เป็นเกษตรกรก็สามารถมีเงินส่งลูกเรียนจบปริญญาได้หากมี

การวางแผนที่ดีอย่างที่เกริ่นไว้ว่า เป็นเกษตรกรก็สามารถหารายได้ส่งลูกเรียนจบสูงๆ ได้อย่างสบาย หากมีการวางแผนที่ดี ยกตัวอย่างพี่ธวัลรัตน์ และพี่ชัชนรินทร์ ได้บอกเล่าถึงแผนจัดการเรื่องการศึกษาของลูกทั้ง 2 คน ให้ผู้เขียนฟังก็ต้องอึ้งความคิดของพี่ทั้งสอง พี่ทั้งสองบอกว่า ก่อนจะทำอะไร ทุกอย่างต้องมีการวางแผน ไม่ใช่แค่เรื่องการทำเกษตร เรื่องครอบครัวก็เช่นกัน หลายคนมองว่าอาชีพเกษตรกรรมได้เงินน้อย แต่เหนื่อย ซึ่งก็จริงแต่ไม่ทั้งหมด เราต้องคิดแล้วว่าหากอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่เรารัก เราจะทำอย่างไร ให้อาชีพที่เรารักสามารถเลี้ยง ครอบครัวเราได้ อย่างแรกคือ

1. ทั้งสองคนเริ่มจากการศึกษา การศึกษาที่ดีที่สุดคือ โรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุด เพราะสามารถใกล้ชิดหรือคุยกับคุณครูของลูกได้ แต่ถ้าเราเห่อตามกระแส คิดว่าลูกต้องเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด โรงเรียนประจำอำเภอ ซึ่งอยู่ไกลจากบ้าน 50-60 กิโลเมตร เด็กจะเหนื่อย และถือเป็นการลงทุนที่ไม่เห็นผล

2. วางแผนปลูกป่าเพื่ออนาคตลูก ที่นี่มีพื้นที่ปลูกป่าทั้งหมด 24 ไร่ แบ่งเป็น 6 แปลง แปลงละ 4 ไร่ แปลงที่ 1 พื้นที่บนสุดเป็นพื้นที่ลาดชัน คือ เป็นป่าปล่อย เอาไว้เก็บกำไรกิน คือได้ไม้ที่ไม่ต้องปลูก ใช้หลักการของศาสตร์พระราชา ปลูกในที่บนที่สุดก่อน เสร็จแล้วให้ลูกไม้หล่นมาขึ้นใหม่ ไว้เก็บกินรายวัน หรือตัดมาเผาถ่านทำฟืน

แปลงที่ 2 ถัดลงมาเมื่อลูกเกิดเราจะปลูกแปลงนี้ก่อน 4 ไร่ ปลูกไม้โตช้า ไร่ละ 200 ต้น 4 ไร่ เท่ากับ 800 ต้น ถ้าลูกโตมา จบ ม.6 อายุ 18 ปี เท่ากับต้นไม้มีอายุ 18 ปี ต้นนี้จะตีราคา สักต้นละ 5,000 บาท 800 ต้น เขาจะมีเงิน 4 ล้านบาท เงิน 4 ล้านบาทนี้ ก็เก็บไว้ให้เขาเป็นทุนการศึกษาสำหรับลูกคนที่ 1

แปลงที่ 3 ปลูกไม้โตช้าไว้อีก 4 ไร่ ให้ลูกสาวคนที่ 2 จัดสันปันส่วนให้เท่ากับลูกคนที่ 1 ทุกอย่าง

แปลงที่ 4 และแปลงที่ 5 เป็นแปลงด้านล่าง แบ่งไว้ให้อีกคนละ 4 ไร่ คนละ 800 ต้น ส่วนนี้เก็บไว้ให้สำหรับการแยกเรือน หรือใครอยากจะขายและนำเงินไปเรียนต่อก็ได้ หรือเก็บไว้สร้างเรือนก็แล้วแต่ลูกทั้งสอง

