เป็นแหล่งของโปรตีนและปรุงอาหารได้หลากหลายการนำเห็ดแครง

เพื่อไปประกอบอาหารว่า สามารถทำได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นเมนูแกง ห่อหมก ตลอดไปจนถึงเมนูทอดมันเห็ดแครง เพราะเห็ดแครงถือว่าเป็นแหล่งของโปรตีนสูง ที่นอกจากจะนำมาประกอบอาหารแล้ว ยังสามารถนำไปทำเป็นยาได้อีกด้วย

“แต่ละพื้นที่ก็จะมีเมนูที่แตกต่างกันไป ในการนำมาประกอบอาหาร อย่างถ้าบางพื้นที่ชอบลาบ ก็สามารถนำไปทำเป็นลาบเห็ดแครง อย่างแกงกะทิเห็ดแครงใส่ใบเหลียงก็เป็นที่นิยม ซึ่งสำหรับผู้ที่รักสุขภาพไม่อยากทานเนื้อสัตว์มาก เห็ดแครงก็สามารถเป็นแหล่งของโปรตีนได้ เพราะวิธีการทำก็ไม่แตกต่างไปจากเดิม แค่เปลี่ยนมาใช้เห็ดแครงเป็นส่วนประกอบเท่านั้นเอง” คุณจิตสุภา บอกถึงคุณประโยชน์ของเห็ดแครง

ซึ่งราคาจำหน่ายเห็ดแครงในท้องตลาดนั้น สามารถจำหน่ายได้หลากหลายราคา ขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้นๆ โดยราคาสามารถจำหน่ายได้ตั้งแต่ 250-400 บาท ต่อกิโลกรัม จึงเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เพาะได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะฝึกการเพาะเห็ดแครง คุณจิตสุภา บอกว่า สามารถติดต่อขอฝึกอบรมได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้การเพาะเห็ดแครง อ.ต.ก. จังหวัดสงขลา หรือติดต่อทางหมายเลขโทรศัพท์ (074) 330-241-3 โดยทางศูนย์จะมีการฝึกอบรมให้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ท่านใดสนใจซื้อเห็ดแครงเพื่อนำไปประกอบอาหารเองที่บ้าน หรือจะเป็นสินค้ากับข้าวสำเร็จรูปที่พร้อมรับประทานได้ทันที ก็สามารถไปเลือกซื้อสินค้าได้ที่ ตลาด อ.ต.ก. เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจันทบุรี ปี 2560 ประมาณการผลผลิตลำไย จำนวน 328,458 ตัน เพิ่มขึ้น 32,183 ตัน จากปี 2559 มีจำนวน 296,275 ตัน หรือประมาณ 10% แต่ภาคเกษตรกรประมาณว่าน่าจะเพิ่มถึง 25% หากรวมเกษตรกรที่ไม่ได้จดทะเบียนด้วย ทำให้ปีนี้ลำไยมีวิกฤตกาลเรื่องตลาดและราคาให้เห็นเช่นเดียวกับ ผลไม้ ทุเรียน มังคุด ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ที่ปริมาณลำไยมากถึง 70% ออกสู่ตลาด จึงทำให้เกิดปัญหาตลาดตัน ราคาลำไยตกต่ำ

ขณะเดียวกันเกษตรกรเห็นว่ามีปรากฏการณ์ใหม่ “ปัญหาการส่งลำไยร่วงออกตลาดต่างประเทศ” โดยซื้อลำไยลูกร่วง ราคาต่ำ เพื่อแข่งขันตีตลาดลำไยคุณภาพ ซึ่งเป็นการทำลายกลไกตลาด ทำให้ลำไยคุณภาพราคาตกต่ำหรือตลาดตัน หรือถูกลดราคาเป็นลำไยลูกร่วง และในอนาคตตลาดจีนอาจจะไม่ซื้อลำไยจากไทย เพราะเห็นว่าลำไยลูกร่วงไม่มีคุณภาพ จึงควรหาทางออกเร่งด่วนหยุดการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ

รวมกลุ่มเกษตรกรสวนลำไย หาทางออก

จากปัญหาลำไยลูกร่วง ส่งออกตลาดต่างประเทศมีผลกระทบเป็นวงจรลงสู่เกษตรกรนี้เอง เมื่อ วันที่ 4 ธันวาคมนี้ ที่หอประชุมโรงเรียนสอยดาววิทยา อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ได้มีการจัดประชุมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไย กลุ่มสหกรณ์ สมาคมชาวสวนลำไย และตัวแทนสภาทนายความจังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว เพื่อหาทางออกแก้ปัญหาดังกล่าว

