เมล็ดพงษ์พันธุ์เมล็ดในก้านยาวเมล็ดในกระดุมเมล็ดใน

สาวชมเห็ด92.สาลิกา93.สาวนนท์ 94.หลงลับแล 95.หมอนทอง ( หมอนทองป่าละอู หมอนทองชัยภูมิ หมอนทองปราจีนบุรี หมอนทองน้ำยืน หมอนทองภูเขาไฟศรีสะเกษ ) 96.เหมราช 97.ห้าลูกไม่ถึงผัว 98.ห้วยต้นเกลือ 99.ห้วยพลู 100.ห้วยคำบิ 101.อีหนัก102.อำนวยทอง 103.ไอ้เม่น 104.ไอ้ใหม่

นอกจากนี้ ยังมีทุเรียนรสชาติโดดเด่นจากภาคต่างๆ เช่นทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ทุเรียนหมอนทองอุบลราชธานี ทุเรียนหมอนทองอุตรดิตถ์ ทุเรียนหมอนทองป่าละอู ทุเรียนชะนีไอโอดีนเกาะช้าง ทุเรียนหมอนทองชัยภูมิ ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ในวันและเวลาดังกล่าว บางช่วงจะมีการชิมทุเรียนพันธุ์หายากอีกด้วย

เกษตรกรชาวสวนยางบนพื้นที่สูง จ.เชียงราย มีแนวคิดสร้างรายได้เสริมในภาวะที่ราคายางพาราผัน

ผวน ผุดไอเดีย นำผลงานวิจัยบ่อน้ำเคลือบยางพารา ต่อยอดธุรกิจสร้างโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ต่อสู้กับปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตร สร้างประโยชน์ เพิ่มการใช้ยางพาราภายในประเทศ หวังเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ นำแนวทางไปปรับใช้

น.ส.นฤมล ปาณะที เกษตรกรชาวสวนยางบนพื้นที่สูง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็นเกษตรกรรุ่น

ใหม่ที่มีแนวคิดสร้างรายได้เสริมในภาวะที่ราคายางพาราผันผวน โดยปัจจุบัน คุณนฤมล มีพื้นที่ทำสวนยางพารากว่า 25 ไร่ จากช่วงปลายปีที่ผ่านมาเกิดประสบปัญหาด้านราคายาง เนื่องจากราคายางตกต่ำมาก จึงเลือกหาอาชีพเสริมเพื่อชดเชยรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยได้ศึกษานำผลงานวิจัยเรื่องการสร้างบ่อน้ำเคลือบยางพารา ของ สกว. ( สำนักงานกองทุนสนับสนุนเพื่องานวิจัย ) และนำเอาแนวทางผลิตบ่อน้ำเคลือบยางพารามาทดลองผลิต เนื่องจากวัตถุดิบสามารถหาได้ในพื้นที่ และประกอบกับการทำเกษตรกรรมในพื้นที่สูงจะประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ ซึ่งการทำบ่อน้ำเคลือบยางพารา จึงเป็นการตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีเกษตรกรให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก บ่อน้ำเคลือบยางพาราจึงเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ไว้ใช้ในการกักเก็บน้ำสำหรับทำการเกษตร

สำหรับบ่อน้ำเคลือบยางพารามีขนาดมาตรฐาน 4 x 2 เมตร สามารถทำได้ในรูปแบบยกลอย และแบบฝังดินโดยใน 1 บ่อ ใช้น้ำยางธรรมชาติปริมาณ 50 กิโลกรัม ประกอบกับสารเคมีตามสูตรที่กำหนดไว้ มีวัตถุดิบหลักคือ ผ้าดิบและน้ำยางพารา โดยบ่อน้ำยางพารามีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ สามารถกักเก็บน้ำเพื่อใช้ทำการเกษตรและทำการประมง มีอายุยาวนานถึง 10 ปี และที่สำคัญเมื่อเกิดการชำรุดสามารถทำการซ่อมแซมให้กับมาคงทนเหมือนเดิมได้ซึ่งแตกต่างจากบ่อน้ำพลาสติกทั่วไป

