เพาะกล้าไม้ขายราคาหลักสิบ อาชีพที่น่าสนใจ ได้ทำงานที่บ้าน

ไม่ต้องตระเวนขายเอง มีลูกค้ามาซื้อถึงสวน อาชีพน่าสนใจอีกอย่างที่ชาวบ้านเหล่าโพนค้อ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร นิยมกันคือการทำสวนเพาะกล้าไม้ขาย โดยมีการทำกันเป็นจำนวนหลายครอบครัวทั่วทั้งหมู่บ้าน ส่งขายทั้งพื้นที่บริเวณจังหวัดใกล้เคียงและทั่วประเทศ ซึ่งว่ากันว่าที่นี่นับเป็นแหล่งเพาะ-ขายกล้าไม้ขนาดใหญ่อีกแห่งของประเทศ

คุณวีระชัย แสนธิจักร เป็นเจ้าของร้านเพาะ-ขายกล้าไม้ชื่อ “สวนแม่แตงพันธุ์ไม้” อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 6 ตำบลเหล่าโพนค้อ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร โดยสวนของเขา เพาะ-ขายกล้าไม้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นผักหวาน ลิ้นฟ้า ไม้ป่า มะกรูด มะนาว พืชผักสวนครัวต่างๆ รวมถึงไม้ประดับบางชนิด

การเพาะต้นกล้าไม้เป็นอาชีพที่ชาวบ้านตำบลเหล่าโพนค้อ หลายครอบครัวทำกันจนมีรายได้ดี อีกทั้งตลาดกล้าไม้กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น แล้วอาชีพนี้ยังไม่ต้องออกไปตระเวนขาย เพราะมีคนมารับซื้อเองที่สวน ขณะเดียวกัน ภรรยาเคยไปทำงานคลุกคลีกับสวนพันธุ์ไม้ จึงพอมีความรู้ความชำนาญด้านการเพาะพันธุ์ไม้

ด้วยเหตุผลทั้งหมดจึงทำให้ชายผู้นี้ตัดสินใจกลับถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อมาเริ่มต้นอาชีพใหม่กับภรรยา พร้อมกับตั้งใจว่าจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ภายในสวนแม่แตงพันธุ์ไม้ ซึ่งมีพื้นที่กว่า 4 ไร่ จัดแบ่งต้นกล้าไม้ออกเป็นกลุ่ม แบ่งแยกเป็นโซน ไม่ว่าจะเป็นโซนผักหวาน พืชสวนครัว ไม้ป่า และไม้ประดับที่มีบ้างเล็กน้อย ทั้งนี้ มีต้นกล้าผักหวานหลายขนาดรวมกันกว่า 30,000 ต้น นอกจากนั้น เป็นพืชผักสวนครัวหลายชนิดรวมกันกว่าหมื่นต้น

คุณวีระชัย ย้อนอดีตถึงเมื่อคราวที่เริ่มตัดสินใจจากเงินกู้เพียงหมื่นบาทเพื่อลงทุนทำอาชีพนี้ แล้วนำไปซื้อวัสดุเพาะ ได้แก่ แกลบ ถุงเพาะสีดำ ปุ๋ย รวมถึงซื้อต้นกล้าพันธุ์ไม้ต่างๆ มาปลูก แล้วบางส่วนซื้อเมล็ดมาเพาะเอง

“ช่วงเริ่มต้นเพาะต้นมะกรูด มะนาว ตามด้วย พริก มะเขือ และผักสวนครัวอีกหลายชนิด ต่อมาได้นำเมล็ดพันธุ์ผักหวานพันธุ์สีทองและผักหวานเขียวมาเพาะขายด้วย นอกจากนั้น ยังมีไม้ป่า อย่างประดู่ ไม้แดง ยางนา พะยูง”

วัสดุปลูกที่ใช้ประกอบด้วย แกลบดำ ดิน โดโลไมท์ ปูนขาว และปุ๋ยคอก ทั้งนี้ การผสมวัสดุเพื่อใช้ปลูกพืชแต่ละชนิดมีอัตราและส่วนประกอบต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของพืชชนิดนั้น พืชบางชนิดชอบดินโปร่ง แต่บางชนิดชอบดินทึบ ยกตัวอย่าง มะกรูด หรือมะนาว ถ้าใส่ดินน้อยและร่วนเกินไปก็ไม่ดี เพราะทำให้ความชื้นน้อย อีกทั้งยังเปลืองน้ำด้วย

