เป็นอย่างไรกันบ้างหนอกับสภาพฟ้าฝนในช่วงนี้

เห็นว่าหลายๆ พื้นที่ต้องประสบภัยกันมากบ้างน้อยบ้างกันหลายพื้นที่เลย ผมเองแม้อยู่กรุงเทพฯ ก็ไม่เว้น คุณน้ำแวะมาเยือนให้เย็นฉ่ำสำราญเบิกบานใจถึงในบ้านเลยทีเดียว ก็ต้องปรับตัวปรับใจให้อยู่ในสภาพเช่นนี้ให้ได้ครับ ธรรมชาติคือสิ่งที่เราคาดไม่ถึงเสมอ

อยู่กรุงเทพฯ เจอฝนกระหน่ำ ก็เลยเดินทางขึ้นเหนือไปหาพี่น้องเกษตรกรสักนิดดีกว่า นัดแนะกับสามทหารเสือแห่งพบพระ อันประกอบไปด้วย ผู้ใหญ่ไพเราะ ปานทิม, ผู้ใหญ่ชะลอ เอี่ยมสะอาด และ ผู้ใหญ่สงัด วินนันท์ ผู้นำหมู่บ้านและเกษตรกรที่เดินหน้าทำสวนเกษตรผสมผสาน ในสวนที่ไม่ได้ปลูกเพียงชนิดเดียวแต่มีหลากหลายพันธุ์ไม้ อะโวกาโดเป็นไม้ผลหลักที่สร้างรายได้ต่อต้นเป็นเงินหลักหมื่นถึงหลายหมื่นบาท โกโก้ที่ปลูกแซมไว้ กล้วยหอม มะละกอ กาแฟ บุกไข่ กระทั่งพืชผักสวนครัวต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงทุเรียน ซึ่งที่พบพระปลูกทุเรียนที่ได้ผลผลิตแล้วหลายพันต้น มีเรื่องกระซิบมาว่า พ่อค้าบางคนมาเหมาทุเรียนพบพระไปขายในช่วงที่ผลผลิตทางสวนเขาเองยังไม่มี อ้าว! ยังไงครับเนี่ย เราก็เลยบุกไปสวนผู้ใหญ่สงัดกัน

“เป็นยังไงครับผู้ใหญ่ ทุเรียนที่นี่ออกผลไม่เหมือนชาวบ้านหรือ”

“ไม่รู้เหมือนกันครับยังสรุปไม่ได้ แต่ที่สวนผมออกลูกทั้งปีเลย ที่เห็นนี่รุ่นสองแล้ว ยังมีรุ่นเล็กที่น่าจะเป็นรุ่นสามด้วย”

“เร่งปุ๋ยเร่งยาอะไรครับ” “ที่สวนตอนนี้ปลูกมากี่ปีแล้วครับ”

“หกปีครับ ปีนี้ได้ผลผลิตเยอะหน่อย ก็ต้องเอาไม้อื่นออกบ้าง ให้ทุเรียนได้รับแสงและลมได้เต็มที่” “เป็นไปได้ไหมครับว่าทุเรียนที่นี่เป็นพันธุ์ทะวาย” “ไม่ใช่ครับ หมอนทองทั่วไปนี่แหละ แต่น่าจะเป็นเพราะดิน น้ำ อากาศ และความสูงของพื้นที่มั้ง” “รสชาติเป็นยังไงบ้างครับ”

“อร่อยครับ หวาน มัน กลิ่นไม่แรงด้วย”

“เอ่อ…มีชิมไหมครับ”

“มีครับ” บันทึกไว้เลยว่า เดือนกันยายน ฝนพรำๆ มีตกบ้างหยุดบ้างสลับกันไป อากาศเย็นสบาย ผู้ใหญ่ไพเราะ บอกว่า คนที่นี่ไม่ต้องใช้แอร์ กลางคืนเย็นจนต้องห่มผ้าได้ทั้งปี คนที่มาจากที่อื่นอาจบอกหนาวกันเลยเชียว ผมได้ลองชิมทุเรียนไป 1 พูเล็กๆ กลิ่นไม่แรงจริงๆ ด้วย ได้กลิ่นทุเรียนแต่ไม่ออกฉุนเหมือนที่เคยชิมมาจากที่อื่น ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ได้เลย เพราะมีคนอีกมากที่ไม่ชอบกลิ่นทุเรียน โดยเฉพาะฝรั่ง หากใครได้ชิมก็คงจะติดใจและหันมาชอบทุเรียนพบพระกันได้ง่ายๆ รสหวานมันเช่นทุเรียนหมอนทองทั่วไป เนื้อเนียนละเอียดมาก กัดคำแรกแล้วค่อยๆ เคี้ยว แหม! มันละมุนปาก ละมุนลิ้นมากๆ เลยครับ แต่กินมากไม่ไหว ผมต้องชิมผลไม้อีกหลายชนิด เดี๋ยวอิ่มเสียก่อน ได้ยินผ่านๆ จนต้องถามกันอย่างหาคำตอบให้แน่ใจ เพราะสามทหารเสือเอ่ยถึงคำว่า ทุเรียนน้ำแร่ “ผู้ใหญ่ครับ ไขความข้องใจให้ผมหน่อยครับ ทำไมเรียกทุเรียนน้ำแร่”

