เป็นผลไม้ที่ปลูกง่ายมากในภาคใต้ เนื่องจากชอบความชื้น

ยิ่งปลูกแซมในป่าผลไม้ด้วยกันยิ่งทำให้ปลูกง่ายไปใหญ่ เพราะได้อาศัยร่มเงาต้นอื่นตอนต้นยังเล็ก คุณสักกรินทร์ พุทธกลับ ลูกชายที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงทำงานสวนอยู่ในปัจจุบันบอกว่า “จำปาดะ ปลูกง่าย เพียงขุดหลุมกว้าง ยาว ลึก 30 เซนติเมตร ก็เพียงพอ ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ให้มีขนาดห่างประมาณ 6 เมตร คูณ 6 เมตร ใช้ต้นพันธุ์ที่สูงประมาณ 80 เซนติเมตร

จะรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือไม่ก็ได้ กลบให้แน่น ไม่จำเป็นต้องรดน้ำ เพราะจังหวัดพังงาในฤดูฝน ฝนจะตกชุกและไม่ขาดช่วง แต่ในจังหวัดภาคอื่นต้องดูน้ำให้หน่อย ให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 1 กระป๋องนม หว่านห่างรอบโคน เพิ่มจำนวนมากขึ้นเมื่อต้นโต ใช้เวลาประมาณ 6-7 ปี จำปาดะก็เริ่มให้ผลผลิต ในสวนไม่ได้ใช้ปุ๋ยคอกเนื่องจากหาค่อนข้างยาก ปัจจุบัน ต้นมีอายุ 20 ปี ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 เมื่อจำปาดะออกลูกขนาดหัวแม่มือ ประมาณ 5 กิโลกรัม ต่อต้น โดยหว่านรอบๆ โคน”

จนผลมีขนาดเท่ากระบอกไฟฉายใหญ่ จะต้องขึ้นต้นตัดแต่งผล เอาผลที่มีความสมบูรณ์ไว้ และกิ่งไหนผลมีมากก็ให้ตัดออกบ้าง เพื่อให้มีขนาดใหญ่สมบูรณ์ และถือโอกาสตัดแต่งกิ่งที่แห้งหรือแกะกะออก เพื่อต้องการให้ทรงพุ่มโปร่ง แสงแดดส่องถึง ไม่ให้อับลม ต้นจะไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน ส่วนกิ่งที่ถูกลมพัดฉีกขาดก็ต้องแต่งออก เพราะจะเป็นเชื้อราที่รอยแผล กิ่งที่มีผลดกจะต้องช่วยภาระเรื่องน้ำหนัก ด้วยการโยงกิ่งด้วยสายไฟฟ้ากับกิ่งอื่น

ศัตรูของผลคือ แมลงวันทอง ที่จะเจาะผลเพื่อวางไข่ ทำให้ผลผลิตเสียหายจึงต้องห่อผล ในอดีตใช้วิธีการสานใบมะพร้าวเป็นตะกร้อเพื่อห่อผล แปลกที่ว่าตะกร้อที่สานเพื่อห่อก็มีช่องว่างอยู่ เพราะเป็นลักษณะตาข่าย ไม่ได้ทึบทั้งหมด แต่ก็สามารถกันแมลงวันทองได้ แต่ในปัจจุบันได้ทดลองใช้ถุงพลาสติกสีขาวห่อ คุณสักกรินทร์ บอกว่า ผลจะออกสีเหลืองเขียวไม่ค่อยสวย คงเป็นเพราะไม่ทึบแสง จึงได้เปลี่ยนมาเป็นถุงพลาสติกสีดำห่อ ปรากฏว่าสีผลเมื่อสุกเต็มที่เหมือนกับที่ห่อด้วยใบมะพร้าว เนื่องจากทึบแสง แต่การห่อด้วยวัสดุใดๆ ก็ไม่มีผลต่อรสชาติของจำปาดะ

จำปาดะ นิยมขยายพันธุ์โดยการเสียบยอด โดยใช้เมล็ดขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์นำมาเพาะเป็นต้นตอในถุงดำเล็ก ใช้ดินสวนผสมกับขี้ไก่ ในอัตรา 3 ต่อ 1 ใส่ดินในถุงดำไม่ต้องเต็ม นำเมล็ดวางไว้แล้วเอาดินกลบพอปิดเมล็ด รดน้ำทุกวัน ประมาณ 14-21 วัน ต้นก็จะเริ่มแทงขึ้นมา ใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ลำต้นจะมีขนาดปากกา สูงประมาณ 30-40 เซนติเมตร ก็จะเริ่มเสียบยอด และพันด้วยพลาสติกกันน้ำ หาถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่สามารถใส่ต้นที่เสียบยอดในถุงดำได้ 10 ต้น แล้วมัดปาก ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน แผลของรอยเสียบยอดจะติดสนิทกันดี ก็จะนำออกจากถุงพลาสติกใส เพื่อเปลี่ยนขนาดถุงดำให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ใช้เวลาเลี้ยงอีกประมาณ 1 ปี จะได้ต้นจำปาดะ สูงประมาณ 60-80 เซนติเมตร สามารถนำไปปลูกได้