คุณวีระชัย เล่าว่า ในช่วงแรกต้องลองผิด-ถูกอยู่นานกว่าจะลงตัว ก็เสียหายไปมาก อย่างตอนแรกที่ทำมะกรูดไว้ จำนวน 60,000 ต้น ปลูกยังไม่คล่อง คงจะใส่ปุ๋ยมากเลยตายไปถึง 50,000 ต้น เหลือรอดเพียงหมื่นกว่าต้นเท่านั้น

ดังนั้น ต้องหาความรู้และหมั่นสังเกตด้วยว่าพืชแต่ละอย่างชอบการปรุงดินแบบใดจึงจะทำให้เจริญเติบโตงอกงามดีแล้วมีคุณภาพสมบูรณ์

ด้วยเหตุนี้แนวทางการเพาะต้นกล้าของคุณวีระชัย อาจมีการยึดแนวทางตามหลักวิชาการอยู่บ้าง ทั้งนี้ เขาชี้ว่าการปลูกพืชในแต่ละพื้นที่ท้องถิ่นมีความละเอียดอ่อนต่างกัน จึงต้องมีการปรับสูตรปุ๋ยยาและการให้น้ำตามสภาพพื้นที่ปลูก แล้วใช้เวลานาน กว่าทุกอย่างจะลงตัว อย่างแกลบที่ใช้มีทั้งละเอียดและหยาบ ก็ต้องพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะกับพืช อย่างผักหวานชอบแกลบละเอียด

คุณวีระชัย เผยถึงเงินลงทุนที่ใช้มากที่สุดคือ ค่าเมล็ดพันธุ์และค่าปุ๋ยยา ซึ่งแต่ละครั้งจะลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์ผักหวานคราวละ 1 ตัน ใช้เงินซื้อแสนบาท (1 กิโลกรัม ราคา 100 บาท) อันนี้ยังไม่รวมค่าถุง ค่าแรงในการกรอกอีก โดยค่าแรงในการกรอกถ้าเป็นถุงขนาดใหญ่ ถุงละ 3 บาท ถ้าเป็นถุงเล็ก คิดค่ากรอกร้อยละ 20 บาท

ส่วนปัญหาที่พบ เขาชี้ว่า แมลงศัตรูสร้างปัญหามากที่สุด แล้วที่พบจะเป็นพวกปากกัดและปากดูด โดยแมลงปากกัดจะกำจัดง่าย แต่แมลงปากดูดกำจัดยาก ทั้งนี้ แมลงแต่ละชนิดจะเข้ามาทำลายพืชตลอดทั้งปี ในแต่ละช่วงฤดูกาล อย่างถ้าเป็นช่วงฝนมักพบแมลงปากกัดมาก ส่วนในหน้าหนาวมักเจอเพลี้ยไฟ โดยวิธีป้องกันใช้แบบธรรมชาติด้วยสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นใบยาสูบ ใบยูคาลิปตัส บอระเพ็ด นำมาผสมกันแล้วฉีดพ่นในทุกสัปดาห์

ในบรรดาพันธุ์ไม้ที่เพาะ เจ้าของสวนบอกว่า ผักหวานเป็นไม้ที่ขายดีกว่าพืชตัวอื่น เนื่องจากได้รับความนิยมด้านการบริโภค ทั้งนี้ ได้มีการเพาะต้นกล้าผักหวานไว้หลายขนาดตามความต้องการของตลาด โดยกำหนดราคาตามขนาดถุงที่ใช้เพาะ ซึ่งเริ่มต้นเล็กที่มีราคา 5 บาท ไปจนถึงต้นขนาดกลางที่มีราคาขายหลักร้อย

กระทั่งเมื่อมีความชำนาญมากขึ้นจึงต่อยอดด้วยการเพิ่มขนาดต้นกล้าที่ขายให้มีขนาดใหญ่มีราคาหลักพันบาทเพื่อเป็นไปตามความต้องการของตลาด รวมถึงยังเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้นด้วย

“อย่างผักหวาน กลุ่มลูกค้าที่มาซื้อถ้าเป็นหมู่คณะที่นำไปใช้ในกิจกรรมมักเลือกซื้อราคาถุง 5 บาท หรือเป็นพ่อค้าที่มาไกลมักซื้อในราคาถุงละ 5 บาท เพราะเป็นขนาดเล็กที่สามารถบรรทุกใส่รถได้จำนวนต้นมาก แล้วไปเปลี่ยนเป็นถุงที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มราคาขาย ส่วนถ้าเป็นกลุ่มชาวบ้านทั่วไปจะเลือกขนาดราคา 20-100 บาท”