แปลงที่ 6 แปลงสุดท้าย คือส่วนของสามีและภรรยา แบ่งไว้ปลูกผักสวนครัว ทำนา ป่าปล่อย เก็บกินรายวันไป “แค่ 4 ไร่ ก็เหนื่อยแล้วสำหรับคนแก่ 2 คน” นับว่าเป็นการวางแผนครอบครัวและตัวอย่างเกษตรกรดีเด่นมากๆ

สำหรับท่านที่สนใจการปลูกสวนป่า หรืออยากได้แง่คิดการใช้ชีวิตที่ดี สามารถโทร.ปรึกษาหรือเข้าไปเยี่ยมชมที่สวนคุณธวัลรัตน์ คำกลาง และ คุณชัชนรินทร์ อ่อนราษฎร์ โทร. 082-141-5474

ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง Steinernema carpocapsae (สายพันธุ์ต่างประเทศ) ที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชนำเข้ามาจากต่างประเทศ นำเข้ามาเลี้ยงขยายเพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช จนปัจจุบันได้รับความนิยมให้นำไปใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชมากมาย เช่น หนอนกินใต้ผิวเปลือกลองกอง หนอนกระทู้หอม ตัวอ่อนด้วงหมัดผัก หนอนด้วงกินรากสตรอเบอร์รี่ หนอนผีเสื้อโรงเห็ด ด้วงงวงมันเทศ แมลงศัตรูในสนามหญ้า ฯลฯ ซึ่งมีเกษตรกรให้ความสนใจและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นำไปใช้ในหลายพื้นที่ แต่ขั้นตอนและวิธีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงชนิดนี้มีความยุ่งยากที่จะนำไปเพาะขยายต่อ ทางกลุ่มงานการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร จึงได้หาวิธีการผลิตไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศอย่างง่ายขึ้นมา เกษตรกรสามารถนำไปผลิตเองได้

ทำความรู้จักกับไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง
สายพันธุ์ต่างประเทศ
ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก มองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่า มีรูปร่างยาวเรียวบางคล้ายเส้นด้าย ส่วนหัวกลมมน ไม่มีข้อปล้อง ส่วนหางแคบและปลายเรียว มีลำตัวยาวประมาณ 0.4-1.0 มิลลิเมตร ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงเจริญเติบโตและขยายพันธุ์โดยอาศัยอยู่ภายในตัวแมลงเท่านั้น

ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงชนิดนี้ มีคุณสมบัติในการค้นหาแมลงศัตรูเป้าหมาย และทำให้แมลงตายในเวลาภายใน 24-48 ชั่วโมง สามารถเลี้ยงเพิ่มปริมาณได้ด้วยการใช้แมลงอาศัยและอาหารเทียม มีความปลอดภัยต่อมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่น

ต้นเชื้อไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงและแมลงอาศัย
ต้นเชื้อไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง คือพ่อแม่พันธุ์ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศที่บรรจุอยู่ในฟองน้ำ ผลิตโดยกลุ่มงานการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ ที่ผ่านการคำนวณแล้วว่ามีจำนวนไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงประมาณ 1 ล้านตัวที่อยู่ในฟองน้ำ และสามารถนำไปเพาะขยายต่อได้ในอัตราส่วนที่เหมาะสม

แมลงอาศัย คือแมลงที่เป็นที่อยู่อาศัยของไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศ ซึ่งทางกลุ่มงานแนะนำให้ใช้คือ หนอนกินรังผึ้ง Galleria mellonella (Linnaeus) ซึ่งหาได้จากรังผึ้งเก่า หรือตามร้านค้าอาหารสัตว์ทั่วไป เนื่องจากหนอนกินรังผึ้งเพาะเลี้ยงง่ายเหมาะสำหรับเกษตรกร หนอนชนิดนี้ เมื่อผีเสื้อได้รับการผสมพันธุ์ ผีเสื้อเพศเมียวางไข่ประมาณ 50-150 ฟองต่อกลุ่ม ประมาณ 5-7 วัน ไข่จะฟักออกเป็นตัวหนอน มี 6 วัย โดยระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 35-40 วัน จากนั้นหนอนจะพัฒนาไปเป็นระยะดักแด้อีกประมาณ 10-15 วัน และกลายเป็นตัวเต็มวัยในเวลาต่อมา มีอายุขัยตลอดวงจรชีวิตประมาณ 62-83 วัน

