เพื่อให้เกษตรกร ตลอดจนพันธมิตรธุรกิจของเราจากทั่วโลก

ได้เห็นถึงศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ของเจียไต๋ ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการปรับปรุงพันธุ์พืชในระดับแนวหน้า เพื่อให้ได้มาซึ่งเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อม เพราะเราเชื่อว่าการเพาะปลูกที่ดีนั้น ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์คุณภาพ

Chia Tai International Field Day เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจียไต๋ในการเป็นบริษัทที่นำเสนอนวัตกรรมการเกษตรครบวงจรที่ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปสู่ปลายน้ำ โดยเริ่มต้นจากปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการส่งมอบผลผลิตสดใหม่ที่ปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกร และมอบความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

คุณชัยวุฒิ สมปาน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายขาย ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ได้เล่าว่า เป้าหมายในการจัดงาน Chia Tai International Field Day 2020 คือ เราต้องการแสดงศักยภาพเรื่องของเมล็ดพันธุ์คุณภาพที่พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ของเกษตรกรที่ยั่งยืนโดยกิจกรรมของเจียไต๋ เราเชิญผู้ค้าของเรา เกษตรกร พาร์ตเนอร์ชิพทีมนานาชาติมาดูเทคโนโลยีและนวัตกรรมของเรา

คุณวโรนันท์ ดวงสุวรรณ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ (Product Management) ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ได้เล่าว่า ในการจัดแสดงสายพันธุ์ในปีนี้จะเป็นสายพันธุ์ที่คิดค้นและพัฒนาและนำเสนอให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ค้าทั้งในประเทศและในภูมิภาค โดยการจัดแสดงในคราวนี้มีสายพันธุ์ในการจัดแสดง จำนวนทั้งสิ้น 25 พืช มี 410 สายพันธุ์ ครอบคลุมการเพาะปลูก ครอบคลุมตลาดทั้งในภูมิภาคเอเชียและ South Asia นอกเหนือจากสายพันธุ์ทั่วๆ ไปในกลุ่มพืชผักทั่วๆ ไป

ในปีนี้ภูมิใจเสนอสินค้าที่โดดเด่นให้กับเกษตรกร รวมถึงผู้บริโภคกลุ่มพืชผักตัวแรกคือ ทัมอัพ​ แตงโมเปลือกดำ และซอนย่าพลัส ซึ่งแตงโมทั้ง 2 ชนิด โดยเฉพาะแตงโมซอนย่าพลัส จะเป็นแตงโมที่มีรูปลักษณ์ภายนอกจะแตกต่างจากในตลาดปัจจุบัน จุดเด่นคือ คุณภาพในการบริโภค ความหวาน ความกรอบ ตอบโจทย์กับผู้บริโภค รวมไปถึงเกษตรกรที่เพาะปลูกจะเป็นแตงโมที่ให้ผลผลิตดี สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในอนาคตได้ แตงโมซอนย่าพลัส ที่มาของชื่อมาจาก ซอนย่า คูลลิ่ง เพราะน่ารัก เลยเอามาตั้งชื่อเป็นแตงโม แต่ได้มีการพัฒนาขึ้น เลยชื่อว่า แตงโมซอนย่าพลัส

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มข้าวโพดหวาน 2 สี เป็นข้าวโพดที่อร่อยที่สุดระดับโลก รับประทานแล้วไม่ติดฟัน ในปีนี้เจียไต๋นำเสนอตัวข้าวโพดหวานสีขาว เป็นตัวสวีทลาวา ตัวนี้เป็นข้าวโพดหวานที่มีคุณภาพในการรับประทานสูง สามารถรับประทานสดได้

ยังมี ฟักทอง คุณภาพการรับประทานที่ดี คือ ฟักทองมินิบอล สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย มีรสชาติหวาน สามารถปลูกได้ในบ้านเราทั่วๆ ไป สินค้าพันธุ์ใหม่ล่าสุดคือ แตงหอมเตย อะโรมาติก คูคัมเบอร์ หอมกลิ่นใบเตย มีจุดเด่นสำคัญคือ ต้น ยอด ใบ ดอก จะให้กลิ่นหอม ตอบโจทย์ในเรื่องพืชผักแล้ว ยังนำมาเป็นของรับประทานเล่นได้อีกด้วย

