เมล็ดพันธุ์แปซิฟิคขาดตลาด “ชาวนา-ชาวไร่” หนีแล้งแห่ซื้อ

นายยงยุทธ ปานสูง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์การปลูกข้าวโพดไร่เพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์ปีการเพาะปลูก 2559/60 นี้ว่า เกษตรกรได้ปลูกข้าวโพดไปแล้วประมาณ 60-70% โดยเริ่มปลูกมาตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในเขตลพบุรี สระบุรีปลูกไปแล้ว 70% ในภาคเหนือส่วนใหญ่จะปลูกช้ากว่า ซึ่งปลูกไปแล้ว 40% ส่วนนครราชสีมาในเขตอำเภอปากช่อง สีคิ้ว ด่านขุนทดจะปลูกกันตั้งแต่กลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา และปีนี้พื้นที่ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังที่ตายจากภัยแล้งรุนแรงในฤดูแล้งที่ผ่านมา อาทิ ในเขตลพบุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ และนครราชสีมาได้หันมาปลูกข้าวโพดแทนทำให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้น 15-20% ทำให้การขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จึงทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมแปซิฟิค 339 ขาดตลาด เกษตรกรจึงหันไปใช้เมล็ดพันธุ์แปซิฟิค 999 ซูเปอร์, 777, และ 559 แทน

“ปีที่ผ่านมาแล้งมาก ฝนมาช้า ฝนตกประมาณปลายเดือน ก.ค. 2558 ส่วนปีนี้การขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไร่จะมาลุ้นตลาดเกษตรกรที่ปลูกในไร่นาช่วงเดือน พ.ย.-ม.ค.ตามที่ภาครัฐสนับสนุนการปลูกแทนข้าวนาปรังมากขึ้น ทั้งนี้ ข้าวโพดไร่จะมีการปลูกต่อปีประมาณ 4 ครอปหรือ 4 รุ่นคือรุ่นแรก ช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.ที่เป็นครอปใหญ่ แล้วมาเก็บเกี่ยวในเดือน ก.ย. ครอปนี้จะมีพื้นที่ปลูกถึง 60-70% ต่อปี รุ่นสองหรือครอปสอง ปลูกช่วงปลายเดือน ก.ค.-ส.ค. รุ่นสามเป็นรุ่นปลูกในนาข้าวปลูกช่วงปลายเดือน ต.ค.-ม.ค. และรุ่นสี่เป็นรุ่นปลูกริมน้ำหลังน้ำลด เช่น ปลูกริมแม่น้ำ ปิง วัง ยม น่านเป็นต้น”

นายยงยุทธกล่าวต่อว่า ราคาข้าวปีนี้ไม่ดี หากไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ ราคาข้าวที่ชาวนาขายได้ส่วนใหญ่จะขาดทุน แต่การปลูกข้าวโพดลูกผสม มีต้นทุนการปลูกไร่ละ3,600 บาท ผลผลิตข้าวโพดสดที่สีแล้ว1,500 กก.ต่อไร่ขายหน้าไร่เมื่อหักความชื้นก็ยังเหลือ กก.ละ 6-6.50 บาทหรือขายได้ไร่ละ 9,000-10,000 บาท หักต้นทุนยังเหลือกำไรไร่ละ 6,000-7,000 บาท ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกแทนข้าวมากขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตข้าวโพดที่ออกตลาดในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. พ่อค้าจะรุมซื้อกันมาก เพราะฤดูแล้ง สารอัลฟาทอกซินในข้าวโพดจะน้อยมาก

เทสโก้ โลตัส ติดจรวดช่องทางขายชาวสวนยุคสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจเกษตรกรครั้งแรก! ตั้งเป้ารับซื้อผลิตผลเพิ่ม ทะลุเป้า 150,000 ตัน

ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี มีโอกาสวิ่งเข้าหาจากการสนับสนุนของภาครัฐและเอกชนในการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ หรือ business matching เพื่อเป็นทางลัดในดำเนินธุรกิจให้ก้าวสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น

เกษตรกร ชาวสวนชาวไร่ ที่ไม่มีความถนัดในการทำธุรกิจ ก็ได้แต่เพียงสร้างผลผลิตให้ออกมามากที่สุดเพื่อป้อนตลาดหวังพึ่งพิงรายได้เลี้ยงปากท้อง ครั้นจะหาโอกาสที่มีผู้มาชี้แนะการทำสวน ทำไร่ ให้เป็น “Smart farmer” นั้นก็มีน้อยเต็มทน ทว่าก็ใช่ว่าจะไม่มี!

ล่าสุดเทสโก้ โลตัส จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจเพื่อเกษตรกรโดยเฉพาะ สร้างโอกาสเพิ่มช่องทางขาย เสริมความเข้มแข็งทางด้านการตลาดให้กับ เกษตรกรที่ได้การรับรองมาตรฐาน GAP โดยเทสโก้ โลตัส จะเจรจารับซื้อผลผลิตโดยตรงกับเกษตรกร สำหรับจำหน่ายในร้านเทสโก้ โลตัส ทั่วประเทศ

นางสาว พรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า กิจกรรมจับคู่ธุรกิจสำหรับเกษตรกร “GAP Business Matching” เทสโก้ โลตัส จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเลือกเกษตรกรในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนกว่า 40 คน จากจังหวัดต่างๆ มาร่วมให้ความรู้ถึงความต้องการของเทสโก้ โลตัส ในการรับซื้อผลผลิตเพื่อจำหน่ายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งต้องมีมาตรฐาน การตรวจสอบคุณภาพ ความปลอดภัยที่ได้รับการรับรอง

“เนื่องจากในปีนี้เทสโก้ โลตัส มีความต้องการรับซื้อทั้งผักและผลไม้ที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของผักและผลไม้ที่จำหน่ายให้กับลูกค้า เราจึงจัดกิจกรรมนี้ขึ้น โดยทีมงานจากเทสโก้ โลตัส จะอธิบายถึงความต้องการ มาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัย และขั้นตอนในการร่วมเป็นคู่ค้าของเทสโก้ โลตัส ผ่านโครงการรับซื้อผลิตผลทางการเกษตรตรง หรือ direct sourcing ซึ่งมีเป้าหมายรับซื้อในปีนี้ 150,000 ตัน จากเดิมปีที่แล้ว 100,000 ตัน”

สำหรับเกษตรกรกลุ่มแรกที่เข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ ประกอบด้วย ตัวแทนเครือข่ายและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสินค้า GAP จากจังหวัดร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ มหาสารคาม อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ยโสธร สุรินทร์ และนครราชสีมา ซึ่งงานนี้ ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ให้เกียรติเป็นประธานในที่ประชุมด้วย

นางสาวพรเพ็ญ กล่าวอีกว่า “เทสโก้ โลตัสได้เสนอรูปแบบและเงื่อนไขในการรับซื้อสินค้า GAP ทั้ง ชนิด ปริมาณ และราคา ซึ่งเกษตรกรให้ความสนใจที่จะร่วมทำธุรกิจจำหน่ายสินค้าให้กับ เทสโก้ โลตัส โดยทางสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลการผลิตของเกษตรกร เพื่อประเมินศักยภาพการผลิตร่วมกับเทสโก้ โลตัส และลงพื้นที่พบปะกับกลุ่มเกษตรกร จากนั้นจะร่วมกันวางแผนการผลิตให้ได้ปริมาณ คุณภาพ และตรวจรับรองมาตรฐาน GAP ส่วนการรับซื้อสินค้าเทสโก้ โลตัส จะเป็นผู้ตกลงราคากับเกษตรกรโดยตรง”

