เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งออกส้มโอเวียง

แก่นให้เกษตรกรสามารถแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่างแอฟริกาใต้ อิสราเอล และเวียดนามได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ ส่งเสริมให้ยกระดับการผลิตส้มโอเวียงแก่นเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตร (GAP) เน้นผลิตส้มโอคุณภาพมาตรฐาน พร้อมคัดบรรจุสินค้าในโรงคัดที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) ทำให้ได้ส้มโอที่มีคุณภาพดี มีความปลอดภัยและตรงตามความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้ผลิตส้มโอนอกฤดูโดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ซึ่งไม่ตรงกับช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตส้มโอภาคกลางและภาคใต้ทำให้ส้มโอเวียงแก่นขายได้ราคาดี โดยช่วงต้นฤดูราคาซื้อขายส้มโอขาวใหญ่อยู่ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท ส่วนส้มโอทองดีขายได้ผลละ 37 บาท

“ปัจจุบันตลาดเรามีผลผลิตน้อย ยังมีความต้องการจากจีน แอฟริกาใต้เเละไต้หวันที่ครองตลาดกว่า กระทรวงเกษตรฯโดย มกอช.จึงตั้งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตส่งเสริมงานวิจัยและผลักดันการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สินค้า GI พื้นที่ปลูกส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท ส้มโอนครชัยศรี ส้มโอทับทิมสยามนครศรีธรรมราชไทยส่งออกส้มโอสด ปริมาณ 12,180 ตันราคาตันละ 22.302 ล้านบาท มูลค่า 271.63 ล้านบาท ซึ่งประเทศที่ส่งออกจำหน่ายมากที่สุดคือ จีน ฮ่องกง แคนาดา แต่ส้มโอส่งออกของไทยส่งไปจีนร้อยละ 65 ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุด ดังนั้น ด้วยศักยภาพของเกษตรกรไทยนับว่าเป็นอีกทางเลือกสร้างรายได้ในการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศไม่น้อย น.ส.ดุจเดือนกล่าว

นายสมศักดิ์ บุญยวง ประธานวิสาหกิจชุมชนเวียงเเก่น กล่าวว่า กลยุทธ์การผลิตส้มโอเวียงเเก่นปีนี้ได้บังคับให้ส้มโอออกนอกฤดูกาล เนื่องจากส้มโอภาคกลางเเละภาคใต้ยังไม่ออกผลผลิต ทำให้ปีนี้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 70 บาท ซึ่งสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา และได้ขยายพื้นที่จากเดิม 2,000 ไร่เป็น 3,700 ไร่ ได้ผลผลิต 2 ล้านกว่าลูก ส่งออกตลาดอียูไปกว่า 60 ตัน ภาพรวมของปีนี้กลุ่มวิสาหกิจเราส่งออกได้กว่า 100 ล้านบาท

วันที่ 16 มกราคม นายวีระ คงทอง ผอ.โครงการชลประทานจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้เฝ้าติดตามลุ่มแม่น้ำตาปีในพื้นที่น้ำท่วม อ.พระแสง เคียนซา และ อ.พุนพิน โดยพบว่าที่ อ.พระแสง น้ำลดลงตลิ่งแล้ว ส่วนที่ อ.เคียนซา ยังล้นตลิ่งที่ 1.50 เมตร มีแนวโน้มลดไหลบ่าลงพื้นที่ตอนล่าง ซึ่งมวลน้ำก้อนใหญ่ไหลมาพื้นที่ อ.พุนพิน ได้มีการเร่งผลักดันแม่น้ำตาปีออกทะเล โดยเรือผลักดันน้ำกองทัพเรือที่สะพานจุลจอมเกล้า 2 เทศบาลเมืองท่าข้าม 16 เครื่อง ที่สะพานคลองพุนพิน ต.ศรีวิชัย 10 เครื่อง และกรมชลประทานอีก 6 เครื่อง ที่สะพานคลองบางกล้วย ต.บางใบไม้ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี รวม 32 เครื่อง เร่งดันน้ำผ่านคลองพุนพินออกอ่าวไทย