คุณอัจฉรียา นิจจรัลกุล ตำแหน่งนักกีฏวิทยาปฏิบัติการ และ คุณปาริชาติ จำรัสศรี ตำแหน่งนักกีฏวิทยาปฏิบัติการ กลุ่มงานการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัย ทดลอง และผลิตไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศ ได้อธิบายถึงการเลี้ยงแมลงอาศัยสำหรับเลี้ยงขยายไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง (หนอนกินรังผึ้ง) ดังนี้

วิธีเตรียมอาหารสำหรับเลี้ยงหนอนกินรังผึ้ง
1. นำรำข้าวสาลีไปอบที่อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมงหรือจนกว่ารำข้าวแห้ง เพื่อกำจัดแมลงที่ติดมากับรำข้าวสาลี

2. เทรำข้าวสาลี 1 กิโลกรัม และน้ำเชื่อม 800 มิลลิลิตร ลงในกะละมัง คลุกเคล้าให้เข้ากัน อาหารจะมีสีเข้มขึ้น จะได้อาหารสำหรับเลี้ยงหนอนกินรังผึ้ง น้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม

วิธีเลี้ยงหนอนกินรังผึ้ง
1. นำไข่ผีเสื้อหนอนกินรังผึ้งน้ำหนัก 1 กรัม หรือประมาณ 30 กลุ่ม วางกระจายในกล่องพลาสติก ขนาด 4x6x2 นิ้ว ภายในกล่องบรรจุอาหารเทียมเลี้ยงหนอนปริมาณ 100 กรัม พร้อมปิดฝา (ฝากล่องเจาะและปิดทับด้วยมุ้งลวดที่มีตาถี่) และวางกล่องบนชั้นเพาะเลี้ยงเพื่อป้องกันมด ไว้ภายในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

2. ตั้งทิ้งไว้เป็นเวลา 10 วัน หนอนจะฟักตัวออกมาและเจริญเติบโตเข้าระยะวัย 2 มีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร อาหารในกล่องจะแห้ง จากนั้นแบ่งก้อนอาหารที่มีหนอนออกเป็น 3 ส่วน ย้ายลงกล่องพลาสติกขนาด 7x11x3 นิ้ว ภายในกล่องจะบรรจุอาหารหนอนประมาณ 300 กรัม แล้วนำหนอนจากกล่องเดิมที่แบ่งแล้ว 1 ส่วน วางลงด้านบนของอาหารกล่องใหม่ที่เตรียมไว้

3. เลี้ยงหนอนกินรังผึ้งต่ออีก 25 วัน ระหว่างการเลี้ยงให้คอยสังเกตอาหาร เมื่ออาหารเริ่มแห้งให้เติมอาหารใหม่ลงไปอีก 300 กรัม หรืออาจจะย้ายลงกล่องใหม่พร้อมเติมอาหาร 300 กรัม เมื่อครบ 25 วัน หนอนจะมีขนาดความยาวประมาณ 1 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดหนอนที่เหมาะสำหรับนำไปใช้ในการเลี้ยงขยายไส้เดือนฝอย

คุณอัจฉรียา กล่าวถึงวิธีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศ ดังนี้

การเลี้ยงขยายไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง
1. เตรียมกล่องพลาสติกขนาด 4x6x1 นิ้ว ที่ไม่เจาะฝากล่อง รองก้นกล่องด้วยกระดาษที่มีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ดี เช่น กระดาษฟางหรือกระดาษปรู๊ฟ