ปัจจุบันตนได้เริ่มผลิตบ่อน้ำมากว่า 2 ปีแล้ว โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อปีที่ผ่านมาคงเหลือสุทธิหลังจากหักต้นทุน อยู่ประมาณ 3 แสนบาท และแรงงานส่วนมากใช้แรงงานภายในครัวเรือนเป็นหลัก โดยปัจจุบัน มีหน่วยงานการยางแห่งประเทศไทย ( กยท. ) ได้เข้ามาดูแลให้ความรู้ในด้านการแปรรูป จัดอบรมหลักสูตรต่างๆ และยังช่วยเหลือสนับสนุนเงินทุนจำนวน 80,000 บาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต

น.ส.นฤมล ปาณะที กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนขอเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรทั่วไปที่ประสบปัญหา ด้านราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง และคอยแสวงหาความรู้หรือแนวทางใหม่ๆ มาพัฒนาอาชีพการทำเกษตรให้ยั่งยืน ต่อไป

นายกฯ ตีกรอบวินัยการคลังเข้มรอบด้าน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ต้องไม่เกิน 60% คลังโชว์รีดรายได้ 7 เดือน ทะลุเป้า 6 หมื่นล้าน ดันเงินคงคลังเพียบ 2.77 แสนล้าน ด้าน 3 กรมภาษียังจัดเก็บไม่เข้าเป้า น้ำมัน เบียร์ สุรา ต่ำกว่าเป้า

นายสุวิชญ โรจนวนิช ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ครั้งที่ 1/2561 เมื่อ 23 พฤษภาคม โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม มีมติเรื่องกรอบวินัยการเงินการคลัง กำหนดสัดส่วนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เช่นสัดส่วนงบรายจ่ายงบกลาง เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน ต้องไม่น้อยกว่า 2.0% แต่ไม่เกิน 3.5% ของงบรายจ่ายประจำปี

คณะกรรมการยังกำหนดสัดส่วนเพื่อใช้เป็นกรอบวินัยในการบิรหารหนี้ประกอบด้วย สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ต้องไม่เกิน 60% สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ ต้องไม่เกิน 35% และสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด ต้องไม่เกิน 10% นอกจากนี้ คณะกรรมการได้จัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง มีเป้าหมายการคลัง คือ การจัดทำงบประมาณแบบสมดุล

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้รัฐบาลในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 จัดเก็บได้ 1.29 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6.05 หมื่นล้านบาท หรือ 4.9% จากการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ 3.04 หมื่นล้านบาท และหน่วยงานอื่น 2.31 หมื่นล้านบาท การเบิกจ่ายช่วง 7 เดือนแรก สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ส่วนฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดช่วง 7 เดือนแรกปีงบประมาณ รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 1.29 ล้านล้านบาท มีการเบิกจ่ายเงินงบ 1.84 ล้านล้านบาท กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 3.34 แสนล้านบาท เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนเมษายน 2561 มีทั้งสิ้น 2.77 แสนล้านบาท

ส่วนการเก็บภาษี กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ 8.99 แสนล้านบาท ตร่ำกว่าประมารการ 6,554 ล้านบาท กรมสรรพสามิตจัดเก็บ 3.22 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,289 ล้านบาท ภาษีที่เก็บได้ต่ำ น้ำมัน 7,388 ล้านบาท ภาษีเบียร์ 4,341 ล้านบาท และภาษีสุรา 2,001 ล้านบาท กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ 6.33 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,070 ล้านบาท หรือ 3.2%

บอร์ด ทอท.มีมติใช้งบ 1.2 แสนล้านสร้างสนามบินเชียงใหม่และภูเก็ตแห่งที่ 2 คาดนำเสนออาคมในเร็วๆ นี้ จากนั้นเสนอ ครม.ต่อ พร้อมอนุมัติตั้งบริษัทลูกตรวจสอบสินค้าเน่าเสียเพื่อการส่งออก

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด ทอท. เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ได้มีมติอนุมัติหลักการเพื่อลงทุนในการดำเนินการสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ของสนามบินเชียงใหม่และสนามบินภูเก็ต (ปี’61-66) วงเงินลงทุนรวม 120,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนแห่งละ 60,000 ล้านบาท นอกจากนี้ บอร์ดยังมีมติอนุมัติให้จัดตั้งบริษัทลูก โดยมี ทอท.เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อมาดำเนินงานเกี่ยวกับศูนย์ตรวจสอบสินค้าเน่าเสียเพื่อการส่งออกให้ได้ตามมาตรฐานของยุโรป