ที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่ประเมินศักยภาพการผลิตเมล่อนของเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตเมล่อน ที่ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งผลการประเมินพบว่า เกษตรกรยังขาดความรู้และเทคโนโลยีการผลิตเมล่อนให้ได้คุณภาพ จากนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร บุรีรัมย์ จึงได้นัดเกษตรกรเพื่อพูดคุยหาแนวทางการผลิตเมล่อนให้ได้คุณภาพในเวลาถัดมา ณ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร บุรีรัมย์

เมื่อได้แนวทางการผลิตเมล่อนที่ได้คุณภาพ มาตรฐาน และเป็นที่ต้องการของเทสโก้ โลตัส แล้ว ก็จะมีการเจรจารับซื้อสินค้าและวางแผนการผลิตร่วมกับเกษตรกรโดยเทสโก้ โลตัส

นางสาวพรเพ็ญ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การจับคู่ธุรกิจให้กับเกษตรกรนี้ จะเป็นทางลัดในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร เพื่อจะได้นำพาพวกเขา ให้ก้าวเดินไปสู่การทำธุรกิจการเกษตร เป็นสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ สร้างผลผลิตที่ตลาดต้องการได้อย่างแท้จริง

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทสโก้ โลตัส

เทสโก้ โลตัส ผู้นำวงการค้าปลีกในประเทศไทย ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมดประมาณ 1,800 สาขาทั่วประเทศ โดยมีร้านค้า 5 ฟอร์แมตเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของลูกค้า ได้แก่ พลัส มอลล์, เอ็กซ์ตร้า, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, ตลาด และ เอ็กซ์เพรส โดยให้บริการลูกค้ามากกว่า 15 ล้านคนในแต่ละสัปดาห์ นอกจากนั้น เทสโก้ โลตัส ยังมีช่องทางจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ถึง 2 ช่องทาง คือ เทสโก้ โลตัส ช้อป ออนไลน์ ซึ่งมีสินค้ามากกว่า 20,000 รายการ รวมถึงอาหารสด สินค้าอุปโภคบริโภค และร้านค้าของเทสโก้ โลตัส บนเว็บไซต์ลาซาด้า ซึ่งมีสินค้ามากกว่า 8,000 รายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม เป็นต้น

นอกจากนั้น เทสโก้ โลตัส สนับสนุนเกษตรกรไทยผ่านการซื้อผักและผลไม้โดยตรงจากเกษตรกรปีละกว่า 150,000 ตัน นอกจากนั้นยังให้การสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสินค้าโอท็อปอย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ไร่อรหันต์ ศูนย์เรียนรู้เกษตรรุ่นใหม่ หัวใจพอเพียง บ้านกุดปลาเข็ง หมู่ 1 ต.โนนค่า อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา นายปา ไชยปัญหา ปราชญ์ชาวบ้านเจ้าของไร่ ได้ออกมาแนะนำถึงวิธีใช้พื้นที่ดิน 1 ไร่ ปลูกพืชผลการเกษตรให้สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ภายใต้ชื่อโครงการ “1 ไร่ เก็บได้ทั้งปี” โดยเป็นการปลูกพืชผสมผสานแนวเกษตรอินทรีย์ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประสบความสำเร็จและกลายเป็นแปลงต้นแบบ ทำให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อ.สูงเนิน สนใจมาศึกษาเรียนรู้กันเป็นจำนวนมาก

