เผยเทคนิคการผลิตองุ่นแบบประณีต ให้ได้ผลดก ลูกใหญ่

ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว ที่ผู้เขียนแวะไปเยี่ยมชม “สวนคุณปาน รีสอร์ทเขาใหญ่” ของ “คุณปานนภา ปาซ่อนกลิ่น” ตามคำแนะนำของ อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการพืชสวนอิสระ อดีตข้าราชการกรมวิชาการเกษตร และเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการพืชสวนของ “นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน”

“สวนคุณปาน รีสอร์ทเขาใหญ่” โดดเด่นในเรื่องเทคนิคการผลิตองุ่นแบบประณีต เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตองุ่น โดยเทคนิคการจัดกิ่งองุ่น แบบ “กิ่งก้างปลา” ตามคำแนะนำของ ดร. ชินพันธ์ ธนารุจ (อีเมล greenlanna@yahoo.com) สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จนประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการตลาด

ปัจจุบัน สวนแห่งนี้ปลูกองุ่นหลากหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์แบล็คโอปอล พันธุ์บิวตี้ซีดเลสส์ พันธุ์เฟรมซีดเลสส์ พันธุ์เพอร์เร็ท พันธุ์คาดินัล ฯลฯ ภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว จะพักต้นองุ่น งดการให้น้ำประมาณ 20 วัน เพื่อบังคับให้องุ่นออกดอกก่อนจึงเริ่มให้น้ำให้ปุ๋ยบำรุงต้น เมื่อผลองุ่นเติบโตเต็มที่ในระยะเวลา 120 วัน จึงค่อยตัดเก็บผลผลิตออกขาย

เดิมคุณปานปลูกองุ่นในโรงเรือนคลุมพลาสติกสำหรับปลูกองุ่น ขนาดความยาว 45 เมตร โดยการคลุมพลาสติกเฉพาะด้านบน ส่วนด้านข้างเปิดโล่ง ซึ่งโรงเรือนพลาสติกสามารถช่วยป้องกันหมอกและฝน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดและแพร่ระบาดของโรค และเพิ่มความหวานให้สูงขึ้นในช่วงผลผลิตออกในฤดูฝนโดยใช้ต้นตอที่มีระบบรากที่ไม่แข็งแรงมาก

โรงเรือนลักษณะนี้ สามารถปลูกองุ่นได้ จำนวน 40 ต้น เก็บผลผลิตได้ประมาณ 200 กิโลกรัม ต่อมาเมื่อคุณปานได้นำเทคนิคการจัดกิ่งองุ่นแบบ “กิ่งก้างปลา” ของ “ดร. ชินพันธ์ ธนารุจ” เป็นเทคนิคการบริหารจัดการสวนองุ่นแบบประณีต เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต มาใช้ในสวนแห่งนี้ ปรากฏว่าสามารถลดต้นทุน ทั้งด้านแรงงานและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรเองและผู้บริโภค

ทั้งนี้ คุณปานได้ตัดองุ่นออกไป 7 ต้น และจัดกิ่งคล้ายกับก้างปลา ซึ่งเป็นการจัดการกิ่งอย่างประณีต โดยเลี้ยงกิ่งองุ่นให้มีขนาดและความยาวที่สม่ำเสมอ เน้นการจัดกิ่งบนค้างให้เป็นระเบียบ และมีการจัดกิ่งใหม่ทดแทนเพื่อให้การจัดการดูแลง่าย ให้ผลผลิตอย่างรวดเร็วสม่ำเสมอและสามารถคาดการณ์หรือประมาณการผลผลิตที่จะออกได้อย่างแม่นยำ

เทคนิคการจัดการลักษณะนี้ ช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตให้เพิ่มมากขึ้นและผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น ปรับระยะปลูกให้ห่างขึ้นเพื่อความเหมาะสมต่อการปลูก ช่วยให้ต้นองุ่นสามารถเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น แถมได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเป็น 350 กิโลกรัม เดิมสวนแห่งนี้เคยจ้างคนงานถึง 14 คน สำหรับดูแลจัดการสวน ปัจจุบันสามารถใช้แรงงานในครอบครัวแค่ 2 คน คือคุณปานและสามีทำหน้าที่ดูแลตัดกิ่ง แต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ได้เสร็จภายในวันเดียว สามารถลดต้นทุนค่าแรงงานได้ ครั้งละ 5,000 บาท ทีเดียว

จัดกิ่งแบบ “กิ่งก้างปลา” ดูแลจัดการง่าย

คุณปาน พาเดินชมสวนองุ่น ที่มีการผลิตองุ่นแบบประณีต ภายในสวนดูสะอาดเรียบร้อย ภายในโรงเรือนมองเห็นต้นองุ่นปลูกขึ้นค้าง โดยขึงลวดทำค้างให้มีความสูงจากพื้นดิน ประมาณ 180 เซนติเมตร มีความกว้าง 3.5-4 เมตร เพื่อง่ายในการจัดการดูแลรักษาและการจัดกิ่งบนค้าง