2. นำฟองน้ำที่บรรจุต้นเชื้อไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงวัย 3 ซึ่งจะได้รับจากกรมวิชาการเกษตร นำมาขยำด้วยน้ำสะอาดปริมาณ 500 มิลลิลิตร โดยแบ่งขยำออกเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 250 มิลลิลิตร (สามารถตวงน้ำจากถุงที่ใส่ฟองน้ำก็ได้ โดย 1 ถุง จุน้ำได้ประมาณ 250 มิลลิลิตร) จากนั้นนำมาเทรวมกันตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วรินน้ำใสส่วนบนทิ้งให้เหลือแค่ไส้เดือนฝอยและน้ำส่วนล่าง 100 มิลลิลิตร

3. หยดต้นเชื้อไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงที่เตรียมไว้แล้วด้วยหลอดฉีดยาลงบนกระดาษที่รองไว้ในกล่อง ปริมาณ 0.8 มิลลิลิตร (ซีซี) โดยหยดต้นเชื้อให้กระจายทั่วทั้งกระดาษ จากนั้นใส่หนอนกินรังผึ้งจำนวน 40 ตัว ปิดฝา นำไปเก็บบนชั้นวางเพื่อป้องกันมดที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 3 วัน จะสังเกตเห็นหนอนตาย ลักษณะหนอนที่ตายด้วยไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงลำตัวจะไม่เละ สีเปลี่ยนเป็นสีเหลืองครีม ถึงสีน้ำตาลเข้ม มีสีที่สม่ำเสมอตลอดทั้งตัว

4. ลวกกล่องพลาสติกที่ไม่เจาะฝากล่องขนาด 7x11x3 นิ้ว และตะแกรงด้วยน้ำร้อน จากนั้นปิดฝากล่องทันทีเพื่อให้เกิดหยดน้ำขึ้นมาเป็นแหล่งความชื้นของไส้เดือนฝอย วางกล่องทิ้งไว้ให้เย็นและนำหนอนที่ตายด้วยไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงจากข้อ 3 มาวางเรียงบนตะแกรงให้เป็นระเบียบ เพื่อให้ไส้เดือนฝอยออกจากตัวหนอนลงในกล่องได้สะดวก อย่าวางหนอนทับกัน ปิดฝากล่องให้สนิทเพื่อป้องกันแมลงหวี่ นำไปเก็บบนชั้นหรือโต๊ะเพื่อป้องกันมด ที่อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิห้อง เพื่อช่วยให้ไส้เดือนฝอยสามารถขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณได้ดี

5. เมื่อครบ 10 วัน จะเริ่มสังเกตเห็นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงออกจากซากหนอนมาอยู่ในกล่อง (ดูจากความขุ่นของน้ำภายในกล่อง) ทิ้งไว้จนถึงวันที่ 16 จึงทำการเก็บไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง โดยยกตะแกรงที่เรียงหนอนออก และใช้ขวดซึ่งบรรจุน้ำสะอาดฉีดไล่ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงบริเวณด้านข้างภายในกล่องลงในภาชนะทรงสูง ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน และรินส่วนน้ำใสทิ้ง จากนั้นเติมน้ำสะอาดล้างซ้ำอีก 2 ครั้ง จะได้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงพร้อมนำไปใช้งาน

6. หากยังไม่ได้นำไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงไปใช้ ให้ลดน้ำโดยการตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วเทน้ำทิ้งให้เหลือสูงประมาณ 0.5 เซนติเมตร จากพื้นภาชนะจัดเก็บ พร้อมปิดฝาเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ และเก็บในตู้เย็น (สามารถเก็บได้นานสูงสุด 7 วัน) ส่วนหนอนกินรังผึ้งที่อยู่บนตะแกรงสามารถเก็บไส้เดือนฝอยซ้ำได้อีก 3 ครั้ง โดยเก็บทุกๆ 2 วัน แต่ปริมาณไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงที่ได้จะมีปริมาณที่ลดลง

