เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย

ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 เวลา 18.39 น. หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับประชาชนชาวเชียงใหม่ กว่า 35,000 คน จัดพิธีจุดเทียนถวายอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่

เริ่มต้นด้วยการบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ โดย วงดนตรีจากวิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ พร้อมการฉายภาพพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และบรรเลงเพลง “ลมหนาว” ต่อด้วยการกล่าวสดุดี และถวายความอาลัย โดย นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

จากนั้น หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนกนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีได้จุดเครื่องทองน้อย ถวายคำนับพระบรมฉายาลักษณ์ และกล่าวถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมร่วมใจสงบนิ่งเป็นเวลา 90 วินาที จากนั้นพสกนิกรชาวเชียงใหม่ร่วมกันจุดเทียนจนสว่างไสวไปทั่วอุทยานหลวงราชพฤกษ์ พร้อมร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี บทเพลงความฝันอันสูงสุด และเพลงในหลวงของแผ่นดิน โดย วงออเครสต้า และนักร้องประสานเสียงจากวิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ โรงเรียนปรินส์รอแยลล์วิทยาลัย โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย และโรงเรียนดาราวิทยาลัย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ด้วยความอาลัยในการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

นายอดุลย์ ผิวผัน รองผู้อำนวยการ รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ มีโครงการความร่วมมือประชารัฐ เพื่อการเกษตรปลอดภัย โดยใช้ “จุลินทรีย์” ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์วิจัยพัฒนาการเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ และบริษัท สินเกษตร กรุ๊ป

ด้วยการผลิตเกษตรอินทรีย์ เป็นนโยบายของรัฐให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการผลิตและการตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำนโยบาย 4.0 เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ปี พ.ศ. 2560-พ.ศ. 2564 และแผนพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ ปี พ.ศ. 2560 ประเด็นยุทธศาสตร์ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอารยธรรมขอม และผู้นำด้านการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจัดให้มีงานเสวนาวิชาการ “จุลินทรีย์เพื่อการเกษตรปลอดภัยบุรีรัมย์” ในวันพุธที่ 9 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09.00-16.00 น. ณ โดม 80 ปี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นายอรุณ ขันโคกสูง อายุ 42 ปี ชาวบ้านโพนสูง หมู่ 4 ต.หมื่นไวย อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้พาผู้สื่อข่าวเดินชมสวนเกษตรหลังบ้านของตนเอง ซึ่งมีพื้นที่อยู่ประมาณ 2 ไร่ โดยได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ทำการเกษตรปลูกพืชผสมผสานหลายชนิด อาทิ มะนาวในบ่อซีเมนต์, พริกไทย, ฟาร์มเห็ด, ผักสะระแหน่ไร้ดิน, มะเดื่อฝรั่ง และสะเดามัน เป็นต้น สร้างรายได้ให้กับครอบครัวจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และยกระดับให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ในปัจจุบัน

นายอรุณเล่าให้ฟังว่า ในอดีตนั้นตนเป็นเพียงลูกจ้างอยู่ในอู่ซ่อมรถจักรยานยนต์แห่งหนึ่ง ใน จ.นครราชสีมา ซึ่งขณะนั้นมีความรู้แค่ชั้น ป.6 จึงต้องทนทำงานอยู่ตามความสามารถที่จะทำได้ ต่อมาก็ได้สมัครเข้าเรียนใน กศน.เพื่อเติมความรู้ให้กับตนเอง ซึ่งก็บังเอิญไปได้เรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงได้นำมาทดลองใช้ในพื้นที่หลังบ้านประมาณ 2 ไร่ โดยช่วงแรกๆ ก็ลองผิดลองถูกอยู่ประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นก็เริ่มจับทางได้ว่า ควรจะต้องทำเกษตรแบบผสมผสาน คือการปลูกพืชหลายชนิด เพราะแต่ละชนิดจะมีฤดูกาลของมัน ซึ่งราคาก็จะขึ้นๆ ลงๆ ไม่เหมือนกัน เช่น มะนาวจะออกลูกเมื่อช่วงฤดูฝน ซึ่งจะได้ราคาไม่สูงนัก แต่ถ้าถึงฤดูแล้งก็จะทำการตอนกิ่งขายแทน ส่วนสะเดาก็จะออกดอกช่วงฤดูแล้ง พอถึงฤดูฝนก็จะตอนกิ่งขายเช่นกัน ซึ่งจะทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี เมื่อทำเช่นนี้ได้ก็แบ่งปันความรู้ให้กับชุมชน ผ่านศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ซึ่งแต่ละปีจะมีกลุ่มเกษตรกรจากทั่วประเทศเดินทางมาเรียนรู้ไม่ต่ำกว่า 5,000 คน