นายนิตินัยกล่าวว่า การสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ของสนามบินเชียงใหม่ และสนามบินภูเก็ตนั้น จากผลการศึกษาเบื้องต้นของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เห็นว่าพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการสร้างสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 อยู่ที่ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน ส่วนสนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 อยู่ที่บ้านโคกกรวด จังหวัดพังงา ซึ่งพื้นที่ทั้ง 2 แห่งมีระยะทางห่างจากสนามบินเดิมประมาณ 20-30 กิโลเมตร โดยหลังจากนี้ ทอท.จะเสนอแผนไปยังกระทรวงคมนาคม (คค.) เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป และคาดว่าจะดำเนินการได้ ตั้งแต่ปี’62-66 และการก่อสร้างจะแล้วเสร็จเปิดให้บริการได้ ในปี’68

“สนามบินแต่ละแห่งจะรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 10 ล้านคน โดยหลังเสนอกระทรวงคมนาคมแล้วก็จะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบในการประชุมผู้ถือหุ้นต่อไป” นายนิตินัย กล่าวและว่า แม่ช่วงนี้จะใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงแต่ก็จะไม่กระทบสภาพคล่องของ ทอท.และกระแสเงินสดที่ ทอท.มีอยู่ โดยปัจจุบัน ทอท.มีเงินสดในมือกว่า 62,000 ล้านบาท และจะมีเงินสดที่เป็นกำไรยังไม่หักค่าเสื่อมเข้ามาอีกกว่าปีละ 30,000 ล้านบาท ดังนั้นงบประมาณที่จะมาใช้ลงทุนก่อสร้างจึงไม่มีปัญหาในระยะยาว แต่อาจจะมีกระทบบ้างในปี’63 ที่ต้องใช้จ่ายในการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ

นายนิตินัย กล่าวว่า ส่วนการจัดตั้งบริษัทลูก ศูนย์ตรวจสอบสินค้าเน่าเสียเพื่อการส่งออกนั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าประสบปัญหาการส่งออกเพราะถูกตีกลับเนื่องจากสินค้าไม่ได้มาตรฐาน เน่าเสีย ทอท.จึงเอาพื้นที่ที่สนามบินสุวรรณภูมิมาดำเนินการเพื่อเพิ่มรายได้จากการดำเนินการที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่การบินมากขึ้นด้วย เพราะปัจจุบันคาร์โก้ที่สนามบินสุวรรณภูมิใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของโลก ประกอบกับอัตราการเติบโตของสินค้าเน่าเสียเพื่อการส่งออกมีการเติบโตมากกว่าปีละ 10% จากเดิมมีการส่งออกที่ 1.3 ล้านตัน ต่อปี มาอยู่ที่ 1.4 ล้านตัน ต่อปี

“หลังจากนี้ทางฝ่ายบริหารจะไปศึกษาและกำหนดสัดส่วนของผู้ถือหุ้นว่าควรดำเนินการ 100% หรือไม่ หรือเปิดให้มีผู้ถือหุ้นอื่นๆ ด้วย จะได้ข้อสรุปและเริ่มดำเนินการภายในปีนี้ ซึ่งเป้าหมายของการจัดตั้งนอกจากจะเป็นศูนย์ตรวจสอบสินค้าและกระจายสินค้าเน่าเสียเพื่อการส่งออกแล้ว ทอท.จะทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทั้งพม่า ลาว เวียดนามและกัมพูชา” นายนิตินัย กล่าว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพและความงาม ครั้งที่ 2 : Herbal & Nuceutical Market” ภายใต้โครงการตามแผนงานบูรณาการส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ มุ่งส่งเสริมและสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรด้วยนวัตกรรมตามหลักการอุปสงค์นำการค้า เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการและเกษตรกรเชิงพาณิชย์ รวมทั้งสร้างเครือข่ายและองค์ความรู้นวัตกรรมสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพและความงาม สู่เป้าหมายในการสร้างสินค้าต้นแบบด้านสุขภาพและความงามที่มีคุณภาพและมาตรฐาน (วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2561 ณ วว. เทคโนธานี จังหวัดปทุมธานี

นายพินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมฯว่า จังหวัดปทุมธานีมีแผนพัฒนาจังหวัด ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งกระบวนการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหารให้มีความปลอดภัยอย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถเชิงธุรกิจของผู้ประกอบการ และสถาบันเกษตรกรให้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานและมีศักยภาพเชิงธุรกิจ สามารถแข่งขันตลาดในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการในจังหวัดปทุมธานีให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ประชาชน และนักท่องเที่ยว ทั้งยังเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ สู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น (Local Economy) และการกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดปทุมธานี

“…สำนักงานจังหวัดปทุมธานี และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาสินค้าและบริการต้นแบบด้วยนวัตกรรม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคมีความสนใจ และมีแนวโน้มใช้เทคโนโลยีแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัยหนุ่มสาว วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ ที่หันมาใส่ใจสุขภาพ อย่างไรก็ตามการที่จะให้ผลิตมีความโดดเด่น มีคุณภาพ และปลอดภัยต่อผู้บริโภคนั้น ต้องผ่านการคิดค้นวิจัย การใช้นวัตกรรม และการรับรองคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

สำหรับด้านการตลาด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ได้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงตลาดผ่านกิจกรรมการเจรจาธุรกิจการค้า การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า ซึ่งภายใต้โครงการดังกล่าวนี้ ยังกำหนดให้มีกิจกรรมการแสดงนิทรรศการ และจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามอีกด้วย ฉะนั้นจะเห็นได้ว่ เราได้ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาทั้งห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ ทั้งต้นทาง กลางทางและปลายทาง กระผมขอขอบคุณ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และ วว. พร้อมทั้งผู้เข้ารับการอบรมทุกท่าน ที่ร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้วยการใช้งานวิจัย และนวัตกรรม ในการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามต้นแบบ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์นำไปต่อยอดเชิงธุรกิจ สร้างงานสร้างรายได้ และพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดปทุมธานี…” ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีกล่าว

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า วว. เล็งเห็นความสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสม เข้ามาพัฒนาเพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ในจังหวัดปทุมธานี กิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ ในการนำผลงานวิจัยและพัฒนาของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาช่วยพัฒนากลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ผู้รวบรวมวัตถุดิบสมุนไพร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และผู้จำหน่ายสินค้า ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ พัฒนาสังคม และสร้างอาชีพใหม่ของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

“…การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดย วว. กับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี จะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนและผลักดัน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มีการต่อยอดในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามจากพืชสมุนไพรที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดปทุมธานี ได้แก่ บัวหลวง กล้วยหอมทอง และฝรั่งแป้นสีทอง จะทำให้มูลค่าเศรษฐกิจของจังหวัดปทุมธานีสูงขึ้น วว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี จะร่วมช่วยกันพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการ ให้เกิดความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงแก้ปัญหาต่างๆ ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งเกิดความร่วมมือ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีช่องทางในการสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น อันเป็นแนวทางในการพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืน…” นายสายันต์ ตันพานิช กล่าว

ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมได้รับการถ่ายทอดความรู้จากนักวิจัย วว. และหน่วยงานเครือข่ายเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อาทิ เครื่องสำอางกับสมุนไพร เทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม สารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและหลักการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสมุนไพรพื้นฐาน การบริการและกลไกการสนับสนุนผู้ประกอบการ STIM โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพและความงาม (Herbal & Nuceutical Market) สาธิตการผลิต ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม การให้คำปรึกษา และวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ผู้ประกอบการผ่านกลไกสนับสนุน ได้แก่ STI for OTOP UPGRADE คูปองวิทย์เพื่อโอทอป STIM ITAP เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของโครงการฯ คือ การสร้างสินค้าต้นแบบด้านสุขภาพและความงามที่มีคุณภาพและมาตรฐาน

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน อีกหนึ่งตัวอย่างการร่วมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจังหวัดเลย ในพื้นที่ 300 ไร่ ผลผลิตรวม 24,000 กิโลกรัม ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้เพิ่มครัวเรือนละ 60,000 บาท/ปี ดึงตลาดนำการผลิต แถมเป็นแหล่งเรียนรู้ ศพก. ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่และผู้สนใจทั่วไป