คุณปาริชาติได้อธิบายเพิ่มเติมถึงคำแนะนำการใช้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศที่ได้จากการเพาะเลี้ยงอย่างง่ายไว้ว่า ใช้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงที่ได้จากกล่องความชื้น จำนวน 8 กล่อง ในกล่องมีหนอนที่ถูกไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศเข้าทำลาย 100 ตัว ผสมรวมกับน้ำ 20 ลิตร สามารถนำไปใช้ได้กับพื้นที่ 1 งาน (32 กล่องต่อน้ำ 80 ลิตรต่อไร่) ควรพ่นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงหลังการให้น้ำในแปลงปลูกและควรพ่นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศในช่วงเย็นในระหว่างการฉีดพ่น ควรเขย่าและคนถังที่ผสมไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศเป็นระยะๆ

เกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำ คู่มือการผลิตการเลี้ยงขยายไส้เดือนฝอยและขอรับต้นเชื้อไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงสายพันธุ์ต่างประเทศได้ที่ กลุ่มงานการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 02-579-7580 ต่อ 138

นาข้าวที่เคยเป็นวิถีหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนในตำบลนาตาล่วง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง เมื่อครั้งสมัยก่อน ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับความเจริญเติบโตของเมืองใหญ่ จนปัจจุบันนาข้าวของตำบลนาตาล่วงได้เปลี่ยนแปลงไป เป็นพื้นที่สวนยาง สวนปาล์ม ตลอดจนบ้านเรือนและที่อยู่อาศัยของชุมชนเมือง

ตำบลนาตาล่วง มีเรื่องเล่าขานตามชื่อของตำบลว่า ครั้งหนึ่ง มีชาวบ้านชื่อ นายล่วง ได้เดินทางผ่านมาในพื้นที่นี้เพื่อเอาเงินและทองมาทำบุญสร้างเจดีย์ วัดพระธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่แล้วต้องมาล้มป่วยลง ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงได้มาทำนาหาเลี้ยงชีพอยู่ในพื้นที่นี้ ต่อมา ชาวบ้านจึงได้เรียกขานว่า “นาตาล่วง” และกลายมาเป็นชื่อตำบลเรื่อยมา

ปัจจุบันที่ดินที่เคยเป็นผืนนาร้างแปลงหนึ่ง ไม่ไกลจากเขานาขา ได้มีการปลูกข้าว ทำนา แม้จะเป็นพื้นที่เล็กๆ เพียง 2 ไร่ 2 งาน แต่ก็เกิดจากความตั้งใจ มุ่งมั่น ของ ร.ต.ท. ธีรวุฒิ พานิช เจ้าของไร่คุ้มพานิช ในพื้นที่ 21 ไร่ ของหมู่ที่ 2 ตำบลนาตาล่วง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่มีการทำการเกษตรแบบไร่นาสวนผสม ปลูกพืชหลากหลายชนิดเพื่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนให้กับครอบครัวหลังจากการลาออกจากราชการ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547 และต่อมาในปี 2564 ร.ต.ท. ธีรวุฒิได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาไร่นาสวนผสม ของสำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวรวมถึงสมาชิกในชุมชนที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์นาข้าวผืนนี้

ร.ต.ท. ธีรวุฒิ เล่าว่า ตนเองมีความฝันที่อยากจะเห็นวิถีชีวิตเมื่อครั้งตนเองยังเป็นเด็กที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวชาวนา ทำนา หาปลา ปลูกผัก อยู่กับธรรมชาติ และอยู่ในสังคมที่เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน และมีมิตรไมตรีที่บ้านเกิด ตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง แม้ปัจจุบันตนเองไม่ได้อยู่อาศัยในพื้นที่เดิมแล้ว แต่ก็ยังฝันที่จะมีนาข้าวเป็นของตนเอง จึงได้ซื้อที่ดินที่เป็นนาร้างแปลงนี้ ซึ่งอยู่บริเวณชานเมืองเพื่อทำนา และทำไร่นาสวนผสม ร่วมกับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ได้หลายช่องทางให้กับครอบครัว

