใจต่อผลิตภัณฑ์โคขุนโพนยางคำที่ทำรายได้หลักร้อยล้านบาทต่อปี

7 หน่วยงานภาครัฐ (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล) จัดสัมมนาและระดมความคิด “นวัตกรรมและเครือข่ายการพัฒนาอาหารสุขภาพเพื่อสังคมผู้สูงอายุ” รวมตัวสร้างเครือข่าย CARE FOOD มองอนาคตข้างหน้าไปด้วยกัน ตั้งเป้าจัดทำโรดแมปการพัฒนาเทคโนโลยี กำหนดทิศทางการวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตในสังคมสูงวัยของประเทศไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อนการให้ทุนวิจัย และผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ผู้ประกอบการสามารถผลิตและจำหน่ายได้จริงเชิงพาณิชย์ โดยเครือข่าย CARE FOOD มุ่งมั่นขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงพาณิชย์สู่เป้าหมายรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทยอย่างสมบูรณ์แบบในปี 2564 ร่วมกัน

ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ รองผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า “สกว. และหน่วยงานเครือข่าย Care Food มีเป้าหมายร่วมกันในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็น แล้วใช้กลไกของแต่ละหน่วยงานสนับสนุนให้เกิดการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุของประเทศ โดย สกว. ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยจะนำโรดแมปที่ได้จากการระดมความเห็นของภาคเอกชน นักวิจัย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ใช้เป็นทิศทางการสนับสนุนและบริหารจัดการทุนวิจัย โดยเริ่มผลักดันตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้พื้นฐานผ่านความเข้มแข็งของเครือข่ายนักวิจัยคุณภาพสูงของ สกว. การพัฒนากำลังคนระดับปริญญาโทและเอกในสาขาที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการวิจัยเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิตจริงภายใต้กรอบการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลที่ฝ่ายอุตสาหกรรม สกว. กำลังดำเนินงานอยู่ เพื่อให้เกิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในเชิงพาณิชย์และเหมาะสมกับผู้สูงอายุในแต่ละกลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม Pre-Aging ที่มีอายุตั้งแต่ 40-65 ปี กลุ่มผู้สูงอายุที่มีสรีระร่างกายเสื่อมตามวัย และกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรค ซึ่งการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ จะดำเนินร่วมกับแพทย์ นักโภชนาการ ผู้ประกอบการ นักวิจัย และจะทำการทดสอบจริงกับผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์และผู้บริโภคพึงพอใจ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถบริโภคอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพ โดยยังคงรสชาติแบบเดิมที่เคยได้รับถึงแม้สภาวะร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมครั้งนี้ จะเป็นกลไกหนึ่งในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่สังคม Aging Society ต่อไป”

ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “ในการดำเนินโครงการ “การวิจัยพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสังคมผู้สูงอายุ” สวทช. โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) มีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยภาคอุตสาหกรรม เพื่อปรับกลยุทธ์เชิงธุรกิจและเตรียมพร้อมเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดใหม่ที่เป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเลือกซื้อสูง ทั้งผู้สูงอายุ และผู้ดูแลผู้สูงอายุ และจะเป็นตลาดใหญ่ในอนาคต ด้วยการนำ “เทคโนโลยี” ร่วมกับ “การออกแบบ” มาใช้ในการผลิตอาหารจากวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตหลักอยู่แล้ว เครือข่าย CARE FOOD เป็นหนึ่งของความร่วมมือในการขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาอาหารเพื่อสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยที่เกิดจากการบูรณาการหลายหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานให้ทุนวิจัย หน่วยงานวิจัยพัฒนา และภาคการศึกษา เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมที่ส่งเสริมให้ SMEs เติบโตบนเศรษฐกิจฐานความรู้ และเป็นแกนหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ โดย ITAP สวทช. จะร่วมสนับสนุนงบประมาณการวิจัยและบริหารจัดการทุนวิจัย รวมทั้งผลักดันผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ต่อไป”

ด้าน นางฉันทรา พูนศิริ รองผู้ว่าการฯ กลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวว่า “วว. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ที่ผ่านมา วว. ได้จัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ. : InnoFood) ให้บริการวิจัยและพัฒนา วิเคราะห์ ทดสอบ คำปรึกษา บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนถ่ายทอดเทคโนโลยีออกสู่เชิงพาณิชย์อย่างครบวงจรในรูปแบบ One Stop Solution โดยในด้านผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ให้ประโยชน์ทางด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มของผู้สูงอายุเป็นหลัก ซึ่งศูนย์ดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในหน่วยงานวิจัยและพัฒนาที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนเครือข่าย CARE FOOD เพื่อขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับสังคมผู้สูงอายุให้เป็นไปในทิศทางและตรงกับความต้องการของสังคมผู้สูงอายุและผู้ประกอบการภาคเอกชน”