นำโดยกลุ่มลำไยคุณภาพส่งออก 4.0 คุณธานัท ปะสิ่งชอบ ประธานกลุ่ม คุณปาริชาติ ประสิ่งชอบ สมาชิกกลุ่ม คุณธัญพิสิษฐ์ ประเดิมกุลชัย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสอยดาวไทยแลนด์ 4.0 คุณอเนก ธรรมสุทธิ์ ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสอยดาว จำกัด คุณพงศ์ศักดิ์ หลิวทวีศรีประกาย นายกสมาคมชาวสวนลำไยจันทบุรี และ คุณศักดิ์สิทธิ์ ประสิ่งชอบ รองประธานสภาทนายความจังหวัดจันทบุรี

ที่ประชุมได้มีการหารือเรื่อง “ปัญหาลำไยราคาตกต่ำ สัญญาการซื้อขายลำไยของล้งที่เอาเปรียบ และการส่งออกลำไยร่วงที่เป็นผลกระทบกับชาวสวนลำไย เพื่อหาทางออกและแนวทางแก้ไขราคาลำไยในฤดูกาลต่อไป” โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมประชุม ประมาณ 250-300 คน

ลำไยลูกร่วง รูดร่วง (ร่วงไม่จริง)

คุณธานัท ประสิ่งชอบ ประธานกลุ่มลำไยคุณภาพส่งออก 4.0 และเกษตรกรสวนลำไยแปลงใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ด้วยระบบการตลาดส่งออกต่างประเทศ ที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดต้องอาศัย “ล้งจีน” เป็นคนซื้อและส่งออกไปจำหน่ายตลาดจีน ซึ่งตลาดหลักเป็นเมืองใหญ่ เช่น กวางโจว เซี่ยงไฮ้ แต่ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลง พ่อค้าจีนจะไม่รอสินค้าที่ปลายทาง กลับหิ้วกระเป๋าใส่เงินมาทำสัญญาซื้อขายกับเกษตรกรถึงหน้าสวน เปรียบเสมือนย้ายตลาดกวางโจวมาอยู่ที่จันทบุรีทีเดียว

ด้วยสภาพการค้าขายที่มีการแข่งขันกันสูง พ่อค้าจีนจึงมีกลเม็ดเด็ดพลาย ทำให้ซื้อลำไยได้ราคาต่ำที่สุดและขายให้ได้กำไรมากที่สุด ด้วยวิธี “การตลาดที่แข่งขันซื้อลูกร่วง ที่รูดร่วง (ร่วงไม่จริง) เพื่อตีตลาดลำไยช่อที่มีคุณภาพ” ส่งผลให้เกษตรกรเป็นผู้แบกรับภาระจากการขาดทุนของพ่อค้าที่ซื้อลำไยคุณภาพที่ทำสัญญาซื้อขาย กิโลกรัมละ 30-35 บาท ต่อรองให้ลดราคาเหลือ 16-20 บาท และกดราคาซื้อลำไย เบอร์ 3-4 เป็นราคาลูกร่วง (ร่วงไม่จริง) เพื่อรับซื้อ กิโลกรัมละ 3-5 บาท และเก็บรูดร่วง นำลำไยที่ได้ขนาด เบอร์ 3-4 ไปขายเป็นลำไยคุณภาพ และนำลูกไม่มีคุณภาพหัวเปิดส่งออก ทั้งที่กฎหมายห้าม

เมื่อตกลงซื้อขายลูกร่วง พ่อค้าจะให้แรงงานเก็บรูดร่วง และนำไปคัดส่งออกเป็นลำไยคุณภาพ และส่งที่รูดร่วงที่หัวเปิดออกไปด้วย ทั้งที่ต้องนำไปแปรรูป ห้ามส่งออก เพราะเมื่ออบกำมะถัน จะทำให้สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าไปในเนื้อเกินปริมาณที่กำหนด คือ 50 มิลลิกรัม ต่อลำไย 1 กิโลกรัม ลำไยร่วงซื้อราคาถูกขายได้ราคาถูกกว่าลำไยช่อ เบอร์ 1-2 พ่อค้าลำไยช่อต้นทุนสูงกว่าขายแพง ขายไม่ออกขาดทุน สุดท้ายมาขอลดราคาจากชาวสวน ซึ่งลำไยลูกร่วงที่รูดร่วงนี้ ถ้าตรวจสอบพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ปริมาณเกินกำหนด จีนอาจจะห้ามนำเข้าลำไยไทย ทำให้ชาวสวนจะต้องเดือดร้อนหนัก