โดยมี คุณศศิลักษณ์ พานิช ภรรยา ซึ่งเป็นข้าราชการพยาบาลเกษียณ เป็นกำลังสำคัญ ในการดูแล บริหารกิจการ ในส่วนของร้านอาหาร “ไร่คุ้มพานิชส้มตำลอยฟ้า กาแฟยอดไม้” และการทำโฮมสเตย์ ในพื้นที่เกษตรให้กับนักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ โดยมีทั้งโฮมสเตย์ที่อยู่ในนาข้าว และในพื้นที่บริเวณสวนผสม รวมจำนวน 18 หลังสามารถรองรับการประชุมสัมมนาและการจัดงานเลี้ยงให้กับผู้มาเยือน ได้ถึง 200 คน

ในส่วนของการปลูกพืชต่างๆ ในพื้นที่ มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอม 400 ต้น ให้ผลผลิตประมาณ 15,000 ผลต่อปี จำหน่ายในรูปแบบของพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม ปีละประมาณ 6,825 ผล ผลละ 80 บาท ทำให้มีรายได้ประมาณ 546,000 บาทต่อปี, ส้มโอพันธุ์ทองดีและพันธุ์ทับทิมสยาม รวม 50 ต้น ปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2562 ปัจจุบันยังไม่ได้รับผลผลิต, ฝรั่งพันธุ์กิมจู 200 ต้น ผลิตประมาณ 3,360 กิโลกรัมต่อปี มีรายได้ประมาณ 100,800 บาทต่อปี, หน่อข่า 200 ต้น จำหน่ายทั้งหน่อข่าและข่าอ่อน รวมผลผลิตประมาณ 650 กิโลกรัม จำหน่ายกิโลกรัมละ 45 บาท มีรายได้ประมาณ 29,250 บาทต่อปี, นาบัวหลวง เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ตัดบัวจำหน่าย ในทุกวันพระเดือนละ 2 ครั้ง ตัดดอกบัวได้ประมาณ กอละ 3 ดอก ราคาดอกละ 5 บาท คิดเป็นรายได้ 15,000 บาทต่อปี

โรงเรือนปลูกเมล่อน ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 20 เมตร จำนวน 2 หลัง ซึ่งปัจจุบันได้พักการปลูกและได้ให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้มาปลูกผักปลอดสารพิษ เช่นเดียวกับการแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่ง ประมาณ 2 งาน ให้ชาวบ้านปลูกดาวเรืองเพื่อเป็นรายได้เสริม และมีการเลี้ยงปลา จำนวน 3 บ่อ มีพันธุ์ปลา ได้แก่ ปลากด ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาหมอ และปลาดุก รวมจำนวน 3,000 ตัว มีรายได้ประมาณ 90,800 บาทต่อปี

รวมรายได้ทั้งหมดจากการทำไร่นาสวนผสมเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว คิดเป็นรายได้รวม 781,850 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีการอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่น ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ ได้แก่ หว้า กระโดน กก ชุมเห็ด และพืชต่างๆ ให้คงอยู่

ร.ต.ท. ธีรวุฒิ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมคือ ตนเองได้บอกเล่ากับเพื่อนบ้านและคนในชุมชนถึงความตั้งใจที่จะทำนา เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์วิถีชาวนาเอาไว้ ภายหลังสมาชิกในชุมชนก็ให้การสนับสนุน เมื่อมีกิจกรรมสำคัญที่เกี่ยวกับนาข้าวก็จะเดินไปบอกเพื่อนบ้าน ชาวบ้าน รวมทั้งผู้นำชุมชน ให้ช่วยบอกกล่าวคนในชุมชนที่สนใจให้มาร่วมด้วยช่วยกันในกิจรรมต่างๆ เช่น การทำแปลงเพาะกล้า ถอนกล้า ดำนา ไปจนถึงการเกี่ยวข้าว ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชนเป็นอย่างดี

