เพาะเห็ดตับเต่าในดงโสน เริ่มที่พื้นที่กว้าง 2 เมตรเก็บขายสร้างราย

เห็ดตับเต่า ได้พึ่งพาต้นโสนเป็นพืชอาศัยเพื่อทำให้เชื้อเห็ดเดินและเจริญเติบโตได้ดี เห็ดตับเต่าเป็นอาหารโปรตีนชั้นยอดที่มีผู้นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายในทุกภูมิภาคของไทย ปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านการศึกษาวิจัยเห็ดและผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงมีผู้สนใจได้นำผลงานมาต่อยอดด้วยการเพาะเห็ดตับเต่าขายในเชิงการค้า เห็ดตับเต่าเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่จะผลิตสร้างรายได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในแบบวิถีพอเพียง มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง เห็ดตับเต่า…พืชเศรษฐกิจในดงโสน ผลิตเพื่อการค้าด้วยวิถีพอเพียง มาบอกเล่าสู่กัน

อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในช่วงฤดูฝนมักจะมีเห็ดตับเต่าและเห็ดอีกหลายชนิดเจริญเติบโตในป่าธรรมชาติ และเห็ดตับเต่าเป็นชนิดหนึ่งที่มีผู้นิยมบริโภคกันแพร่หลายในทั่วทุกภูมิภาคของไทย โดยเฉพาะหมู่คนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เห็ดตับเต่ามีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงตับ บำรุงปอด บำรุงกำลัง หรือดับพิษร้อนภายในร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยบำบัดอาการปวดข้อ ปวดเส้นเอ็น หรือปวดหลัง

เห็ดตับเต่า มีชื่อเรียกต่างกัน ภาคเหนือ เรียกว่า เห็ดห้า เนื่องจากพบอยู่ใต้ต้นหว้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า เห็ดผึ้ง เพราะเมื่อนำเห็ดตับเต่าไปแกงสีของน้ำแกงจะเหมือนกับสีของน้ำผึ้งที่ชวนให้ชิมลิ้มลองรสชาติ

เห็ดตับเต่า จัดอยู่ในกลุ่มเอคโตไมคอร์ไรซ่า (Ectomycorrhiza, ECM) คือ เป็นเชื้อราที่มีความสัมพันธ์กับระบบรากอาหารของต้นพืชชั้นสูง เป็นการอาศัยอยู่ร่วมกันแบบเอื้ออำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกันคือ ต้นไม้ได้รับน้ำและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจากเชื้อรา และเชื้อราช่วยป้องกันรากพืชจากการเข้าทำลายของเชื้อโรค ในส่วนเชื้อราก็ได้รับสารอาหารจากต้นไม้ที่ปลดปล่อยออกมาทางระบบราก ได้แก่ โปรตีน วิตามิน หรือน้ำตาล

พืชอาศัย เห็ดตับเต่าเป็นพืชที่ต้องพึ่งพาหรืออยู่ร่วมกับรากพืชอาศัยหลายชนิด เช่น ต้นมะกอกน้ำ ยางนา หรือต้นโสน เพื่อให้เชื้อเห็ดเดินและเจริญเติบโตเป็นดอกเห็ดที่สมบูรณ์พร้อมให้เก็บไปบริโภค เห็ดตับเต่าไม่สามารถเพาะให้เกิดดอกเห็ดในสภาพโรงเรือนเหมือนกับเห็ดชนิดอื่นได้ ปัจจุบัน เห็ดตับเต่า เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในท้องถิ่นที่เกษตรกรนำมาเป็นอาชีพทางเลือกในการยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการดำรงชีพที่พอเพียงและมั่นคง

ป้าเดือนเพ็ญ รื่นรส ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเห็ดตับเต่าคลองโพ เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่เพาะเห็ดตับเต่าเนื่องจากได้ไปเก็บเห็ดในป่าและดงโสนมาทำอาหารกินในครัวเรือน เมื่อพ่อค้าเร่เข้ามาซื้อขายสินค้าเกษตรในชุมชน และพบว่าตนเองและมีเพื่อนบ้านหลายคนได้นำเห็ดตับเต่ามาปรุงรสอาหารกิน จึงแสดงความต้องการว่า ถ้ามีเห็ดตับเต่าปริมาณมากก็จะขอรับซื้อไปขายที่ตลาดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย

เมื่อมีทางเลือกที่ดี จึงใช้พื้นที่ 1 งาน ทดลองเพาะเห็ดตับเต่าในดงโสน การเพาะเลี้ยงได้ใช้วิธีการลองผิดลองถูกแบบธรรมชาติ ปรากฏว่าได้ผลผลิตเกือบ 10 กิโลกรัม นำออกขายให้กับพ่อค้า ได้ 20 บาท ต่อกิโลกรัม และระหว่างที่เพาะเห็ดเพื่อนบ้านได้เข้ามาเรียนรู้วิธีการเพาะเลี้ยงเห็ดตับเต่าไปด้วยกัน พร้อมกับนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเอง ทำให้ทุกคนประสบความสำเร็จมีเห็ดตับเต่ากินและขายเป็นรายได้มีวิถีที่มั่นคงขึ้น