การจัดกิ่งองุ่นแบบ “กิ่งก้างปลา” เน้นเลี้ยงกิ่งย่อยที่เป็นกิ่งให้ผลผลิตเป็นแบบก้างปลา ซึ่งจะง่ายต่อการตัดแต่ง สะดวกต่อการจัดกิ่งบนค้าง ง่ายต่อการดูแลรักษา ที่สำคัญช่วยให้มีผลผลิตต่อต้นสูงและสม่ำเสมอในทุกๆ ปี สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2 ครั้ง ต่อปี รวมถึงย่นระยะเวลาตั้งแต่ปลูกถึงเก็บเกี่ยวสั้นลง โดยใช้ต้นตอที่แข็งแรงและปลอดโรค ตลอดจนลดการใช้สารเคมีป้องกันโรคและแมลง

หากใครสนใจเทคนิคดูแลจัดการสวนองุ่นแบบประณีตของ ดร. ชินพันธ์ เช่นเดียวกับคุณปาน ก็ต้องคอยดูแลตัดแต่งกิ่งกระตุ้นการออกดอกและติดผล เพื่อเพิ่มคุณภาพหลังจากจัดกิ่งบนค้างได้สมบูรณ์ และรอจนกระทั่งกิ่งเปลี่ยนสี มีอายุประมาณ 4-5 เดือน ช่วงนี้กิ่งแขนงหรือกิ่งย่อยจะมีการพัฒนาตาดอก โดยกิ่งเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลและตาข้างมีลักษณะนูนกลม ในตำแหน่ง ตาที่ 5-6 ตัดแต่งเพื่อกระตุ้นให้ออกดอกและติดผล โดยตัดแต่งในช่วงตำแหน่ง ตาที่ 5 หรือ 6 หลังจากตัดแต่งแล้ว เด็ดใบทิ้งเพื่อกระตุ้นให้ตาดอกแตกพร้อมกันทุกกิ่งและสม่ำเสมอ

หลังจากตัดแต่งกิ่งและเด็ดใบเสร็จ ควรฉีดพ่นสารกระตุ้นการแตกตาดอกให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นให้มีการแตกตาดอกพร้อมกัน หลังจากนั้น พ่นฮอร์โมนเพื่อยืดช่อดอกและขยายขนาดผลที่ช่อ ซึ่งจะพ่น 2 ครั้ง คือ ช่วงดอกบาน และหลังดอกบาน 10 วัน พร้อมทั้งตัดแต่งผล ครั้งที่ 1 หลังดอกบาน ประมาณ 10 วัน และครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรกประมาณ 2-3 สัปดาห์

ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมีอายุประมาณ 90-120 วัน หลังจากดอกบาน โดยมาตรฐานทั่วไปเฉลี่ยความหวานไม่ต่ำกว่า 16 องศาบริกซ์ สามารถเก็บเกี่ยวได้ แต่ปัญหาเรื่องความหวานต่ำ มักพบในช่วงฤดูฝนซึ่งต้องงดน้ำก่อนเก็บ ประมาณ 2 สัปดาห์ และพ่นปุ๋ย 0-0-60 หรือบอริกแอซิด ทางใบ 4 และ 2 สัปดาห์ ก่อนเก็บ จะช่วยหยุดการเจริญเติบโตของยอดอ่อนและช่วยเพิ่มความหวานสูงขึ้น

“ทุกวันนี้ แบล็คโอปอล เป็นหนึ่งในสินค้าเด่นที่ขายดี เพราะแบล็คโอปอลของเรามีจุดเด่นในเรื่องรสชาติหวาน กรอบ ทำให้ลูกค้าติดใจรสชาติ จนมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง” คุณปาน กล่าว

ศัตรูตัวร้ายในสวนองุ่น

ต้นองุ่นมีโรคและแมลงหลายชนิดที่เกษตรกรต้องดูแลป้องกันอย่างใกล้ชิด คุณปาน พยายามป้องกันแมลงศัตรูพืช โดยใช้ลูกเหม็นลูกใหญ่ใส่ถุงสีฟ้าห้อยไว้ในโรงเรือน กว่าลูกเหม็นจะระเหิด ก็สามารถป้องกันเพลี้ยไฟ ไรแดง ผีเสื้อกลางคืน ฯลฯ ที่เป็นศัตรูตัวร้ายในสวนองุ่นได้ ประมาณ 1 เดือน หากเลือกใช้มุ้งขาว ที่มีตาถี่ ลูกเหม็นจะระเหิดได้ช้าลง ยืดอายุการป้องกันแมลงได้นานกว่า 1 เดือน

ในอดีต คุณปาน เคยฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงในสวนองุ่นบ่อยมาก ทุกๆ 3 วัน กันเลยทีเดียว แต่ทุกวันนี้ คุณปานสามารถประหยัดต้นทุนสารเคมีลง ฉีดพ่นเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น เพราะใช้วิธีปฏิบัติตามคำแนะนำของ โครงการหลวง โดยใช้ขวดน้ำพลาสติกที่ตัดช่องบริเวณกลางขวด ใส่น้ำเล็กน้อยและทากาวดักแมลงไว้รอบขวด ห้อยไว้ตามโรงเรือน วิธีนี้ช่วยดักแมลงศัตรูพืชประเภทผีเสื้อกลางคืนและเพลี้ยไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนขวดดักแมลงทุกๆ 3 เดือน หากขวดพลาสติกไม่เปื้อนมาก สามารถนำกาวดักแมลงมาทาซ้ำบนขวดพลาสติกได้อีกหลายครั้ง ถือได้ว่า วิธีนี้ช่วยลดการฉีดพ่นสารเคมีในสวนองุ่นได้อย่างดีเยี่ยม