คุณสุภัทร เมฆิยานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักวิจัยและพัฒนา ได้เล่าว่า การผสมพันธุ์พืชเป็นงานที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วย ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ใช้เทคโนโลยี เราต้องไปหาเทคโนโลยีจากทุกมุมโลก เพื่อที่จะมาผสมพืชพันธุ์ดีให้กับเกษตรกร สมัยก่อน เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์พืชยังไม่มี แต่ตอนนี้ประเทศไทยกลายเป็นแม่แบบด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชลูกผสมของภูมิภาคเอเซีย ทั้งสายพันธุ์แตงโม มะระ พริก มะเขือเทศ ซึ่งคนไทยทำได้ดี

เจียไต๋ มีสถานีวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชทั้งในและต่างประเทศกว่า 10 แห่ง แบ่งเป็นสถานีวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ 7 แห่ง และสถานีทดลองพันธุ์ 3 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งจะมีความเชี่ยวชาญในพืชแต่ละชนิด แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่าง เช่น สถานีเชียงใหม่ เชี่ยวชาญด้านพืชเขตร้อนค่อนไปทางอากาศเย็น เช่น มะเขือเทศ สถานีกาญจนบุรี เชี่ยวชาญด้านปรับปรุงพันธุ์พืชทนร้อน เช่น พืชตระกูลแตง เป็นต้น

ปัจจุบัน เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์พืชเจริญก้าวหน้าไปมาก เจียไต๋ ในฐานะผู้นำตลาดเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ได้นำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้อย่างหลากหลายและเหมาะสม เพื่อส่งมอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถเพาะปลูกพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรไทย ตลอดจนผู้บริโภคมีโอกาสรับประทานผักผลไม้ที่มีคุณภาพดี

นอกจากนั้น ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ เพื่อโชว์ศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์พืชของเจียไต๋ที่มีคุณภาพมาตรฐาน ระดับนานาชาติ นั่นคือ การนำเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์พืช ทั้งการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) โดยการใช้เทคโนโลยี Double haploid เพื่อลดระยะเวลาการสร้างสายพันธุ์พ่อแม่ หรือเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีการทาง DNA เช่น การใช้เครื่องหมายโมเลกุล (Molecular Marker) เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่ดีขึ้น ในระยะเวลาที่สั้นลง เพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สายพันธุ์พืชโดดเด่น จากเมล็ดพันธุ์คุณภาพ

ในงาน Chia Tai International Field Day 2020

ภายในงาน Chia Tai International Field Day 2020 จัดแสดงสายพันธุ์พืชผักและผลไม้นานาชนิดที่ได้รับการพัฒนาจากนวัตกรรมล้ำสมัย มากถึง 25 ชนิด 410 สายพันธุ์ อาทิ

แตงโมซอนย่าพลัส – ปลูกง่าย ให้ผลผลิตดี ทนทานต่อโรค เก็บเกี่ยวเร็ว มีเนื้อและรสชาติที่หวานอร่อยจนได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งผู้ปลูก ผู้รับซื้อ และผู้บริโภค

แตงหอมเตย อะโรมาติก – แตงกวาไซซ์มินิที่มีกลิ่นหอมใบเตยทั้งต้น ผล และดอก เนื้อกรอบ เนื่องด้วยเป็นสายพันธุ์แตงท่อน เหมาะสำหรับเป็นอาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพ ให้ผลผลิตดี และแข็งแรงทนโรค

ข้าวโพดหวานฮอกไกโด SC720 สวีทลาวา – หวานสูงสุดถึง 20 บริกซ์ เหมาะสำหรับรับประทานสดหรือนำไปเป็นส่วนผสมในเมนูสลัดและของหวานต่างๆ

ฟักทองมินิบอล – ราชาแห่งฟักทอง แม้จะมีผลขนาดเล็กแต่มีรสชาติที่หวานมัน เนื้อแน่น และสามารถรับประทานได้ทั้งเปลือก จุดเด่นคือให้ผลผลิตดี ปลูกได้ตลอดปี และอายุเก็บเกี่ยวเร็ว