ร.ต.ท. ธีรวุฒิ เล่าว่า การทำนานั้นเริ่มต้นด้วยการคัดเมล็ดข้าวพันธุ์เล็บนก ที่ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายผู้ปลูกข้าวจังหวัดพัทลุง โดยใช้เมล็ดข้าว 13 กิโลกรัม แช่น้ำทิ้งไว้ 2 คืน และพัก 1 คืน แล้วนำหว่านลงในแปลงกล้าที่เตรียมไว้ เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตเต็มที่ ระยะเวลา 30 วัน จึงถอนมาปักดำ ในส่วนของการเตรียมพื้นที่นา มีการเตรียมดินโดยใช้รถไถ 7 จาน เนื่องจากดินไม่แข็งมาก แล้วทิ้งดินที่ไถไว้ประมาณ 2 เดือน หลังจากนั้น นำปุ๋ยมูลไก่ จำนวน 15 กระสอบ ร่วมกับมูลเป็ด 15 กระสอบ ใส่ลงในดินที่ไถทิ้งไว้ เมื่อฝนเริ่มตกก็ทดน้ำเข้านา แล้วทำการสับเทือกโดยใช้จอบ ใช้แรงงานประมาณ 4 คน โดยมีสมาชิกในชุมชนสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยทำเทือก เป็นเวลา 2 วัน ก็เริ่มดำนา

โดยมีสมาชิกในชุมชนมาช่วยกันดำนาจนเสร็จ แต่ละคนก็หิ้วปิ่นโตหรือพาข้าวหม้อแกงหม้อกันมา ร่วมด้วยช่วยกัน แม้จะเหนื่อยและต้องสละเวลากันมา แต่ก็มีความอิ่มเอมใจ เมื่อข้าวแตกกอ แตกใบเต็มที่ยามที่ลมพัดผ่านนาข้าว จะได้กลิ่นหอมใบข้าวลอยมาตามลม สร้างความรื่นรมย์ให้แก่ผู้มาเยือน

ร.ต.ท. ธีรวุฒิ เล่าต่อว่า VIPSTARVEGAS.COM แต่แล้วเมื่อย่างเข้าถึงเดือนตุลาคม เกิดฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอเมืองตรัง ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลนาตาล่วง รวมถึงนาข้าวที่กำลังเริ่มแตกกอ มองไปรอบพื้นที่ เหมือนมีนาข้าวอยู่ในทะเลสาบแต่ต้นข้าวยังยืนต้นมาได้จนวันที่ระดับน้ำลดลง เมื่อครบ 120 วัน ผืนดินทั้งผืนจึงกลายเป็นทุ่งรวงทอง ให้เราได้เห็นถึงความงามและความอุดมสมบูรณ์ และบ่งบอกถึงความสามัคคีที่เกิดเป็นผลเช่นเดียวกับรวงข้าวสีทอง

แม้ผลผลิตข้าวที่ได้จะมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยของข้าวพันธุ์เล็บนก คือได้ข้าวเปลือกประมาณ 500 กิโลกรัม จากผลกระทบน้ำท่วม และมีนกกระจาบ นกกระติ๊ด หรือภาษาถิ่นคือนกลา และนกอื่นๆ มากินเมล็ดข้าว และกินน้ำเลี้ยงจากเมล็ดข้าวในระยะน้ำนม ทำให้ข้าวเมล็ดลีบ แต่ก็เป็นมีนิมิตหมายอันดีได้เริ่มต้นเพาะปลูก และคิดว่าจะปลูกข้าวในแปลงนี้อีกทุกๆ ปี ข้าวเปลือกที่ได้มานี้ ส่วนหนึ่งจะเก็บไว้เป็นพันธุ์ข้าว เพื่อปลูกในปีต่อไป จำนวน 20 กิโลกรัม อีกส่วนหนึ่งจะนำมาสีเป็นข้าวสารนำส่งมอบให้กับผู้ที่มาร่วมทำนา ข้าวที่เหลือจะนำมาจำหน่ายกิโลกรัมละ 35 บาท และจะมีการเก็บข้าวในยุ้งฉางเพื่อให้มีกิจกรรม