โดยนายปา ไชยปัญหา เจ้าของไร่อรหันต์ เปิดเผยว่า ตนนั้นมีอาชีพหลักคือเป็นพนักงานตำแหน่งซูเปอร์ไวเซอร์ ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่ อ.สูงเนิน หลังจากได้ศึกษาถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ก็คิดอยากจะทำอาชีพเกษตรกร จึงได้ซื้อที่ไว้บริเวณบ้านกุดปลาเข็ง จำนวน 27 ไร่ และเริ่มตระเวนไปศึกษาเรียนรู้กับนักปราชญ์ดังๆ ทั่วประเทศ จนในที่สุดก็ได้ความรู้มาทดลองปลูกพืชผลการเกษตรต่างๆ มากมาย ประสบความเร็จ กลายเป็นที่สนใจของคนในละแวกใกล้เคียงเป็นอย่างมาก จึงเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ขึ้น ซึ่งล่าสุดได้แบ่งที่ 1 ไร่ จัดทำโครงการ “1 ไร่ เก็บกินได้ทั้งปี” อันเป็นการใช้พื้นที่เพียงน้อยให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขาย หรือกินเองได้ตลอดทั้งปี

โดยวางจุดศูนย์กลางของพื้นที่ทำเป็นบ่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร สำหรับเก็บน้ำปุ๋ยหมักชีวภาพ ต่อท่อพีวีซีส่งน้ำไปรดพืชทั้ง 1 ไร่ สำหรับวิธีปลูกพืชนั้น จะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 1 งาน โดยส่วนที่ 1 จะปลูกสะเดาดำ และฝรั่งแดงทับทิมสยาม อย่างละ 15 ต้น ซึ่งจะตอนกิ่งขายได้ตลอดทั้งปี ขายกิ่งละ 100 บาท 1 เดือนสามารถตอนกิ่งขายได้ประมาณ 90 กิ่ง สร้างรายได้เดือนละ 9,000 บาท ส่วนที่ 2 ปลูกผักสลิดพันธุ์ดอกไว้ 7 แถว ซึ่งจะออกดอกช่วงระหว่างเดือนเมษายน ถึงเดือนตุลาคม

โดยสามารถเก็บดอกเวียนไปทั้ง 7 วัน วันละ 4 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมละ 50 บาท สร้างรายได้วันละ 200 บาท ส่วนที่ 3 จะปลูกพริกแฟนซีใส่กระถาง ขายกระถางละ 50 บาท ขายได้ทุกเดือน เดือนละ 50 กระถาง สร้างรายได้เดือนละ 2,500 บาท ส่วนที่ 4 ปลูกชะอมไร้หนาม 5 ต้น เพื่อตอนกิ่งขาย ซึ่งสามารถตอนกิ่งได้ประมาณ 200 กิ่งต่อปี ขายกิ่งละ 30 บาท สร้างรายได้ปีละ 6,000 บาท โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สามารถนำไปใช้ได้จริงในทุกพื้นที่ เนื่องจากใช้พื้นที่ไม่มากแค่ 1 ไร่ สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงแน่นอน จึงอยากแนะนำให้เกษตรกรนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อันจะเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ นายปา กล่าว

ในระยะนี้จะมีปริมาณฝนตกหนักเป็นแห่งๆ ปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำไหลบ่า และดินพัง มีโอกาสเกิดขึ้น ขอให้เกษตรกรระวังดูแลพืชผลการเกษตรได้รับผลเสียหาย

นายอดุลย์ศักดิ์ ไชยราช เกษตรอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ แจ้งเตือนเกษตรกรให้ระวังผลกระทบจากสภาวะฝนตกหนัก น้ำท่วมขังพืชผลการเกษตร เกษตรกรต้องรู้จักวิธีการเตรียมการป้องกัน ซึ่งจะทำให้ลดผลเสียหายได้บ้าง โดยขอให้ปฏิบัติ ดังนี้

พื้นที่ปลูกไม้ผล ควรทำร่องระบายน้ำให้ทั่ว เมื่อฝนตกหนักน้ำจะไหลไปสู่แหล่งธรรมชาติอื่นๆ
ลดปัญหาการท่วมขังได้ และควรมีการทำหลักยึดต้นกิ่งก้านต้นไม้ผล ลดความเสียหายจากพายุลมแรง โดยเฉพาะไม้ผลที่กำลังให้ผล เช่น ทุเรียน ลำไย ควรยึดโยงกิ่ง ช่อผลให้ดี และหลังจากฝนตกหนักมักจะมีน้ำท่วมขัง อย่ารีบเข้าไปเหยียบย่ำตรวจดูไม้ผล ควรปล่อยระยะเวลาไว้ระยะหนึ่งก่อน เพราะจะไปกระทบกระเทือนต่อระบบรากไม้ผลได้