ผลจำปาดะที่แก่จะต้องตัดก่อนสุก 3-5 วัน ถ้าปล่อยให้สุกคาต้นเนื้อจะแข็งไม่อร่อย วิธีเลือกตัดจำปาดะแก่คือ เลือกลูกที่ผิวตึง ก้านเปลี่ยนจากเหลืองเป็นเจือสีส้มอ่อนๆ ใบเลี้ยงจะเป็นสีเหลือง ผลผลิตของสวนตาปานได้จำปาดะปีละประมาณ 7 ตัน เฉลี่ยผลละ 3 กิโลกรัม ปีนี้เริ่มได้ผลผลิตตั้งแต่มิถุนายนถึงสิงหาคม ราคาขายส่งจากสวนปีก่อน 30 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ปีนี้ผลไม้แพง ราคาส่งจากสวนพุ่งถึง 45 บาท ต่อกิโลกรัม ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยซื้อจำปาดะลูกละ 4 กิโลหน่อยๆ ในราคาลูกละ 240 บาท แถวริมถนนสายกะปง เขาขายปลีกกัน กิโลละ 50-60 บาท ส่วนการรับซื้อส่วนใหญ่จะเป็นแม่ค้าในท้องถิ่นและจังหวัดอื่นทางภาคใต้ ไม่มีโอกาสถึงกรุงเทพฯ ก็หมดเสียแล้ว

แถวพังงาสมัยก่อนไม่มีกล้วยแขกทอดกิน ส่วนใหญ่พอหน้าจำปาดะสุกก็มีโอกาสกินจำปาดะทอดกันอย่างมีความสุข แป้งที่ใช้ก็จะเป็นแป้งอะไรไม่รู้ แต่คงคล้ายกล้วยแขก เอาเมล็ดจำปาดะทั้งเมล็ดทั้งเนื้อชุบแป้งให้ห่อหุ้มเนื้อไว้ทั้งหมด แล้วนำมาทอดในน้ำมันร้อนๆ ขอบอกว่าอย่ากินตอนขึ้นจากกระทะใหม่ๆ เด็ดขาด เพราะเนื้อของจำปาดะอมความร้อนไว้มาก ขนาดฟันปลอมยังละลาย คายแทบไม่ทัน ส่วนเมล็ดที่อยู่ข้างในก็จะสุกกินอร่อยมาก สนนราคาอยู่ที่ เมล็ดละ 5 บาท มีโอกาสได้ซื้อริมถนนกะปง 3 ถุง พวกเพื่อนบอกเบื่อไม่กินกัน พอเข้าไปสัมภาษณ์ตาปานในสวน จำปาดะทอดไม่รู้หายไปไหนหมด ขากลับออกมาจะซื้อกินอีก แม่ค้าบอกมีคนเหมาหมดแล้ว เจ็บใจจริง มากินที่กรุงเทพฯ 3 เมล็ด 20 บาท เมล็ดเล็กนิดเดียว

จำปาดะ เป็นผลไม้พื้นเมืองเฉพาะถิ่นที่คนขาดความสนใจ คนมาสนใจขนุนสายพันธุ์ต่างๆ ว่ามีความอร่อยกว่า เหมือนกับเราละทิ้งไก่บ้านหาว่าเหนียว มากินไก่ฟาร์มกัน คนจึงเลิกเลี้ยงไก่บ้าน ปัจจุบัน ราคาไก่บ้านกลับมีราคาสูงกว่าไก่ฟาร์ม จำปาดะก็เป็นเช่นเดียวกัน คงเป็นเพราะเราลืมรากเหง้าของตัวเองเที่ยววิ่งตามกระแสนิยมจนหัวปั่นอยู่ในขณะนี้