“เอ้า! ทิดโสไม่รู้หรือเนี่ย พบพระนี่แหละ แหล่งน้ำแร่เลย”

“จริงอ่ะ” “รู้ไหม น้ำแร่ยี่ห้อดังก็ใช้น้ำจากที่นี่แหละ”

“ผมนึกว่ามาจากฝรั่งเศสนะเนี่ย”

“บ้านเรานี่แหละ ผมถึงบอกไงว่า ที่นี่ดินดี น้ำดี อากาศดี ปลูกอะไรก็งาม ปลูกอะไรก็รสชาติดีทั้งนั้น” “แล้วทุเรียนชุดสอง ตอนนี้เริ่มจำหน่ายได้เมื่อไหร่ครับ”

“พฤศจิกายนครับ มีสั่งจองกันมาเยอะเลย เชิญนะครับ มาชิมสุกๆ จากต้นกันเลย”

“ติดต่อได้ทางไหนครับ”

“โทร.หาผมได้ครับ 089-009-9393 ผู้ใหญ่ไพเราะครับ” นอกจากอะโวกาโดและทุเรียนที่เป็นรายได้หลักแล้ว บุกไข่ที่ปลูกแซมไว้แต่ละแปลงก็ทำเงินได้หลายแสนในระยะเวลา 3 ปีให้กับเกษตรกรด้วยครับ อาจมีคำถามว่าทำไมต้อง 3 ปี ก็ตอบแทนผู้ใหญ่เลยว่า บุกไข่ ปลูกจากไข่ลูกประมาณหัวแม่มือ ปีแรกก็สะสมอาหารได้ขนาดหัวประมาณ 1-2 กิโลกรัม พอเข้าหน้าหนาวก็ทิ้งต้น พอถึงหน้าฝนก็งอกต้นเทียมมาใหม่ จนเข้าหนาวปีที่ 3 ก็ขุดได้ บางหัวได้น้ำหนักถึง 20 กิโลกรัมเชียวนะครับ ราคาสูงสุดที่เคยมีการรับซื้อ คือ 27 บาทต่อกิโลกรัม ผู้ใหญ่บอกออกรถป้ายแดงเงินสดได้เลย ที่สำคัญ พืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้ ลดรายจ่ายในแต่ละมื้อได้อีกไม่น้อย นับว่าเป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่มีรายได้เข้ามาหลายทางอย่างยั่งยืนได้เลย น่าอิจฉาไม่น้อย

เท่าที่ผมขับรถตระเวนไปหลายๆ พื้นที่ของพบพระ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือสภาพพื้นที่สูง มีภูเขาและพื้นราบสลับกันไป เกษตรกรก็ปลูกพืชผลที่แตกต่างกัน บ้างก็ปลูกข้าวโพด (อาหารสัตว์) พริก มะเขือ กะหล่ำปลี ข้าวโพดอ่อน ฯลฯ แต่หลายๆ แปลงก็ลงอะโวกาโดผสมผสานไว้ บางแปลงก็ยังมีทุเรียนให้เห็น จากข้อมูลที่ทราบ เกษตรกรที่นี่มีกิจวัตรให้ทำตลอดทั้งปี การปลูกพืชผสมผสานทำให้มีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอ สังเกตง่ายๆ น่าจะเกือบทุกบ้านจะมีรถปิกอัพของตัวเองจอดอยู่ และข้อมูลเดิมที่มีอยู่ก็คือ พบพระเป็นพื้นที่ปลูกกุหลาบตัดดอกส่งขายทั่วประเทศ เสียดายว่ารอบนี้ผมไม่มีเวลาพอที่จะไปแปลงกุหลาบครับ ขอไว้โอกาสหน้าจะนำเรื่องราวกุหลาบจากพบพระมาฝากกันแน่นอน

ปัจจุบัน เกษตรกรทั้งรายใหม่และรายเก่า ได้มีการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรมากขึ้น โดยเน้นผลิตสินค้านำตลาดที่สามารถจำหน่ายได้แน่นอน ส่งผลให้พืชที่ปลูกออกมาแต่ละรอบการผลิตไม่ล้นตลาด แถมยังจำหน่ายได้ราคา จึงมีผลกำไรไม่เกิดหนี้สินทำเป็นอาชีพได้อย่างยั่งยืน