การตากข้าว นวดข้าว สีข้าวด้วยครกสีข้าว ครกตำข้าวแบบโบราณ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มาหัดสีข้าว ด้วยตัวเอง แม้เป็นเพียงกิจกรรมเพียงเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับข้าว แต่อย่างน้อยก็เป็นการอนุรักษ์วิถีชีวิตชาวนา และทำให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสเสี้ยวหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวนา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่าของอาชีพทำนา ซึ่งเป็นอาชีพที่เป็นเสมือนต้นน้ำ ผลิตข้าวที่เป็นอาหารหลัก หล่อเลี้ยงคนทุกชนชั้นต่อไป

เทคนิคนี้เป็นความรู้ที่ได้มาจาก คุณชูศักดิ์ ศรีพ่วงเล็ก เกษตรกรที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี

ก่อนปี 2538 คุณชูศักดิ์ ปลูกมะม่วงไว้จํานวนมากมายหลายสายพันธุ์ แต่หลังจากปี 2538 น้ำท่วมใหญ่ จากนั้นเขาได้เน้นผลิตมะม่วงโชคอนันต์จําหน่ายนอกฤดู แต่ก็ยังมีมะม่วงเขียวเสวยหลงเหลืออยู่

เจ้าเขียวเสวยมีชื่อในด้านการออกดอกติดผลยาก แต่คุณชูศักดิ์ก็มีวิธีการ เขาบอกว่าให้หมักปลาหมักหอยแล้วราดไปที่โคนต้น พวกนี้มีโปรตีนมีธาตุอาหาร ช่วยให้มะม่วงออกดอกติดผลดี วิธีการ ทําได้โดยนําปลามา 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน และจุลินทรีย์ 1 ส่วน หมักนาน 3 เดือน จากนั้นนําไปฝังกลบที่โคนต้น หรือนําไปราดที่โคนแล้ว รดน้ำตาม โดยเริ่มทําหลังเก็บผลผลิตแล้ว

โดยปลานั้นใช้ปลาที่ราคาไม่แพง เช่น ปลาทะเลที่นํามาเลี้ยงเป็ด นําปลากะพง มาทําคงไม่ดี ส่วนนี้อาจจะใช้หอยเชอร์รี่แทนก็ได้

กากน้ำตาล ช่วยให้การหมักไม่มีกลิ่นเหม็น จุลินทรีย์ หาได้ง่ายๆ โดยขุดหน่อกล้วยทั้งโคนต้นมานั่นหมักใส่ลงไป เรียกว่า “จุลินทรีย์หน่อกล้วย” หรืออาจใช้อีเอ็ม รวมทั้งเชื้อ พด.ของกรมพัฒนาที่ดิน
เมื่อใช้ปลาหมักหรือหอยหมักราดให้ คุณชูศักดิ์บอกว่า มะม่วงเขียวเสวยที่คนชอบ กินกันและเป็นพันธุ์หนัก ออกดอกยาก จะออกดอกติดผลทยอย

แนวทางการทําให้มะม่วงออกดอกติดผลดี นอกจากการตัดแต่งกิ่งและการให้น้ำที่เหมาะสมแล้ว เรื่องปุ๋ยก็สําคัญเช่นกัน การหมักปุ๋ยจากปลาและหอยเชอร์รี่ช่วยได้!