อีกหนึ่งไฮไลต์ในงาน Chia Tai International Field Day 2020 ในครั้งนี้ คือการนำผลิตผลจากเมล็ดพันธุ์คุณภาพที่มีความสดใหม่ รสชาติดี และปลอดภัยมารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษต่างๆ ให้ผู้ร่วมงานได้ลองชิม ไม่ว่าจะเป็นเยลลี่แตงโม ที่ปรุงขึ้นจากแตงโมซอนย่าพลัส เนื้อแน่นสีแดงเข้ม รสหวานชื่นใจ ไอศกรีมจากข้าวโพดหวานรอยัลริชสีม่วง ทาร์ตฟักทองที่มีส่วนผสมคุณภาพจากฟักทองมินิบอลของเจียไต๋ที่แม้จะผลเล็ก แต่เนื้อแน่น รสหวานมัน นอกจากนั้น ยังนำผลสดของแตงหอมเตย อะโรมาติก แตงกวาไซซ์มินิที่มีกลิ่นหอมใบเตย ทั้งต้น ผล และดอก มาทำเป็นอาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพให้กับผู้ร่วมงานได้ลิ้มลองอีกด้วย

Chia Tai International Field Day 2020 จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 10-14 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของเจียไต๋ในการนำความรู้และเทคโนโลยีมาพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้เกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีในการประกอบอาชีพ ยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภคให้ดีขึ้นแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง และความมุ่งมั่น ตลอดจนความพร้อมของเจียไต๋ในการก้าวเดินไปสู่ 100 ปี ข้างหน้า เพื่อส่งมอบนวัตกรรมการเกษตรเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืนของผู้คนทั่วภูมิภาคต่อไป

ความจริงแล้ว การมีอายุ 60 ปี ถือว่ายังคงทำประโยชน์ได้ต่อไปอีกนาน เพียงแต่มีบางรายเท่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองหมดความสำคัญ เพราะต้องหยุดทำงานประจำ

ขณะเดียวกัน ถ้ามีการคิดวางแผนล่วงหน้าไว้ก่อน ด้วยการหากิจกรรมที่ถนัด รัก ชอบ มีขนาดเล็ก ไม่ยุ่งยาก หรือพิจารณาดูว่าเหมาะกับวัยแล้วทำไปพร้อมๆ กัน การก้าวผ่านวัยเพียงแค่ 60 ปี ดูจะไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองแก่หมดคุณค่า

อย่าง คุณเสนอ นราพล (พ่อ) ได้ชักชวน คุณรัฐพงษ์ นราพล (ลูก) มาทำสวนเกษตรผสมผสานกันที่บ้านเลขที่ 155 บ้านบัว หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านบัว อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ

คุณเสนอ มีอาชีพทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แล้วมีแผนว่าจะวางมือในเวลาอีกไม่นาน ดังนั้น จึงตั้งใจว่าจะส่งมอบอาชีพนี้ต่อให้กับคุณรัฐพงษ์ ที่ร่ำเรียนด้านก่อสร้างมารับช่วงจากเขา ก่อนที่จะถึงช่วงเวลานั้น คุณเสนอ มองหากิจกรรมบางอย่างทำเพื่อลดช่องว่างของเวลาให้หมดไป สิ่งที่เขาตั้งใจคือ สวนเกษตรผสมผสาน ด้วยเหตุผล เพราะมีกิจกรรมหลายชนิดสร้างความเพลิดเพลินคลายเหงา แถมยังช่วยในเรื่องออกกำลังกายด้วย อีกทั้งยังมองว่าเกษตรผสมผสานมีความยั่งยืนกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ที่ต้องรอผลผลิตเพียงปีละครั้ง แล้วยังเสี่ยงต่อความเสียหายจากความไม่แน่นอนของธรรมชาติทุกปี

คุณเสนอ ได้หาซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง มีลักษณะเป็นโคกป่าทึบ แล้วได้เข้าไปปรับปรุงถากหญ้าถางพงออก ค่อยๆ วางแบบแผนการปลูกพืชแต่ละชนิด

โดยเริ่มจากจัดทำเป็นแปลงนาปลูกข้าวเหนียว กข 6 เป็นนาปรัง จำนวน 4 ไร่ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละตันกว่า ขณะที่การทำนาของคุณเสนอได้ใช้วิธีปลูกข้าวแบบดำนากล้ากลีบเดียว หมายถึง การใช้ต้นกล้าปลูกเพียงต้นเดียว เพื่อต้นกล้าต้นเดียวจะแตกกอไปอีกหลายต้น การทำนาด้วยแนวทางนี้จะช่วยให้ประหยัดต้นกล้า ลดต้นทุนได้มาก