การขายจะอยู่ในสวนแล้วมีลูกค้ามาติดต่อซื้อ ทั้งนี้ ประเภทลูกค้ามีทั้งที่ซื้อแล้วนำไปขายต่อตามตลาดนัด หรือริมข้างทาง กับกลุ่มที่มาเลือกซื้อพันธุ์ไม้เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ

เจ้าของสวนชี้ว่า อย่างรถปิกอัพที่เข้ามาซื้อในแต่ละคราวถ้าเต็มรถ ประมาณหมื่นบาท ทั้งนี้ ถ้าวันไหนเข้ามาซื้อหลายคันก็โชคดี แต่ทั้งนี้อยู่ที่คุณภาพของต้นกล้าที่เพาะ ซึ่งถ้าเพาะได้ดีมีคุณภาพแล้วลูกค้าพอใจก็จะกลับมาซื้อกันอีก หรือกล้าไม้บางชนิดที่หายากแล้วลูกค้ามาเจอที่สวนก็มักจะกลับมาซื้อรวมถึงซื้อไม้อื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย “ดังนั้น ในรอบปีช่วงเข้าพรรษาถือว่าการขายซบเซา ขายได้น้อย ยอดลดลง พอมาถึงช่วงออกพรรษาแล้วเข้าหน้าเทศกาลปลายปีจะคึกคัก เนื่องจากลูกค้าทุกกลุ่มมักซื้อต้นไม้ไปทำกิจกรรมต่างๆ กัน” คุณวีระชัย กล่าว

ทองหลาง เป็นพืชตระกูลถั่ว ถือว่าเป็นถั่วขนาดยักษ์ พบไม่น้อยกว่า 2 ลักษณะขอแนะนำทองหลางลักษณะแรกก่อน คือ “ทองหลางด่าง” ชื่ออื่นๆ ที่เรียกกันคือ ทองบ้าน, ทองเผือก, ทองหลางลาย

เป็นไม้ขนาดกลางถึงใหญ่ มีความสูงประมาณ 18 เมตร ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมโค้ง คม ปลายหนามเป็นสีม่วงคล้ำ ผิวเปลือกลำต้นบาง สีเทาหรือสีเหลืองอ่อนๆ ใบ ออกเป็นช่อ มีประมาณ 3 ใบ ใบรูปมน ปลายใบแหลมยาวคล้ายใบโพธิ์ ใบที่อยู่ยอดมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยคู่ล่าง ขนาดของใบกว้าง 2-4 นิ้ว ยาว 2-5 นิ้ว หลังใบเป็นสีด่างเหลืองๆ เขียวๆ

ดอก ออกเป็นช่อติดกันเป็นกลุ่ม สีแดงสด ออกตามบริเวณข้อต้นหรือโคนก้านใบ ช่อหนึ่งยาว 4-9 นิ้ว ลักษณะของดอกมีกลีบกว้างประมาณ 1-1.4 นิ้ว ยาวประมาณ 2-2.5 นิ้ว ลักษณะคล้ายดอกถั่ว ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

ผล มีลักษณะเป็นฝัก แบน โคนฝักเล็กลีบ ส่วนที่ค่อนไปทางปลายฝักจะบวม ซึ่งจะเห็นเป็นสัณฐานของเมล็ดได้ชัดมาก พอฝักแก่เต็มที่ปลายฝักจะแตกอ้าออก ภายในฝักมีเมล็ดเป็นเหลี่ยม นิยมขยายพันธุ์โดยการปักชำกิ่ง ส่วนการใช้ประโยชน์นิยมปลูกประดับ เป็นไม้จัดสวนได้ดี เพราะสีที่สดใสของใบ

ทองหลางด่าง หรือ ทองหลางลาย เป็นไม้ประจำจังหวัดปทุมธานี

ทองหลางอีกชนิดหนึ่งคือ “ทองหลางบ้าน” มีปลูกกันมานานแล้ว เริ่มจากลำต้น ทองหลางบ้านมีต้นขนาดใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขามากกว่า ลักษณะการเกิดของใบเหมือนกัน คือ มีใบย่อย 3 ใบ แต่ทองหลางบ้านใบเล็กเรียวกว่า มีสีเขียว ชาวสวนแถบจังหวัดนนทบุรี ยืนยันว่า ทองหลางบ้านนั้น หากขยายพันธุ์โดยการปักชำ แทบไม่พบว่ามีหนามที่ลำต้น แต่อย่างใด แต่หากขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด อาจจะพบหนามเล็กๆ ที่กิ่งของทองหลาง