หากใครสนใจ อยากเยี่ยมชมสวนองุ่นต้นแบบแห่งนี้ สามารถเดินทางไปได้ไม่ยาก โดยใช้เส้นทางถนนธนะรัชต์ ขับรถผ่านแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง “ปาลิโอ เขาใหญ่” ก่อนถึงด่านเก็บเงินขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยมาประมาณ 7 กิโลเมตร ขับตรงไปเรื่อยๆ ผ่านคีรีมายากอล์ฟรีสอร์ทแอนด์สปาเขาใหญ่ และครัวกำปั่น ประมาณ 500เมตร ก็จะถึงสถานที่ตั้งของสวนองุ่นแห่งนี้ สังเกตด้านขวามือ มีบ้านทรงไทยหลังใหญ่ ด้านหน้ามีป้ายขนาดใหญ่ติดชื่อ “สวนคุณปาน รีสอร์ทเขาใหญ่” สวนแห่งนี้อยู่ก่อนทางเข้าหมู่บ้านคลองเดื่อ

ปัจจุบัน “สวนคุณปาน รีสอร์ทเขาใหญ่” ตั้งอยู่ เลขที่ 8/3 หมู่ที่ 6 บ้านคลองเดื่อ ถนนทางหลวงชนบท นม. 3052 ตำบล หมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30130 หากไม่แน่ใจเส้นทาง สอบถามรายละเอียดได้เพิ่มเติมที่ เบอร์โทร. (089) 801-4679 และ (092) 569-8638 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

ในท้องตลาด มีข้าวโพดข้าวเหนียวออกอวดโฉมให้ชิมไม่น้อย ข้าวโพดข้าวเหนียวสามสีเบอร์ 1 ที่วิจัยโดยบริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด เป็นพืชพันธุ์ใหม่ที่น่าสนใจไม่น้อย

คุณไพศาล หิรัญมาศสุวรรณ ผู้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพด เล่าว่า ข้าวโพดข้าวเหนียวสามสีเบอร์ 1 ใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์อยู่ 6 ปี เริ่มจากหาสายพันธุ์แท้ซึ่งเป็นพันธุกรรมของไทย จากนั้นเอาพันธุ์แท้จับคู่เป็นลูกผสม แล้วทดสอบในแปลงหลายพื้นที่ พร้อมกับนำออกทดสอบผู้ปลูกและผู้บริโภค

“จุดเด่นแปลกตรงมีสามสี ผู้ชิมบอกว่า เหมือนข้าวโพดที่เขากินสมัยเป็นเด็ก จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือเนื้อข้าวโพดเหนียวหนืดและนุ่ม…ตอนนี้แถวจังหวัดสระบุรี อำเภอหนองโดน บ้านหมอ พระพุทธบาท เกษตรกรสนใจปลูกมากแล้ว อยากชิม ที่ตลาดไทมีขายแล้ว แต่คงมีเป็นช่วงๆ”คุณไพศาลบอก

ต่อไปนี้ คือคำแนะนำในการปลูกข้าวโพดข้าวเหนียว สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามคสวามเหมาะสม

ฤดูปลูก…ปลูกได้ตลอดปี

การเตรียมดิน…ไถดะแล้วตากดินไว้ประมาณ 7-10 วัน แล้วไถแปร เพื่อย่อยดินให้แตกละเอียดเหมาะกับการงอกของเมล็ด

วิธีการปลูก…ปลูกเป็นแถว ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร หยอดเมล็ด หลุมละ 1-2 เมล็ด ควรหยอดเมื่อดินมีความชื้นพอเหมาะกับการงอกของเมล็ด ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้น ต่อหลุม เมื่อข้าวโพดมีอายุประมาณ 12-15 วัน หลังปลูก

อัตราการใช้เมล็ด …ใช้เมล็ดพันธุ์ 1-2 กิโลกรัม/ไร่ หยอดหลุมละ 1-2 เมล็ด

การให้น้ำ…ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะช่วงออกดอก หากขาดน้ำจะมีผลต่อการติดเมล็ด

การใส่ปุ๋ย

ครั้งที่ 1 ใส่ปุ๋ยรองพื้น สูตร 15-15-15 หรือ 16-11-14 ในอัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่

ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยแต่งหน้า สูตร 46-0-0 เมื่อข้าวโพดอายุ 20-25 วัน ในอัตรา 25-30 กิโลกรัม/ไร่

ครั้งที่ 3 ใส่ปุ๋ยแต่งหน้า สูตร 46-0-0 เมื่อข้าวโพดอายุ 40-45 วัน ในอัตรา 25-30 กิโลกรัม/ไร่

การเก็บเกี่ยว…เก็บเกี่ยวหลังจากไหมออกแล้ว 50% ของทั้งแปลง ประมาณ 18-20 วัน

ช่วงอากาศร้อน ให้เก็บเกี่ยวหลังจากไหมออกแล้ว 50% ประมาณ 16-18 วัน ช่วงอากาศหนาวเย็น อายุการเก็บเกี่ยวจะยืดออกไปเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ราคาซื้อขายผลผลิต หรือซื้อเมล็ดพันธุ์ ถามได้ที่ บริษัท เมล็ดพันธุ์ จำกัด 1 หมู่ 13 ถ.พหลโยธิน ต.พระพุทธบาท อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี 18120 โทร.0-3626-6316-9

ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี ตรงกับช่วงฤดูมะยงชิด มะปรางหวาน ของดีจังหวัดนครนายก สำหรับปีนี้ ชมรมชาวสวนมะปรางจังหวัดนครนายก ร่วมกับจังหวัดนครนายก สำนักงานเกษตรจังหวัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก เตรียมจัดงาน “ มะยงชิด มะปรางหวานนครนายก ” ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ณ บริเวณข้างศาลากลางจังหวัดนครนายก

ปัจจุบัน “ มะปรางหวานนครนายก ” ได้รับการขึ้นทะเบียน สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามวันที่ยื่นคำขอ 29 กรกฎาคม 2557 โดยระบุคำนิยามสินค้ามะปรางหวานนครนายก หมายถึง มะปรางหวานสีเหลืองทอง สดใส ผลใหญ่ยาวรี รสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นหอม ซึ่งปลูกในเขตพื้นที่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา อำเภอปากพลี และอำเภอองครักษ์ ของจังหวัดนครนายก

“พันธุ์ทองนพรัตน์ ” คือ หนึ่งในลักษณะเด่นของพันธุ์มะปรางหวาน ที่มีคุณภาพในพื้นที่จังหวัดนครนายก เป็นพันธุ์ยอดนิยมที่ขายดีในท้องตลาดทั่วไป เพราะมีลักษณะผลค่อนข้างใหญ่ รูปร่างยาวรี ปลายเรียวแหลม เปลือกบาง ผลสุกสีเหลืองอมส้ม เนื้อหนา แน่น ละเอียด เม็ดลีบเล็ก รสชาติ รสหวาน หอมกรอบ ไม่ระคายคอ ค่าความหวาน 16 – 19 องศาบริกซ์ คุณลักษณะดังกล่าวทำให้ มะปราง พันธุ์ทองนพรัตน์ ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรว่า เป็นสายพันธุ์มะปรางผลใหญ่ที่เหมาะสมที่จะปลูกในทางการค้ามากที่สุด

ผู้บริโภคจำนวนมากติดใจรสชาติความอร่อยของมะปรางหวานนครนายกโดยเฉพาะมะปราง พันธุ์ทองนพรัตน์ เพราะมีรสชาติอร่อย เนื้อแน่น ออกดอกติดผลง่าย ผลใหญ่ใกล้เคียงกับมะยงชิด เคล็ดลับความอร่อยของมะปรางหวานพันธุ์นี้ นอกจากคุณลักษณะเด่นทางสายพันธุ์แล้ว ยังสัมพันธ์ระหว่างสินค้ากับแหล่งภูมิศาสตร์อีกด้วย เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศ ของจังหวัดนครนายกมีสภาพพื้นที่เป็นดินปนทรายที่เกิดการสะสมตัวของตะกอนที่ถูกน้ำพัดพามาซึ่งเหมาะกับ การทำการเกษตร เนื่องจากเป็นดินที่อุ้มน้ำได้ดีและมีช่องว่างของเม็ดดินจึงทำให้มีการระบายน้าและการ ถ่ายเทของอากาศในดินได้ดี ต้นมะปรางจึงเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับสภาพภูมิอากาศของ จังหวัดนครนายกมีลักษณะหนาวสลับร้อน จึงส่งผลทำให้มะปรางหวานนครนายกมีรสชาติดี และมีลักษณะที่ โดดเด่น ผลโต เม็ดลีบเล็ก รสชาติหวาน หอมกรอบ และมีสีเหลืองชวนรับประทาน

การปลูกมะปรางหวาน ของจังหวัดนครนายก เกษตรกรนิยมปลูกต้นมะปรางทั้งแบบยกร่องและพื้นราบ การปลูกแบบยกร่อง ปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 6 x 6 เมตร ส่วนพื้นที่ราบหรือที่ดอน นิยมปลูก ในระยะห่างระหว่างต้น 8 x 8 เมตร หรือตามความเหมาะสมของพื้นที่ การปลูก เกษตรกรนิยมขุดหลุมขนาดกว้าง 75 เซนติเมตร ลึก 50 – 100 เซนติเมตร ตากดิน 9 วันจากนั้นนำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกมาใส่ในหลุม แล้วผสมให้เข้ากัน

เกษตรกรเริ่มปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม หรือเดือนมิถุนายน หลังลงปลูกปีที่ 3-4 ต้นมะปรางก็จะเริ่มให้ผลผลิต นับจากวันที่เริ่มแทงช่อ ประมาณ 70– 80 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตออกบริโภคหรือจำหน่ายได้ วิธีการเก็บเกี่ยว ควรใช้กรรไกรตัดหรือใช้ตะกร้อสอยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ผลช้ำ

หากใครมีเวลาว่าง สนใจสัมผัสชีวิตชาวสวนมะปรางของจังหวัดนครนายก ขอแนะนำให้ติดต่อขอเยี่ยมชม สวนนพรัตน์ ของ ร.ต.ต.อำนวย หงษ์ทอง ที่รู้จักกันดีในชื่อ ” ดาบนวย ” ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 99 หมู่ 10 ชุมชนบ้านดงละคร ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โทร. (081) 762-4082