นายวีระกล่าวว่า เร่งระบายน้ำได้วันละ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีน้ำค้างทุ่งอยู่ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดว่าอีก 1-2 วัน พื้นที่ อ.พระแสง จะเข้าสู่สภาวะปกติ ส่วน อ.เคียนซา น้ำจะลดสู่สภาวะปกติในวันที่ 20 ม.ค.เวลา 23.00 น. และเหลือที่ อ.พุนพิน ท่วมสูง 1-1.50 เมตร ในพื้นที่ ต.ท่าข้าม ต.เขาหัวควาย ต.กรูด ต.ท่าสะท้อน การระบายน้ำต้องรีบผลักดันในช่วงน้ำลงและไม่มีน้ำทะเลหนุน

“ขณะนี้แนวโน้มน้ำลดลงถ้าไม่มีฝนตกลงมากในพื้นที่ลุ่มน้ำตาปี โดยคาดว่าวันที่ 18 ม.ค.ฝนจะหนักในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี แต่หากไม่เกิน 100 มิลลิเมตร มั่นใจว่าจะไม่ท่วมเขตพื้นที่เศรษฐกิจเทศบาลเมืองท่าข้ามอย่างแน่นอน จะมีแต่ในพื้นที่ลุ่ม ซึ่งจะต้องเร่งพร่องน้ำที่มีอยู่นี้ออกไปก่อนให้ทันรับมือ” นายวีระกล่าว

ด้านนายทนงศักดิ์ ทวีทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้นำข้าวสารและถุงยังชีพไปมอบช่วยเหลือแรงงานชาวพม่าไร้ญาติประมาณ 60 คนที่อพยพหนีน้ำขึ้นมาพักอาศัยที่ศูนย์บริการผู้สูงอายุ ต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน

นายทนงศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต.ได้ระดมรถแบ๊กโฮ เครื่องจักรกลหนัก รถน้ำ และเครื่องมือต่างๆ กันเองมาแบ่งพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือซ่อมถนน สะพานและล้างโคลนตามบ้าน โรงเรียน เพื่อเปิดเส้นทางให้ประชาชนเข้าออกและเข้าไปช่วยเหลือได้ ซึ่งขอวิงวอนให้กระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งเปิดทางให้ อบจ.และเทศบาลจังหวัดต่างๆนำเครื่องมือเข้ามาช่วยพื้นที่ประสบภัยได้ เพื่อให้ช่วยเหลือรวดเร็ว เพราะระเบียบที่มีอยู่ติดขัดมาก

ด้านเจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช ได้ไปสำรวจความเสียหายยอดพระบรมธาตุไชยา ที่วัดพระธาตุไชยาวรวิหาร อ.ไชยา หลังจากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรอบองค์พระธาตุ และในวิหารหลวง สูง 50-60 เซนติเมตร หลังมีการเร่งสูบน้ำระบายออกภายใน 36 ชั่วโมง เบื้องต้นพบว่า ส่วนฐานขององค์พระธาตุไม่มีความเสียหายมีเพียงคราบตะไคร่ดำจากความชื้น ได้ทำความสะอาดคราบน้ำแล้ว ส่วนพรมปูพื้นภายในวิหารถูกน้ำท่วมเสียหาย ซึ่งถือว่าองค์พระธาตุยังสมบูรณ์

ขณะที่นายเจริญศักดิ์ วงศ์สุวรรณ นายอำเภอไชยา กล่าวว่า ขณะนี้มีประชาชนมากราบไหว้พระบรมธาตุไชยาทุกวัน สำหรับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา ได้รับผลกระทบจากน้ำเข้าท่วมในอาคารแสดงโบราณวัตถุ สูง 30-50 เซนติเมตร ทำให้ฐานของตู้จัดแสดงได้รับความเสียหายและหนังสือบางส่วนเสียหาย แต่วัตถุโบราณทั้งหมดไม่ถูกน้ำท่วม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีมีการแชร์ภาพ “เหตุอาเพศ หอยแครงถูกซัดเต็มหาดตะลุมพุก” และมีการส่งต่อกันเป็นจำนวนมาก สร้างความตื่นตระหนกในสังคมโซเชียลนั้น
เมื่อวันที่ 16 ม.ค. นายสุเทพ เจือละออง ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า จากการตรวจสอบพื้นที่แหลมตะลุกพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ส่วนจะเป็นในพื้นที่ใดหรืออยู่ในประเทศใดนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อย่างไรก็ตามในพื้นที่แหลมตะลุกพุกเคยมีหอยแครงเกยหาดจำนวนมากเมื่อปี 2557 ส่วนสาเหตุมาจากคลื่นลมทะเลที่ค่อนข้างแรงจนพัดหอยขึ้นมาบนชาดหาด แต่หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกเลย

น.ส.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2559 อย.ได้ออกประกาศ เรื่อง ผลการตรวจพิสูจน์อาหาร โดยจากการที่อย.ได้เก็บตัวอย่างอาหารจากสถานที่ผลิตอาหาร ชื่อ นายทรงศักดิ์ สิทธิสาครศิลป์ เลขที่ 48 ซอยสาธุประดิษฐ์ 30 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ส่งตรวจวิเคราะห์แล้วพบว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 236) พ.ศ.2544 เรื่อง ไข่เยี่ยวม้า และเข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์

น.ส.ทิพย์วรรณ กล่าวว่า อย.จึงขอประกาศผลการตรวจพิสูจน์อาหารผลิตภัณฑ์ไข่เยี่ยวม้า จากสถานที่ผลิตอาหารชื่อ นายทรงศักดิ์ สิทธิสาครศิลป์ ณ เลขที่ 48 ผลการตรวจวิเคราะห์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบตะกั่ว 5.86 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เกินค่ามาตรฐานตามกฎหมายกำหนดให้ตรวจพบตะกั่วได้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม และจากการพิจารณาการได้รับสัมผัสตะกั่วจากการบริโภคไข่เยี่ยวม้าดังกล่าว อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับตะกั่วที่มีค่ามากกว่าค่าความปลอดภัยอ้างอิง

“แสดงว่าอาหารนั้นมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคอย่างชัดเจน จึงจัดเป็นอาหารผิดมาตรฐาน ตามาตรา 28 พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ฝ่าฝืนมาตรา 25(3) มีโทษตามมาตรา 60 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท และเข้าข่ายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ตามาตรา 26(1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”น.ส.ทิพย์วรรณกล่าว

วันที่17 มกราคม 2560 น.ส.พะเยาว์ เมืองงาม ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก เปิดเผยว่าศูนย์ฯ ได้ออกประกาศเตือน ฉบับที่ 8 (35/2560) เรื่องคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย และฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้

“มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนเพิ่มขึ้น ในช่วงวันที่ 17-18 มกราคม 2560 จะมีฝนหนักบางแห่ง บริเวณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตอนล่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส” น.ส.พะเยาว์ กล่าว

น.ส.พะเยาว์เปิดเผยว่าในวันที่ 19-21 มกราคม 2560 จะมีฝนหนักบางแห่ง บริเวณ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของจังหวัดดังกล่าว ระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากฝนตกหนัก ปริมาณฝนสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง สำหรับคลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือ ด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 17-21 มกราคม 2560

‘เหนือ-อีสาน’อากาศเย็น มีหมอกตอนเช้า ‘ภาคใต้’มีฝนเพิ่มร้อยละ60ของพื้นที่ ‘6จว.’ตกหนัก! กทม.ฝน10%

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 17 มกราคม 2560 ดังนี้ ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 17-22 มกราคม 2560 นี้ไว้ด้วย สำหรับประเทศไทยตอนบน มีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ในช่วงวันที่ 18-22 มกราคม 2560 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้นอีก ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว กับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

อุณหภูมิต่ำสุด 13-21 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-8 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

อุณหภูมิต่ำสุด 18-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส

บริเวณยอดภูอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 11-15 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน กับมีฝน ร้อยละ 20 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และ ตราด

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา

อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2-3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล

อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝน ร้อยละ 10 ของพื้นที่

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. จากภาวะฝนตกหนักในจังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วงวันที่ 2-5 ธันวาคม 2559 ส่งผลให้เกิดอุทกภัยกระจายไปทั่วทั้ง 23 อำเภอ สร้างความเสียหายแก่ชีวิต ทรัพย์สิน เส้นทางคมนาคม เรือกสวน ไร่นา หลายแสนไร่ เกิดความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ รองรับน้ำจากโซนภูเขา ชาวสวนส้มโอทับทิมสยาม ที่กำลังติดผลใกล้เก็บเกี่ยว เดือดร้อนหนัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บินด่วนลงพื้นที่ สั่งการแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จและยั่งยืน