การแพร่พันธุ์ของทองหลางในยุคแรกๆ ใช้เมล็ดเป็นหลัก ฝักของทองหลางเมื่อแก่แล้วร่วงลงดิน หากมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมก็จะเกิดต้นใหม่ขึ้นมา ต้นที่แข็งแรงก็จะยืนต้นอยู่ได้ พัฒนาเป็นต้นใหญ่ ฝักทองหลางส่วนหนึ่งร่วงลงน้ำและลอยไปตามแม่น้ำลำคลอง เมื่อไปติดอยู่ในบริเวณที่เหมาะสม ก็เกิดต้นใหม่ขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เอง จึงพบต้นทองหลางในพื้นที่ราบลุ่มกระจายเป็นวงกว้าง

แล้วผู้คนเริ่มรู้จักใช้ประโยชน์จากต้นทองหลางได้อย่างไร
เข้าใจว่า แรกทีเดียว ทองหลางคงจะเป็นเหมือนพืชทั่วๆ ไป ที่คนไม่รู้จักใช้ประโยชน์ จนกระทั่งมีการใช้ประโยชน์จากที่ดินซึ่งทองหลางเคยขึ้นอยู่ แล้วพบว่า บริเวณนั้นพืชเจริญงอกงามดี

ชาวบ้านบางคนเห็นต้นทองหลางขึ้น แต่ไม่อยากตัดทิ้ง ขณะเดียวกันก็ปลูกไม้แซมเข้าไป ปรากฏว่า ไม้แซมที่มีทองหลางเป็นร่มให้ งอกงามดีกว่าบริเวณไม่มีทองหลางเสียอีก

ดังนั้น ชาวบ้านชาวสวนจึงพัฒนาการปลูกพืชร่วมกับทองหลางเรื่อยมา จนกลายเป็นภูมิปัญญาที่ล้ำค่า

ทองหลาง มีชื่อเสียงในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะเขตที่มีการปลูกทุเรียน มังคุด อย่างจังหวัดนนทบุรี ปกติแล้ว ดินในเขตที่ลุ่มดินเหนียว เกิดจากการทับถมของอินทรียวัตถุมานานปี โดยทั่วไป จะมีปุ๋ยที่ช่วยให้พืชผลมีคุณภาพดี มีความหวานสูง

พื้นที่การทำสวนในภาคกลาง ชาวสวนจะยกร่อง ที่เรียกกันว่า ร่องจีน อาศัยปรากฏการณ์น้ำขึ้นก็ปล่อยน้ำเข้าสวน เมื่อได้ปริมาณตามที่ต้องการก็กักไว้ คนมีที่ดิน 60-100 ไร่ เขาจะแบ่งสวนออกเป็นแปลงย่อม ที่เรียกกันว่า “ขนัด” ทั้งนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ อย่างเรื่องน้ำ น้ำน้อยก็สูบเข้าทีละขนัด น้ำมากก็

ผืนดินของภาคกลาง เป็นดินเหนียว ถึงแม้จะมีความอุดมสมบูรณ์จริง แต่การระบายน้ำหรือความเหมาะสมที่รากพืชจะเจริญเติบโต สู้ดินร่วนซุยบนที่สูงไม่ได้ เมื่อมีการปลูกทองหลางเข้าไป รากของทองหลางจะชอนไช เมื่อรากเน่าผุก็จะกลายเป็นอินทรียวัตถุ ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น

รากของทองหลางจะมีปมคล้ายๆ ปมในต้นถั่วลิสง จึงไม่แปลกเลยที่ทองหลางสามารถตรึงไนโตรเจนมาให้เป็นประโยชน์กับต้นพืชได้