ปี 2549 เพื่อนเกษตรกรจึงรวมตัวกัน แล้วไปขอจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเห็ดตับเต่าคลองโพ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะอิน ปัจจุบัน มีสมาชิก 107 คน มีเป้าหมายเพื่อรวมกันผลิตรวมกันขาย ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน พร้อมกับมีหน่วยงานภาคเอกชนและรัฐได้เข้ามาให้การสนับสนุนความรู้ด้านวิชาการและเสริมทักษะด้วย

สมาชิกแต่ละรายจะเพาะเลี้ยงเห็ดตับเต่าในบริเวณพื้นที่ดงโสนของตน ใช้พื้นที่เพาะตั้งแต่ 1 งานขึ้นไป บางรายใช้พื้นที่เพาะเห็ด 7-10 ไร่ แต่ละรายจะได้ผลผลิตเห็ดเฉลี่ย 600 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อฤดู

โดยส่วนตัวได้เพาะเห็ดตับเต่าในดงโสน พื้นที่ 7 ไร่ โดยใช้ต้นโสนเป็นพืชอาศัยให้เห็ดตับเต่าเจริญเติบโต วิธีการเพาะเลี้ยง จะเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงมกราคม เป็นช่วงที่ต้นโสนเริ่มแก่ต้องทยอยตัดทิ้ง เมล็ดโสนแก่จะร่วงลงในบริเวณพื้นที่ก็ปล่อยให้งอกและเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นต้นใหม่ เมื่อต้นโสนมีความสูงประมาณ 1 ฟุต ได้ถอนแยกให้เหลือต้นที่สมบูรณ์ไว้พร้อมกับเว้นระยะระหว่างต้นและแถวห่างกัน 70×70 เซนติเมตร เพื่อให้ดงโสนโปร่ง เมื่อต้นโสนมีความสูง 1 เมตรขึ้นไป ก็เหมาะสมที่จะให้เป็นพืชอาศัยในการเพาะเห็ดตับเต่าได้ดี

ในราวเดือนมีนาคม-เมษายน ได้ปรับบริเวณพื้นที่ดงโสนให้เสมอกัน รดน้ำเพื่อปรับพื้นที่ให้มีความชื้นที่เหมาะสม นำเชื้อเห็ดตับเต่าที่มีส่วนผสมของเชื้อเห็ด 1 ส่วน กับน้ำ 3 ส่วน คนให้เข้ากัน นำไปตักสาดให้กระจายรอบๆ โคนต้นโสน หลังจากนั้นถ้าสังเกตพบว่าดินในบริเวณพื้นที่เพาะเห็ดแห้งก็รดน้ำเพิ่ม เพื่อปรับสภาพพื้นที่ให้มีความชื้นพอเพียง แต่ถ้าดินในบริเวณพื้นที่เพาะยังมีความชื้นดีอยู่ ใน 2-3 วัน จึงจะให้น้ำเพื่อรักษาความชื้น และถ้าสังเกตว่าเชื้อเห็ดไม่เดินหรือไม่มีการเจริญเติบโตได้ ต้องผสมเชื้อเห็ดแล้วนำมาตักสาดให้กระจายซ้ำลงไปบริเวณพื้นที่เดิมนั้นอีกครั้ง

แต่ถ้าสังเกตว่าเชื้อเห็ดที่ตักสาดกระจายในครั้งแรกมีการเดินหรือเจริญเติบโตได้ดีในช่วง 30-40 วัน ก็จะเริ่มเก็บเห็ด โดยเฉลี่ยพื้นที่กว้าง 2 เมตร และยาว 20 เมตร จะเก็บเห็ดได้ประมาณ 20 กิโลกรัม นำออกขาย ราคา 120-130 บาท ต่อกิโลกรัม มีเห็ดตับเต่าให้เก็บทุก 7 วัน ต่อครั้ง และเก็บได้นาน 4 เดือนกว่า จากนั้นก็จะเป็นช่วงพักแปลง

ในช่วงพักแปลงนี้ได้ปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกกล้วย เลี้ยงเป็ดหรือเลี้ยงไก่ เพื่อเป็นอาหารและขายสร้างรายได้ จากกิจกรรมผสมผสานกันหลายชนิด จึงมีงานให้ทำทั้งปี มีกินมีรายได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเห็ดตับเต่าพืชเศรษฐกิจสำคัญเป็นชนิดที่มีผู้ชื่นชอบและซื้อไปบริโภคกันแพร่หลาย จึงทำให้มีรายได้พอเพียงในการดำรงชีพอยู่ได้อย่างมั่นคง

เผยแพร่ในระบบออนไลน์เป็นครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 พืชผักพื้นบ้านของแต่ละภาคในประเทศเรามีความแตกต่างกัน เนื่องจากภูมิอากาศสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแตกต่างกัน โดยเฉพาะอาหารการกินที่แตกต่างกันจนเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาค เมื่อเราเห็นอาหารที่เขากินก็พอจะบอกได้ว่าเป็นคนภาคไหน