นายอรุณกล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ได้ทั้งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และได้รับความสุขจากการแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนๆ เกษตรกรทั่วประเทศด้วย จึงนับว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากสำหรับเกษตรกรทั่วไป ซึ่งพระองค์ท่านได้ศึกษาเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง จนตกผลึกกลายเป็นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดให้กับเกษตรกรนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข และยั่งยืนตลอดไป

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจับมือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเวทีครั้งที่ 2 ระดมความเห็นทุกภาคส่วน รุกจัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ พ.ศ. 2560-2564 ฉบับที่ 2 เร่งเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ให้เป็นรูปธรรม มั่นใจ ช่วยให้ภาคเกษตรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดสัมมนาการจัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ พ.ศ. 2560-2564 ครั้งที่ 2 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2559 ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ร่วมกับศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อร่วมกันวิเคราะห์และสังเคราะห์ในการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ หลังที่ได้ร่วมกันพิจารณาให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา

ปัจจุบันความแปรปรวนด้านดินฟ้าอากาศมีแนวโน้มที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งรายงานจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ภาคการเกษตรเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุดและแม้ว่าที่ผ่านมาทั่วโลกจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรอย่างต่อเนื่อง แต่การทำการเกษตรส่วนใหญ่ซึ่งต้องพึ่งพาสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นหลัก ยังคงเกิดความสูญเสียในแต่ละปีที่คิดเป็นมูลค่ามหาศาล

นอกจากนี้รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2557 ระบุว่า หากภาคเกษตรไม่มีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแล้ว ภายในปี 2593 หรือประมาณอีก 30 ปีข้างหน้า ผลผลิตเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าวสาลี ข้าว และข้าวโพดในพื้นที่เขตร้อนและอบอุ่นจะมีปริมาณผลผลิตลดลงร้อยละ 25 และส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกในอนาคต ซึ่งกระทบต่อประเทศไทยที่มีพื้นที่อยู่ในเขตร้อน เป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารย่อมจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาการเกษตรของไทยให้มีความยั่งยืนภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นับเป็นเรื่องที่มีความท้าทายอย่างมาก การจัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560-2564 จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้ภาคเกษตรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม บนพื้นฐานทรัพยากรและสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่

ดังนั้นสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร และคณะทำงานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการจัดทำยุทธศาสตร์ วิชาการ และฐานข้อมูล เชื่อมั่นว่า ยุทธศาสตร์ฯ ฉบับที่ 2 จากการระดมความคิดเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไปสู่ความยั่งยืนภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

อนึ่ง การจัดทำยุทธศาสตร์ครั้งนี้ สศก.ได้สังเคราะห์และทบทวนผลการปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์ที่ผ่านมา (2555 – 2557) รวมทั้งประชุมกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงเกษตรฯ และภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคการศึกษา เพื่อศึกษาห่วงโซ่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวทางการปรับตัวของภาคการเกษตร เพื่อให้ภาคเกษตรมีความเข้มแข็งและสามารถปรับตัวได้ทัน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ดึงชุมนุมสหกรณ์ 7 ประเภท เชื่อมเครือข่ายตลาดข้าวช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิก เร่งคัดสหกรณ์นำร่อง 10 แห่ง โรดโชว์สินค้าข้าวไทยในต่างประเทศ พร้อมผลักดันส่งออก 40,000 ตัน จัดคาราวานสินค้าสู่บริโภค 640 อำเภอ ขยายช่องทางกระจายผลผลิตเพิ่มรายได้ ยกระดับอาชีพสู่ธุรกิจทำนาครบวงจร