ส้มโอในประเทศไทยมีทุกรายภาคแล้ว สมัยก่อนมีเฉพาะภาคตะวันตก ได้แก่ นครชัยศรี พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง และทองดี สมุทรสงคราม มีพันธุ์ผลใหญ่ ชื่อขาวใหญ่ ภาคตะวันออก ปลูกมากสุดที่ปราจีนบุรี พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง ภาคเหนือตอนล่าง ที่จังหวัดพิจิตร ปลูกพันธุ์ท่าข่อย ภาคเหนือ เชียงราย ปลูกมากที่อำเภอเวียงแก่น พันธุ์ทองดี และขาวน้ำผึ้ง ภาคใต้ เป็นพันธุ์ที่มาทีหลังและดังกว่า มีราคาแพง ได้แก่ ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ที่มีกุ้งเนื้อแดง หวาน สมราคา แพงกว่าส้มโอพันธุ์ที่กล่าวมาทั้งหมด

เหลือภาคกลางเท่านั้นที่จะกล่าวถึง ก็คือจังหวัดชัยนาท แห่งเขื่อนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ปลูกพันธุ์ขาวแตงกวา ส้มโอพันธุ์นี้ประชาสัมพันธ์ดี มีงานเทศกาลส้มโอขาวแตงกวาทุกปีจะมีงานประกวดส้มโอและงานรื่นเริง เรียกว่าเรียกเสียงลูกค้าจังหวัดใกล้เคียงมาซื้อส้มโอพันธุ์ดังกล่าวที่มาอุดหนุนหนาแน่นกันทุกปี เพราะพันธุ์ขาวแตงกวา เนื้อกุ้งสีน้ำผึ้ง คล้ายกับพันธุ์ขาวน้ำผึ้งของนครชัยศรี แต่ผลโตกว่า ขายชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัม ลูกค้าชอบใจ ยุติธรรมดีกว่าขายเป็นผล เพราะคนขายโก่งราคา เอาใจชอบได้

จะว่าไปแล้ว ชัยนาทเป็นจังหวัดเล็ก และไม่ใช่ทางผ่านเหมือนหลายๆ จังหวัด สมรภูมิการค้าไม่มีเลยที่จะเรียกคนมาซื้อได้ง่ายๆ เว้นแต่จะมีของดี รสชาติอร่อย หรืออาหารจากปลาเขื่อนดึงดูดคนมาเที่ยวได้ มาชิมรสอาหารกัน หรือชอบจังหวัดเงียบๆ มีของดีให้โชว์ เช่น สวนนก เป็นต้น

นานหลายปีแล้วที่ผู้เขียนเคยไปชัยนาทครั้งแรกในวันเปิดเขื่อนเจ้าพระยา ชัยนาท ราวปี 2501 เพราะอยู่จังหวัดใกล้เคียงกัน เหตุที่ต้องกล่าวถึงส้มโอของจังหวัดชัยนาทนั้น เพราะส้มโอขาวแตงกวามาเกิดขึ้นที่จังหวัดชัยนาท ในจังหวัดเล็กเกินกว่าจะมีการส่งเสริมมาปลูกส้มโอได้มากมายเหมือนจังหวัดอื่น เป็นเพราะสาเหตุหลายประการกล่าวคือ

ประการแรก…เกษตรกรจังหวัดชัยนาท มีพื้นที่ปลูกข้าวเป็นส่วนใหญ่ เป็นที่ลุ่ม ทำนาได้ผลดี เพราะมีเขื่อนชลประทานติดแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวนาได้อานิสงส์ในการปลูกข้าวได้หลายครั้งต่อปี น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ อาชีพรายได้จากการทำนาจึงไม่เดือดร้อน

ประการที่สอง…ส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา ต้องปลูกในเขตจังหวัดชัยนาทเท่านั้น จึงมีรสชาติอร่อย หวาน กรอบ แต่ถ้าไปปลูกจังหวัดใกล้เคียง รสชาติจะเปลี่ยนไปทันที คนสวนชัยนาทกล่าวถึง เพราะลองนำไปปลูกจังหวัดอื่นแล้ว รสชาติจะเพี้ยนทันที คงเป็นเพราะปัญหาคุณภาพดินต่างกัน และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย

ประการที่สาม…การทำสวนส้มโอต้องเสี่ยงกับการถูกน้ำท่วม เพราะชัยนาทเป็นพื้นที่ลุ่ม มีน้ำไหลหลากมาทางภาคเหนือ เขื่อนเจ้าพระยารับมือไม่ไหว บางปีน้ำท่วมสวนส้มโอตายหมดทั้งที่ต้นโตแล้ว จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้น บางปีก็ถึงกับสวนล่มไปเลย ต้องนับหนึ่งใหม่ สู้การทำนาได้ข้าวแน่นอนกว่า