ปุ๋ยที่ได้ ไม่ได้เฉพาะจากรากทองหลางเท่านั้น ใบทองหลางเมื่อแก่ก็ร่วงหล่นลงดิน ส่วนหนึ่งตกลงไปยังท้องร่อง กิ่งอ่อนของทองหลางก็ถูกชาวสวนตัดแต่งกิ่ง แล้วนำไปสุมกองไว้ ไม่นานก็ผุสลายไปกับดิน ถึงขวบปี ชาวสวนจะลอกเลนขึ้นมากองทับสันร่อง เป็นที่น่าสังเกตว่า บริเวณใดที่มีใบทองหลางจำนวนมาก บริเวณนั้นดินและน้ำจะเป็นสีดำ เมื่อการลอกเลนผ่านไป 2-3 เดือน ต้นไม้ก็จะงาม

ช่วงที่ปลูกต้นไม้ใหม่ๆ ชาวสวนเมืองนนท์จะตัดกิ่งทองหลางไปปักไว้ 4 มุม กะให้ช่วยบังแดด เมื่อปลูกไปนานๆ ไม้หลักเติบโตจึงค่อยๆ แต่งกิ่งทองหลางให้มีความเหมาะสมที่จะอยู่ร่วมกันได้ ระหว่างไม้หลักกับต้นทองหลางเอง

คุณสุทธิพันธ์ บุญใจใหญ่ เกษตรกรที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เล่าให้ฟังว่า สมัยปู่ ย่า ตา ยาย เห็นความสำคัญของทองหลางมาก มักจะปลูกให้ร่มเงาไม้หลัก อย่าง ทุเรียน มังคุด กระท้อน แต่ปัจจุบันงานเกษตรมีพื้นที่น้อยลง ความสำคัญของทองหลางจึงลดลง

“เป็นไม้ที่มีคุณค่ามาก ถ้าไม่มีทองหลาง ชื่อเสียงของทุเรียนจังหวัดนนท์ คงไม่ขจรไกลและขายได้ลูกละเป็นพันเป็นหมื่นบาท สำคัญที่สุดเรื่องของการบำรุงดิน โดยเฉพาะที่ราก ทองหลางที่นนท์ ปลูกแล้วน้ำท่วมไม่ตาย เพียงแต่ต้นอาจจะผุนิดหน่อยหากท่วมนานๆ ต้นของทองหลางมีประโยชน์คือเป็นปุ๋ยได้อย่างดี ใบกินกับปลาแนม กินกับลาบ ส้มตำ มีคนปลูกเพื่อขายใบโดยเฉพาะ ตัดยอดอ่อนจำหน่าย” คุณสุทธิพันธ์บอก และเล่าต่ออีกว่า

“สมัยก่อน บรรพบุรุษไม่ค่อยมีของเล่นให้กับลูกหลาน จึงนำไม้ทองหลางมาทำเป็นเรือขนาดเล็กๆ สามารถลอยน้ำอยู่ได้ ให้ลูกหลานเล่น เพราะทองหลางเป็นไม้เนื้ออ่อนขุดเรือง่าย บางครั้งก็นำมาถากเป็นมีดดาบให้เด็กผู้ชายเล่นฟันดาบกัน วิธีปลูกทองหลาง นิยมใช้กิ่งปัก งอกง่ายมาก”

ถึงแม้ทองหลางจะเป็นไม้เนื้ออ่อน แต่ก็ใช้ประโยชน์บางอย่างได้ดี คุณสุทธิพันธ์ ในฐานะที่เป็นเกษตรกรในเขตปริมณฑล และมีประสบการณ์เกี่ยวกับทองหลางเล่าให้ฟังอีกว่า ทองหลาง เป็นไม้เนื้ออ่อน แต่ช่างสมัยโบราณ นิยมตัดทองหลางที่มีขนาดใหญ่ เป็นท่อน ไปวางเป็น “หมอน” คือทำหน้าที่คล้ายๆ เสาเข็ม สำหรับการสร้างเรือนไทย หมอนจากทองหลางกันเรือนไทยทรุดได้ดี คุณสมบัติของทองหลางนั้น เมื่อต้นขนาดใหญ่แล้วแห้ง มีโอกาสผุได้ในเวลาไม่นาน แต่เมื่อใดที่ถูกน้ำ ต้นทองหลางจะอยู่ได้นาน เคยมีการรื้อเรือนไทย แล้วพบมีไม้หมอนจากทองหลางที่อายุกว่า 100 ปี โดยไม่ผุกร่อน

เกษตรกรบางพื้นที่ใช้ทองหลางเป็นหลักแล้วปลูกพลูที่กินกับหมากให้เลื้อยเจริญเติบโตไปตามต้น แรกทีเดียวเข้าใจว่า คงไม่มีใครทราบว่า ทองหลางจะเป็นหลักที่ดี แต่ชาวสวนหาหลักไม่ได้ ก็ลองปลูกๆ ไป ปรากฏว่าพลูงอกงามดีกว่าไม้ชนิดอื่นเสียอีก