คุณพศิณ พิมมะรัตน์ เป็นเกษตรกรที่ได้เรียนรู้การผลิตสินค้านำตลาด โดยปลูกมะเขือเทศเชอรี่ให้มีคุณภาพเป็นพืชปลอดสารพิษ พร้อมทั้งใช้ปุ๋ยชีวภาพเสริมในเรื่องของการเจริญเติบโต ทำให้มะเขือเทศทุกผลมีรสชาติดี และที่สำคัญตลาดมีความต้องการผลผลิตที่เขาปลูก จนบางช่วงสินค้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการเลยทีเดียว

มีแรงบันดาลใจอยาก
ทำงานด้านการเกษตร
คุณพศิณ เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักที่ทำอยู่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับงานเกษตรเลยแม้แต่น้อย และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีโอกาสได้ดูสารคดีต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 เห็นพระองค์ท่านทรงงานและมีโครงการที่เกี่ยวกับด้านการทำเกษตรเป็นจำนวนมาก ทำให้ได้รับแรงบันดาลใจว่างานด้านเกษตรนี้เป็นเหมือนอาชีพหลักของคนไทย ทำให้เริ่มมีความสนใจและอยากเรียนรู้การทำเกษตรมากขึ้น จึงได้เข้าอบรมและศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้มาทำเกษตรในพื้นที่บ้านของเขาเอง

“พอเรามีเวลาใครชวนไปอบรมในเรื่องอะไร เราก็จะไปเพื่อศึกษาหาองค์ความรู้ ช่วงแรกๆ มีโอกาสไปเรียนรู้การปลูกพืชแบบอินทรีย์ พอเสร็จแล้วเราก็นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับพื้นที่บ้านของเรา มาปลูกพืชแบบอินทรีย์ ช่วงแรกๆ ปลูกผักถึง 22 ชนิด การดูแลค่อนข้างมีปัญหา ต่อมาได้ปรับเปลี่ยน ปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการ อย่างมะเขือเทศเชอรี่ เราก็ปลูกอยู่และได้รสชาติที่ดี จึงได้หันมาปลูกมะเขือเทศเชอรี่อย่างเดียว และปลูกให้มีคุณภาพ ปัจจุบันทำให้พืชตัวนี้เป็นสินค้าหลักของสวนเรา และลูกค้ามีความต้องการสูง” คุณพศิณ เล่าถึงที่มาของการทำเกษตร

มะเขือเทศเชอรี่จึงเป็นพืชหลักของเขา ที่ส่งจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าและลูกค้าที่มาติดต่อขอซื้อเพียงอย่างเดียว โดยทำสินค้าให้มีคุณภาพและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือเรียกง่ายว่าหากจะทานมะเขือเทศเชอรี่ที่อร่อต้องมาซื้อที่นี่เพียงที่เดียว

ใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี
เพื่อบำรุงต้นมะเขือเทศ
ในเรื่องของการปลูกมะเขือเทศเชอรี่ให้ได้คุณภาพนั้น คุณพศิณ บอกว่า หากมีการจัดการที่ดีมะเขือเทศก็ไม่ใช่พืชที่ปลูกยากอย่างที่คิด โดยที่สวนของเขาเน้นปลูกแบบปลอดสารพิษ มีการสร้างโรงเรือนและปลูกพืชอยู่ภายใน จึงทำให้ไม่มีแมลงศัตรูพืชเข้ามาทำลาย ซึ่งโรงเรือนมีขนาดอยู่ที่ 7×15 เมตร ความสูงอยู่ที่ 3 เมตร หลังคาโรงเรือนคุมด้วยพลาสติก ความหนา 150 ไมครอน และด้านข้างล้อมด้วยตาข่ายกันแมลงทั้งหมด

“ก่อนที่จะนำต้นมะเขือเทศเชอรี่มาปลูกในโรงเรือน จะเพาะกล้าแยกไว้ก่อน พอกล้าได้อายุประมาณ 20 วัน ก็จะนำเข้ามาปลูกภายในโรงเรือน ปลูกลงในวัสดุปลูกวางได้ 4 แถว หรือทั้งหมดประมาณ 140 ต้น ต่อ 1 โรงเรือน โดยการให้น้ำทั้งหมดจะเน้นเป็นระบบน้ำหยดวันละ 1 ครั้ง แต่ช่วงที่ปลูกในโรงเรือนใหม่ๆ 45 วันแรก ต้องรดน้ำด้วยสายยางเข้ามาช่วย เพราะช่วงนี้ต้องการน้ำปริมาณมาก และจะทำให้รากมะเขือเทศกระจายได้ทั่ววัสดุปลูกอีกด้วย” คุณพศิณ บอก