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยแนวทางแก้ไขปัญหาตลาดและราคาข้าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ว่า นอกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2559/60 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยรัฐบาลได้จัดสรรสินเชื่อให้สหกรณ์กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกและแปรรูปข้าวผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) วงเงินรวม 12,500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี มีเป้าหมายรวบรวมข้าวเปลือก 2.5 ล้านตัน คาดว่า จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจในระบบสหกรณ์รวมกว่า 20,000 ล้านบาท เกษตรกรสมาชิกได้รับประโยชน์กว่า 1 ล้านคน และสามารถพยุงราคาข้าวเปลือกในพื้นที่ไม่ให้ตกต่ำจนเกินไป

ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งหารือกับชุมนุมสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ได้แก่ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนียน ชุมนุมสหกรณ์บริการ ชุมนุมสหกรณ์ร้านค้า ชุมนุมสหกรณ์นิคม ชุมนุมสหกรณ์ประมง และชุมนุมสหกรณ์การเกษตร เพื่อเชื่อมโยงและขยายเครือข่ายตลาดข้าวสารคุณภาพของสหกรณ์เพิ่มขึ้นผ่านระบบสหกรณ์ ทำให้ผู้บริโภคในภาคสหกรณ์สามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากการผลิตสินค้าเกษตรของสหกรณ์ โดยเฉพาะสินค้าข้าวในราคายุติธรรมจากเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง อีกทั้งยังมุ่งให้ขบวนสหกรณ์สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดข้าวได้เองทั้งระบบ เกิดการพึ่งพาและช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในขบวนการสหกรณ์ ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“ขณะเดียวกันยังได้เร่งคัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพ 10 แห่ง จากพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ เชียงใหม่ เชียงราย และบุรีรัมย์ เข้าร่วมโรดโชว์สินค้าข้าวคุณภาพของสหกรณ์ไทยในต่างประเทศด้วย อาทิ จีน ญี่ปุ่น และประเทศในภูมิภาคอาเซียน เป็นต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของข้าวสหกรณ์ไทยแก่ประเทศคู่ค้า โดยมีแผนร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศผลักดันส่งออกข้าวสารสหกรณ์ไม่น้อยกว่า 40,000 ตัน คาดว่า เป็นช่องทางที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าข้าว พร้อมสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปข้าวเปลือก และขยายลู่ทางจำหน่ายสินค้าข้าวสารสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่า ชาวนาในภาคสหกรณ์จะจำหน่ายข้าวเปลือกคุณภาพได้ราคาสูงขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับอาชีพทำนาเป็นธุรกิจทำนาแบบครบวงจร และมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นอกจากนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังมีแผนส่งเสริมตลาดข้าวสารคุณภาพของสหกรณ์ผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) จังหวัด และศูนย์กระจายสินค้าแม่ข่าย 24 แห่ง และเร่งจัดคาราวานสินค้าสหกรณ์ลงพื้นที่ 640 อำเภอทั่วประเทศ โดยจะนำข้าวสารคุณภาพของสหกรณ์ และผลิตภัณฑ์สินค้าอื่นๆ ที่ผลิตภายใต้ขบวนการสหกรณ์ เช่น นม น้ำดื่ม ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาล กุ้ง ปลาหมึก รวมถึงสินค้าอุปโภค-บริโภค ไปจำหน่ายให้ผู้บริโภคในราคายุติธรรม ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559-กุมภาพันธ์ 2560 คาดว่า จะมียอดขายและนำรายได้เข้าสู่ระบบสหกรณ์ไม่น้อยกว่า 80 ล้านบาท และยังช่วยลดค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคได้ค่อนข้างมากด้วย

“อนาคตกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีแผนพัฒนาต่อยอดข้าวเฉพาะถิ่นสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น ข้าวหอมกระดังงา และข้าวพื้นถิ่นอื่นที่มีศักยภาพ โดยจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษาพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร โดยไม่ยึดติดการจำหน่ายผลผลิตข้าวเปลือกเพียงอย่างเดียวตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” นายวิณะโรจน์กล่าว