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีการพัฒนาด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาดในพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน พื้นที่หมู่ 9 บ้านหนองแคน ตำบลนาด้วง อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย มีสมาชิกเกษตรกร 20 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้า ประมาณ 300 ไร่ ให้ผลผลิตที่เป็นสารกาแฟแล้ว 24,000 กิโลกรัม

ทางกลุ่มจะจำหน่ายในรูปของสารกาแฟ จำนวน 23,000 กิโลกรัม (ราคา 73 บาท/กิโลกรัม) ส่วนที่เหลืออีก 1,000 กิโลกรัม จะนำมาแปรรูปเป็นการแฟคั่วบด กาแฟซองดีฟ สบู่กาแฟสมุนไพร และชาดอกกาแฟ ในชื่อแบรนด์ “ชื่น-เลย คอฟฟี่” ซึ่งมียอดสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มฯ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพาะปลูกกาแฟและแปรรูปกาแฟเฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท/ปี นอกจากนี้ ทางกลุ่มได้พัฒนาการแปรรูปผลผลิตเพื่อจำหน่ายเพิ่ม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด อีกทั้งยังเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอนาด้วง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรผู้ที่สนใจต่อไปอีกด้วย

ด้านนางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) กล่าวเสริมว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.3 สัมภาษณ์พูดคุยกับประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน (นางสุปราณี มืดทับไทย) ทราบว่า 30 กว่าปีที่แล้ว นางสุปราณีและครอบครัวได้ทำสวนกาแฟอยู่ที่จังหวัดชุมพร จึงมีความรู้ด้านการเพาะปลูก และการดูแลสวนกาแฟ จนกระทั่งปี 2552 นำต้นกาแฟพันธุ์โรบัสต้าจากทางใต้ มาลองปลูกที่จังหวัดเลย เริ่มทดลองปลูกจำนวน 100 ต้น และชวนเพื่อนอีก 7 ราย ให้มาทดลองปลูก ซึ่งให้ผลผลิตดี แต่ในขณะนั้นจังหวัดเลยไม่มีแหล่งรับซื้อ จึงต้องขนไปขายที่จังหวัดชุมพร

ภายหลังต่อมาได้ขยายพื้นที่ปลูก และรวมกลุ่มตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้นในปี 2554 เพื่อขายเมล็ดกาแฟสดที่ทางกลุ่มสมาชิกผลิตได้ หลังจากนั้นได้พัฒนาเรื่อยมา มีการริเริ่มการคั่วบดเมล็ดกาแฟด้วยมือ เป็นกาแฟสำหรับชง (กาแฟโบราณ) เพื่อจำหน่ายในชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ พัฒนาชุมชนจังหวัด เกษตรจังหวัด ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานต่างๆ ได้เล็งเห็นศักยภาพ จึงเข้ามาสนับสนุนทั้งในด้านวิชาการ งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ที่จำเป็นมาจนปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นอีกตัวอย่างของวิสาหกิจชุมชนจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาผลผลิต สร้างรายได้ และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ร่วมกัน เกษตรกร และท่านที่สนใจสามารถขอรับคำแนะนำหรือศึกษาดูงานได้ที่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน พื้นที่หมู่ 9 บ้านหนองแคน ตำบลนาด้วง อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย เบอร์โทรศัพท์ 095 541 2945 นางสุปราณี มืดทับไทย ประธานกลุ่มฯ

วันนี้ (22 พ.ค. 2561) การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) นำโดย คณะอนุกรรมการ CSR ของ กยท. ผู้บริหาร และพนักงาน ลงพื้นที่ชุมชนชาวเขาเผ่าลาหู่ ณ บ้านห้วยหก ต.ศรีถ้อย อ.แม่สรวย จ.เชียงราย จัดกิจกรรม CSR สร้างฝายยางชะลอน้ำ – กักเก็บน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภคและทำการเกษตร มุ่งใช้ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมจากยางพาราเพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่สังคม