คนไทยในสมัยก่อนมีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติรอบๆ ตัว มีการเรียนรู้และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากคนรุ่นก่อนสู่รุ่นหลัง การบริโภคผักพื้นบ้านของแต่ละภาคกลายเป็นสิ่งที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น ผักพื้นบ้านถือเป็นผักสมุนไพรที่มีคุณค่าและมีความหมายเชื่อมโยงกับความเชื่อ ศาสนาและประเพณีในท้องถิ่น รวมเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน

ภาคใต้ เป็นภาคที่ผักพื้นบ้านมีความหลากหลายมากที่สุด ถึงจำนวน 158 ชนิด โดยการสำรวจของกองพฤกษศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร ในขณะที่ภาคเหนือมี 120 ชนิด ภาคอีสานมี 130 ชนิด อาจเป็นเพราะว่าภาคใต้พื้นที่มีความยาวกว่าและสองข้างติดทะเล มีความหลากหลายของภูมิอากาศมากกว่า

ผักพื้นบ้านภาคใต้ที่กล่าวถึงแล้วคนรู้จักกันทั่วไป คือ สะตอ เนียง เหรียง ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นในตระกูลเดียวกัน ผลของต้นไม้เหล่านี้ได้นำมาเป็นอาหารในชีวิตประจำวันของชาวใต้ ซึ่งส่งกลิ่นแรงตั้งแต่เป็นผลที่ยังไม่บริโภค และหลังจากผ่านร่างกายออกมาก็ส่งกลิ่นได้เข้มข้นกว่าเดิม ไม่เป็นที่น่าอภิรมย์สำหรับคนทั่วไป

เหรียง เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงประมาณ 30 เมตร ลักษณะคล้ายต้นสะตอ แต่พุ่มใบแน่นและเขียวทึบกว่า ดอกและผลเป็นผักเหมือนสะตอ ฝักยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร เมล็ดมี 15-20 ต่อฝัก ไม่นิยมกินสดเหมือนสะตอ แต่จะรอให้แห้งแก่คาฝัก เมล็ดในเมื่อแก่แล้วเป็นสีดำ ชอบขึ้นตามริมชายเขา ซึ่งมีอากาศชื้น มีอายุ 10 ปีขึ้นไปจึงจะให้ผลผลิต

ที่หมู่บ้านคลองไม้แดง ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการปลูกพืชแบบผสมผสาน โดย คุณไกรเวช และ คุณรัชฏาภรณ์ ศรีสวาท ได้ทำสวนโดยมีแนวคิดว่าให้มีผลผลิตซึ่งเป็นรายได้ตลอดทั้งปีบนวิถีชีวิตเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพตนเองและผู้บริโภค บนที่ดินทั้งหมด 7 ไร่ ที่บ้านคลองไม้แดง จากเดิมเป็นพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมด หลังจากมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ประเทศลาว เห็นสวนยางพาราสองข้างทางจากเวียงจันทน์ถึงหลวงพระบาง ทำให้ฉุกคิดว่าผลผลิตยางพาราจะต้องล้นตลาดในอนาคต เมื่อกลับมาจากประเทศลาวจึงโค่นต้นยางออกไป 3 ไร่ทั้งที่ต้นยางเพิ่งเริ่มกรีดน้ำยางได้ไม่ถึง 1 ปี ถือเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดอย่างแรง

สวนสมรม เอกลักษณ์แบบปักษ์ใต้
ส่วนพื้นที่ 4 ไร่ที่เหลือที่มีต้นยางพาราได้ปลูกพืชเสริมระหว่างแถว คือต้นลองกอง ประมาณ 60 ต้น มีบางส่วนให้ผลผลิตแล้ว ลองกองของสวนที่นี่จะใช้เมล็ดปลูก เนื่องจากคนรุ่นเก่าบอกต่อกันมาว่าต้นที่ปลูกจากเมล็ดจะมีความแข็งแรงทนทานโรคและสามารถทนแล้งได้ดีกว่าต้นลองกองที่ปลูกจากกิ่งตอน แต่จะใช้เวลามากกว่าในขณะที่ผลผลิตเท่ากัน ซึ่งจะใช้เวลา 9-10 ปีจึงจะมีผลผลิต ส่วนกิ่งตอนจะใช้เวลา 6-7 ปี พืชอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกเสริมในสวนนี้คือมังคุด มีอยู่ทั้งหมด 22 ต้น คุณรัชฏาภรณ์ บอกว่า ผลผลิตมังคุดที่ได้มีคุณภาพเกรดเอประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากที่สวนไม่ได้ใช้สารเคมีใดๆ ในการทำสวนเลย ปุ๋ยที่ใช้จะเป็นมูลไก่ มูลเป็ด และมูลวัว โดยไม่ได้ดูแลเป็นพิเศษแต่อย่างใด แต่พยายามทำให้สวนมีความสมบูรณ์อย่างธรรมชาติแบบสวนสมรมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทางภาคใต้ที่สุด นอกจากนี้ ในสวนยังเสริมต้นผักเหลียงและใบชะพลูเพื่อเก็บเป็นรายได้ประจำวันอีกด้วย