ดาบนวย สะสมประสบการณ์ในการปลูกมะปรางหวาน-มะยงชิดมายาวนานกว่า 30 ปี เล่าให้ฟังว่า ธุรกิจสวนมะปรางหวาน-มะยงชิดถือเป็นอาชีพที่น่าสนใจมาก ใช้เงินลงทุนปลูกเพียง ไร่ละ 2 หมื่นบาท หากปลูก 5 ไร่ ก็ใช้เงินแค่แสนบาท จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายใน 4 ปี เมื่อนำผลผลิตออกขาย หักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้วเหลือผลกำไรก้อนโตถึง 70%

ปัจจุบันเมืองไทยไม่มีผลไม้ชนิดไหนที่ขายได้ในราคาแพงขนาดนี้ แม้บางปีจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดมาก แต่เกษตรกรยังขายมะปรางหวานได้ในราคากิโลกรัมละ100 กว่าบาท แถมไม่ต้องยุ่งยากในการคัดขนาด มีแม่ค้าจากตลาด อ.ต.ก. มารับซื้อผลผลิตถึงสวน มะปรางผลเล็ก-ผลใหญ่ขายในราคาเดียวกันหมด กิโลกรัมละ 200-220 บาท แม่ค้านำไปขายปลีกในราคากิโลกรัมละ 300-500 บาท ปัจจุบันมะปรางหวานยังเป็นที่ต้องการของตลาดส่งออกอีกด้วย

สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง มุ่งพัฒนาพื้นที่ ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ตอบโจทย์ใหญ่ทั้งส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ประเภทข้าวและสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จัดระบบน้ำโดยก่อสร้างคูส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ร่วม 3,000 ไร่ พร้อมเส้นทางลำเลียง

นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลือกพื้นที่บ้านดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เป็นพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ประเภทข้าว รวมทั้งปลูกพันธุ์ข้าวพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีทั้งพันธุ์สุพรรณนา 1 และพันธุ์ กข 29 ซึ่งสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง โดยโครงการปฏิบัติการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมที่ 17 ได้เข้าไปสนับสนุน โดยการจัดระบบน้ำด้วยการก่อสร้างคูส่งน้ำและอาคารประกอบ จำนวน 4 สาย ความยาวรวม 2.755 กิโลเมตร

เนื่องจากมีระบบส่งน้ำหรือคูส่งน้ำเดิมอยู่เพียง 400-500 ไร่ จึงได้ประสานกับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี เพื่อขอให้ขยายพื้นที่ส่งน้ำเป็น 3,000 ไร่ จากพื้นที่การเกษตรบ้านดอนรัก 5,500 ไร่

นอกจากนี้ ต.ดอนรัก อ.หนองจิก ได้รับเลือกเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ซึ่งเป็นแผนพัฒนาพื้นที่ต้นแบบของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส โดย อ.หนองจิก มุ่งพัฒนาเป็นเมืองต้นแบบด้านการเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้าผสมผสาน แผนของสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางจึงพยายามเร่งสร้างระบบกระจายน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนปัตตานี เพื่อขยายพื้นที่ส่งน้ำให้ครอบคลุมได้มากที่สุด

ทั้งนี้ บ้านดอนรัก ถือเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของ อ.หนองจิก อยู่แล้ว หากสามารถขยายพื้นที่ส่งน้ำได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นก็จะทำให้เป็นแหล่งผลิตข้าวมีความมั่นคงยั่งยืนยิ่งขึ้น ตอบทั้งโจทย์การส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่และสามเหลี่ยมเศรษฐกิจของรัฐบาลควบคู่กันไป

“พื้นที่ ต.ดอนรัก เป็นพื้นที่ชลประทานอยู่แล้ว แต่เมื่อเสริมระบบคูน้ำส่งน้ำเข้าถึงแปลงนา ก็จะเพิ่มรอบทำนาจากปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2 ครั้งได้ และคาดว่าจะเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่จาก 700 กิโลกรัมเป็น 800 กิโลกรัม เพราะกลุ่มผู้ใช้น้ำ ต.ดอนรัก เข้มแข็งมาก เมื่อปี 2559 ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดกลุ่มผู้ใช้น้ำทั่วประเทศมาแล้ว” นายสิริวิชญกล่าว

พืช เป็นอาหารที่มีวิตามินเกลือแร่ที่เสริมให้ผู้บริโภคมีสุขภาพแข็งแรง และปุ๋ยก็มีธาตุอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ต้นพืชเจริญเติบโตสมบูรณ์ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่จะใส่ปุ๋ยโดยไม่คำนึงว่าดินในพื้นที่แปลงปลูกมีแร่ธาตุอะไรบ้าง ใช้มากไปก็เปลืองต้นทุน ใช้น้อยไปต้นพืชก็ไม่เจริญเติบโต การเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่แปลงปลูกส่งไปตรวจวิเคราะห์เพื่อให้รู้ว่ามีแร่ธาตุอะไรบ้าง ก็จะช่วยให้เกษตรกรจัดการใช้ปุ๋ยได้ถูกต้อง ต้นพืชเจริญเติบโตได้ผลผลิตคุณภาพ การตรวจวิเคราะห์ดินก่อนปลูก ลดรายจ่าย ผลผลิตคุ้มทุน จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่น่าสนใจจึงได้นำมาบอกเล่าสู่กัน