ยุคสมัยก่อนนิยมใช้ต้นทองหลางที่เป็นไม้เนื้ออ่อน ทำเป็นก้านไม้ขีด แต่ทุกวันนี้มีน้อยลง

งานสวนที่ปลูกทองหลางเป็นกลุ่มใหญ่ จะช่วยให้ธรรมชาติลงตัว มีการพึ่งพากันระหว่างพืชและสัตว์ ลดการระบาดของโรคแมลง ขณะเดียวกันต้นไม้หลักที่ปลูกก็มีความแข็งแรง สิ่งแวดล้อมโดยรวมก็จะดีขึ้น งานปรับปรุงบำรุงดินของทางราชการ นิยมใช้พืชล้มลุก อย่าง ปอเทือง ถั่วพร้า โสนแอฟริกัน พืชเหล่านี้ใช้กับพืชไร่ได้ดี แต่หากนำทองหลางไปใช้ร่วมคงไม่เหมาะสม เพราะเป็นไม้ยืนต้น กรณีของพืชสวน น่าจะพิจารณาใช้ทองหลาง หากทำจริงๆ จังๆ คงประหยัดปุ๋ยได้ไม่มากก็น้อย

เพราะเป็นไม้ที่มีคุณค่า จึงมี คำว่า “ทอง” ใช้เรียกทองหลาง

มีการนำชื่อไม้ทองหลางมาตั้งเป็นชื่อท้องถิ่น อย่าง เขตบึงทองหลาง เข้าใจว่า เมื่อก่อนบริเวณนั้นมีบึงน้ำและมีต้นทองหลางขึ้นอยู่เต็มไปหมด ในต่างจังหวัดก็มีชื่อหมู่บ้านและตำบล ที่มี คำว่า “ทองหลาง” เข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี ตำบลทองหลาง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น ในแง่สมุนไพร ทองหลาง ก็มีคุณสมบัติทางด้านนี้
เปลือกลำต้นสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคตับ แก้ไข้ แก้ปวด บวมตามข้อ และแก้ปวดได้ทุกชนิด หรือนำมาบดเป็นผงละเอียดใช้น้ำผสมเล็กน้อย แล้วใช้อุดฟันแก้ปวดฟัน

ใบสด นำมาต้มน้ำกิน แก้ไข้ แก้โรคบิด แก้ปวดเมื่อยตามไขข้อ

ดอกสด นำมาต้มกินเป็นยาขับระดู

เมล็ด นำมาตำให้ละเอียดเป็นผง หรือนำมาต้มน้ำกิน เป็นยาแก้พิษงู รักษาฝี

เปลือกราก นำมาต้มกินเป็นยากระตุ้นหัวใจ กระตุ้นไขสันหลัง ทำให้ความดันโลหิตในเส้นโลหิตแดงเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ใบของทองหลางยังมีคุณค่าอาหาร นอกจากคนบริโภคได้แล้ว ยังเหมาะในการนำไปเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย

ประชากรของทองหลางในปัจจุบันลดลง สาเหตุนั้นมาจากพื้นที่การเกษตรลดลง

เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยสมัยใหม่ที่ตอบสนองต่อพืชเร็วและสะดวกในการใช้

แต่ ทองหลาง ก็ยังน่าปลูก เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ต้นไม้กับครอบครัวคนไทยเป็นของคู่กัน ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว รอบๆ บ้านหากมีที่ว่าง เวลากินอะไรอร่อย หากมีเมล็ดเจ้าของจะหว่านหรือโยนเมล็ดพืชออกนอกชาน เมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม เมล็ดพืชจะงอกเป็นต้นใหม่ขึ้นมาให้เจ้าของเก็บมาใช้ประโยชน์

ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่รอบบ้านในยุคเก่าก่อน สามารถบ่งบอกได้ว่าชุมชนนั้นตั้งมานานมากน้อยแค่ไหน เช่น ต้นมะพร้าว ที่ขึ้นสูงเลยหลังคาบ้านไปมากๆ เมื่อทางการจะเข้าไปทำนิติกรรมกับชุมชน ชาวบ้านก็อาจจะบอกว่าอยู่มานานแล้ว นานกว่ากฎหมายจะออกมาเสียอีก