ปลูกพริกไทยพื้นเมือง โดยใช้ค้างต้นหมาก
ส่วนอีก 3 ไร่ที่ได้ตัดยางพาราทิ้ง ก็ได้ปลูกหมากไว้ 200 ต้น อายุได้ 4 ปีแล้ว ต้นที่ปลูกมีขนาดสูงประมาณ 2 เมตรยังไม่ให้ผลผลิต ซึ่งในฤดูฝนนี้จะปลูกพริกไทยโดยอาศัยต้นหมากเป็นค้าง อีกส่วนหนึ่งปลูกพริกไทยไว้ 100 หลักด้วยเสาปูน พริกไทยที่ปลูกเป็นพันธุ์พื้นบ้านปะเหลียน ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมกับภูมิอากาศทางภาคใต้ ทนร้อนและฝนได้ดีกว่าพันธุ์ซีลอนจากการปลูกเทียบสายพันธุ์ไว้ในสวน คุณ รัชฏาภรณ์ บอกว่า พันธุ์ซีลอนให้ผลผลิต 2 รอบ ต่อปี แต่พันธุ์พื้นบ้านปะเหลียนจะให้ผลผลิตทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ยเพราะจะแตกยอดใหม่ทำให้มีผลผลิต 3-4 รอบ ต่อปี คุณสมบัติเด่นอีกอย่างของพันธุ์ปะเหลียนคือช่อสั้นแต่ดกแน่น น้ำหนักดีกว่าพันธุ์ซีลอน นอกจากนี้ การผลิตอาหารหรือเครื่องแกงในภาคใต้นิยมใช้พริกไทยพันธุ์ปะเหลียนเนื่องจากจะให้ความเผ็ดร้อนและหอมมากกว่า

ต้นเหรียงในสวนนี้มีอยู่ไม่กี่ต้นขึ้นเองตามชายเขา แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ทำธุรกิจเกี่ยวกับเมล็ดเหรียง อายุของต้นประมาณ 60 ปีแล้ว เนื่องในช่วงยางผลัดใบในต้นปีทำให้ไม่สามารถกรีดยางได้ ชาวบ้านออกมาเก็บเมล็ดเหรียงเพื่อการบริโภคในครัวเรือน เมื่อเหลือจึงนำมาแบ่งขายกัน จึงทำให้เกิดความคิดที่จะทำหน่อเหรียงขาย จึงรับซื้อเมล็ดเหรียงจากชาวบ้านเพื่อเพาะให้งอกส่งขายให้แม่ค้า เนื่องจากชาวบ้านภาคใต้นิยมบริโภคหน่อเหรียงเพาะกันทุกครัวเรือน

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน จะเป็นช่วงที่คุณรัชฏาภรณ์รับซื้อเมล็ดเหรียงเพื่อมาตุนไว้ขายตลอดทั้งปี จากชาวบ้านที่มีต้นเหรียงซึ่งส่วนใหญ่มีอายุหลายสิบปีแล้ว จึงมีผลผลิตเต็มที่ คุณรัชฏาภรณ์จะรับซื้อเมล็ดเหรียงแต่ละปีได้ปีละประมาณ 1,500 กิโลกรัม ซึ่งทั้งหมดอยู่ในตำบลปากหมากนำมาเพาะขายส่งให้แม่ค้าตลอดทั้งปี โดยมีผลผลิตประจำไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม ราคาขายส่งกิโลกรัมละ 150 บาท

วิธีการเพาะ หน่อเหรียง
นำเมล็ดเหรียงมา ใช้กรรไกรตัดเล็บตัดที่ปลายทางด้านที่มีสีน้ำตาลและเป็นรอยบุ๋มลงไป หลังจากนั้นนำมาแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ 20-24 ชั่วโมง แล้วนำมาล้างเมือกที่ติดอยู่กับเมล็ดให้หมดโดยใช้มือถูเมล็ดไปมาในน้ำประมาณ 2 ครั้ง เมื่อเมล็ดสะอาดดีแล้วก็มาเตรียมตะกร้าพลาสติกโปร่ง นำผ้าขนหนูหรือผ้าหนาๆ มาชุบน้ำให้เปียกดีวางรองลงในตะกร้าที่เตรียมไว้ แล้วนำเมล็ดที่ล้างเสร็จแล้วโรยลงไปบนผ้าเปียก เกลี่ยเมล็ดให้ทั่ว อย่าให้เมล็ดซ้อนกันเพราะอาจทำให้เน่าเสียหายได้ง่าย นำผ้าเปียกอีกผืนนำมาปิดไว้ แล้วรดน้ำเช้าเย็น ก็จะได้หน่อเหรียงพร้อมรับประทาน อีกวิธีหนึ่งสำหรับคนที่มีพื้นที่มากก็จะใช้ทรายแทนผ้าขนหนู คือนำทรายมาล้างให้สะอาดเก็บเศษสิ่งสกปรกออกให้หมดแล้วมาโรยในตะกร้าหนาประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วโรยด้วยเมล็ดเหรียงเกลี่ยให้ทั่วอย่าให้ซ้อนกัน แล้วนำทรายที่เหลือมาโรยทับหนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วนำผ้าเปียกมาปิดวิธีนี้หน่อเหรียงจะอวบกว่าใช้ผ้าขนหนูเพียงอย่างเดียว