พอจะเห็นภาพได้ เมื่อน้ำท่วมภาคกลางจากนครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา เป็นแหล่งรับน้ำจากภาคเหนือ พอมีน้ำท่วมใหญ่แต่ละครั้ง ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะน้ำท่วมขังนานหลายเดือนเป็นที่รู้กัน

จึงเป็นผลทำให้เกษตรกรขยาดการทำสวนส้มโอ ทั้งที่รายได้ดีกว่าการทำนา เคยสอบถามชาวเกษตรกรแล้ว ส้มโอขาวแตงกวา ดังไม่แพ้ขาวน้ำผึ้ง นครชัยศรี แม้ว่าจังหวัดจะเล็กและอยู่ในสมรภูมิไม่เหมาะต่อการท่องเที่ยว ที่ไม่ใช่ทางผ่าน แต่ถึงเวลามีงานส้มโอ หรือฤดูส้มโอขาวแตงกวา จะมีคนไปจับจ่ายซื้อกลับบ้านมากมาย และไม่มีส้มโอปลอมปนมาขายด้วย เรียกว่าได้ของดีกลับไป

หากสอบถามเกษตรกร การทำสวนส้มโอนั้นไม่ยากอย่างที่คิด แหล่งปลูกส้มโอมากสุดที่คุ้งสำเภา หรืออำเภอมโนรมย์ ในปัจจุบัน เพราะมีพื้นที่เหมาะกับการปลูกส้มโอ ใกล้กับแหล่งน้ำเจ้าพระยา การคมนาคมสะดวก และชาวบ้านนิยมปลูกกัน

ด้วยปริมาณการปลูกมีพื้นที่ปลูกจำกัด ถึงแม้จะมีการผลิตจำหน่ายภายในประเทศไม่เคยมีปัญหา เพราะตลาดภายในให้การต้อนรับพันธุ์ขาวแตงกวาอยู่แล้ว ต่างติดใจในรสชาติ

เมื่อกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ส้มโอไทยในอดีตก่อนหน้านี้ ที่ตลาดฮ่องกง ที่คนจีนฮ่องกงรู้จักส้มโอไทยมานับหลายทศวรรษแล้ว แต่ส้มโอไทยเคยสร้างชื่อให้กับตลาดฮ่องกง สมัยยังไม่คืนกลับสู่ประเทศจีน

ก่อนนี้ ส้มโอนครชัยศรีไปฮ่องกง เป็นพันธุ์ขาวพวง ส้มโอหัวจุก เหมือนเป็นมงกุฎที่คนฮ่องกงนิยมซื้อไปไหว้พระจันทร์ และไหว้เจ้าที่ตรงกับเทศกาล และโชคดีที่ตรงกับฤดูส้มโอออกมาขายในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เขาเชื่อว่าเป็นมงกุฎของเจ้าทำนองนั้น

ต่อมาชาวฮ่องกงเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ ใช้ส้มโอที่มีกุ้งสีออกชมพูหรือแดง ที่เหมาะกับการไหว้เจ้า เพราะพันธุ์ทองดี มีสีอย่างที่ชาวจีนฮ่องกงชอบด้วย จนส้มโอพันธุ์ทองดีที่มีผลเล็กกว่าส้มโอทั่วไปได้เปรียบทางด้านตลาด

กล่าวคือ ผลส้มโอพันธุ์ทองดีจากนครปฐม สามารถบรรจุใส่กล่องได้มากกว่า ประหยัดค่าขนส่งกว่าส่งส้มโอพันธุ์อื่น เฉพาะตลาดฮ่องกงเท่านั้นที่ชอบ ทั้งราคาไม่แพง และกุ้งมีสีแดงเรื่อที่ใช้ไหว้เจ้า และยังนิยมส่งส้มโอทองดีจนถึงปัจจุบัน

กลับมาพูดถึงการส่งเสริมตลาดผลิตผลไม้ไทยเมื่อสองศตวรรษที่ผ่านมา ที่ไปเผยแพร่ที่จีนผืนแผ่นดินใหญ่ ที่มีทั้งลำไย ทุเรียน มังคุด และส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง

เป็นเหตุให้ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่นิยมชมชอบผลไม้ไทยทุกชนิดที่นำไปเผยแพร่กันอย่างใหญ่โตเลยทีเดียว แม้แต่มะขามหวาน ก็มีไปโชว์ด้วย เปิดบู๊ธสินค้าผลไม้ โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ไปเปิดงานเทศกาลผลไม้ไทยที่เมืองเซี่ยงไฮ้ เป็นเวลาที่ผ่านมาในช่วงปี 2547 ครั้งล่าสุด ทำให้ชาวจีนพอได้ชิมแล้วต่างชื่นชอบผลไม้ไทยมาก ติดตามดูชาวจีนปอกส้มโอเก่งกว่าแม่ค้าไทยบางคนเสียอีก