พื้นที่ปลูกพืชผัก ควรมีการยกร่องแปลง เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังระยะสั้นๆ แต่ถ้าระยะยาว พืชผักมักเสียหาย 100เปอร์เซ็นต์ การยกร่องแปลงและขุดทำร่องระบายน้ำจะช่วยได้ดีที่สุด ควรหาช่องทางให้ระบายน้ำออกจากแปลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
พืชไร่ ถ้าอยู่ในระยะแก่พอที่จะเก็บเกี่ยวได้ ให้รีบเก็บเกี่ยวและหาวิธีทำให้แห้ง โดยห้ามกองสุมรวมกันเด็ดขาด ถ้าเกิดเชื้อราระบาดจะทำให้เสียหายหนักมาก
นาข้าว ซึ่งเป็นพืชทนต่อน้ำท่วมได้ระยะยาวกว่าพืชอื่น ต้องหาวิธีอย่าให้ท่วมนานเกินไป พื้นที่นาข้าวเป็นพื้นที่ระบายน้ำได้ยากอยู่แล้ว จึงต้องขอความร่วมมือเจ้าของแปลงนาที่อยู่ที่ปลายสุดของการรับน้ำ หรือเป็นช่องทางที่จะระบายน้ำออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ห้วย คู คลอง แม่น้ำ ควรยอมให้ความร่วมมือเปิดช่องทางระบายน้ำออกไปให้ได้มากๆ

เมื่อได้รับผลกระทบเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม พืชผลเสียหาย ควรมีการสำรวจพื้นที่ของตนเอง ให้ความร่วมมือต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น อบต. เทศบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และส่วนราชการต่างๆ โดยเฉพาะเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ ควรแจ้งให้ข้อมูลและขอความช่วยเหลือต่อไป

เป็นเรื่องน่ายินดีที่หลายปีมานี้ ได้เห็นภาพตามสื่อหลายสำนักถึงการก้าวเข้ามาทำอาชีพเกษตรกรรมของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มากขึ้น บางรายมีดีกรีถึงปริญญาโทหรือเอกเสียด้วยซ้ำ ปรากฏการณ์เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตภาคเกษตรกรรมของไทยได้ก้าวเข้าสู่การทำเกษตรกรรมแนวใหม่

จะด้วยความบังเอิญหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เมื่อได้พบกับวิศวกรหนุ่ม คุณอาวุธ ลึกมณี หรือ คุณเก่ง ขณะคุมงานก่อสร้างบ้านพักลูกค้าในบริเวณใกล้ที่พักผู้เขียน จนนำไปสู่การสนทนาที่ถูกคอขึ้น เนื่องจากคุณเก่งสนใจเรื่องการเกษตร แล้วยิ่งได้ทราบว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านชนิดซื้อเกือบทุกเล่ม ยิ่งทำให้การพูดคุยดูจะมีรสชาติหนักมากขึ้น

คุณอาวุธ เป็นคนเพชรบูรณ์ ย้ายมาเรียนใน กทม. จนจบปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เรียนจบด้านวิศวกรรมอุตสาหการจากพระจอมเกล้าธนบุรี เมื่อ ปี 2540 หลังจากเรียนจบแล้วไปทำงานตรงตามสาขาที่เรียนมาอยู่ที่ชลบุรีนานถึง 5 ปี จากนั้นเส้นทางอาชีพหันเหไปด้านโยธา ด้วยการไปทำงานเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้าง

แล้วอะไรเป็นเหตุผล

ให้เกิดความชอบเกษตรกรรม??