หลังจากนั้น ร่อนทรายออกเอามาเฉพาะเมล็ดหน่อเหรียงที่เพาะแล้ว เอาหน่อเหรียงมาแช่น้ำเอาเปลือกเมล็ดออกทีละเมล็ดจนหมด ล้างทำความสะอาดแล้วนำมาใส่ตะกร้าผึ่งพัดลมให้สะเด็ดน้ำแล้วจึงนำมาบรรจุใส่ถุง ถุงละ 1 กิโลกรัม แพ็กส่งให้ลูกค้า นอกจากหน่อเหรียงสดแล้ว คุณรัชฏาภรณ์ได้จำหน่ายเมล็ดเหรียงที่ยังไม่เพาะแก่ลูกค้าด้วย เพราะสามารถเก็บไว้ได้นาน 1 ปีในอุณหภูมิห้องปกติ แต่จะแบ่งเป็น 2 แบบ คือชนิดที่ตัดปลายแล้วราคากิโลกรัมละ 180 บาท กับชนิดที่ยังไม่ตัดปลาย กิโลกรัมละ 150 บาท โดยค่าขนส่งลูกค้าเป็นคนรับผิดชอบเอง

หน่อเหรียงเพาะเป็นผักพื้นบ้านที่ปลอดจากสารเคมีใดๆ เนื่องจากต้นเหรียงเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติชอบอยู่ตามเชิงเขา มีอายุเป็นร้อยปี ผลผลิตยิ่งมากขึ้นเมื่อต้นอายุมาก ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี หน่อเหรียงสามารถนำมาบริโภคสดเป็นผักแกล้มอาหารเผ็ดของคนใต้ได้ดี และสามารถนำมาแกงกะทิกับเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ถือเป็นอาหารปักต์ใต้ที่ไม่เคยขาดครัว นอกจากนี้ หน่อเหรียงดองเป็นสิ่งที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษ สนใจชิมหน่อเหรียงเพาะหรือนำไปเพาะเอง ติดต่อได้ที่ คุณรัชฏาภรณ์ ศรีสวาท เบอร์โทรศัพท์

มะพร้าวน้ำหอม เป็นสินค้าที่ตลาดมีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตลาดในประเทศจีน จึงเป็นสินค้าที่คนจีนนิยมบริโภค และตลาดใหญ่ๆ อีกแห่งที่ตามมาคือ ตลาดในสหรัฐอเมริกา ถือเป็นตลาดใหญ่ไม่แพ้กัน เพราะผู้ที่ชื่นชอบดื่มน้ำมะพร้าวเล็งเห็นถึงคุณค่าทางโภชนาการที่จะได้รับ จึงนิยมบริโภคมากขึ้น ณ เวลานี้มะพร้าวจึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งการทำสวนมะพร้าวในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทย เกษตรกรได้มีการปรับตัวมากขึ้น เพื่อให้ผลผลิตอย่างมะพร้าวที่ส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศมีคุณภาพ เกษตรกรบางรายมีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้มากขึ้น จึงช่วยให้การทำสวนมะพร้าวในยุคนี้มีความสะดวกสบายมากขึ้น และได้ผลผลิตที่ตรงตามความต้องการของตลาดอีกด้วย

คุณบวร ศาลาสวัสดิ์ อยู่บ้านเลขที่ 138 หมู่ที่ 3 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เป็นเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมก้นจีบ บนเนื้อที่ 10 ไร่ มีต้นมะพร้าวอยู่ ประมาณ 400 ต้น เรียกง่ายๆ ว่า เป็นผู้คร่ำหวอดในเรื่องการปลูกมะพร้าวกันเลยทีเดียว จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงทำให้การปลูกมะพร้าวเป็นงานที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

คุณบวร เล่าให้ฟังว่า เดิมทีมีอาชีพทำเกี่ยวกับการเกษตรตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่ คือ การปลูกพืชจำพวกหอมแดงและพริก ต่อมาเมื่อมีโอกาสได้ลงมือทำอย่างเต็มตัว จึงเริ่มรู้สึกอยากจะปรับเปลี่ยนการปลูกพืชชนิดอื่น จึงได้ตัดสินใจพลิกผืนดินมาทำสวนมะพร้าวตั้งแต่ปี 2548 โดยหาซื้อพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมก้นจีบมาจากอำเภอบ้านแพ้ว “ช่วงนั้นมองว่าดินที่สวน น่าจะปลูกมะพร้าวน้ำหอมได้ดี จึงอยากลองปรับเปลี่ยนดูบ้าง ก็เลยหาซื้อต้นพันธุ์มา ซึ่งต้นพันธุ์ที่จะปลูกได้ดี ต้องเป็นต้นแม่ที่มีอายุอย่างต่ำ 10 ปีขึ้นไป เพราะถ้าเอาอายุน้อยเกินไปจะทำให้ต้นที่ปลูก เมื่อเติบโตเต็มที่ต้นจะยืดสูงเกินไป และก็ออกลูกช้า ลูกอาจไม่ดกเท่าที่ควร ดังนั้น สายพันธุ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการเลือกนำมาปลูก” คุณบวร บอกถึงวิธีการเลือกสายพันธุ์มะพร้าว