“ลำไยร่วง ทำลายตลาดลำไย ลำไยคุณภาพขายไม่ได้ และเกษตรกรส่วนใหญ่ทำลำไยคุณภาพจึงได้รับความเดือดร้อน ล้งพากันชะลอการเก็บตามกำหนดสัญญา รอซื้อลูกร่วง ข้อสรุปคือ ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบมาตรฐานการส่งออกลำไย ไม่ให้มีลำไยด้อยคุณภาพ (ลูกร่วง) ส่งออกไปทำลายตลาดลำไยคุณภาพ ช่วง 3 เดือน ที่ผ่าน

เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน มีปริมาณลำไยออกสู่ตลาดจำนวนมากถึง 70% มีการนำออกไปแพ็กกิ้งที่เวียดนาม ส่งจำหน่ายในตลาดจีน แต่ติดสติ๊กเกอร์ระบุเป็นลำไยไทย ซึ่งเป็นการทำลายตลาดลำไยที่มีคุณภาพของจันทบุรี การแก้ปัญหาเร่งด่วนเกษตรกรต้องไม่ขายลำไยร่วงให้ล้ง ล้งต้องไม่ส่งออกลำไยร่วง เพราะต่อไปผลผลิตลำไยที่ทำสัญญาไว้จะเก็บได้ช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม และไม่ให้เกิดปัญหานี้อีกในปีต่อๆ ไป” คุณธานัท กล่าว

เกษตรกรขอความเป็นธรรม ใช้สัญญากลาง

คุณศักดิ์สิทธิ์ ประสิ่งชอบ รองประธานสภาทนายความจันทบุรี กล่าวว่า สัญญาที่ทำส่วนใหญ่ล้งเป็นผู้ทำขึ้น เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ชาวสวนเสียเปรียบ จึงต้องทำสัญญากลางที่ให้เกิดความเป็นธรรมนั้นต้องยึดรายละเอียดของมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องขนาด จำนวนผลต่อกิโลกรัม สัญญาล้งที่ไม่ถูกต้อง ตัวอย่าง

1. การกำหนดไซซ์ เช่น เบอร์ 1 ของล้ง จำนวน 55-60 ลูก ต่อกิโลกรัม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 85 ลูก เบอร์ 4 ของล้ง จำนวน 81-90 ลูก ต่อกิโลกรัม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 114 ลูก ซึ่งตัวเลขแตกต่างกันมาก แต่ล้งนำมาใช้กันทั่วไป ซึ่ง เบอร์ 4 ของล้ง ใกล้เคียงกับ เบอร์ 2 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
2. ปัญหาเงินมัดจำ ซื้อใบก่อน พอล้งมาเก็บ เก็บเบอร์ 1 เบอร์ 2 ขายไม่ได้ จะมาเก็บรูด เบอร์ 3 เบอร์ 4 หรือถึงกำหนดเก็บไปติดต่อแล้วไม่มา ล้งจะกล่าวอ้างคุณภาพลำไยไม่ดี กรณีนี้ชาวสวนถ่ายภาพ จดบันทึกปริมาณของแต่ละต้น ระบุวันที่และมีเจ้าหน้าเกษตรที่เป็นคนกลางมาดูแปลง แจ้งลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ จากนั้นเกษตรกรขายให้คนอื่นได้เลย ก่อนที่ของจะเสียหาย

“ส่วนใหญ่ชาวสวนไม่ค่อยได้อ่านสัญญาและจะยินยอม เนื่องจากมีการรับเงินมัดจำมาล่วงหน้าแล้ว และอาจจะคิดว่าไม่รู้จะนำไปขายให้ใคร รวมทั้งปัญหาเรื่องเช็คเด้ง ที่ไม่เกิน 3 เดือน สามารถฟ้องเป็นคดีอาญาได้ หรือเกิน 1 ปี จะหมดอายุฟ้องร้องไม่ได้ ปัญหาล้งผิดสัญญา ชาวสวนเสียเปรียบ ต้องไม่ยอม ซึ่งหน่วยงานหรือองค์กรต้องให้ความรู้กับเกษตรกร ส่วนร่างสัญญากลางเพื่อนำมาใช้ต้องให้ล้งยอมรับด้วย จึงเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องใช้เวลา แต่ในขณะนี้ปัญหาลูกร่วงส่งออก หน่วยงานภาครัฐต้องตรวจตราดูแลอย่างเข้มงวด” คุณศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