เมื่อต้นมะเขือเทศเริ่มมีความแข็งแรงจะจับยอดให้เลื่อยขึ้นกับหลักที่เตรียมไว้ จากนั้นฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพทุก 3-4 วันครั้งให้ทั่วบริเวณโรงเรือนเพื่อบำรุงทางใบ ส่วนธาตุอาหารทางรากจะใส่จุลินทรีย์จากหน่อกล้วย ดูแลอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนมะเขือเทศได้อายุ 60-70 วัน พืชจะเริ่มออกดอก หลังจากนั้นอีก 1 เดือน จะมีผลผลิตให้เก็บจำหน่ายได้

ซึ่งผลผลิตที่ออกมาสามารถเก็บจำหน่ายได้เกือบทุกวันเป็นเวลานานถึง 3 เดือน หลังจากนั้นจะรื้อต้นเก่าทิ้งและเริ่มปลูกใหม่ในรุ่นต่อไป

ส่วนในเรื่องของการป้องกันโรคในมะเขือเทศเชอรี่นั้น คุณพศิณ บอกว่า จะใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ เช่น เชื้อราบิวเวอเรีย เชื้อไตรโคเดอร์ม่า และอื่นๆ อีกหลายชนิด เพื่อเป็นการป้องกันโรคและแมลง จะไม่มีการใช้สารเคมีเด็ดขาด เพราะจากประสบการณ์ที่ได้ปลูกมะเขือเทศมา การใช้สารเคมีส่งผลต่อรสชาติของมะเขือเทศให้เปลี่ยนไป มีรสสัมผัสที่ไม่อร่อยคงเดิม

ส่งห้างสรรพสินค้า
และมีลูกค้าซื้อถึงหน้าสวน
ในเรื่องของการทำตลาดจำหน่ายมะเขือเทศเชอรี่ คุณพศิณ บอกว่า เกิดจากช่วงแรกที่มีลูกค้าได้มาซื้อผักอินทรีย์ภายในสวน และได้ลองทานมะเขือเทศและติดใจในรสชาติ ก็ยังเป็นลูกค้าประจำซื้อขายกันอยู่เสมอ และลูกค้าบางส่วนเกิดจากการบอกกันไปปากต่อปาก จึงทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางช่วงมะเขือเทศที่ผลิตในสวนมีปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

“โดยการปลูกเราก็จะวางแผนให้มีผลผลิตต่อเนื่อง ขั้นต่ำที่ส่งจำหน่ายอยู่ที่ 50-100 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ โดยผลผลิตแต่ละครั้งจะค่อนข้างพอดี ตามแผนที่วางไว้ จะไม่ผลิตเกินต่อความต้องการ ดังนั้นเราจึงไม่มีของเหลือหรือเกินอายุส่งให้ลูกค้าแน่นอน ราคามะเขือเทศเชอรี่สีแดงขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 170 บาท ส่วนสีเหลืองขายที่กิโลกรัมละ 300 บาท ซึ่งการเก็บแต่ละครั้งก็จะนำมาคัดไซซ์อีกครั้ง เพื่อให้ได้ขนาดผลเล็ก ผลกลาง และผลใหญ่ ตามความชอบของลูกค้าแต่ละคน” คุณพศิณ บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการทำเกษตรเป็นอาชีพสร้างรายได้นั้น คุณพศิณ แนะนำว่า ให้เลือกพืชชนิดใดก็ได้ที่ตลาดนิยม แต่ต้องมีการปลูกให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นที่ต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ พร้อมทั้งหมั่นศึกษาและทดลองลงมือทำด้วยตนเองอยู่เป็นประจำ ช่วยให้เกิดเป็นประสบการณ์และความชำนาญ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพและจำหน่ายได้ราคาดี เกิดเป็นอาชีพที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง

สนใจศึกษาดูงานและปรึกษาเรื่องการปลูกมะเขือเทศเชอรี่แบบคุณภาพ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพศิณ พิมมะรัตน์ ณ ตำบลสำนักท้อน อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง หมายเลขโทรศัพท์ 081-410-4101