ที่ผ่านมา มีภูมิปัญญาสำหรับการปลูกต้นไม้รอบบ้านบอกไว้อย่างแยบยล วัตถุประสงค์ก็คงอยากให้คนสนใจปลูกพืชหลายๆ ชนิดไว้ เพื่อเกิดประโยชน์ในครอบครัว

นอกจากที่คุ้นเคยกันมานานแล้ว ยังมีผู้แบ่งต้นไม้ที่ปลูกรอบบ้าน โดยแยกประเภทหรือกลุ่ม คือพืชผัก-สมุนไพร ไม้ผล และไม้ดอกไม้ประดับ

พืชผัก-สมุนไพร มีให้เลือกมากมาย
พืชผัก-สมุนไพร ใกล้บ้านคน สามารถปลูกได้หลายอย่าง อาทิ พริก ขิง ข่า มะเขือ ถั่วฝักยาว ตะไคร้ ใบมะกรูด ขมิ้นชัน ไพล มะเขือพวง เป็นต้น

เดิมที พืชเหล่านี้ แทบไม่ต้องซื้อ เพราะเจ้าของบ้านปลูกเอง เมื่อการเกษตรสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทต่อครอบครัวเกษตรกร เวลาว่างมีน้อยลง โอกาสที่จะปลูกพืชให้ครบชนิดจึงมีไม่มาก สุดท้ายจึงนำเงินที่ได้จากพืชหลัก อย่างข้าว ไปซื้อใบมะกรูดตามตลาดนัดหรือตามรถเคลื่อนที่

แต่ยังมีผู้นิยมปลูกพืชผัก-สมุนไพร ไว้รอบบ้าน ทั้งนี้เพราะพืชบางชนิดอยู่ได้นานเป็น 10 ปี หรือมากกว่านั้น มีพืชผักบางอย่างขึ้นเอง โดยไม่ต้องปลูก เช่น พริก เป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างมาก ที่ตามท้องถิ่นต่างๆ ชาวบ้านจะปลูกพริกไว้ เมื่อมีผลผลิต นกจะไปจิกกินผลพริก จากนั้นก็บินไปขี้ไว้ตามที่ต่างๆ หากเป็นผืนดินที่มีเจ้าของ เขาก็จะรักษาต้นพริกไว้ จนมีผลผลิตให้เก็บ หากเป็นที่ดินรกร้าง พริกก็กลายเป็นของส่วนรวมไป ใครผ่านไปผ่านมาก็เก็บมาใช้ประโยชน์ได้

พืชผัก-สมุนไพรยอดนิยม มีหลายชนิดด้วยกัน
ที่ปลูกแล้วอยู่ได้นานชนิดหนึ่งคือมะกรูด บางคนบอกว่า ต้นมะกรูดปลูกยาก เดิมทีเขานิยมขยายพันธุ์มะกรูด โดยการเพาะเมล็ด ต้นที่ได้มักมีหนาม แต่ทุกวันนี้เกษตรกรที่จังหวัดปราจีนบุรี นิยมขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่ง ทำให้ได้มะกรูดทรงพุ่มกะทัดรัด ไม่สูงจนเกินไป หนทางหนึ่งที่ทำได้นั้น คือปลูกลงในกระถาง แล้ววางตั้งไว้หน้าบ้าน เจ้าของอาจจะใช้กระถางขนาดใหญ่หน่อย แต่ต้องหมั่นเติมดินที่พร่องไป งานปลูกมะกรูดที่อยู่ห่างจากแปลงปลูกพืชขนาดใหญ่ มีศัตรูรบกวนน้อย โดยเฉพาะปลูกในหมู่บ้าน แต่หากปลูกใกล้แปลงนาแล้ว มีแมลงหลายชนิดที่มากัดกินใบมะกรูด

ขมิ้นชัน ถือเป็นพืชสามัญประจำบ้าน โดยเฉพาะท้องถิ่นภาคใต้ ครอบครัวชาวบ้านทางภาคนี้ ปรุงอาหารโดยใช้ขมิ้นกันมาก อย่างไก่บ้านต้มขมิ้น ปลาทูทอดขมิ้น