เกษตรกรรวมกลุ่มตั้งตลาดกลางลำไย

คุณอเนก ธรรมสุทธิ์ ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสอยดาว จำกัด กล่าวว่า ชาวสวนลำไยควรรวมกลุ่มกันเป็นสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสอยดาว หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสอยดาวไทยแลนด์ 4.0 เพื่อทำเกษตรแปลงใหญ่ ส่วนภาครัฐ กลุ่มองค์กรสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองกับล้ง ให้ความช่วยเหลือสมาชิกด้านเงินทุน ตลาดรับซื้อ รับประกันว่าทำลำไยคุณภาพแล้วมีตลาดรับซื้อแน่นอน ถ้าล้งไม่รับซื้อให้ขายที่สหกรณ์ จะรับซื้อลำไยในราคาเป็นธรรม ราคากิโลกรัมละ 35 บาท ราคาเดียว เบอร์ 1-4 และจ่ายเป็นเงินสดแน่นอน เพราะมีตลาดรองรับอยู่แล้ว จีนและอินโดนีเซีย และ ปี 2661-2563 สหกรณ์มีแนวทางจะลดปริมาณการใช้สารเคมี หันมาทำลำไยอินทรีย์ เบอร์ 1-3 เป็นลำไยคุณภาพ เพื่อแข่งขันกับต่างประเทศ

“ตอนนี้คือต้องหยุดการขายลูกร่วงส่งออกให้ได้ ถ้ามีสัญญาขายให้ล้ง ต้องขายลำไยช่ออย่างเดียว ที่ผ่านมาล้งผิดสัญญา เกษตรกรฟ้องร้องชนะไปหลายคดี เกษตรกรอย่ากลัวถ้าเราไม่ผิดสัญญา หลายคนกลัวแพ้ หรือไม่มีทนายจัดการให้ ถ้าเป็นสมาชิกกลุ่ม องค์กรสามารถมอบอำนาจให้สหกรณ์ดำเนินการได้ มีตัวอย่างฟ้องร้องล้งกันหลายรายและชนะคดีด้วย ซึ่งแนวทางต่อไปควรใช้สัญญากลางที่เป็นธรรม” คุณเอนก กล่าว

คุณธัญพิสิษฐ์ ประเดิมกุลชัย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสอยดาวไทยแลนด์ 4.0 กล่าวสรุปแนวทางแก้ปัญหาลำไยว่า ทางออกของเกษตรกรชาวสวนลำไยคือ

1. ต้องสร้างกลุ่มในท้องที่ของตนเอง หรือสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน เพื่อผลักดันการทำเกษตรแปลงใหญ่ มีการแบ่งพื้นที่ทำ ราดสารให้ผลผลิตกระจายตัวออกไป
2. ทำตลาดกลางลำไยที่สอยดาวเพื่อส่งออก การสร้างตลาดลำไยถ้าสามารถดึงลำไยให้เข้าสู่ตลาดได้ 40% ล้งจะพยายามวิ่งหาซื้อลำไยอีก 60% ปัญหาล้งผิดสัญญาจะลดลง
3. ควรใช้สัญญากลาง หน่วยราชการช่วยดูแลร่างสัญญากลางออกมาใช้ และการทำสัญญาควรทำที่หน่วยงานส่วนราชการ หรือสถานที่กลางๆ ทั้งนี้ ข้อสรุปที่ประชุมจะมีการเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีและคณะกรรมาธิการ กระทรวงพาณิชย์พิจารณาต่อไป

ภาครัฐรับมือ หาทางออกช่วยเหลือเกษตรกร

คุณปิยะ สมัครพงศ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี กล่าวเพิ่มเติมถึงปัญหาลำไยที่เป็นวิกฤตในปีนี้ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประชุม เมื่อ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 แก้ปัญหาระยะสั้น ดังนี้