พื้นที่ส่วนที่เหลือ คุณเสนอได้ปลูกพืชไม้ผลชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไผ่ ฝรั่ง หรือผักสวนครัวชนิดต่างๆ ที่ปลูกแบบหมุนเวียน พร้อมกับได้นำกล้วยน้ำว้ามาปลูก พอมีผลผลิตก็ให้ภรรยาตัดไปแปรรูปเป็นกล้วยเบรกแตกขาย

นอกจากนั้น ยังแบ่งพื้นที่อีกส่วนหนึ่งเพื่อขุดสระน้ำ ทั้งขนาดเล็ก-ใหญ่ จำนวน 3 บ่อ เพื่อนำน้ำมาใช้ หากเกิดภาวะแห้งแล้ง โดยในบ่อน้ำได้เลี้ยงปลาหลายชนิดเพื่อใช้บริโภคและขาย พอนานวันได้นำไก่มาเลี้ยง แล้วใช้มูลไก่เป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ เพื่อเน้นความเป็นเกษตรอินทรีย์ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

คุณเสนอ บอกว่า เริ่มทำเกษตรผสมผสานมาตั้งแต่ ปี 2535 จากการหาข้อมูลด้วยตัวเองบ้าง ถามจากผู้รู้บ้าง แล้วลงมือทำกับลูกชายด้วยการปลูกต้นไผ่เป็นแนวกันชน ปลูกพืชไม้ผลสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน การดูแลบำรุงพืชจะเน้นเป็นอินทรีย์เท่านั้น

ได้นำมูลสัตว์ที่เลี้ยงไว้ ไม่ว่าจะเป็นเป็ด ไก่ รวมทั้งพืชผักที่เป็นเศษอาหารประจำวันมาหมักเป็นปุ๋ยพืชสด อีกทั้งยังได้นำมูลวัว ควาย มาเข้ากระบวนการหมัก เพื่อทำให้เป็นแก๊สสำหรับใช้หุงต้มในบ้าน ถือเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการหุงต้มได้

“ปุ๋ยอินทรีย์ ได้มาจากมูลเป็ด ไก่ วัว ควาย ที่เลี้ยงไว้ นอกจากนั้น ยังใช้พืชผักต่างๆ หลังจากที่บริโภคแล้ว ทั้งนี้ ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกจะใช้เวลาทำหลังจากเสร็จสิ้นจากฤดูปลูกข้าวแล้ว โดยจะทำเก็บไว้จำนวนมาก เพื่อเตรียมสำหรับไว้ใช้ในหน้าฝน”

การทำเกษตรผสมผสานของครอบครัวนราพล ยึดมั่นในหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ การปลูกพืชไม้ผล หรือการเลี้ยงสัตว์ของครอบครัวนี้ก็ไม่ได้หวังเงินทอง จึงไม่จำเป็นต้องเร่งหรือสร้างผลผลิตให้มีจำนวนมาก เพียงแต่ผลิตเป็นอาหารไว้ใช้บริโภคในครัวเรือนเท่านั้น ซึ่งหากเหลือหรือบริโภคไม่ทันจึงนำไปขายแล้วนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียน ทำให้เกิดความประหยัด

คุณเสนอ ชี้ว่า การทำเกษตรผสมผสานควรเริ่มต้นจากขนาดเล็กก่อน หลังจากที่เกิดความชำนาญและเข้าใจถึงธรรมชาติของพืชและสัตว์เป็นอย่างดีแล้ว จึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น ทั้งนี้ การเลือกทำอะไรต้องขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ว่ามีความพร้อมในด้านอะไร เนื่องจากพื้นที่แต่ละแห่งมีสภาพทางธรรมชาติที่ต่างกัน

คุณรัฐพงษ์ บอกว่า พ่อตั้งใจจะทำเป็นสวนเกษตรผสมผสาน เพราะมองว่าควรมีรายได้หมุนเวียนจากพืชหลายชนิดที่ปลูกไว้ แทนที่จะรอรายได้จากผลผลิตเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนผลผลิตที่ได้หากเหลือจะนำไปขายที่ตลาดอินทรีย์ในชุมชน หรือส่งขายให้ร้านอาหาร