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่ าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การดึงปริมาณข้าวเปลือกเพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นข้าวสาร และเร่งกระจายข้าวสารออกสู่ตลาดในภาวะวิกฤติขณะนี้นับเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกทำนา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าระบบสหกรณ์จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งในด้านการเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกของเกษตรกร เพื่อนำมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปเป็นข้าวสาร รวมถึงการกระจายข้าวสารบรรจุถุงออกสู่ตลาด เพื่อให้ถึงมือผู้บริโภคได้ทันท่วงที

โดยศักยภาพของสหกรณ์การเกษตรที่ มีโรงสีข้าวจำนวน 133 แห่ง กำลังการผลิตข้าวสารรวมวันละ 5,464 ตัน และมีสหกรณ์ที่มีโรงสีพร้อมอุปกรณ์แพ็คข้าวสารบรรจุถุงจำนวน 47 แห่ง จากจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ โดยสามารถแปรรูปผลิตข้าวสารบรรจุถุงพร้อมจำหน่ายได้ ประมาณวันละ 2,170 ตัน ซึ่งหากมีการขยายช่ องทางการจำหน่ายข้าวสารได้เพิ่มมากขึ้น ขบวนการสหกรณ์ก็สามารถเพิ่มกำลังการผลิตข้าวสารได้เต็มที่ เพื่อรองรับกับประมาณความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ประสานกับสหกรณ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือบางส่วน ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อให้เกษตรกรได้นำผลผลิตข้าวเปลือกมาขายให้กับจุดรับซื้ อของสหกรณ์ และเข้าร่วมมือกันภายใต้ โครงการข้าวสารสหกรณ์ช่วยชาวนาเพื่อกระจายผลผลิตข้าวสารจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค

โดยแผนการเปิดจุดจำหน่ายในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ จำหน่ายที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และบูรณาการหน่วยงานภายในนอกกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเบื้องต้นในวันที่ 4 พ.ย.59 เปิดจำหน่าย 3 จุด คือ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอกจำนวน 2 ตัน กรมปศุสัตว์จำนวน 9 ตัน กรมชลประทานสามเสน จำนวน 3 ตัน วันที่ 5 – 24 พ.ย.59 ที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และวันที่ 7 พ.ย.59 จะเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในมหาวิทยาลัยเกษตรกลางบางเขน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมหม่อนไหม กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งแต่ละจุดมีการจำหน่ายข้าวสารประมาณ 10 ตัน

ส่วนหน่วยงานภายนอกนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประสานกับ 10 หน่วยงาน โดยกำหนดจัดกิจกรรมปล่อยคาราวานรถกระบะและรถบรรทุก 6 ล้อ บรรทุกข้าวสารสหกรณ์จากสหกรณ์ต่าง ๆ ออกจากสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ในวันที่ 8 พ.ย.59 เพื่อกระจายข้าวสารไปวางขายตามจุดจำหน่ายทั้ง 10 แห่ง ได้แก่ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (ถนนวิภาวดีรังสิต) สถานทีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย บางกรวย บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (สำนักงานใหญ่ พระราม3) และธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน โดยปริมาณข้าวสารที่จะจำหน่ายจุดละประมาณ 3 ตันเป็นอย่างต่ำ ซึ่งหากหน่วยงานใดมี ความสนใจนำข้าวสารสหกรณ์ไปจำหน่ายสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กรมส่งเสริมสหกรณ์

“จุดจำหน่ายข้าวสารสหกรณ์ที่กระจายอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จะเน้นจำหน่ายข้าวหอมมะลิคุณภาพดี 100 % จากสหกรณ์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวสารที่จำหน่ายจะเน้นข้าวหอมมะลิขนาด 5 กก.เป็นหลัก และจะมีขนาด 2 กก.และ 1 กก. ด้วยส่วนหนึ่ง สำหรับการกำหนดราคาจำหน่ายเป็นมาตรฐานราคาเดียวกัน เบื้องต้นกำหนดราคาขายข้าวหอมมะลิ 5 กก.ราคาถุงละ 165 บาท และจะมีข้าวเพื่อสุขภาพมาร่วมจำหน่ายบางส่วน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวอินทรีย์