สำหรับเทคนิคของการปลูกผักไว้กินเองหรือขายนั้นมีมากมายหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักลงดิน ปลูกผักในกระบะสำเร็จรูป หรือปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ในระบบน้ำนิ่ง หรือน้ำวน ก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละบุคคล แต่ในฉบับนี้จะขอยกตัวอย่างการปลูกพืชผักสวนครัว และผักสลัดใน “กะละมัง” ซึ่งการปลูกผักในกะละมังถือเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ต้นทุนต่ำ เหมาะทั้งในรูปแบบของการปลูกไว้กินเองใช้พื้นที่ไม่มาก และในรูปแบบของการปลูกเพื่อสร้างรายได้ก็ดีไม่น้อย

คุณจารินี ป้อมน้อย หรือ คุณบู อยู่บ้านเลขที่ 119/4 หมู่ที่ 1 ตำบลวัดประดู่ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี สาวใต้ใจรักในงานเกษตร ที่ยึดอาชีพการปลูกพืชผักสวนครัว และผักสลัดในกะละมังสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานกว่า 3 ปี โดยมีเคล็ดลับการปลูกผักให้รสชาติหวาน กรอบ ด้วยปุ๋ยหมักสูตรทำเอง และการดูแลรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ สร้างรายได้ต่อสัปดาห์ไม่น้อย

คุณบู เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนประกอบอาชีพเป็นแม่ค้าขายขนมหวานตามตลาดนัดมาก่อน แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทำให้รายได้จากการขายขนมหวานหดหายไป ตนจึงหันมาทดลองปลูกพืชผักสวนครัวขายเล็กน้อยเพื่อสร้างรายได้เสริม เพราะมองว่าในสถานการณ์ที่เกิดโรคระบาด ส่งผลทำให้เศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก อาหารถือเป็นสิ่งสำคัญ และการลงมือทำก็ได้ผล เพราะผักที่ปลูกได้ผลตอบรับดี ลูกค้าเริ่มติดใจในรสชาติและความกรอบของผักที่เราปลูก จึงได้มีการขยายพื้นที่ปลูกผักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โดยช่วงแรกเริ่มจากการปลูกผักในกระถาง ขนาด 8 นิ้ว ก็พบปัญหาว่าการปลูกผักในกระถางปลูกได้น้อย จึงเริ่มมองหาภาชนะอย่างอื่นที่จะสามารถปลูกผักได้มากขึ้นแต่ต้องมีต้นทุนไม่สูง นั่นก็คือการปลูกผักในกะละมัง ซึ่งข้อดีของการปลูกผักในกะละมัง คือ 1. สะดวกในการดูแลรักษา สามารถปรุงดินปลูกได้สะดวก 2. ประหยัดเวลาในการกำจัดวัชพืช 3. บำรุงใส่ปุ๋ยได้ทั่วถึง 4. การดูแลกำจัดโรคแมลงง่ายขึ้น ใช้เพียงสารชีวภัณฑ์ เช่น น้ำส้มควันไม้ ในการฉีดพ่น 5. ต้นทุนในการจัดการดูแลถูกกว่า การปลูกลงดิน ในส่วนของค่าปุ๋ยและสารเคมีที่ใช้ในการกำจัดวัชพืช และ 6. ขายได้ราคาดี เพราะเป็นผักปลอดสารพิษ

เทคนิค การปลูกผักในกะละมัง ปลูกง่าย ต้นทุนต่ำ รายได้ดี
เจ้าของบอกว่า ในบริเวณบ้านมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1 ไร่เศษ แบ่งเป็นพื้นที่สร้างบ้าน ทำโรงจอดรถ และแบ่งพื้นที่ไว้สำหรับปลูกผักออกเป็น 2 โซน คือ โซนสำหรับการปลูกผักใบ และโซนสำหรับปลูกพืชผักสวนครัว เช่น โหระพา มะเขือ พริก และอื่นๆ ตามความต้องการของตลาดที่มากหรือน้อยในแต่ละช่วง

ปัจจุบัน ที่สวนใช้กะละมังในการปลูกสลับหมุนเวียนเพื่อให้ผลผลิตเก็บขายได้สม่ำเสมออยู่จำนวนประมาณ 300 ใบ มีการจัดการวางแผนการปลูกให้มีผักขายได้ทุกนัด (คือตลาดนัดที่จะเก็บผักไปขายทุกวันอังคาร พฤหัสฯ และวันเสาร์) โดยการแบ่งปลูกผักครั้งละ 12 ใบ ปลูกแบบวันเว้นวันหมุนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ผักเจริญเติบโตได้ไล่เลี่ยกัน และเป็นการปลูกในโรงเรือนเพื่อลดอุปสรรคการปลูกในช่วงฤดูฝน และความเสี่ยงการเกิดโรคพืชและโรคแมลง