ซึ่งอายุของต้นกล้าที่นำมาปลูกภายในแปลงสวนควรมีอายุประมาณ 5 เดือน จึงจะเหมาะสม

ในขั้นตอนแรกก่อนที่จะปลูกมะพร้าวน้ำหอม คุณบวร บอกว่า จะเตรียมพื้นที่ปลูกให้เป็นร่องสวนเสียก่อน คือ ทำสันร่องให้มีความกว้าง 4 เมตร ส่วนภายในร่องน้ำมีความลึกประมาณ 2 เมตร โดยให้ภายในร่องมีน้ำหล่ออยู่ตลอดทั้งปี เพราะมะพร้าวเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก

“พอเราเตรียมพื้นที่ปลูกเรียบร้อยแล้ว ก็เอาดินเลนมาใส่ลองก้นหลุมได้เลย เสร็จแล้วก็ปลูกให้มิดผลไปเลย อย่าให้ผลลอยขึ้นมา เพราะถ้าโตมากขึ้นจะทำให้โคนต้นลอยพ้นดิน ทำให้โค่นล้มได้ โดยระยะห่างปลูกที่ดีที่สุดคือ 6×6 เมตร ซึ่งช่วงที่ยังต้นเล็กอยู่เราก็ดูแลไปเรื่อยๆ จนต้นมะพร้าวมีอายุประมาณ 2 ปีครึ่ง ก็จะเริ่มตกจั่นให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้” คุณบวร อธิบาย

เมื่อปลูกต้นมะพร้าวลงดินได้ประมาณ 1-2 เดือน ในช่วงนี้จะเริ่มใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 ในอัตราส่วน 100 กรัม ต่อต้น เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์และเมื่อต้นมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จะทำการเพิ่มจำนวนปุ๋ยให้มีขนาดที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

จากนั้นดูแลจนได้อายุประมาณ 2 ปีครึ่ง มะพร้าวจะเริ่มตกจั่นออกมาให้เห็นที่บริเวณยอด คุณบวร บอกว่า ในช่วง 4 จั่นแรกนั้น ยังไม่ต้องสนใจมากนัก เพราะยังไม่สามารถผสมเกสรสมบูรณ์จนติดผล

“พอหมด 4 จั่นไปแล้ว เข้าสู่จั่นที่ 5 มะพร้าวก็จะเริ่มติดลูกให้ผลผลิต ในเรื่องปุ๋ยเราก็ต้องเปลี่ยนด้วย โดยใช้หลักหนักหน้าก่อนหรือโยกหน้า ในช่วง 6 เดือนแรก ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายนแบ่งใส่ปุ๋ยทุก 3 เดือน เป็นปุ๋ยสูตร 25-7-7 และช่วง 6 เดือนหลังตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม แบ่งใส่ปุ๋ยทุก 3 เดือนเหมือนเดิม แต่จะเปลี่ยนเป็นสูตร 14-7-35 ทั้ง 2 สูตรใส่ในอัตราส่วนเดียวกัน 500 กรัม ต่อต้น นอกจากนี้ ยังใส่มูลนกกระทาเพื่อเสริมเข้าไปอีกด้วย ปีละ 2 ครั้ง ในอัตราส่วนต้นละ 2 กิโลกรัม ทำอย่างนี้ไปทุกปีก็จะทำให้ผลผลิตออกมาสม่ำเสมอ” คุณบวร บอกถึงวิธีการใส่ปุ๋ย

ซึ่งเมื่อมะพร้าวตกจั่นจนให้ผลผลิตได้แล้ว คุณบวร บอกว่า จะสามารถตัดผลมะพร้าวได้ทุก 20 วัน หรือตัดผลผลิตได้ 18 ครั้ง ต่อปี ในเรื่องของการป้องกันโรคและแมลงที่สวนคุณบวร จะใช้วิธีการหมั่นสังเกตดูว่าภายในสวนมีศัตรูที่จะเข้าทำลายหรือไม่ ถ้ามีต้องรีบกำจัดให้โดยเร็วโดยการฉีดพ่น ถ้าไม่พบการระบาดก็ไม่จำเป็นต้องฉีดพ่น แต่จะเน้นใช้แมลงธรรมชาติเข้ามาช่วย เช่น การปล่อยตัวห้ำ ตัวเบียน ภายในแปลงปลูกก็จะช่วยจำกัดแมลงอื่นๆ ที่เป็นศัตรูกับมะพร้าวออกไป

ในเรื่องของการตลาดจำหน่ายผลมะพร้าว คุณบวร เล่าว่า ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาสำหรับเขามากนัก เพราะพื้นที่ปลูกอยู่ติดกับตลาดรับซื้อ ดังนั้น จึงทำให้สามารถจำหน่ายมะพร้าวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งราคาเมื่อสมัยก่อนกับปัจจุบันเมื่อเทียบกันแล้ว แตกต่างกันค่อนข้างมาก