เมื่อไปเห็นชาวจีนนิยมผลไม้ไทย และถูกชิมส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งไปลองให้คนจีนไปชิมดูแล้วติดใจ ก็เลยสั่งส้มโอกันมาก ก่อนที่ทุเรียนจะมาดังในภายหลังนี่เอง

ด้วยการเห็นศักยภาพส้มโอไทยไปขายที่จีนได้สำเร็จแล้ว ที่จังหวัดชัยนาทก็ไม่อยากให้ส้มโอตกรถไฟขบวนพิเศษไป ทางผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นก็จะสนองพระคุณให้เกษตรกรไปเอาส้มโอขาวแตงกวาส่งไปขายบ้าง เพื่อจะได้มีการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ให้รู้จักส้มโอกันมากขึ้นของจังหวัดชัยนาท

เพราะส้มโอหากได้ส่งออกไปต่างประเทศได้ ก็จะมีรายได้สู่เกษตรกรมากขึ้น และจะได้ส่งเสริมกันอย่างจริงจังเพื่อขยายอาณาเขตเพิ่มปริมาณปลูกส้มโอเป็นเงาตามตัว

ผู้เขียนได้ติดตามข่าวมาโดยตลอด ด้วยความหวังอยากเห็นผลไม้ไปขายที่ประเทศจีนให้ได้มากสุด ในขณะนั้นทุเรียนยังไม่ดังเท่าส้มโอ เพราะเป็นส้มโอผลใหญ่ที่ประเทศจีนไม่มี จึงเป็นเรื่องแปลก แต่ทว่าเราลืมไปถึงสองอย่างที่มือใหม่หัดขับอย่างชัยนาท ที่ต้องผิดหวังอยู่สองประการ ก็คือ

ประการแรก…ผลผลิตมีน้อยไปกับการบรรจุใส่ตู้คอนเทนเนอร์ เรื่องปริมาณนี้สำคัญ ถ้าหากไม่เต็มตู้ ใส่ไปยังมีที่ว่างอยู่ก็จะเสียค่าขนส่งเต็มพิกัด

ประการที่สอง…ผลส้มโอขาวแตงกวามีขนาดใหญ่ไป การบรรจุใส่กล่องกระดาษทำให้กินพื้นที่มากกว่าพันธุ์ส้มโอชนิดอื่น หรือรสชาติคล้ายกันอย่างขาวน้ำผึ้งมีผลเล็กกว่า จึงทำให้ต้นทุนใส่กล่องได้น้อยกว่า ทำให้เสียค่าใช้จ่ายแพงกว่า

ทำให้ส้มโอขาวแตงกวาเลยหมดโอกาสได้ส่งไปขายที่จีนอีก ส่งออกล็อตแรกก็เกิดปัญหา เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไปที่จะมีผลกำไรกลับคืนมาสู่เกษตรกร

ชาวสวนส้มโอชัยนาทอย่าไปเสียดาย ส้มโอขาวแตงกวายังมีอนาคต ที่ชอบมากที่สุดนอกจากรสชาติดีแล้ว ยังจำหน่ายชั่งตามน้ำหนัก ผิดกับส้มโอภาคอื่นๆ ที่ยังเหมาเป็นผล สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP: ไอแทป) ให้การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP โดยอาจารย์จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) แก่

บริษัท ลอฟท์ บิวเดอร์ จำกัด ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง ที่แตกไลน์ธุรกิจ นำเทคโนโลยีระบบฟาร์มเกษตรในอาคาร หรือ Plant Factory มาใช้กับการปลูกพืชออร์แกนิกในห้องพักอพาร์ตเมนต์ใจกลางเมืองของบริษัท ทำให้ได้ต้นแบบห้องที่ปลูกผักและผลไม้ออร์แกนิกชนิดต่างๆ เช่น สตรอเบอรี่ Kale และสมุนไพรเมืองหนาว อาทิ พาสเลย์และดอกไม้กินได้ สำหรับไว้ปั่นกินได้ทุกฤดูกาล พร้อมเป็นสถานที่ดูงานของลูกค้าบริษัทที่สนใจจะทำระบบฟาร์มเกษตรในอาคารได้เห็นต้นแบบของธุรกิจประเภทนี้ เพราะผักและผลไม้ออร์แกนิกที่ปลูกเป็นพืชที่มีมูลค่าสูงในตลาด ราคาแพง และการลงทุนของเทคโนโลยีนี้เกษตรกรหรือผู้สนใจสามารถจะพอลงทุนได้ด้วยกำลังของตัวเอง