ทั้งนี้ คาดว่าการแร่งระบายข้าวสารสหกรณ์ออกสู่ตลาด จะส่งผลทำให้สหกรณ์การเกษตรสามารถรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในพื้นที่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายนนี้ได้มากยิ่งขึ้นและสามารถนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นข้าวสารได้ทันที เมื่อตลาดมีความ ต้องการและขยายช่องทางการจำหน่ายข้าวสารถึงผู้บริโภคได้หลากหลาย ซึ่งจะส่งผลทำให้สามารถดึงราคารับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้น” นายวิณะโรจน์ กล่าว

“ธีธัช” ผู้ว่าการยางฯชี้แนวโน้มค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็ง เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น ราคายางไทยมีสิทธิ์ขยับขึ้น กก.ละ 60 บาท เตรียมหารือ 10 หน่วยงานภาครัฐเพิ่มการใช้ยางในประเทศ เผยมติ 11 ประเทศผู้ผลิต

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) มีแนวโน้มจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยปลายปีนี้ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้น เงินบาทไทยอ่อนลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะดีขึ้น กอปรกับเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น คาดว่าราคายางพาราของไทยในปีหน้าจะขยับขึ้นไปได้ถึง กก.ละ 60 บาท ในขณะที่จีนเริ่มกลับมาซื้อยางเข้าสต๊อกเพิ่มขึ้นหลังวันชาติจีนต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเดือน ก.ย.สต๊อกยางจีนเหลือประมาณ 3.5 แสนตัน ต่ำกว่าช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.ที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับ 3.6 แสนตัน ดังนั้นที่มีกระแสข่าวจีนไปซื้อยางอินโดนีเซียเพิ่ม ซื้อจากไทยน้อยลง จึงไม่น่ากังวล เพราะคุณภาพยางจะเป็นตัวชี้วัด

ส่วนประเด็นการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศปีงบประมาณ 2560 นั้น กยท.ได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว และเตรียมเชิญหน่วยงานภาครัฐมาหารือ เพื่อเดินหน้าตามนโยบายการใช้ยางในประเทศต่อไป ซึ่งหลังปิดโครงการเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กยท.รับซื้อยางเป็นจำนวน 2,892 ตัน แต่ปริมาณความต้องการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐทั้ง 10 หน่วยงาน (ข้อมูล ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2559) มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 4,840.47 ตัน แบ่งเป็น น้ำยางข้น 3,971 ตัน และยางแห้ง 873.17 ตัน ซึ่งแต่ละหน่วยงานแจ้งความต้องการใช้ยางมายัง กยท. คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความต้องการยางในปริมาณ 399.75 ตัน กระทรวงกลาโหม มีความต้องการใช้ยางแห้งในปริมาณ 44.62 ตัน กระทรวงคมนาคม มีความต้องการใช้น้ำยางข้น ในปริมาณ 3,586.30 ตัน กระทรวงศึกษาธิการ มีความต้องการยางในปริมาณ 496.24 ตัน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความต้องการใช้น้ำยางข้น ในปริมาณ 187.47 ตัน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ความต้องการใช้ยางแห้ง ในปริมาณ 29.70 ตัน กทม.มีความต้องการยางในปริมาณ 96.39 ตัน สำหรับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ยังไม่มีการแจ้งความต้องการใช้ยาง

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ในการประชุมสมัชชาประจำปี 2559 ของสมาคมผู้ผลิตยางธรรมชาติ The Association of Natural Rubber Producing Countries (ANRPC) ณ เมือง Guwahati รัฐ Assam ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 17-22 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา มีประเทศสมาชิกเข้าร่วมประชุม จำนวน 11 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย จีน อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และปาปัวนิวกินี โดยที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า ควรผลักดันหรือพยุงราคายาง เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยการใช้ยางพาราให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ดีและยั่งยืนที่สุด ดังนั้นการใช้ยางธรรมชาติในการทำถนนลาดยางถือเป็นอีกวิธีในเพิ่มปริมาณการใช้ยาง