1. ให้เกษตรกรตรวจสัญญาซื้อขายที่ทำกับล้ง ที่เห็นว่ามีความเสี่ยง เช่น การต่อรองราคา การทิ้งสวน คุณภาพลำไยให้มาแจ้งศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ทางอำเภอจะประสานให้เกษตรกรและล้งได้มีการพูดคุยเป็นที่ตกลงกัน หากตกลงไม่ได้ให้ฟ้องร้อง
2. ให้เกษตรกรปรับตัว ทำคุณภาพลำไย ที่จะออกในช่วงเดือนมกราคม ให้มี เบอร์ 1-2-3 จำนวน 80%
3. เพิ่มการแปรรูปลำไย ในเชิงอุตสาหกรรมอาหาร โดยเริ่มที่เกษตรลำไยแปลงใหญ่ เพื่อเป็นการกระตุ้นราคาตลาด และ
4. การเตรียมงบประมาณของสหกรณ์การเกษตรและสำนักงานเกษตร เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านขนส่งหากมีลำไยล้นตลาด และระยะยาว ดำเนินการ ดังนี้
1. วางแผนการผลิตลำไยให้มีการกระจายตัวครอบคลุม 4-5 เดือน แทนที่จะกระจุกตัวอยู่ 3 เดือน และมีการพักแปลงเพื่อทำคุณภาพ เริ่มจากเกษตรลำไยแปลงใหญ่ที่มีสมาชิก ประมาณ 200 ราย โดยสำนักงานเกษตรจะให้องค์ความรู้และธนาคารเกษตรและสหกรณ์จะช่วยเงินทุน และ
2. การใช้สัญญากลาง ร่างสัญญากลางได้เสนอตาม พ.ร.บ. ระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 แล้วอยู่ที่การออกกฎหมายลูกรองรับ น่าจะใช้ได้ใน ปี 2561

มันฝรั่ง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเปรู ทวีปอเมริกาใต้ และเริ่มมีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไอร์แลนด์เพื่อใช้เป็นอาหาร ในต้นศตวรรษที่ 18 จึงนิยมเรียกมันฝรั่งว่า ไอริชโพเตโต้ มาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาได้แพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆ เกือบทุกทวีปของโลก ส่วนในประเทศไทยคาดว่า ชาวจีนฮ่อ นำเข้ามาปลูกที่ภาคเหนือของประเทศแต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเมื่อใด

มันฝรั่ง เป็นพืชล้มลุกจัดอยู่ในตระกูลเดียวกับพริก มะเขือ และยาสูบ มีลำต้นตั้งตรงสูง 60-100 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านออกด้านข้าง ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบคล้ายใบมะเขือเทศ มีดอกสีขาว และสีม่วงอ่อน กลีบดอกมี 5 กลีบ ประกอบด้วย เกสรตัวผู้ 5 อัน และเกสรตัวเมียอีก 1 อัน ส่วนที่เรียกว่าหัวคือ สโตลอนส์ ทำหน้าที่สะสมอาหารและขยายพันธุ์ ผิวของหัวมันฝรั่งจะมีรูขนาดเล็กเรียกว่า เลนติเซลซ์ ทำหน้าที่ในการหายใจและถ่ายเทอากาศ ในดินที่เปียกชื้นขนาดของรูหายใจจะขยายขนาดขึ้น มีผลทำให้หัวมันไม่สวย ทั้งนี้ตาแต่ละตาสามารถพัฒนาเป็นต้นอ่อนใช้ขยายพันธุ์ได้ โดยเฉลี่ยในหนึ่งหัวจะมีตาประมาณ 15 อัน

มันฝรั่งหนึ่งลูกให้หัวมัน 6-10 หัว แหล่งที่มันฝรั่งเจริญเติบโต และให้ผลผลิตได้ดี ต้องมีอุณหภูมิค่อนข้างเย็นระหว่าง 15-18 องศาเซลเซียส ช่วงฤดูปลูกในแถบจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป

มันฝรั่งยังต้องการความยาวแสงหรือเวลากลางวัน 12-13 ชั่วโมง และมันฝรั่งต้องการดินร่วนปนทราย มีความเป็นกรด-ด่าง 5.5-6.5 มันฝรั่งปลูกได้ทั้งในฤดูและนอกฤดู ดังนี้ การปลูกในฤดูปกติ เริ่มปลูกในเดือนพฤศจิกายน และเก็บเกี่ยวในเดือนมีนาคม แหล่งปลูกสำคัญอยู่อำเภอแม่แตง สันทราย ไชยปราการ และฝาง

การปลูกมันฝรั่งนอกฤดู มักปลูกตามที่ราบบนไหล่เขา เช่น อำเภอเชียงดาว สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 800 เมตร ขึ้นไป การปลูกนอกฤดูแบ่งเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นแรกปลูกในเดือนเมษายนและเก็บเกี่ยวในเดือนสิงหาคม ส่วนรุ่นที่ 2 ปลูกในเดือนกรกฎาคม และเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม ทั้งนี้การปลูกในเดือนกรกฎาคม ผลผลิตมักต่ำเนื่องจากมีฝนตกชุกในเดือนสิงหาคม และกันยายน