เริ่มจากการนำกะละมังมาเจาะรูเพื่อไว้สำหรับระบายน้ำให้ทั่วก้นกะละมัง ด้วยสว่านขนาด 3 หุน จำนวน 8 รู (โดยกะละมังที่นำมาปลูกผักมีขนาดความกว้าง 45 เซนติเมตร สูง 16 เซนติเมตร หาซื้อได้จากร้านขายพลาสติกทั่วไป)
การปรุงดินปลูก ประกอบไปด้วย 1. ดิน 2 ส่วน 2. แกลบ 1 ส่วน 3. ขี้วัว หรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วน 4. ขุยมะพร้าว 1 ส่วน และ 5. ใบไผ่ 1 ส่วน นำมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วรดด้วยน้ำหมักจากเศษผัก ผลไม้ หมักทิ้งไว้ 7 วัน โดยให้ใช้ผ้าคลุมปิดไว้เพื่อไม่ให้ดินโดนแสงแดด ช่วยลดอุณหภูมิของส่วนผสมต่างๆ ให้ย่อยสลายได้ดีขึ้น
หลังจากหมักดินจนได้ที่ ให้นำดินมาใส่ในกะละมังที่เจาะรูเตรียมไว้ แล้วหยอดเมล็ดผักที่ต้องการลงปลูกได้เลย
อัตราการปลูกผัก ต่อ 1 กะละมัง หากเป็นผักสวนครัว อย่างเช่น ผักกาดขาว คะน้า กวางตุ้ง ขึ้นฉ่าย ต้นหอม สามารถปลูกผักได้ประมาณ 11 หลุม หยอดหลุมละประมาณ 4 เมล็ด หรือดูที่อัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ในแต่ละซองประกอบ ส่วนถ้าเป็นผักสลัด 1 กะละมัง สามารถปลูกได้ประมาณ 5 ต้น หรือ 5 หลุม ด้วยลำต้นที่มีขนาดใหญ่กว่าผักสวนครัว ทำให้ปลูกได้ในจำนวนต้นที่น้อยกว่า

ระบบน้ำ หลังเสร็จจากขั้นตอนการหยอดเมล็ด ใช้สายยางฉีดเป็นละอองฝอยให้ดินชุ่มพอประมาณ จากนั้นนำซาแรนกันแดดมาปิดคลุมไว้ประมาณ 2 วัน เมล็ดก็จะงอกขึ้นมา จากนั้นให้นำซาแรนออก เพื่อให้ต้นกล้าได้รับแสงแดด รดน้ำตามปกติทุกวัน เช้า-เย็น

การบำรุงใส่ปุ๋ย หลังจากหยอดเมล็ดได้ประมาณ 2 สัปดาห์ เริ่มใส่ปุ๋ยทุก 2 วันครั้ง จนถึงวันเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยปุ๋ยที่ใช้จะเป็นปุ๋ยหมักจากเศษผัก ผลไม้ กับกากน้ำตาล นำมาผสมน้ำฉีดพ่นในอัตราส่วน น้ำหมัก 3 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำเปล่า 10 ลิตร

การป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช 1. การป้องกันหนอน จะใช้น้ำส้มควันไม้ในการป้องกันและกำจัด ควบคู่กับการหมั่นสำรวจตรวจแปลง สังเกตดูหนอนทุกเช้า ถ้าเห็นใช้มือหยิบออกทันที 2. การป้องกันกำจัดเพลี้ยด้วยพริกป่น ในอัตราส่วนพริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร นำมาฉีดพ่นกำจัดเพลี้ย ถือเป็นสูตรธรรมชาติที่ช่วยกำจัดเพลี้ยอย่างได้ผล โดยวิธีการฉีดให้ฉีดไปที่ใต้ใบของผัก

เทคนิคสำคัญ “ปลูกผักให้หวาน กรอบ”
เทคนิคสำคัญที่ทำให้ผักออกมารสชาติหวาน กรอบ คุณบู บอกว่า ตัวช่วยสำคัญคือปุ๋ยหมักจากเศษผัก ผลไม้ และการหมั่นรดน้ำเช้า-เย็น โดยเฉพาะช่วงก่อนวันเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัวอย่างเช่น “หากเราต้องการตัดผักตอนเช้า ตอนเย็นให้รดน้ำผักไว้เลย รดในปริมาณที่มากกว่าปกติ เพื่อให้ผักได้กินน้ำอย่างเต็มที่ แล้วผักที่ตัดออกมาจะหวานกรอบ และการตัดผักตอนเช้า ถึงบ่ายมาได้ขายเลย ก็ถือเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผักของเรามีความหวานกรอบ ต่างไปจากแผงผักทั่วไปที่ต้องสั่งผักมาจากที่ไกลๆ ทำให้ความสด ความกรอบ หายไปหมดแล้ว”

เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 3 ช่วง สร้างรายได้เพิ่ม

ในส่วนของการเก็บเกี่ยวผลผลิต คุณบู อธิบายว่า วิธีของที่สวนจะมีความแตกต่างจากที่อื่น คือจะมีการเก็บผักแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 จะเป็นการเก็บผักเล็กที่มีอายุประมาณ 20 วัน จะทำการถอนแยกเป็นผักเล็กไปขาย ช่วงที่ 2 เป็นผักที่มีอายุประมาณ 30 วัน เป็นผักที่โตขนาดกลาง และช่วงที่ 3 ผักที่มีอายุประมาณ 40 วัน ที่เป็นช่วงเจริญเติบโตเต็มที่ ต้นอวบ สมบูรณ์

“จุดเริ่มต้นของการเลือกเก็บผักออกเป็น 3 ช่วง เกิดขึ้นมาจากความเสียดายในช่วงที่หว่านเมล็ดพันธุ์ในตอนแรกที่ไม่สามารถคาดการณ์ความงอกของเมล็ดได้ว่าจะงอกมากหรือน้อย จึงปล่อยให้ผักโตขึ้นมาในระดับหนึ่ง แล้วสังเกตดูว่าถ้าผักเจริญเติบโตเยอะจนต้นเบียดกันเกินไป ก็จะเก็บเป็นผักเล็กออกมาขาย ซึ่งก็ได้ผลตอบรับจากลูกค้าที่ดีมาก วิธีการรับประทานคือนำไปล้างน้ำ แช่ตู้เย็นแล้วรับประทานแบบสดๆ จะอร่อยมาก ถือว่าเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผักที่ต้องทิ้ง มาวันนี้ผักเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าได้”

ต้นทุนการปลูก “กะละมังละ 15 บาท”
การปลูกผักในกะละมัง ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยประหยัดทั้งต้นทุนและพื้นที่ในการปลูก สำหรับต้นทุนการปลูกผักสวนครัว 1. กะละมัง ซื้อครั้งเดียวสามารถใช้ซ้ำได้หลายครั้ง 2. ดินปลูก สามารถปลูกซ้ำได้ 2-3 ครั้ง จึงค่อยเปลี่ยนดินปลูกใหม่ 3. ค่าเมล็ดพันธุ์ผัก 1 ซอง สามารถปลูกได้ประมาณ 50 กะละมัง 4.ปุ๋ยหมักที่ทำขึ้นมาเอง ทำให้ต้นทุนในการปลูกการดูแลต่ำมาก หากคิดต้นทุนเฉลี่ยเป็นเงินประมาณ 15 บาท ต่อ 1 กะละมัง แต่สามารถเก็บผลผลิตมาขายได้เป็นเงินประมาณ 100 บาท สำหรับส่วนของพืชผักสวนครัว แต่ถ้าเป็นในส่วนของผักสลัดจะมีรายได้ประมาณ 50 บาท ต่อ 1 กะละมัง

การตลาดเป็นลักษณะของการปลูกเองขายเอง โดยมีหน้าร้านขายประจำอยู่ที่ตลาดนัด บขส. สุราษฎร์ธานี ทุกวันอังคาร, พฤหัสฯ, เสาร์ ในส่วนของรายได้แต่ละวัน หากวันไหนมีผักปริมาณมากก็ขายได้ 1,000-2,000 บาท นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ตนเองและครอบครัวมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก ด้วยการทำงานที่ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร เหนื่อยก็พัก และได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ถือเป็นความสุขที่สุดแล้ว คุณบู กล่าวทิ้งท้าย

ท่ามกลางระบบเศรษฐกิจที่ย่ำแย่มาตลอดหลายปีนี้ i-army.org บวกกับสถานการณ์โรคโควิดทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่วทุกครัวเรือน ราคาสินค้าขึ้นกันแทบทุกชนิด ยกเว้นราคาข้าวเปลือกของชาวนา มีราคา 1 กิโลกรัมเท่ากับบะหมี่สำเร็จรูป 1 ซอง แต่ดีที่ภูมิประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตรมีดินฟ้าอากาศเป็นใจต่อการทำเกษตรและมีชาวบ้านเป็นเกษตรกรกันมากพอควรจึงสามารถหลุดพ้นความหิวท้อง เพราะอยู่กันในต่างจังหวัดมีพื้นที่ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เป็นอาหารได้

ที่น่าเป็นห่วงกับลูกหลานเกษตรกรที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาเพื่อเป็นลูกจ้างในเมือง พอเศรษฐกิจพังก็ถูกปลดออกกันเป็นแถว จากประสบการณ์ทำงานในโรงงาน ห้างร้าน บริษัท ไม่สามารถนำมาทำเลี้ยงชีพได้ตอนกลับมาอยู่บ้านนอก ต้องปรับตัวเรียนรู้กันยกใหญ่ ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้างตามความสามารถของตนเอง