สมัยเด็กเรียนระดับประถมศึกษา คุณเก่ง คุยกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนเกี่ยวกับการเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ บนบ่อปลา แล้วสงสัยว่าถ้าปลากินขี้หมู/ขี้ไก่ เป็นอาหารแล้ว คนจะนำปลาไปรับประทานได้หรือ??

ความสงสัยเช่นนี้ถูกปลูกฝังมายาวนานกว่า 30 ปี กระทั่งเขาโตขึ้น จึงแสวงหาความรู้จากตำรา เอกสารด้านการเกษตรที่เกี่ยวกับพืช/สัตว์ ทุกสำนัก พร้อมไปกับการแสวงหาความจริงด้วยการทดลอง ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ปลูกดอกไม้ ปลูกผัก ผลปรากฏว่ามีทั้งสำเร็จและล้มเหลว ซึ่งก็มิได้ท้อแท้หรือถอดใจเลย แต่กลับมุ่งมั่นเติมเต็มความรู้ ตลอดจนฝึกฝนให้มากยิ่งขึ้น

คุณเก่ง มีมุมมองในเรื่องงานเกษตรที่น่าสนใจว่า เมื่อมีการพูดถึงภาคเกษตรกรรมแล้ว ภาพที่สะท้อนออกมามักมองเรื่องความยากจน แต่ถ้ามองให้ลึกในทุกมิติแล้วมันไม่ใช่เกิดขึ้นจากตัวอาชีพเกษตรกรรม เพียงแต่การทำการเกษตรอาจไม่มีรูปแบบคงที่ตายตัวอย่างในอดีตเท่านั้น หรือถ้ามองอีกอย่างว่า การทำเกษตรอาจเป็นตรรกะที่ต้องใช้ความรู้ การทดลอง เหมือนอย่างที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เนื่องจากงานเกษตรก็ถือเป็นศาสตร์ประเภทหนึ่งเช่นกันคือ ต้องมีการค้นหาเหตุและผลในคราวเดียว

วิศวกรรายนี้ชี้ว่า ถ้าชาวนาพยายามหาแนวทางการลดต้นทุนการทำนาให้น้อยลงอย่างเต็มที่ อาจเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้สำเร็จ โดยใช้กรอบแนวคิดคือ ความประหยัด ความจริง แล้วชาวนาทุกคนมีศักยภาพในการปลูกข้าวที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่อาจมีจุดอ่อนในเรื่องการสร้างแบบแผนที่ชัดเจน สมัยนี้เทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ทำให้เกิดความสะดวกสบาย ลดการใช้แรงงาน อย่างเช่น เครื่องหยอดข้าว ที่สามารถทำได้ 4-5 ไร่ ต่อวัน เพียงคนเดียว แถมยังลดการสูญเสียปริมาณข้าวจากการหว่าน ทำให้ช่วยลดต้นทุนได้มาก หรือแม้แต่แนวทางการใช้วิธีแกล้งข้าวที่ช่วยในเรื่องการลดการใช้น้ำ

“ฉะนั้น แนวทางแบบนี้ถ้าเลือกใช้อย่างถูกวิธี หรือจัดให้เป็นระบบแบบแผนจะเป็นเครื่องมือช่วยในเรื่องการทำนาได้อย่างดี อีกทั้งความทันสมัยเช่นนี้จึงทำให้ชาวนารุ่นใหม่สามารถวางแผนงานล่วงหน้าได้ทั้งการกำหนดเวลา และงบประมาณ ซึ่งต่างจากแนวทางในอดีต แต่ที่น่าวิตกคงเป็นเรื่องราคาขายที่ควบคุมไม่ได้เท่านั้น”