ขณะที่ นางสาวสุธีรา อาจเจริญ ผู้จัดการโครงการ Food Innopolis สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวว่า “ในการพัฒนาอาหารสุขภาพเพื่อสังคมผู้สูงอายุ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ มีความจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม และสภาพการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอาหาร หรือส่วนผสมของอาหาร (ingredient) ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้สูงอายุในช่วงวัยต่างๆ ผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ รวมทั้งอาหารที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับผู้สูงอายุ ดังนั้น Food Innopolis พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการพัฒนาอาหารสุขภาพเพื่อสังคมผู้สูงอายุ CARE FOOD โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริม สนับสนุน และแก้ปัญหา RDI โดยจะใช้ platform ต่างๆของ Food Innopolis ไม่ว่าจะเป็น FI academy, FI talent mobility, FI facilities รวมถึง FI global network มาช่วยส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป”

และ นางสาวกุลวรา โชติพันธุ์โสภณ www.sbobetsix.com รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน) (สวก.) กล่าวเสริมว่า “สวก. ได้รับมอบหมายจากเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) ให้บริหารจัดการทุนวิจัยกลุ่มเรื่องอาหารเพื่อเพิ่มคุณค่าและความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคและการค้า โดยหนึ่งในกรอบงานวิจัย คือ เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับกลุ่มวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันโรคเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต และหรือผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการกลืนและการบริโภค เป็นต้น ซึ่ง สวก. มีเป้าประสงค์คือ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับกลุ่มทุกวัยมีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมกับแต่ละกลุ่มวัย ปลอดภัย และได้มาตรฐานสำหรับผู้บริโภค รวมทั้งพร้อมผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์”

ทั้งนี้ เครือข่าย CARE FOOD จะดำเนินงานร่วมกันภายใต้แนวคิด “Health Food for Good Health” โดยในงานสัมมนาและระดมความคิดครั้งนี้ นอกจากจะมีการเสวนา จัดทำโรดแมป แบ่งกลุ่มระดมความคิดตามประเภทของกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามความต้องการแล้วนั้น ภายในงานยังมีการนำเสนอตัวอย่างผลงานวิจัยผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อผู้สูงอายุมากกว่า 30 ผลงาน อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารผู้สูงอายุที่มีภาวะอ้วนลงพุง สารสกัดจากลูกเดือยต้านมะเร็ง อาหารข้นหนืดตำรับไทยสำหรับผู้สูงอายุที่กลืนลำบาก ผลิตภัณฑ์อาหาร Low GI และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของเอนไซม์ที่ช่วยย่อย เป็นต้น ยังมีตัวอย่างสินค้าอาหารสำหรับผู้สูงอายุจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้เห็นเป็นไอเดีย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผลงานวิจัยที่พร้อมถ่ายทอดกับผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดการต่อยอดผลิตจริงในเชิงพาณิชย์ต่อไป

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผยข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ภายใต้การติดตามสถานการณ์ของคณะทำงานสำรวจข้อมูลฯ ครั้งที่ 3/2560 ระบุ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก มีเนื้อที่ยืนต้น เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น คาดการณ์ปริมาณผลผลิตรวม 786,116 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.84 แจง ผลผลิตออกสู่ตลาดสูงสุดช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ถึง มิถุนายนนี้

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมของคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก เพื่อทำการวิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลภาคตะวันออก (ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง) ของจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ครั้งที่ 3/2560 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมาว่า ภาพรวมของไม้ผลภาคตะวันออกเพิ่มขึ้น ดังนี้

ไม้ผลรวมทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ของ 3 จังหวัดภาคตะวันออก มีเนื้อที่ยืนต้นรวม 735,566 เพิ่มขึ้น 3,526 ไร่ (ร้อยละ 0.48) เนื้อที่ให้ผลรวม 669,717 ไร่ เพิ่มขึ้น 4,843 ไร่ (ร้อยละ 0.73) คาดว่าปริมาณผลผลิตโดยรวม 786,116 ตัน เพิ่มขึ้น 223,952 ตัน (ร้อยละ 39.84) โดยผลผลิตไม้ผลเพิ่มขึ้นทั้ง 4 ชนิด และคาดว่าผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึง ปลายเดือนตุลาคม โดยจะออกมากสูงสุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ถึง ปลายเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ สถานการณ์ไม้ผลแต่ละชนิด พบว่า