คุณชรินทร์ ทองสุข นายอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่า ในงานภาคการเกษตรนั้น เกษตรกรต้องมีการจัดการที่ดี ทั้งการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงาน และใช้ปุ๋ยที่เป็นปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม การจัดการใช้ที่ดินต้องรู้ว่าสภาพดินในพื้นที่ปลูกมีธาตุอาหารอะไรบ้าง? ควรปลูกพืชชนิดใดจึงเหมาะสมได้ผลดี จะใช้เงินทุนอย่างไรจึงไม่สูญเปล่า จัดการใช้แรงงานอย่างไรเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนหรือพอดีกับเนื้องาน ส่วนปุ๋ยที่เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตนั้นต้องใช้ผสมผสานที่เกื้อกูลกัน ใช้ให้ถูกสูตร ถูกอัตราส่วน และใช้ปุ๋ยในระยะเวลาที่พอดีพอเหมาะก็จะช่วยลดต้นทุนการผลิต และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือน้ำ เกษตรกรเรายังต้องพึ่งพาอาศัยเทวดาช่วยคือ ต้องการน้ำจากน้ำฝนมาใช้ในการเพาะปลูก ต้องมีการวางแผนการปลูกให้ถูกต้องกับช่วงเวลาที่ฝนตกเพื่อให้ต้นพืชได้รับน้ำพอเพียง

คุณสิฐธิชัย อินทร์สุข ผู้จัดการอาวุโสแผนกกิจกรรมเพื่อสังคม เครือเบทาโกร เล่าให้ฟังว่า การปลูกพืชในพื้นที่จังหวัดลพบุรี เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และทำนา ในกระบวนการผลิตเกษตรกรจะใส่ปุ๋ยโดยไม่คำนึงว่าดินในพื้นที่ปลูกนั้นมีแร่ธาตุอะไรบ้าง เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม (NPK) หรือดินมีค่าความเป็นกรด ด่าง ในระดับใดบ้าง การใช้ปุ๋ยมากเกินไปเพื่อเร่งการเจริญเติบโตเพิ่มผลผลิตก็เป็นการเพิ่มต้นทุนสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ถ้าใช้ปุ๋ยน้อยไปต้นพืชก็ไม่เจริญเติบโต ผลตอบแทนที่ได้รับก็ไม่คุ้มต้นทุน

การขุดจัดเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่แปลงปลูกส่งไปให้กรมพัฒนาที่ดินตรวจวิเคราะห์หาค่าไนโตรเจน ฟอสฟอรัส หรือโพแทสเซียม (NPK) หรือค่าความเป็นกรด ด่าง เพื่อนำผลที่ได้จากการตรวจวิเคราะห์ดินมากำหนดสูตรปุ๋ย และผสมปุ๋ยใช้เองก็จะเป็นวิธีการที่ทำให้การใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และได้ผลดี

และจากการที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเกษตรกรที่มีการใช้ปุ๋ยโดยไม่คำนึงว่าดินในพื้นที่แปลงปลูกมีแร่ธาตุอะไรบ้าง ทำให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวิชาการเกษตรด้วยกันโดยเฉพาะเรื่องการใช้ปุ๋ยให้ถูกต้อง กระทั่งเกษตรกรยอมรับในหลักการตรวจวิเคราะห์ดิน พร้อมกับได้เปลี่ยนวิธีการมาใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการปลูกมันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และทำนา ส่งผลให้เกษตรกรประสบผลสำเร็จในการลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตที่ได้เพิ่มขึ้น สามารถยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดำรงชีพได้อย่างพอเพียงที่มั่นคง

ลุงสุดใจ คชประดิษฐ์ เกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง เล่าว่า แต่เดิมพวกเราและเพื่อนเกษตรกรที่ปลูกข้าว อ้อยส่งโรงงาน หรือปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้ใส่ปุ๋ยโดยไม่คำนึงว่าดินในพื้นที่แปลงปลูกมีแร่ธาตุอะไรบ้าง คิดอย่างเดียวว่าต้องการผลผลิตมากๆ บางครั้งใส่ปุ๋ยมากไปก็สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ใส่ปุ๋ยน้อยไปต้นพืชก็ไม่เจริญเติบโต ใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำจากร้านค้าปุ๋ย หรือใส่ตามเพื่อนเกษตรกร ผลผลิตที่ได้จึงไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต ทำให้มีรายได้ไม่ค่อยพอเพียงในการดำรงชีพ

จากปัญหาที่พบ เมื่อได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร บริษัท เบทาโกร หรือนักวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ให้ขุดเก็บตัวอย่างดินเพื่อส่งไปตรวจวิเคราะห์เพื่อให้รู้ว่าสภาพดินในพื้นที่แปลงปลูกมีธาตุอาหารอะไรบ้าง เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม (NPK) และมีความเป็นกรด ด่าง ในระดับใด