ในแง่ของการรักษาโรค ขมิ้นชัน รักษาโรคกระเพาะอาหารได้ดีมาก ดังนั้นจึงมีการแปรรูปเป็นลูกกลอนและแคปซูล จำหน่าย ผู้สื่อข่าวในเครือหนังสือพิมพ์มติชน มีประสบการณ์ในการใช้ขมิ้นชันรักษาโรคกระเพาะกันเป็นอย่างดี เนื่องจากกินอาหารไม่เป็นเวลา เพราะต้องตระเวนทำข่าว โรคกระเพาะจึงกำเริบ…ที่สวนป่าประชานิเวศน์ มีโครงการสมุนไพร จำหน่ายขมิ้นชันแปรรูป เมื่อปากต่อปากแนะนำ ปรากฏว่าโรคกระเพาะที่เป็นกันหลายคนหายขาด

เพราะคุณสมบัติที่ขมิ้นชันมีอยู่ พืชชนิดนี้ จึงเป็นได้ทั้งผัก และสมุนไพรในตัวเดียวกัน

ไผ่ เป็นพืชที่ปลูกกันมาก โดยเฉพาะครอบครัวในชนบท เนื่องจากไผ่เป็นแหล่งของปัจจัย 4

เริ่มจากหน่อ นำมาทำเป็นอาหาร สล็อตสโบเบ็ต ผู้คนรู้จักเสาะหาหน่อไม้ตั้งแต่หน่ออยู่ลึกลงไปในดินเป็นคืบ ถือว่าเป็นหน่อต้นฤดู เมื่อโผล่พ้นดินก็ตัดเก็บกันสบาย หน่อไผ่บางชนิด สูงท่วมหัว หรือแขนงเล็กๆ ยังนำมาปรุงอาหารได้

หน่อไผ่สีสุก นำมาเผาไฟแล้วบีบเอาน้ำมาดื่ม ซึ่งมีรสขม ช่วยบรรเทาโรคไข้ป่า

ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน มีความก้าวหน้ามากในงานพัฒนานำเส้นใยไผ่มาทำเป็นเสื้อผ้า

บ้านเรือนที่อยู่ในเมือง ปลูกไผ่ลำเล็ก อย่าง ไผ่รวก ประดับได้ในกระถาง หรือ ปลูกไผ่ดำ ก็สวยดี แต่หากในชนบท พื้นที่เหลือเฟือ ปลูกได้ทุกไผ่ นอกจากไผ่ตงที่นิยมกันในอดีตแล้ว ทุกวันนี้ไผ่จีนก็ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะหลังปลูก 4 เดือน ก็ให้หน่อแล้ว ไผ่จีนมีหลายชื่อ คือจีนเขียวเขาสมิง กิมซุ่ง ตงลืมแล้ง อินโดจีน

กลุ่มไม้ผล มะม่วงยังยอดนิยม

ในบรรดาไม้ผลที่ขึ้นอยู่รอบบ้าน มะม่วง ได้รับความนิยมมากที่สุด ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาแล้ว ครอบครัวคนไทยปลูกมะม่วงอกร่อง ปัจจุบันนี้ มะม่วงที่กินกับข้าวเหนียว ยังไม่มีมะม่วงพันธุ์ไหนทาบรัศมีของอกร่องได้ กระนั้นก็ตาม ประชากรของอกร่องลดน้อยลงตามลำดับ เนื่องจากมีมะม่วงชนิดใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ อย่าง เขียวเสวย น้ำดอกไม้

ผู้ที่ยังหลงใหลรสชาติมะม่วงอกร่อง สามารถปลูกทดแทนได้ มีผู้ใช้เมล็ดเพาะแล้วปลูก อาจจะได้ผลช้ากว่ากิ่งทาบปีสองปี แต่ได้ทรงพุ่มสวย ระบบรากแข็งแรง ให้ผลผลิตแก่เจ้าของดก อีกทั้งอยู่ได้นานหลายสิบปี ยกเว้นน้ำท่วมนาน ต้นขนาดเล็กจะตายง่าย

นอกจากมะม่วงอกร่อง ยังมีมะม่วงใหม่ๆ ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ที่ผ่านมานำเข้ามาทดลองไม้น้อยกว่า 50 สายพันธุ์ แต่มะม่วงอาร์ทูอีทู จากออสเตรเลีย นำเข้ามาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ชนะใจคนไทย เพราะผลโต รสชาติดี สีสวย ใครมีที่ว่างเพียงน้อยนิด ปลูกอาร์ทูอีทูแล้วจะได้ผลไม้ไว้กิน ยามติดผลเขาก็สวย ถือว่าประดับได้