คุณชนากานต์ สันตยานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรม ITAP สวทช. กล่าวว่า โครงการยกระดับผักและผลไม้ไทย : โอกาสสำหรับพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน ด้านโรงเรือนอัจฉริยะ เป็นโครงการที่ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและกลุ่มเกษตรกรด้านผักและผลไม้ในการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันและยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าการเกษตร รวมถึงนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุค “เกษตร 4.0” เป็นการเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นบริหารจัดการและใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมของประเทศให้ยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง บริษัท ลอฟท์ บิวเดอร์ จำกัด ได้รับการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP: ไอแทป) โดย รองศาสตราจารย์วันชัย แหลมหลักสกุล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ในการช่วยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในระบบฟาร์มเกษตรในอาคาร หรือ Plant Factory ทำให้ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ขนาด 10 ตารางเมตรในอพาร์ตเมนต์ใจกลางเมือง สามารถเป็นต้นแบบห้องที่ปลูกผักและผลไม้ออร์แกนิกชนิดต่างๆ เช่น สตรอเบอรี่/Kale/สมุนไพรเมืองหนาว เช่น พาสเลย์และดอกไม้กินได้ สำหรับไว้ปั่นกินหรือเป็นน้ำผักสุขภาพเพื่อดื่มเองได้ทุกฤดูกาลแล้ว

ยังเป็นสถานที่ที่ให้ลูกค้าของบริษัทที่มีความสนใจจะทำระบบฟาร์มเกษตรในอาคารได้เห็นต้นแบบของธุรกิจประเภทนี้ด้วย เพราะผักและผลไม้ออร์แกนิกที่ปลูกในระบบนี้เป็นพืชที่มีมูลค่าสูงในตลาด ราคาแพง และการลงทุนของเทคโนโลยีนี้เกษตรกรหรือผู้สนใจสามารถจะพอลงทุนได้ด้วยกำลังของตัวเอง

รองศาสตราจารย์วันชัย แหลมหลักสกุล ผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP สวทช. และหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมระบบไซเบอร์-กายภาพทางการผลิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กล่าวว่า การปลูกพืชในอาคารนั้นเหมาะสมต่อการเพาะปลูกผักและผลไม้บางชนิด ส่วนใหญ่เป็นผักใบและผักผลไม้เมืองหนาว เช่น ผักสลัด สมุนไพร และสตรอเบอรี่ เป็นต้น จึงยังไม่หลากหลายและมีขนาดตลาดที่จำกัดอยู่เฉพาะผู้บริโภคบางกลุ่ม เช่น โรงพยาบาลเอกชนระดับบนที่ต้องการผักและผลไม้ปลอดสารพิษเพื่อให้บริการผู้ป่วย ร้านอาหารและโรงแรมที่ให้บริการอาหารเพื่อสุขภาพ ครัวเรือนที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนไปทางสูง เป็นต้น

แต่ในต่างประเทศกระแสซุปเปอร์มาร์เก็ตปลูกผักเองในอาคารตามห้างสรรพสินค้าหรือตามสถานีรถไฟใต้ดินกำลังได้รับความนิยมทั่วทั้งยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งจะเน้นปลูกผักที่มีคุณภาพสูง อุดมด้วยสารอาหาร โดยจุดเด่นคือ ผักที่ปลูกแบบนี้ทั้งสด สะอาด ปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง แถมยังมีรสชาติกรอบอร่อย กว่าผักที่ปลูกแบบเดิม

ระบบฟาร์มเกษตรในอาคาร (Plant Factory) ในไทย โดยทั่วไปมีวัตถุประสงค์หลักคือ ผลิตพืชผักและผลไม้เมืองหนาว เนื่องจากข้อจำกัดด้านภูมิอากาศให้มีการเจริญเติบโตที่ดี และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยควบคุมและใช้ปัจจัยการผลิต เช่น การให้แสง การให้น้ำ แร่ธาตุอาหาร และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่ปลดปล่อยของเสียสู่สภาพแวดล้อมน้อยที่สุด และใช้ต้นทุนในการผลิตต่ำ

เนื่องจากระบบฟาร์มเกษตรในอาคารนั้นเป็นระบบที่ประหยัดการใช้ทรัพยากร ทั้งน้ำ แร่ธาตุอาหาร พื้นที่เพาะปลูก และแรงงาน รวมถึงยังสามารถควบคุมปริมาณและคุณภาพผลผลิตได้ตามที่ต้องการ จึงช่วยลดความผันผวนในด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิตได้ดีกว่าการเกษตรแบบดั้งเดิม จึงเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของภาคการเกษตรที่ค่อยๆ มีบทบาทในเชิงพาณิชย์มากขึ้นในไทย