พันธุ์มันฝรั่งที่ปลูกในประเทศไทยปัจจุบันนิยมปลูก 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สปุนต้า มีทรงต้นสูง โคนต้นมีสีม่วง ดอกสีขาว ขนาดของหัวยาวและใหญ่ ตาตื้น ผิวเรียบ มีสีเหลือง หากเก็บไว้นานจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม นิยมใช้บริโภคสด จุดเด่นคือ ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี และพันธุ์เคนนีเบค เป็นพันธุ์ที่มีอายุปานกลาง ใบใหญ่ พุ่มหนา หัวค่อนข้างใหญ่ กลมรี ทรงรูปไข่ ตาตื้น ผิวสีอ่อนเรียบ เนื้อสีขาว และทนแล้งได้ดีปานกลาง

การเตรียมแปลงปลูก

เนื่องจากมันฝรั่งเป็นพืชหัว การเตรียมดินต้องให้ร่วนซุยดี โดยวิธีไถดะและไถแปร ลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร แล้วไถเกลี่ยดินให้เรียบ พร้อมเก็บวัชพืชออกจากแปลงให้สะอาด ตากดินไว้เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ แล้วไถพลิกดินอีก 2-3 ครั้ง แล้วจึงยกร่องขนาดสันร่องกว้าง 1 เมตร สูงจากระดับทางเดิน 20-30 เซนติเมตร พร้อมใส่ปุ๋ยคอกแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันดี รดน้ำพอชุ่มก่อนปลูก

ระยะปลูก ระหว่างต้น 20-30 เซนติเมตร ระหว่างแถว 80-100 เซนติเมตร วิธีปลูกทำได้ 2 วิธี คือ ปลูกทั้งหัว โดยขุดหลุมลึก 5-12 เซนติเมตร กว้างพอให้วางหัวที่งอกต้นอ่อนแล้ว กลบด้วยดินที่คลุกกับปุ๋ยคอกไว้ก่อน กดดินพอแน่นและรดน้ำตาม

การปลูกด้วยวิธีผ่าหัว ให้ใช้มีดคมและสะอาด ชุบแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค ผ่าหัวแต่ละชิ้นให้มีตาติดมาอย่างน้อย 1 ตา นำไปฝังลงกองในขี้เถ้าแกลบตื้นๆ รดน้ำพอชุ่มระวังอย่าให้แฉะและควรราดด้วยสารเคมีฆ่าเชื้อรา 1 ครั้ง ทิ้งไว้จนต้นอ่อนงอก ใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน แล้วจึงถอนต้นอ่อนไปปลูกลงในแปลงปลูก เมื่อมันฝรั่งมีความสูง 15-30 เซนติเมตร ให้พูนดินกลบโคนต้นตามความยาวของแถวเป็นร่องขนาดเล็กตลอดแนว เพื่อให้มีพื้นที่ลงหัวมันฝรั่งมากขึ้น และพูนดินกลบโคนต้นครั้งที่สอง

เมื่อมันฝรั่งมีอายุ 30-40 วัน ระยะนี้มันฝรั่งเริ่มลงหัวพอดี จึงต้องระวังอย่าให้รากและลำต้นบอบช้ำ ให้ดินกลบโคนเป็นร่องตามแนวแถว มันฝรั่งสูงขึ้น 20-25 เซนติเมตร หลังจากพูนโคนแล้ว 2 ครั้ง จะเกิดร่องระหว่างแถวขึ้น มีลักษณะเป็นร่องน้ำ จึงเหมาะสำหรับการให้แบบส่งตามร่อง

การให้น้ำมันฝรั่ง ต้องให้อย่างพอเพียง แต่อย่าให้ดินชื้นแฉะตลอดเวลา เพราะจะทำให้รูที่หัวขยายใหญ่และมีพื้นที่ให้ดินเข้าอุดรูปรากฏเป็นสีดำมากขึ้น ผิวจะไม่สวย การใส่ปุ๋ย ในดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-13-21 หรือ 14-14-14-21 อัตรา 80-100 กิโลกรัม ต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง พร้อมด้วยการพูนโคนต้นทั้ง 2 ครั้ง

การกำจัดวัชพืช ควรหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อลดการแย่งน้ำ อาหาร และเป็นแหล่งอาศัยของแมลงศัตรูในแปลงมันฝรั่ง

การเก็บเกี่ยว ต้องเก็บเกี่ยวหัวมันที่แก่เต็มที่ หรือมันฝรั่งมีอายุ 100-120 วัน หลังจากต้นตั้งตัว หรือสังเกตจากลำต้นล้มเอนลงระดับพื้นดินจึงให้ตัดต้นมันฝรั่งทิ้ง 7-10 วัน ก่อนขุดหัวขึ้นจากดิน การขุดควรทำอย่างระมัดระวังและไม่ควรทิ้งไว้กลางแดดเป็นเวลานาน จากนั้นให้นำหัวมันขึ้นผึ่งในร่มที่ระบายอากาศได้ดี ใช้เวลา 7-15 วัน แล้วนำเข้าเก็บในโรงเก็บที่แสงส่องไม่ถึง ระวังอย่าซ้อนทับหัวมันหลายชั้นและสิ่งสำคัญต้องให้มีการถ่ายเทอากาศได้ดี