เมื่อทราบผลการตรวจวิเคราะห์ดิน ก็ได้มากำหนดสูตรปุ๋ยและผสมปุ๋ยใช้ มาจัดการใช้ปุ๋ยให้ตรงสูตร ถูกอัตราส่วนและใช้ตามระยะเวลา ซึ่งจากการปฏิบัติจริงปรากฏว่า ผลที่ได้ช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลงมาก ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เมื่อบวก ลบ คูณ หาร แล้วทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ลุงสุดใจ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ได้เปรียบเทียบระหว่างการปลูกมันสำปะหลัง ด้วยวิธีการไม่ตรวจวิเคราะห์ดิน กับวิธีการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนปลูกมันสำปะหลังได้ผลแตกต่างกัน ดังนี้

ในปี 2556 ไม่ได้เก็บตัวอย่างดินส่งไปตรวจวิเคราะห์ ผลคือการปลูกมันสำปะหลังได้ผลผลิต 5,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ใช้ต้นทุนการผลิต 4,300 บาท ต่อไร่ ได้กำไร 6,950 บาท ต่อไร่

การเปลี่ยนแปลง ในปี 2558 ได้เก็บตัวอย่างดินในแปลงปลูกส่งไปตรวจสอบวิเคราะห์ เมื่อได้ผลการวิเคราะห์แล้วจึงได้ปลูกมันสำปะหลัง จัดการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ผลก็คือ ได้ผลผลิต 12,520 กิโลกรัม ต่อไร่ ใช้ต้นทุนการผลิต 9,010 บาท ต่อไร่ ได้กำไร 14,055 บาท ต่อไร่ สรุปแล้วได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม วิถีครอบครัวก็มั่นคง

การตรวจวิเคราะห์ดินก่อนปลูก ลดรายจ่าย ผลผลิตคุ้มทุน เป็นการจัดการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน จัดการใส่ปุ๋ยถูกสูตร ถูกอัตราส่วน ใส่ตามระยะเวลา หรือปลูกพืชอายุสั้นเป็นพืชหมุนเวียน เช่น ปลูกปอเทือง หรือพืชตระกูลถั่วให้เป็นปุ๋ยพืชสดสลับเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน เป็นวิธีการจัดการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงาน หรือใช้ปุ๋ยปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ต้นพืชเจริญเติบโต ได้ผลตอบแทนคุ้มทุนวิถีก็พอเพียงมั่นคง

การเลือกเห็ดมาปรุงอาหารแม้จะใช้ความละเอียดถี่ถ้วนและเลือกจากแหล่งที่เชื่อถือได้ แต่บางแห่งก็มิได้หมายความว่าจะปลอดภัยอย่างแท้จริง

ในยุคผู้บริโภค 4 G โดยเฉพาะคนเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร จึงเปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อดอกเห็ดแล้วหันมาเพาะเลี้ยงดอกไว้เพื่อบริโภคเองเพราะมองว่าปลอดภัยกว่า อีกทั้งวิธีการเพาะ-เลี้ยงก็ง่าย สะดวก เปิดดูได้จากสมาร์ทโฟน แล้วยังเป็นงานอดิเรกไปในตัว หรือบางรายประสบความสำเร็จดีมากเลยถือโอกาสเลี้ยงสร้างรายได้เพิ่มอีกทาง

ปกติแหล่งผลิตก้อนเห็ดจะอยู่ตามจังหวัดต่างๆ จึงอาจเป็นปัญหา/อุปสรรคหากต้องออกตระเวนซื้อ แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าในเมืองหลวงใหญ่แห่งนี้จะมีแหล่งผลิตก้อนเห็ดจำนวนนับหมื่นก้อนต่อเดือน สามารถรองรับความต้องการคนกรุงที่รักสุขภาพได้อย่างเต็มที่

บนเนื้อที่กว่า 80 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 100/163 หมู่บ้านอมรพันธ์ 9 ซอยเสนานิคม 42 แยก 14 แขวง/เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ และเป็นสถานที่ตั้งของฟาร์มเห็ดขนาดมินิ ที่ชื่อ “ฟาร์มเห็ดกลางกรุง ครูจัน” แม้จะดูไม่ใหญ่แต่ฟาร์มเห็ดแห่งนี้สามารถผลิตก้อนเห็ดได้เดือนกว่าหลายหมื่นก้อน มีลูกค้าทั้งในเขตกรุงเทพฯ/ปริมณฑล จำนวนมากมาย บางรายซื้อไปเปิดดอกเพื่อใช้บริโภค หรือบางรายติดใจคุณภาพก้อน สั่งซื้อจำนวนมากเพื่อเปิดดอกขายสร้างรายได้

“ฟาร์มเห็ดกลางกรุง ครูจัน” มี คุณมาณพ เฉียงสระน้อย หรือชื่อเล่นที่น่ารักว่า คุณเฉียง เป็นเจ้าของ ส่วน ครูจัน คือผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้เรื่องเห็ดให้แก่เขาจนแตกฉาน ด้วยเหตุนี้จึงนำชื่อมาตั้งเพื่อเป็นเกียรติ