นายเสนีย์ จิตตเกษม กรรมการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานอนุกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของ กยท. เผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นองค์กรกลางรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการเกี่ยวกับยางพาราของประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยในปีนี้ได้จัดโครงการนวัตกรรมยางพาราเพื่อสังคม ซึ่งมุ่งเน้นการร่วมแก้ปัญหาในพื้นที่ชุมชน และช่วยเหลือสังคม โดยการใช้ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมจากยางพาราเพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้อาศัยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยรอบชุมชนเหล่านั้น สำหรับกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำจากล้อยาง มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำของชุมชนชาวลาหู่(มูเซอ) ในการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรในฤดูแล้ง หรือในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ระบบประปาภูเขาขัดข้อง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศด้วย

นายเสนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมสร้างฝายในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากบริษัท สยามมิชลิน จำกัด สนับสนุนล้อยางรถยนต์เป็นวัสดุหลักในการสร้างฝาย และ กยท. ได้สนับสนุนแผ่นยาง ขนาด 1.4×4 ม. หนา 5 มม. จำนวน 1 แผ่น ซึ่งมีส่วนประกอบของยางธรรมชาติ(ยางแผ่นรมควันชั้น 3) จำนวน 18 กก. ใช้ในการยึดติดกับล้อยางที่เชื่อมด้วยสลิง เพื่อช่วยกักน้ำไม่ให้ไหลผ่านช่องว่างของล้อยาง ซึ่งนวัตกรรมฝ่ายชะลอน้ำจากล้อยางได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย จึงถือเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา ตลอดจนผู้อาศัยในชุมชนที่มาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างฝายแห่งนี้ขึ้น นอกจากนี้ กยท. ได้นำผ้าห่มมามอบให้ชาวบ้านในชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 72 หลังคาเรือน

นายคณาธิป ทะจันทร์ ครูชำนาญการ วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย ผู้คิดค้นการทำฝายชะลอน้ำด้วยล้อยาง กล่าวว่าการสร้างฝายยางพาราด้วยล้อยางแบบเคลื่อนย้ายได้มีข้อดีกว่าฝ่ายแบบถาวรที่สร้างจากวัดสุอื่นเช่นการเทปูนซีเมนต์หรือใช้ถุงทรายเพราะยางพารามีความยืดหยุ่นและคงทนสามารถปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละฤดูกาลช่วงฤดูน้ำหลากลงมาล้อยางแต่ละล้อที่ถูกเชื่อมติดกันด้วยลวดสลิงจะหมุนตามแรงน้ำช่วยชะลอความแรงของน้ำได้ในช่วงฤดูแล้งแผ่นยางที่ปูทับด้านหน้าฝนังล้อยางจะปิดช่องว่างช่วยขวางน้ำให้ไหนผ่านได้น้อยสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้นอกจากนี้ชาวบ้านยังสามารถยกฝายออกเพื่อชะล้างตะกอนดินทรายที่ไหลมาติดที่ฝายและติดตั้งใหม่ได้เอง

นายพิษณุ จะบื่อ ชาวเขาเผ่าลาหู่ที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านห้วยหก กล่าวว่า ที่ผ่านมาหมู่บ้านประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และในช่วงน้ำหลากที่น้ำจากภูเขาจะพัดทรายเข้าไปอุดตันในท่อน้ำประปาภูเขา ทำให้น้ำไม่ไหล ชาวบ้านจึงต้องเดินขึ้นไปรองน้ำจากตาน้ำไปใช้ จึงรู้สึกดีใจมากที่ กยท. เลือกทำฝายในพื้นที่หมู่บ้านห้วยหก เพราะชาวบ้านจะได้รับประโยชน์จากน้ำที่กักเก็บไว้เพื่อนำไปใช้อุปโภคบริโภคต่อไป

วันนี้ (21 พ.ค. 2561) การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) จัดกิจกรรมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยนวัตกรรมยางพาราปูพื้นสนามเด็กเล่น ในพื้นที่ จ .พะเยา โดยมี คณะอนุกรรมการ CSR ของ กยท. ผู้บริหารและพนักงาน ร่วมในพิธีส่งมอบสนามเด็กเล่นให้แก่โรงเรียนบ้านแวนโค้ง อ.เชียงคำ และโรงเรียนบ้านทุ่งกล้วย อ.ภูซาง หวัง นำใช้นวัตกรรมยางของ กยท. ให้เกิดประโยชน์ในชุมชน พร้อมปลูกผังประโยชน์ของผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมยางพาราให้กับเยาวชน