โรคแมลงสำคัญ

แมลงศัตรูสำคัญ ได้แก่ เพลี้ยไฟ แมลงชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก ใช้ปากดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบหรือยอดอ่อน ทำให้ใบหงิกงอ แห้งกร้านเป็นสีน้ำตาล ต้นชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตต่ำลง ตัวเต็มวัยมีปีก 2 คู่ ลำตัวมีสีเหลือง ปีกมีสีน้ำตาล เพศเมียวางไข่ได้โดยไม่จำเป็นต้องผสมพันธุ์กับเพศผู้ก็สามารถฟักออกเป็นตัวได้

วิธีป้องกันกำจัด การระบาดที่ไม่รุนแรงให้ฉีดพ่นด้วยน้ำเพิ่มความชื้นในบรรยากาศให้สูงขึ้น การระบาดจะหมดไป แต่หากเกิดการระบาดอย่างรุนแรง ให้ฉีดพ่นด้วยคาร์โบซัลแฟน 20 เปอร์เซ็นต์ อีซี อัตรา 50 ซีซี ผสมน้ำหนึ่งปี๊บฉีดพ่นให้ทั่วแปลง หรือใช้อิมิดาโคลพริด 5 เปอร์เซ็นต์ เอสซี อัตรา 10 ซีซี ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่น 2 ครั้ง ทุก 7-10 วัน การระบาดจะหมดไปและควรเลิกใช้สารเคมีทันที

โรคไหม้

โรคไหม้ เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง การระบาดเกิดขึ้นไม่เฉพาะในมันฝรั่งเท่านั้น แต่จะเกิดการระบาดในพืชผักอื่นๆ ที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน โรคไหม้เกิดได้ทั้งที่ใบ ลำต้น และหัวมันฝรั่งที่อยู่ใต้ดิน อาการเริ่มแรกที่ใบ เกิดแผล มีจุดช้ำ ฉ่ำน้ำ รูปร่างกลม ต่อมาภายใน 2-3 วัน แผลขยายใหญ่ขึ้น ส่วนกลางของแผลจะแห้งและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ส่วนบริเวณขอบแผลมีสีดำ ในที่สุดใบจะแห้งและดำทั้งใบ การทำลายลำต้น จะเกิดแผลเน่าแห้งสีน้ำตาล เมื่อขยายจนรอบลำต้นแล้ว ต้นจะเน่าหักพับลงและแห้งตาย

การทำลายหัวมันฝรั่ง การกระจายเชื้อสาเหตุเกิดขึ้นจากสปอร์ ส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราที่มีขนาดเล็กมาก ถูกชะลงดินขณะมีการให้น้ำหรือมีฝนตก ต่อมาจะเข้าทำลายหัวมันฝรั่ง ระยะแรกที่ผิวเปลือกเกิดเป็นแผลสีน้ำตาล เมื่อใช้มีดคมผ่าที่หัว จะพบเนื้อเยื่อรอบนอกแห้งเป็นสีน้ำตาล ขอบแผลไม่ชัดเจน การระบาดรุนแรงมักมีเชื้อสาเหตุอื่นเข้าร่วมทำลายด้วย ทำให้หัวมันฝรั่งเน่าเสียหายในที่สุด

การป้องกันและกำจัดโรค ควรหลีกเลี่ยงปลูกมันฝรั่งในพื้นที่เคยเกิดโรคระบาดชนิดนี้มาก่อน ไม่ควรทิ้งเศษหัวพันธุ์ไว้ในแปลงปลูกหลังการเก็บเกี่ยวหัวมันแล้ว ป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งสะสมโรคและหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงให้สะอาดอยู่เสมอ หากเกิดการระบาดรุนแรง ให้ฉีดพ่นด้วย คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ ซีเน็บ หรือมาเน็บ ตามอัตราแนะนำข้างฉลาก 2-3 ครั้ง ทุก 7-10 วัน เมื่อการระบาดหมดไปให้เลิกใช้สารเคมีทันที