สำหรับไก่ที่เลี้ยงมีหลายชนิด ทั้งไก่เนื้อ ไก่ไข่ หรือไก่สวยงาม อาทิ ไก่ดำภูพาน ไก่ญี่ปุ่น ไก่มองโกเลีย และไก่บ้าน สำหรับลูกไก่ที่ขยายพันธุ์ทุกครั้งจะแบ่งส่วนหนึ่งเก็บไว้ ส่วนที่เหลือนำไปขายในราคาที่พอใจให้แก่ผู้สนใจโดยไม่หวังกำไร

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้ไก่สายพันธุ์ใหม่จากทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีชื่อว่า สร้อยนิล มีเลี้ยงไว้จำนวน 4 ตัว ไก่พันธุ์นี้มีขนสีขาวล้วน เป็นพันธุ์ที่ยังไม่ได้เผยแพร่ คุณสมบัติของสร้อยนิลคือ โตเร็ว เนื้อนุ่ม สวย มีไข่มาก มีความสมบูรณ์ แข็งแรง ทั้งนี้ ในแง่การตลาดสามารถขายเป็นไก่ไข่และไก่เนื้อ ดังนั้น จึงได้นำไก่ชนมาทับเพื่อต้องการขยายพันธุ์ที่แข็งแรง แล้วนำไข่ไปให้ไก่พันธุ์อื่นฟัก

สวนเกษตรของคุณเสนอได้รับการยอมรับจากภาคราชการว่า เป็นสวนผสมผสานที่สมบูรณ์แบบตามแนวทางหลักเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ กระทั่งได้รับการจัดให้เป็นศูนย์เรียนรู้การทำเกษตรผสมผสานต้นแบบที่ได้มาตรฐาน หรือ “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านบัว” พร้อมกับมีหน่วยงานและสถาบันต่างๆ เข้ามาเยี่ยมชม ศึกษาหาความรู้มากมาย

การทำไร่นาสวนผสม เป็นการทำงานเกษตรหลายๆ ชนิดผสมผสานกันในบริเวณพื้นที่เดียวกัน เป็นการปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดมานานกว่า 25 ปี เช่น เลี้ยงสัตว์ ทำนา ปลูกไม้ผล ปลูกพืชไร่ มีการจัดการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงาน และการจัดการที่ดี ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า คุ้มทุน เพื่อสร้างรายได้สู่ครอบครัว สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มั่นคงและยั่งยืน

คุณเจษฎา จันทสร อายุ 35 ปี เดิมทีเป็นชาวกรุงเทพมหานคร แต่ปัจจุบัน ได้มาปักหลักปักฐานอยู่ที่บ้านภรรยาชาวจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ บ้านโคกสว่าง หมู่ที่ 9 ตำบลค้อน้อย อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี

ปัจจุบันนี้ คุณเจษฎา จันทสร และ คุณมะลิจันทร์ เวียงคำ ผู้เป็นภรรยา ดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง โดยได้ช่วยกันทำมาหากินด้วยการทำไร่นาสวนผสม ดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 ทั้งปลูกพืชผัก ผลไม้ เลี้ยงสัตว์บก สัตว์น้ำขาย สร้างรายได้อย่างงดงาม ท่ามกลางความสุขกับโซ่ทองคล้องใจ จำนวน 5 คน ไม่มีหนี้สินทั้งในและนอกระบบ และยังมีเงินหมุนเวียนเข้ามาทุกวัน พร้อมทั้งมีเงินฝากอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

คุณเจษฎา ได้เล่าถึงความเป็นมาในการพลิกผืนดินอันแห้งแล้งให้อุดมสมบูรณ์และเขียวชอุ่มตลอดปี มีรายได้ตลอดเวลาว่า เดิมทีผมเป็นคนกรุงเทพฯ และเปิดร้านโชห่วยอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่อมาได้แยกทางกับภรรยาเก่า และมาแต่งงานกับคุณมะลิจันทร์ ผู้เป็นภรรยาคนปัจจุบัน จากนั้นก็ได้ต่อสู้ชีวิตเรื่อยมา ทั้งทำงานบริษัท แม้แต่วิ่งวินมอเตอร์ไซค์ก็เคยทำ ต่อมาได้มาสัมผัสกับต้นข้าวเขียวขจีในทุ่งนาและต้นหญ้าเขียวชอุ่มบนคันนาในหน้าฝนที่บ้านเกิดของคุณมะลิจันทร์ ซึ่งบรรยากาศดังกล่าว มันทำให้เขาเริ่มหลงใหลในธรรมชาติอันสดชื่นและสวยงาม และคิดไปว่าน่าจะหันมาทำการเกษตรในรูปแบบไร่นาสวนผสม บนผืนดินที่เรามีอยู่ที่บ้านเกิดของภรรยาตามที่อยู่ข้างต้น น่าจะดีเป็นแน่แท้