โดยเทคโนโลยีระบบฟาร์มเกษตรของบริษัท สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมด้วยระบบอัตโนมัติ เช่น อุณหภูมิ แสงเทียม (LED) เพื่อการสังเคราะห์แสงของพืช ซึ่งกระบวนการสังเคราะห์แสงนี้จะผ่านแสงจากหลอดไฟ LED ที่มีการควบคุมความเข้มของแสง คลื่นความถี่และระยะเวลาของแสงในแต่ละช่วงการปลูก เพื่อให้มีความคล้ายคลึงกับการสังเคราะห์แสงจากดวงอาทิตย์

ทั้งนี้ การใช้แสง LED จะช่วยลดระยะเวลาการปลูกลงได้ครึ่งหนึ่งของระยะเวลาการเติบโต อีกทั้งยังมีการควบคุมลมและความชื้นในอากาศ หากความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต่ำกว่ากำหนด ระบบจะเชื่อมต่อกับระบบพ่นละอองน้ำแบบพิเศษเพื่อปรับความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ในช่วงที่กำหนด โดยตั้งค่าการทำงานผ่านแอปพลิเคชั่น สามารถปรับตั้ง แก้ไข ควบคุมการทำงานผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตจากนอกสถานที่ได้ โดยระบบจะควบคุมพารามิเตอร์ต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด

ผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP สวทช. กล่าวต่อว่า เทรนด์การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านอาหารและการตรวจสอบย้อนกลับของผู้บริโภค เป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของระบบฟาร์มเกษตรในอาคารในไทย โดยระบบฟาร์มเกษตรในอาคารยังใช้เงินลงทุนสูงกว่าการเกษตรดั้งเดิม ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเลือกเพาะปลูกพืชที่ให้กำไรสูง แต่เทคโนโลยีการปลูกพืชในอาคารของไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากผู้ให้บริการ Solution ของไทยมีความหลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่ผู้วางระบบไฟ LED ระบบการให้น้ำ ระบบปรับสภาวะอากาศสำหรับปลูกพืช โดยการพัฒนา Solution ได้เองในไทยจะส่งผลให้ต้นทุนเทคโนโลยีด้านนี้ลดลง และเกิดความแพร่หลายของ Plant Factory ในไทยมากขึ้น

ด้าน คุณพีรพงษ์ ตันตยาคม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอฟท์ บิวเดอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท ลอฟท์ บิวเดอร์ จำกัด ขอรับการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากโปรแกรม ITAP สวทช. ในการเริ่มพัฒนาธุรกิจการเกษตรในอนาคตด้วยการพัฒนาระบบฟาร์มเกษตรในอาคาร (Plant Factory) แบบอินทรีย์ ด้วยการนำเทคโนโลยีและระบบควบคุมสภาวะการเพาะปลูกที่ทันสมัย เช่น แสง อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ น้ำ และสารอาหารพืชแบบอัจฉริยะ เพื่อให้บริษัทสามารถปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาวในเมืองที่มีคุณภาพได้ตลอดทั้งปี

ผลที่ได้รับจากการนำระบบฟาร์มเกษตรในอาคารมาใช้ในบริษัทคือ ได้นวัตกรรมการปลูกสตรอเบอรี่อินทรีย์ในอาคารที่กรุงเทพฯ รวมทั้งบริษัทยังสามารถปลูกให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ไม่มีฤดูกาล มีคุณภาพทางกายภาพ ทางเคมีของผลผลิต สะอาด ปลอดภัย ปราศจากสารเคมีและยาปราบศัตรูพืช

ซึ่งแตกต่างจากการปลูกโดยทั่วไปที่จะออกผลผลิตตามฤดูกาล และต้องใช้น้ำ สารเคมี และยาปราบศัตรูพืชเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังลดต้นทุนด้านการขนส่งเนื่องจากปลูกใกล้แหล่งจัดจำหน่ายให้กับผู้บริโภค รวมถึงยังเป็นศูนย์สาธิตระบบฟาร์มเกษตรในอาคาร

เนื่องจากบริษัทดำเนินธุรกิจก่อสร้างเป็นหลัก เมื่อดำเนินการโครงการแล้วเสร็จ บริษัทได้ใช้เป็นห้องสาธิตระบบฟาร์มเกษตรในอาคารให้กับลูกค้าของบริษัทและผู้สนใจในการนำระบบฟาร์มเกษตรในอาคารไปใช้ในธุรกิจ ร้านอาหาร และบ้านอยู่อาศัย เป็นต้น ส่งเสริมให้บริษัทได้งานก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น