สถานการณ์การผลิตส้มโอทับทิมสยามในพื้นที่อำเภอปากพนัง ซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณ 3,000 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิตแล้วประมาณ 1,200 ไร่ ให้ผลผลิตปีละประมาณ 12 ล้านผล สร้างรายได้ให้เกษตรกรปีละไม่ต่ำกว่า 1,800 ล้านบาท ตลาดส่วนใหญ่อยู่ที่ประเทศจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และห้างสรรพสินค้าในเมืองไทย และการจำหน่ายที่สวนหลังจากเกิดภาวะอุทกภัยในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา น้ำท่วมขังสูงในขณะที่ต้นส้มโอทับทิมสยามกำลังติดผลใกล้เก็บเกี่ยว ซึ่งกำหนดเก็บเกี่ยวปลายเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ทำให้ผลส้มโอร่วงหล่นนับล้านผล สร้างความเสียหายหลายร้อยล้านบาท และนอกจากจะเสียหายที่เกษตรกรต้องสูญเสียรายได้จากเหตุการณ์ดังกล่าว ยังส่งผลให้ต้นส้มโอทรุดโทรมและเกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอีกมากมาย

จากความเดือดร้อนของเกษตรกรในจังหวัดนครศรีธรรมราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ ได้เดินทางด่วนลงพื้นที่ ร่วมกับอธิบดีหลายกรม ในวันที่ 8 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา เพื่อเยี่ยมเยียนบัญชาการเหตุการณ์และให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที และหนึ่งในจำนวนพื้นที่ที่รัฐมนตรีเป็นห่วงและเดินทางมาเยี่ยมพื้นที่ปลูกส้มโอทับทิมสยาม สวนของ คุณวิรัตน์ สุขแสง ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอปากพนัง หมู่ที่ 15 ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช รัฐมนตรีได้พบปะสมาชิกเจ้าของสวนและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง สอบถามข้อมูลต่างๆ และได้ตัดสินใจสั่งการโดยทันที เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังสวนส้มโอทับทิมสยาม ทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน ดังนี้

การระดมเครื่องสูบน้ำของกรมชลประทาน สูบน้ำออกจากพื้นที่ทันที และเห็นผลชัดเจน น้ำลดลงภายในเย็นวันเดียวกัน
การระดมรถแบ๊กโฮ ขุดปิดล้อมพื้นที่ เปิดช่องน้ำ ขุดลอกสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำให้น้ำระบายได้เร็วขึ้น
สั่งการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ติดตามให้คำแนะนำเรื่องการควบคุมป้องกันโรค การดูแลรักษาสวนหลังน้ำลด และการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพผลผลิต การลดต้นทุน ฯลฯ
การรวมสมาชิกเพื่อจัดทำโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรที่ประกอบอาชีพเดียวกัน ได้ร่วมกันเรียนรู้ทั้งกระบวนการผลิตให้ได้คุณภาพ การลดต้นทุนการผลิต การรวบรวมผลผลิต การจัดการด้านการตลาด ให้มีพลังในการต่อรอง ฯลฯ
ซึ่งหลังจากนี้ หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้เร่งระดมสรรพกำลังเพื่อกู้วิกฤติและพัฒนากลุ่มเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตส้มโอทับทิมสยามให้เป็นแปลงใหญ่ที่สมบูรณ์แบบต่อไป

คุณชลินทร์ ประพฤติตรง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า hannaheloge.com ได้สั่งการให้เกษตรอำเภอปากพนัง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้สำรวจรายชื่อสมาชิก โดยเฉพาะสมาชิกวิสาหกิจชุมชนส้มโอลุ่มน้ำปากพนัง และผู้ผลิตรายอื่นๆ ที่ยังไม่เป็นสมาชิกกลุ่ม ให้เข้ารับฟังการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยาม โดยจะต้องวางแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการ ทั้งหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น คือจะต้องมีการจัดการเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน คันล้อมรอบแปลง ไฟฟ้า คูส่งน้ำ คูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ รวมไปถึงการดูแลให้ความรู้ทางวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพการเก็บเกี่ยวตามอายุที่เหมาะสม การให้ปุ๋ย ให้น้ำ การกำจัดศัตรูพืช การรวมกลุ่ม การสร้างเครือข่าย และการทำการตลาด ที่ยึดระบบคุณธรรม เป็นต้น

คุณวิรัตน์ สุขแสง ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอปากพนัง เจ้าของแปลงส้มโอทับทิมสยาม “สวนป้าแดง ลุงแอ๊ด” แกนนำคนสำคัญของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส้มโอทับทิมสยาม หมู่ที่ 15 ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีสวนส้มโอทับทิมสยาม จำนวน 60 ไร่ ให้ผลผลิตแล้วมากกว่า 2,000 ต้น