คุณเฉียง ร่ำเรียนมาด้านครุศิลป์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และความถนัดของเขาคือการวาดรูป ทั้งยังชี้ว่าหลายคนในวงการบันเทิงมักเรียนจบทางด้านนี้ รวมถึงตัวคุณเฉียงเองที่ยึดอาชีพภายหลังเรียนจบด้วยการทำงานเบื้องหลังรายการโทรทัศน์หรือที่เรียกว่าโปรดิวส์เซอร์

การออกไปทำรายการนอกสถานที่เกี่ยวกับอาชีพต่างๆ ทำให้ชายผู้นี้สนใจการเพาะเห็ดสร้างรายได้ เพราะมองว่าเป็นความน่าทึ่งมากเมื่อมนุษย์สามารถดึงพืชอย่างเห็ดที่เกิดในธรรมชาติมาไว้ในพื้นที่ควบคุมแล้วบริหารจัดการจนได้ผลผลิตเทียบเท่าหรือดีกว่าเห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซ้ำยังนำมาประกอบเป็นอาชีพสร้างรายได้ดีอีกด้วย

ความสนใจเห็ดและคิดว่าต้องหากิจกรรมทำเป็นงานอดิเรกในยามว่าง ทำให้คุณเฉียงแสวงหาความรู้จากแหล่งต่างๆ พร้อมกับใช้พื้นที่บางส่วนภายในบริเวณบ้านเพื่อเริ่มต้นนำก้อนเห็ดพันธุ์ภูฏานมาเพาะเลี้ยงดอกในโอ่งซึ่งได้เพียง 20 ก้อนเท่านั้น

ถึงแม้จำนวนดังกล่าวจะดูว่าน้อยไป แต่ถือว่าเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงเพื่อหาข้อบกพร่อง หรือปัญหาที่เกิดจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะเลี้ยงเห็ดให้มีประสิทธิภาพนั้นควรจะผ่านช่วงเวลา 12 เดือน เพราะต้องผ่านให้ครบทุกฤดู เพื่อจะได้พบเจอปัญหาต่างๆ ได้ครบทุกสภาพอากาศ จนในที่สุดได้พบว่าหัวใจของการสร้างคุณภาพดอกเห็ดมาจากปัจจัยหลัก 3 อย่าง ได้แก่ คุณภาพก้อนเห็ด ความชื้น และการถ่ายเทอากาศ

เมื่อเกิดความชัดเจนและลงตัว คุณเฉียงขยายผลจากภูฏานไปสู่เห็ดสายพันธุ์อื่น อย่างเห็ดขอน เห็ดนางรมฮังการี เห็ดนางนวลสีชมพู และเห็ดหัวลิง เขาเผยว่าภายหลังที่เรียนรู้สายพันธุ์เห็ดต่างๆ มากขึ้น ยิ่งทำให้เกิดความสนุก เพราะเห็ดทุกชนิดมีประโยชน์ด้านสรรพคุณการเป็นยา จึงถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย

การเลี้ยงดอกเห็ดของคุณเฉียงดำเนินเรื่อยมาอย่างมีความสุข ทุกเช้าเมื่อพบว่าก้อนเห็ดที่เขาทะนุถนอมเอาใจใส่เลี้ยงดูเริ่มมีดอกเห็ดขนาดเล็กออกมา ยิ่งทำให้เขามีความสุขมาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจเพิ่มจำนวนก้อนเห็ดพร้อมไปกับสร้างโรงเรือนเพิ่มขึ้นอีกภายในบ้านพัก แล้วเมื่อเกิดมีดอกเห็ดจำนวนมากจนรับประทานกันไม่ไหวจึงได้นำไปแจกจ่ายให้แก่เพื่อนร่วมงาน หรือบางส่วนได้นำไปขายที่ตลาดสดแถวบ้าน

จุดเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของคุณเฉียงเกิดขึ้นเมื่อมาถึงยุคทีวีดิจิตอลครองตลาด มีผลต่องานต่างๆ ลดจำนวนลงจนสร้างปัญหาและกระทบต่อรายได้ แล้วจำเป็นต้องหยุดอาชีพลงชั่วคราวเพื่อหันมาจับอาชีพอื่น และแล้วคุณเฉียงตัดสินใจเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัดนั่นคือการทำเห็ด

แต่ถ้าเพียงแค่เพาะ-เลี้ยงขายดอกอย่างเดียวอาจมีรายได้ไม่พอ สมัครเว็บ SBOBET อีกทั้งการเจริญเติบโตของดอกเห็ดก็ไม่มีความแน่นอน ฉะนั้น ถ้าคิดจะเลือกเส้นทางเห็ดก็ควรจะลงมือทำแบบเบ็ดเสร็จให้ครบทั้งวงจร นั่นคือการผลิตก้อน เปิดดอก และการแปรรูป ขณะเดียวกัน เขามองว่าการเลือกอาชีพเพาะเห็ดในตอนนี้ถือว่ามาช้าว่ารายอื่น แล้วถ้าต้องการเจาะตลาดในฐานะผู้ค้ารายใหม่จึงจำเป็นต้องหายุทธวิธีหรือยุทธศาสตร์ทางการตลาดที่โดดเด่น รวมถึงยังจำเป็นต้องวางแผนการผลิตและการสร้างตลาดให้รอบคอบอีกด้วย ทว่า…สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่ปัญหาเพราะสามี/ภรรยาคู่นี้มีประสบการณ์มาแล้วครั้งสมัยทำรายการทีวี