ผู้ประกอบการที่สนใจเทคโนโลยีและขอรับการสนับสนุนภายใต้โครงการยกระดับผักและผลไม้ไทย : โอกาสสำหรับพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน ด้านโรงเรือนอัจฉริยะ สามารถติดต่อขอรับการบริการได้ที่ โปรแกรม ITAP

อินทผลัมเป็นพืชตระกูลปาล์ม มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ สมัครเบทฟิก มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบตะวันออกกลาง อินทผลัมถือเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและประกอบไปด้วยประโยชน์ต่างๆ นานาชนิด ชาวมุสลิมยังนิยมกินอินทผลัมในช่วงถือศีลอดอีกด้วย

ในวันนี้เราจะพามารู้จักกับสวนอินทผลัมที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นั่นคือส่วนอินทผลัมที่มีชื่อว่า “สวนเคียงหมอก” ตั้งอยู่ที่ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก อยู่ในซอยวัดเขาราชสีห์ก่อนถึงเขื่อนขุนด่านปราการชลประมาณ 5 กิโลเมตร สวนเคียงหมอกเป็นสวนเกษตรแบบผสมผสานมีผลไม้หลายอย่าง แต่ที่ออกผลผลิตให้เก็บเกี่ยวจำนวนมากนั่นก็คืออินทผลัม

คุณสมพงษ์ เพชรประดับสุข เจ้าของสวน เปิดเผยว่า เดิมทีเป็นคนชอบต้นไม้ ชอบการเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลังเกษียณราชการ เลยมาทำสวนผลไม้แบบเต็มตัว เรียกได้ว่าเป็นเกษตรหลังวันเกษียณก็ว่าได้

“ผมเริ่มทำสวนมานาน 6 ปี บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ โดยปลูกไม้ผลแบบผสมผสานหลากหลายอย่าง แต่ปลูกอินทผลัมเป็นหลัก ส่วนไม้ผลที่ผมได้จัดสรรพื้นที่เพื่อปลูกพืชไม้ผลอื่นๆ อาทิ เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง มะยงชิด มะม่วง กล้วย และมะพร้าว นอกจากนี้ ยังได้ปลูกไม้ทุกอย่างที่กินได้ ส่วนไม้ยืนต้นที่ปลูกไว้รอบๆ สวน เช่น ต้นสัก ต้นยางนา ต้นพะยูง และต้นประดู่”

สำหรับอินทผลัมของที่สวน ปลูกจากต้นที่เพาะเนื้อเยื่อพันธุ์บาฮี เป็นหลัก และยังมีพันธุ์อื่นๆ อีกหลายสายพันธุ์ อินทผลัมเป็นต้นไม้ที่ต้องดูแลเอาใจใส่มากเป็นพิเศษกว่าจะออกเป็นผลให้ได้เห็นต้องดูแลแม้กระทั่งวิธีการปลูก การดูแลลำต้นให้แข็งแรง หรือแม้กระทั่งตอนที่ออกมาเป็นลูกอินทผลัมก็ต้องมีการดูแลผลของอินทผลัมอย่างดี เพื่อให้ได้ผลที่สวย ไม่หลุดไม่ร่วง ผมมองว่าอินทผลัมเป็นพืชที่น่าสนใจ แต่ควรศึกษาเรื่องของสายพันธุ์ก่อนปลูกว่าสายพันธุ์ไหนที่ควรปลูกในประเทศไทย” เจ้าของอธิบาย

ถึงแม้จะมีพื้นที่เพียง 6 ไร่ แต่ด้วยการจัดการอย่างมีระบบทำให้ที่นี่สามารถปลูกต้นอินทผลัมได้จำนวนมากกว่า 100 ต้น และยังแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งขุดบ่อเลี้ยงปลา และนำน้ำจากบ่อปลาไปใช้รดต้นไม้ในสวนอย่างที่บอกในช่วงต้นว่า สวนคุณสมพงษ์เป็นสวนเกษตรแบบผสมผสาน จะเน้นทุกอย่างจากธรรมชาติและหลีกเลี่ยงสารเคมีซึ่งมีการทำจุลินทรีย์ไว้ใช้เองด้วย ไม่ว่าจะเป็นจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ที่ช่วยในการปรับปรุงบำรุงดินทำให้พืชเจริญงอกงามดูดซับอาหารจากดินได้ดียิ่งขึ้น