“ที่นี่ไม่ต้องกลัวเรื่องตลาด เรามีพื้นที่ซื้อขายกันอยู่แล้ว สมัยที่เริ่มทำใหม่ๆ บอกเลยว่า ราคาอยู่ที่ลูกละ 6 สลึงเท่านั้น ราคาไม่ได้สูงเหมือนปัจจุบัน ซึ่งสมัยก่อนนั้น ราคาไม่สูงแต่ก็พอทำใจได้ เพราะเป็นของยืนต้นที่เราลงทุนปลูกลงไปแล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีรายได้ในอนาคต โดยราคาปัจจุบันตอนนี้ก็อยู่ที่ประมาณผลละ 14 บาท ซึ่งช่วงนี้ผลผลิตก็มีไม่พอจำหน่าย เพราะผลผลิตออกน้อยลง ยิ่งสภาพอากาศร้อนมาก ทำให้การผสมเกสรติดไม่ดี ก็จะทำให้ดอกร่วง เลยทำให้ผลผลิตมีน้อยลงมาด้วย” คุณบวร บอก

เนื่องจากผลผลิตที่ออกมีปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด อันเกิดจากการผสมเกสรที่ไม่สมบูรณ์ คุณบวร บอกวิธีการแก้ปัญหาให้ฟังว่า แก้ไขด้วยวิธีหาซื้อตัวชันโรงมาปล่อยเลี้ยงภายในสวนแทนการฉีดพ่นอาหารเสริมในการช่วยผสมเกสร เพื่อให้การผสมเกสรเป็นไปง่ายขึ้น และที่สำคัญชันโรงยังสามารถช่วยประหยัดต้นทุนได้อีกด้วย พร้อมทั้งให้น้ำภายในสวนมากขึ้นเพื่อให้มีความชื้นที่เพียงพอก็จะทำให้ปัญหาเหล่านี้ลดลง

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะปลูกมะพร้าวเป็นอาชีพ คุณบวร ให้คำแนะนำ เรื่องพื้นที่ปลูกเป็นสิ่งที่สำคัญ รองลงมาคือเรื่องน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องมีอย่างเพียงพอ เพื่อให้มะพร้าวเจริญเติบโตได้ดี และสุดท้ายคือเรื่องสายพันธุ์ต้องเป็นสายพันธุ์ที่เป็นแหล่งเชื่อถือได้ คือ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ต้นกล้ามะพร้าวโดยตรง เพราะแม่พันธุ์มีความสมบูรณ์ดังนั้น จึงต้องเลือกให้เหมาะสม ซึ่งการปลูกใช้เวลาในการเจริญเติบโตดังนั้นจึงห้ามผิดพลาด

“ผึ้ง” ถือเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี ว่าถ้าหากพื้นที่ตรงไหนหรือสวนไม้ผลไม้ดอกที่ไหนมีผึ้งมาอาศัยอยู่มาก ก็แปลได้ว่าบนพื้นที่แห่งนั้นค่อนข้างที่จะมีแหล่งน้ำ แหล่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งนอกเหนือจากสิ่งบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์แล้ว “น้ำผึ้ง” คือของดีมีประโยชน์ จะนำมาประกอบอาหารหรือทำเป็นยาคุณค่าก็สูงทั้งนั้น แต่น้ำผึ้งแท้ๆ ไม่มีส่วนผสมอื่นเจือปนในปัจจุบันหากินยากขึ้นทุกที สาเหตุหลักคือ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติลดน้อยลง ประกอบกับมีผู้รู้วิธีการเลี้ยงและดูแลผึ้งโพรงป่าที่ถูกต้องมีจำนวนน้อย

ดังนั้น หากใครกำลังสนใจอยากเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพเสริม ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่สนใจอยู่ไม่น้อย ด้วยวิธีการดูแลไม่ยาก ใช้พื้นที่น้อย สามารถฝากให้ชาวบ้านช่วยเลี้ยงได้ แต่มีข้อแม้ว่าพื้นที่ตรงนั้นต้องมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ปลอดจากสารเคมี

คุณสันต์ ติ๊บปาละ หรือ พี่สันต์ อยู่บ้านเลขที่ 181 หมู่ที่ 16 ตำบลม่วงคำ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งโพรง สร้างรายได้มานานนับ 10 ปี ด้วยข้อดีที่ไม่ต้องใช้เวลาดูแลเยอะ ลงทุนไม่มาก ตลาดไม่ตัน และราคาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับไม้ผลหลายชนิดที่มีแต่จะถูกลงๆ แต่ถ้าหากท่านใดสนใจอยากเลี้ยงก็อย่าเพิ่งใจร้อน พี่สันต์บอกว่า การเลี้ยงผึ้งเป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย ต้องอาศัยประสบการณ์ ความขยัน ความเข้าใจธรรมชาติของผึ้งโพรง การเป็นคนช่างสังเกต และสถานที่เลี้ยงที่เหมาะสมถึงจะไปรอด

พี่สันต์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเลี้ยงผึ้งโพรงว่า เริ่มต้นจากการเห็นผู้เฒ่าผู้แก่ทำโพรงไม้ไว้ตามหลังบ้าน เพื่อให้ผึ้งโพรงป่ามาทำรัง โดยส่วนมากจะเป็นผึ้งประจำถิ่นที่เข้ามา ตนเองก็เกิดความสนใจตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา แต่เพิ่งได้มาลงมือทำแบบจริงจังประมาณ 10 ปี เริ่มจากการทดลองทำโพรงไม้ขึ้นมาโดยที่ยังไม่รู้เทคนิคและวิธีการเลี้ยง อาศัยครูพักลักจำและถามผู้เฒ่าผู้แก่ให้ถ่ายทอดเทคนิคการเลี้ยงให้ แล้วนำมาผสมผสานปรับปรุงใช้ให้เข้ากับยุคสมัย