เรื่องราวในวันนี้ไม่ได้เขียนเรื่องการทำเกษตรโดยตรง แต่ถือเป็นแนวคิดและประสบการณ์ที่ล้มลุกคลุกคลานได้มาจากประสบการณ์ของตัวเองของเกษตรกรท่านหนึ่ง ที่ไม่มีความรู้เรื่องเกษตรเลย แต่ฝ่าฟันมาจนยืนหยัดมาได้

เดิม คุณนพอนันต์ เลาหพูนรังสี หรือ ลุงอ้วน เรียนจบบัญชีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง กลับมาเปิดร้านขายของชำอยู่ที่บ้าน ช่วงปี 2512-2518 เป็นช่วงที่อำเภอห้วยแถลงแล้งติดต่อกันหลายปี การทำการเกษตรไม่ได้ผล เกษตรกรไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย ทำให้ร้านค้าพลอยย่ำแย่กันไปด้วย ทำให้คุณนพอนันต์ต้องออกไปหางานทำตามความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาให้กับบริษัทในเมือง ทำอยู่หลายสิบปี จนเมื่อ 7 ปีก่อนได้ลาออกมาทำการเกษตรบนผืนดินของตัวเองที่ให้คนเช่าทำมาตลอด

ด้วยความมั่นใจว่ามีความรู้จากการศึกษาเรียนรู้ด้านเกษตรจากหนังสือบ้าง สื่อออนไลน์บ้าง จึงกลับมาทำการเกษตรบนพื้นที่ทั้ง 28 ไร่ของตัวเอง โดยการทำนาและปลูกมันสำปะหลัง ช่วงดังกล่าวเกิดภัยแล้งติดต่อกันสองปีทำให้เสียหายขาดทุนติดต่อกัน จึงเปลี่ยนความคิดว่าการเกษตรจะต้องมีน้ำ เพราะที่ผ่านมาเสียหายจากภัยแล้งโดยอาศัยน้ำจากฝน เลยปรับเปลี่ยนพื้นที่เป็นแหล่งสำรองน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง เนื่องจากที่ดินมีลักษณะลาดไม่เท่ากัน จึงขุดสระเก็บน้ำขนาด 1 ไร่ไว้บนที่ดินที่มีระดับต่ำสุด พืชที่ปลูกได้น้ำสม่ำเสมอจึงให้ผลผลิตดี แต่มีค่าใช้จ่ายมาก จึงเพิ่มการขุดสระใหม่เพิ่มในพื้นที่ระดับกลางอีก 1 ไร่กว่า และต่อมาได้ขุดสระเพิ่มอีก 1 สระในพื้นที่ระดับสูงซึ่งสูงจากระดับล่างประมาณ 8 เมตร เนื่องจากการถ่ายน้ำลงมาด้านล่างไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย ไม่ว่าน้ำมันหรือไฟฟ้า

โดยใช้คลองไส้ไก่ที่ขุดไว้ จะสามารถกระจายความชื้นรอบๆ คลองกว้างได้ทั้งสองข้างหลายเมตร เพราะคลองไส้ไก่ที่ขุดจะมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เมตร และความลึกประมาณ 1-2 เมตร ในคลองไส้ไก่สามารถเลี้ยงปลาได้เพื่อเป็นอาหารสำหรับตัวเองและคนงาน

ปัจจุบันการปลูกพืชแทบจะไม่ต้องรดน้ำ สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการปลูกกล้วย เมื่อมีความชื้นทั่วสวนเราก็สามารถปลูกพืชอย่างอื่นได้หลากหลาย เช่น มะละกอ น้อยหน่า มะม่วง ฝรั่ง การทำเกษตรแปลงใหญ่เลยโดยที่มีความรู้จากแผ่นกระดาษหรือสื่อออนไลน์ไม่สามารถนำมาใช้ในการทำจริงได้หมด ส่วนใหญ่ที่เราเห็นเป็นการนำแสดงให้เห็นเมื่อเกษตรกรเหล่านั้นประสบความสำเร็จแล้ว เราจึงลอกโมเดลของเขามาใส่ลงในพื้นที่เราซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับโมเดลนั้น ความแตกต่างของสภาพภูมิอากาศ ปริมาณฝน ลักษณะดิน และธาตุอาหารในดินไม่เหมือนกัน รวมถึงการกักเก็บน้ำของพื้นที่ว่าทำได้หรือไม่