“ผมก็เริ่มลงมือทำในปี พ.ศ. 2560 ทีแรกทำเพียง 7 ไร่ บนที่ดินของผมและภรรยา ต่อมาได้ที่ดินมรดกจากพ่อแม่ของภรรยาเพิ่มอีก 15 ไร่ และซื้อเพิ่มอีก 3 ไร่ รวมเป็น 25 ไร่ จากนั้นผมก็ไปศึกษาหาความรู้ ไปดูงานและอ่านตำราด้วยตนเอง แล้วก็ทำไร่นาสวนผสมอย่างจริงจัง ด้วยการแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ อันดับแรกเลย ผมเลี้ยงวัวก่อนเลย เพราะผมชอบการเลี้ยงวัวมาก โดยวัวที่นำมาเลี้ยงนี้เป็นวัวเพศเมียพันธุ์บราห์มันแดง 10 ตัว และพันธุ์อื่นอีก 5 ตัว ทุกตัวเลี้ยงเป็นแม่พันธุ์”

“ปัจจุบันนี้ ก็ตกลูกออกมาบ้างแล้ว ทำให้ทุกวันนี้ผมมีวัวเพิ่มเป็น 20 กว่าตัวแล้วครับ ผมผลิตวัวได้ขั้นต่ำ 10 ตัว ต่อปี และในอนาคตอันใกล้น่าจะผลิตวัวได้ 50 ตัว ต่อปี จะมีรายได้อย่างงดงามเลยทีเดียว คิดง่ายๆ ขายวัวเอาแบบถูกๆ เลยนะ วัวหย่านม ขายออกตัวละ 35,000 บาท ถ้าขายสัก 10 ตัว ก็จะมีรายได้ 350,000 บาท แล้วครับ ส่วนใหญ่จะขายออกเฉพาะวัวตัวผู้ ส่วนวัวตัวเมียถ้าสวยจะเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ แต่ถ้ามีคนสนิทสนมกันมาขอซื้อวัวตัวเมีย ก็อาจจะขายแบบขัดกันไม่ได้ และ ในการเลี้ยงวัวนี้ ต้นทุนหรือรายจ่ายจะน้อยมาก เพราะผมปลูกหญ้าเอง มีฟางอัดแท่งเอง รายได้นั้น นอกจากจะขายตัววัวแล้ว ยังขายมูลวัวด้วย หญ้าที่ปลูกไว้ก็มีคนมาขอแบ่งซื้อเป็นประจำ ซึ่งผมก็แบ่งขาย เป็นการสร้างรายได้จากการเลี้ยงวัวที่งดงามพอสมควร” คุณเจษฎา เล่า