ไส้เดือนฝอยทำลายหัวมันฝรั่ง

ลักษณะทั่วไปของไส้เดือนฝอย ลำต้นกลม มีความยาวเพียง 0.2-2.0 มิลลิเมตร ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ไส้เดือนฝอยที่ทำลายหัวมันฝรั่ง เรียกว่า ไส้เดือนฝอยรากปม เป็นชนิดที่อาศัยในพืช โดยเข้าไปดูดกินอาหารในท่อลำเลียงน้ำและอาหารของส่วนต่างๆ ของมันฝรั่งทำให้ต้นแคระแกร็น การทำลายหัวมันที่ผิวเกิดเป็นหูดหรือหนังคางคก ผลผลิตขายไม่ได้ราคา วงจรชีวิตของไส้เดือนฝอยชนิดนี้ หลังจากฟักออกจากไข่จะพัฒนาเป็นตัวอ่อน แล้วเข้าอาศัยในพืชโดยเคลื่อนที่เข้าตามช่องเปิดของต้นพืช อายุเฉลี่ยของวงจรชีวิตประมาณ 30 วัน ตั้งแต่ฟักออกจากไข่ ขยายพันธุ์ และตายลงในที่สุด

วิธีป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอย วิธีที่นิยมปฏิบัติกันมากคือ การไขน้ำเข้าท่วมแปลงขังน้ำไว้นาน 3-4 วัน จะสามารถลดปริมาณไส้เดือนฝอยได้เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ การปลูกพืชหมุนเวียนด้วยพืชตระกูลอื่น เพื่อตัดวงจรการระบาด ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้จุลินทรีย์ในปุ๋ยทั้งสองชนิดควบคุมปริมาณประชากรของไส้เดือนฝอยด้วยวิธีธรรมชาติ และใช้วิธีไล่ให้หนีห่างโดยปลูกสลับแถวหรือปลูกรอบแปลงมันฝรั่งด้วยดาวเรือง จะสามารถลดความรุนแรงจากการระบาดของไส้เดือนฝอยได้ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งนี้หากใช้วิธีผสมผสานหลายวิธี จะทำให้การระบาดของไส้เดือนฝอยหมดไปในที่สุด

แตงโม เป็นผลไม้ยอดนิยม หลังอาหารมักพบผลไม้สามสหายคือ ฝรั่ง สับปะรด และแตงโม

สาเหตุที่แตงโมและเพื่อนๆ ได้รับความนิยมนั้น สมัคร Royal Online V2 นอกจากรสชาติดี ราคาไม่แพง และมีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว พวกเขามีผลผลิตทั้งปี ซื้อหากันได้ไม่ยาก

ตามท้องถิ่นต่างๆ ที่มีแตงโมวางขายอยู่ จะพบแตงโมยอดฮิตพันธุ์กินรี เจ้าของคือ บริษัท แอ๊ดว้านซ์ซีดส์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 99/9 หมู่ที่ 4 ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 12000

จากซ้ายไปขวา คุณวันชัย ประพฤติธรรม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด คุณสมชาย แก่นเขียว ผู้จัดการฝ่ายขาย และคุณนัฐพล เสราส พนักงานส่งเสริมฝ่ายขาย บริษัท แอ๊ดว้านซ์ซีดส์ จำกัด
เกษตรกร รวมทั้งต่างชาติรู้จัก บริษัท แอ๊ดว้านซ์ซีดส์ฯ ดี ในนามเมล็ดพันธุ์ “ตราตะวันต้นกล้า”

ในโอกาสที่ บริษัท แอ๊ดว้านซ์ซีดส์ฯ ทำแปลงสาธิตอยู่ตำบลสวนพริกไทย นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสไปพูดคุยกับผู้บริหารและนักวิชาการเกษตรของบริษัท ทำให้ทราบว่า มีผลงานที่ยิ่งใหญ่ ได้รับความนิยมมาต่อเนื่องยาวนาน

คุณกิตติพงษ์ วัฒนเกษมสกุล ประธานบริหาร บริษัท แอ๊ดว้านซ์ซีดส์ จำกัด เล่าว่า เริ่มแรกบริษัทวิจัยแตงโม ซึ่งกว่าที่จะได้แต่ละพันธุ์ออกเผยแพร่ ต้องใช้เวลานาน เพราะนอกจากคุณภาพดี ผลผลิตสูงแล้ว ต้องตอบสนองความต้องการของตลาด

ผลงานที่ยิ่งใหญ่ คืองานวิจัยได้แตงโมกินรี ผลผลิตแตงโมพันธุ์นี้ เป็นที่นิยมของผู้ผลิต เนื่องจากมีความทนทานต่อสภาพอากาศทุกภาคของประเทศไทย นั่นหมายถึง ปลูกได้ดีทุกท้องถิ่น