โดยคุณวิรัตน์ ได้เล่าให้ฟังว่า แม้ว่าปีนี้เกษตรกรชาวสวนส้มโอและเกษตรกรรายอื่นๆ จะต้องประสบอุทกภัย ได้รับความเสียหายกันอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะสวนส้มโอที่มีผลกระทบทั้งเสียหายโดยสิ้นเชิง ยืนต้นตาย (ส่วนมากจะเป็นสวนใหม่) ลำต้นทรุดโทรม ผลผลิตร่วงหล่นเสียหาย สิ่งแวดล้อมเสียหาย และอื่นๆ แต่ส่วนหนึ่งก็ยังนับว่าโชคดีที่เสมือนวิกฤติเป็นโอกาส เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองได้เข้ามาเยี่ยม ดูแล และสั่งการในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างเร่งด่วนและแก้ปัญหาระยะยาว ตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชและหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ได้ลงมาเยี่ยม และสั่งการในการแก้ไขปัญหาสูบน้ำออกนอกพื้นที่ การสร้างคันล้อม การขุดลอกทางระบายน้ำ ฯลฯ สามารถกู้วิกฤติได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ

นอกจากนี้ ข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ได้ฝากเน้นย้ำให้รวมคน รวมพื้นที่ จัดทำเป็นแปลงส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยาม ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่จะได้รวมตัวกันวางแผนและสนองนโยบายรัฐ เพื่อจัดทำแปลงส่งเสริมการปลูกส้มโอทับทิมสยามแปลงใหญ่ ให้มีความก้าวหน้ายั่งยืน ตามข้อห่วงใยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “รักษาคุณภาพส้มโอให้ดีดังเดิม หรือให้ดีกว่าเดิม” ให้ได้

วิกฤติครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก แต่หากเกษตรกรพลิกผันวิกฤติที่ยิ่งใหญ่ให้เป็นโอกาสที่สำคัญกว่าในการร่วมมือกันคิดเพื่อฟันฝ่าวิกฤติทำสวนส้มโอทับทิมสยามนี้ ที่ได้ชื่อว่าแพงที่สุด ตามสมญานามของผู้บริโภคที่ว่า “แดง แพง อร่อย” โดยมีการบริหารจัดการพื้นที่ การจัดการคน และองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพสินค้า (ส้มโอ) ให้มีคุณภาพดีเสมอต้น เสมอปลาย สมคำร่ำลือ ความร่ำรวย มั่งคั่ง ยั่งยืน ก็จะตามมา คำกล่าวที่ว่า “คนปากพนังที่เคยยากจน” คงเป็นเพียงตำนานในอดีตเท่านั้นเอง

สภาพอากาศหนาวเย็นต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่บนยอดเขาได้เกิดทะเลหมอกสวยงาม โดยเฉพาะที่บริเวณยอดเขาภูลมโล อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า นักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปเที่ยวชมทุ่งดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระเมืองไทย บนยอดเขาภูลมโล ได้สัมผัสทะเลหมอกอย่างสวยงาม หลายคนตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ต่างเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกกันคึกคัก เนื่องจากนานมากที่บนยอดเขาภูลมโล จะเห็นทะเลหมอก เนื่องจากทั่วไปจะมีลมแรง หรือไม่ก็เป็นละอองหมอกหนาทึบ มองแทบไม่เห็นพื้นที่อะไร แต่ด้วยความสวยงามในครั้งนี้ได้เกิดทะเลหมอกที่สามารถมองได้ 180 องศาทีเดียว

ภูลมโล ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ จังหวัดเลย จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพิษณุโลก โดยจุดสูงสุดอยู่บริเวณ “ยอดภูลมโล” มีความสูง 1,680 เมตร จากระดับน้ำทะเล ทำให้อากาศหนาวเย็นตลอดปี แต่ไฮไลท์ที่ทำให้ใคร ๆ อยากไปสัมผัสครั้ง ก็คือ การไปชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่เยอะมากที่สุดในเมืองไทย บนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ซึ่งในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ดอกนางพญาเสือโคร่งจะเปล่งประกายสีชมพูไปทั่วทุกพื้นที่ ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศสุดโรแมนติกบนภูลมโลได้ไม่น้อยเลย