จากนั้นโพรงที่เคยทำไว้ก็เริ่มมีผึ้งเข้ามาอยู่ hi-techitaly.com จึงได้มีการพัฒนาทั้งรูปแบบโพรงให้มีความหลากหลายและเหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น มีทั้งโพรงไม้ธรรมชาติ จากไม้มะพร้าว ไม้ตาล ไม้สัก และโพรงไม้แผ่นที่ประกอบขึ้นมาเอง โดยข้อได้เปรียบของพื้นที่บริเวณตรงนี้คือ เป็นพื้นที่ติดภูเขา ค่อนข้างมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำที่ดี เหมาะสมในการเลี้ยงผึ้งอยู่แล้ว

เลี้ยงผึ้งโพรง 500 รัง
ไม่ต้องมีพื้นที่เยอะก็ทำได้

พี่สันต์ บอกว่า ปัจจุบันตนเองเลี้ยงผึ้งโพรง หรือภาษาชาวบ้านจะเรียกว่า ผึ้งโก๋น เรียกผึ้งที่ทำรังในโพรงไม้มีรูเข้าออกเป็นช่องเล็กๆ สร้างรวงรังซ้อนกันหลายชั้นว่า ผึ้งโก๋น ซึ่งหลายคนสงสัยว่าการที่จะเลี้ยงผึ้ง 500 รัง จำเป็นต้องมีพื้นที่เยอะ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะการเลี้ยงผึ้งของตนเองจะเป็นการฝากให้ธรรมชาติช่วยเลี้ยงส่วนหนึ่ง และอีกส่วนเป็นการนำไปฝากไว้กับชาวสวนชาวไร่ในชุมชนที่สนใจ จำนวนบ้านละ 10-20 รัง ใช้เวลาว่างขึ้นไปดูบ้างสัก 15 วันครั้ง พอถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งก็จะให้น้ำผึ้งเป็นสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ให้กับพวกเขา

“คือพี่จะทำโพรงไว้ขนานกับภูเขา พอผึ้งลงมาก็จะเจอโพรงที่พี่ทำไว้ พี่ก็ไม่ได้ดูแลอะไรมาก ดูแลแค่เรื่องมด แมลง กิ้งก่า จิ้งจก ให้เขาหาอาหารกินเองตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นดอกไม้ป่า แล้วก็เก็บน้ำผึ้งแค่ปีละครั้ง เริ่มเก็บตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงประมาณเดือนเมษายน ซึ่งการเลี้ยงผึ้งในแต่ละปี บางโพรงก็อพยพกลับขึ้นภูเขา หรือว่าบางโพรงก็ยังอยู่ที่เดิมก็ปล่อยให้อยู่ไป หรือโพรงไหนที่ไม่มีผึ้งมาอยู่ก็ทำความสะอาดแล้วก็ล่อให้เข้ามาอยู่ใหม่ จะเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะผึ้งไม่ใช่ว่าจะมาทำรังครบทั้ง 500 รังที่เรามี”

วิธีการเลี้ยงผึ้งโพรงที่เหมาะสม

การเลี้ยงผึ้งโพรง เป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมาก แต่ต้องอาศัยทั้งทักษะประสบการณ์ ความเป็นคนช่างสังเกต และมีปัจจัยสำคัญคืออยู่ที่สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพราะผึ้งถือเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ หากพื้นที่ไหนมีสารเคมีจะไม่มีผึ้งอยู่ แต่ถ้าพื้นที่ไหนปลอดสารเคมี หรือยาฆ่าแมลง ตรงนั้นก็จะมีผึ้งอาศัยอยู่เยอะ นำไปสู่จุดเชื่อมโยงกับพืชสวน
“เมื่อก่อนชาวบ้านแถวนี้ยังไม่มีใครทำ แต่พอเขาได้เห็นพี่ทำเขาก็เริ่มสนใจทำตาม เขาเห็นเราได้ขายน้ำผึ้งเขาก็อยากได้บ้าง ก็สอดคล้องกับว่าถ้าอยากได้น้ำผึ้ง ที่สวนเขาก็ต้องลด ละ เลิก การใช้สารเคมีก่อน ไม่งั้นผึ้งจะอยู่ไม่ได้”

สถานที่และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะต้องเป็นพื้นที่ร่มรื่นและผึ้งจะชอบพื้นที่ที่มีบริเวณให้เขาสามารถร่อนลงได้สะดวก เช่น แถวบริเวณใต้ต้นไม้ ในป่าใหญ่ หรือเป็นสถานที่ใกล้กับแหล่งที่ผึ้งอาศัยอยู่เป็นหลัก เช่น บริเวณถ้ำ หน้าผา เพราะผึ้งที่อาศัยอยู่บนเขาจริงๆ จะไม่มีโพรงอยู่ จะอาศัยโพรงดินบ้าง โพรงถ้ำบ้าง ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นการขยายโพรงจะเป็นไปได้ยากกว่า เพราะบริเวณด้านในไม่ได้กว้าง หรือมีความสะอาดพอที่ผึ้งจะขยายได้