ทั้งนี้ ในที่ประชุม ANRPC มีข้อตกลงกันว่า virtualracersedge.com ประเทศสมาชิกต้องกำหนดเป้าหมายการใช้ยางธรรมชาติในการสร้างถนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของถนนที่สร้างใหม่และซ่อมแซมในช่วง 3 ปีแรก และเพิ่มเป็นร้อยละ 100 ภายใน 5 ปี ซึ่งหากประมาณการใช้ยางพาราผสมยางมะตอยของประเทศสมาชิก ANRPC เมื่อใช้ในการราดถนนทุกเส้นทางทั้งหมดแล้ว จะสามารถเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าปีละ 1 ล้านตัน โดยผู้แทนแต่ละประเทศจะต้องนำข้อเสนอแนะไปรายงานต่อรัฐบาลของแต่ละประเทศตามช่องทางที่เหมาะสม “สำหรับไทยอาสาที่จะให้ความรู้ทางวิชาการและเป็นที่ปรึกษาให้กับประเทศสมาชิก เนื่องจากไทยมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมากที่สุด” ดร.ธีธัชกล่าวและย้ำว่า ในเรื่องนี้ กยท.จะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาหารือ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การเพิ่มปริมาณการใช้ยางที่ยั่งยืนต่อไป

ส่วนการเร่งรัดให้บริษัท ซิโนเคม อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด ของจีน มารับมอบยางจาก กยท.อีก 11 งวด งวดละ 1.66 หมื่นตัน จากทั้งหมด 12 งวดนั้น หลังจากมีการเจรจา ทางซิโนเคมฯแจ้งว่าจะชะลอการรับมอบยางในงวดที่ 2 ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวยังคงอยู่ ในช่วงเวลาตามที่ระบุในสัญญาถึงเดือน มี.ค. 2560 โดยขอฟังผลการเจรจาในเรื่องการสร้างรถไฟความเร็วสูงก่อน ซึ่งตัวแทนจีนยืนยันว่ามีความเกี่ยวพันกันระหว่างสองสัญญานี้ อย่างไรก็ตาม กยท.ได้ขอความชัดเจนในเรื่องของเวลาและขอให้มีการดำเนินการจ่ายเงินในส่วนของคำสั่งซื้อเดิมให้เรียบร้อย ทั้งนี้ ปัญหาการชะลอส่งมอบยางให้กับทางซิโนเคมฯไม่ส่งผลกระทบต่อ กยท.แต่อย่างใด เพราะปัจจุบันมีผู้ซื้อจากหลายบริษัทให้ความสนใจและแสดงความจำนงในการขอซื้อยางเนื่องจากเห็นว่า กยท.มีบทบาทในการเป็นตัวกลางรวบรวมยางจากเกษตรกรและปรับคุณภาพยางให้ได้มาตรฐาน และขณะนี้กำลังตกลงเรื่องเงื่อนไข ราคาการขายยางในสต๊อก 3.1 แสนตัน คาดว่าจะทราบผลประมาณสัปดาห์นี้

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวมีข้อมูลพื้นฐานปริมาณการบริโภคข้าวของคนไทย เฉลี่ยทั้งประเทศบริโภคประมาณ 110 กิโลกรัม (กก.) ต่อคนต่อปี เมื่อดูรายภูมิภาค ปริมาณการบริโภคข้าว ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 142 กก.ต่อคนต่อปี ภาคเหนือบริโภค 109 กก.ต่อคนต่อปี ภาคใต้บริโภค 83 กก.ต่อคนต่อปี ภาคกลางและกรุงเทพฯ บริโภค 46 กก.ต่อคนต่อปี สำหรับปริมาณการบริโภคข้าวในประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม บริโภค 215 กก.ต่อคนต่อปี พม่า บริโภค 228 กก.ต่อคนต่อปี อินโดนีเซีย บริโภค 146 กก.ต่อคนต่อปี จีน บริโภค 82 กก.ต่อคนต่อปี ญี่ปุ่น บริโภค 60 กก.ต่อคนต่อปี เฉลี่ยภาพรวมทั้งโลก บริโภค 61 กก.ต่อคนต่อปี

“ปริมาณการบริโภคข้าวของคนไทยถือว่ายังสูงอยู่ แต่แนวโน้มก็ลดลงตามการพัฒนาของสังคมเมือง ที่ประชากรส่วนใหญ่ในเมืองที่พัฒนาแล้ว ห่วงสุขภาพ ลดการบริโภคแป้ง จึงกระทบต่อการบริโภคข้าว” นายอนันต์กล่าว