คุณเจษฎา กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ ผมยังได้ขุดบ่อเลี้ยงปลาจำนวน 4 บ่อ แบ่งออกเป็นปลาเอาไว้กินเอง 1 บ่อ อีก 2 บ่อ เอาไว้ขาย อีก 1 บ่อ เอาไว้ดักปลานาและเอาไว้ใช้ในการเกษตร โดยปลาที่เลี้ยงจะเป็นปลานิล และเลี้ยงแบบอินทรีย์ ใช้ฟางกับหญ้าเป็นอาหาร ส่วนรายได้จากการขายปลาก็ขอบอกเลยว่า มีเงินหมุนเวียนเข้ามาทุกวันเป็นรายได้ที่งดงามเช่นกันครับ มีพ่อค้าแม่ค้าที่มาเป็นลูกค้าประจำมารับเอาถึงบ่อที่บ้าน ผมไม่ต้องขนปลาออกไปขายตามท้องตลาดให้เหนื่อยเลยครับ นอกจากนี้ ผมยังได้เลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ เพื่อเก็บไข่ขาย และเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง (ไก่บ้าน) เอาไว้ชั่งกิโลขายเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ส่วนผลไม้และพืชผัก ตลอดจนดอกไม้ สมัคร Genting Club ก็ปลูกตามฤดูกาล เรียกว่า ปลูกทุกอย่างที่กินได้ พืชผักส่วนใหญ่จะกินกันเองในครอบครัวและแจกจ่ายให้ญาติพี่น้อง เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน แต่จำพวก มะละกอ แตงโม กล้วยน้ำว้า มะม่วงสายพันธุ์ต่างๆ ก็จะเน้นการขายเป็นหลัก ซึ่งพืชและไม้ผลทุกชนิดที่ปลูกไว้ ต่างให้ผลผลิตเก็บขายได้หมดแล้ว และที่นี่ยังปลูกกล้วยและมะม่วงเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละเดือนแต่ละปีก็จะมีรายได้จากการขายไม้ผลเหล่านี้ เป็นเงินจำนวนไม่น้อยเช่นกัน แต่สำหรับญาติพี่น้อง ให้กินฟรีเช่นเดียวกันกับจำพวกผัก

นอกจากที่กล่าวมานี้ ยังเพาะเห็ดนางฟ้า เอาไว้ขายและเอาไว้ประกอบอาหารกินกันเองในครัวเรือน พื้นที่ในส่วนที่ทำนาปลูกข้าว จะปลูกข้าวเพียง 7 ไร่ โดยปลูกข้าวเหนียว 4 ไร่ ปลูกข้าวเจ้า 3 ไร่ ก็ปลูกเอาไว้กินเอง ถ้าจะถามว่า มีรายได้จากการทำไร่นาสวนผสมในแต่ละเดือนประมาณเท่าไร

“ผมขอบอกว่า มันไม่ตายตัว ไม่คงที่ครับ แต่ละเดือนรายได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่า เดือนไหนเราขายอะไรได้มากได้น้อย บางเดือนมีการขายวัวออกไปด้วย ก็จะมีรายได้หลักแสน แต่ที่แน่ๆ แต่ละเดือน ก็มีรายรับหรือรายได้หลายหมื่นบาทครับ”

“ถ้าเราเดินตามพ่อหลวงและเอาหลักการจัดการยุคใหม่มาใช้ อย่างไร่นาสวนผสมที่ผมทำอยู่ ถึงไม่รวยแต่ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ไม่มีหนี้สิน แต่มีเงินเก็บ มีเงินฝาก ผมคิดว่า ถ้าใครทำเกษตรคือคนรวย รวยอย่างไร รวยความสุข รวยอากาศ รวยอาหาร ฯลฯ พูดวันนี้คงไม่จบ ซึ่งจริงๆ แล้ว อีสานบ้านเรามีพร้อมทุกอย่างครับ ใครที่ล้มเหลวในชีวิตลองลุกมาคิดใหม่

ทำใหม่ ในวันพรุ่งนี้เลย พลิกผืนดินอันมีค่า ให้เกิดประโยชน์มากกว่าทำนาปลูกข้าวอย่างเดียว บวกกับความขยัน อดทนและอดออม และหากท่านใดต้องการมาศึกษาดูงานที่บ้านผม ก็เชิญเลย ยินดีต้อนรับและพร้อมที่จะให้คำแนะนำสำหรับทุกท่าน แต่ขอให้แจ้งผมมาล่วงหน้าด้วย เพราะบางวันจะมีบุคคลหรือคณะบุคคลมาจากที่ต่างๆ ทั้งจากส่วนราชการและชาวบ้านทั่วไป มาศึกษาดูงานเป็นระยะๆ ยังไงๆ ผมก็อยากให้คนที่คิดจะทำไร่นาสวนผสมลองมาศึกษา เพราะที่ผ่านๆ มาผมเคยเห็นบางคนทำเกษตรเชิงเดี่ยว เกษตรพอเพียงแบบผิดวิธี ก็เลยขาดทุน และท้อแท้ จนเลิกทำเพราะไม่ประสบผลสำเร็จ ลองมาคุยกับผม ท่านอาจจะมีกำลังใจสู้ต่อไป อย่าลืมนัดหมายผมล่วงหน้า โทร.มาที่ (062) 620-1340 ยินดีต้อนรับครับ”