คุณเก่ง ไม่ได้เพียงแค่พูดและคิด เขาได้ลงมือปลูกข้าวด้วยตัวเอง ทั้งที่ไม่เคยปลูกมาก่อน ในเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ แถวชัยภูมิ ก่อนลงมือปลูกได้รับการดูแคลนจากหลายคนที่ต่างเชื่อว่าไม่มีทางทำสำเร็จ เพราะไม่เคยทำนามาก่อน แต่ก็มิได้โกรธเคืองประการใด แล้วยังถือเป็นตัวเร่งเพื่อกระตุ้นให้ต้องทำให้สำเร็จเพื่อลบคำสบประมาทเหล่านั้นให้จงได้

ก่อนลงมือทำมีการหาความรู้ หารายละเอียดพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม คือพันธุ์อีเหลืองกับหอมมะลิ ดูวิธีปลูกจริงในยูทูป แล้วลงมือปลูกทันที เป็นนาหว่าน พอได้เวลาเกี่ยวหารถเกี่ยวไม่ได้ เลยตัดสินใจเกี่ยวเอง โดยพื้นที่ จำนวน 10 ไร่ ใช้เวลาเกี่ยวเองประมาณ 3 วัน ปรากฏว่าได้ผลดีในระดับมือใหม่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 200-300 กิโลกรัม และเป็นครั้งแรก จึงถือว่าสอบผ่านในฐานะชาวนามือใหม่ เพราะระหว่างปลูกข้าวต้องทำงานประจำไปด้วย

พอเสร็จจากข้าว คุณเก่ง หันมาสนใจเรื่องมะนาวต่อ แล้วศึกษาเรื่องการปลูกมะนาวด้วยการซื้อตำรา เอกสาร หนังสือทุกชนิดมาอ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่ติดตามอยู่เป็นประจำเกือบทุกเล่ม

คุณอาวุธ มองมะนาวว่าเป็นพืชที่ไม่เคยโกหกมาตั้งแต่เด็กจนโต โดยพบความจริงอยู่เป็นประจำตรงที่ มะนาว มีราคาแพงมากในช่วงหน้าแล้ง แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมามีหลายคนเห็นปัญหาตรงนี้แล้วใช้โอกาสด้วยการบังคับมะนาวให้ออกนอกฤดู แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้แก้ไข จนทำให้ราคาถูกลงมาก แต่คงต้องใช้เวลาให้ยาวนานกว่านี้อาจเห็นความเปลี่ยนแปลง

เพื่อเป็นการค้นหาความจริง คุณเก่ง จึงทำแปลงทดลองปลูกมะนาวในวงบ่อที่บ้านพักจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 20 บ่อ โดยวางแผนการปลูกด้วยการผสมผสานหลักคิดทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลา เหตุผลที่คุณเก่งทำเช่นนี้เพราะต้องการหาข้อมูลมะนาว เพื่อเปรียบใช้ปลูกเชิงการค้าต่อไป

เริ่มจากการกำหนดดินปลูกให้เป็นชั้นๆ เพื่อเป็นการสะสมธาตุอาหาร เช่น ชั้นดิน ชั้นปุ๋ย และชั้นแกลบ และต้องวางระบบน้ำให้มีประสิทธิภาพ แล้วการเลือกสายพันธุ์ก็มีส่วนสำคัญ ดังนั้น ถ้านำปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มาบูรณาการให้เหมาะสมกัน ก็น่าจะสัมฤทธิผลได้ไม่ยาก

สำหรับพันธุ์มะนาวในแปลงทดลองนี้ เลือกมา จำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ แป้นรำไพ เอี้ยมเซ้ง (ซื้อต้นพันธุ์มาจากเทคโนฯ) และแป้นพิจิตร เพราะต้องการเปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสีย ของแต่ละพันธุ์ ทั้งเรื่องการทนโรค การให้ผลผลิต ความทนแล้ง

ภายหลังจากลงมือปลูกไปได้สักพักหนึ่งพบว่า แป้นพิจิตร ทนแคงเกอร์ได้ดี รองลงมาเป็นเอี้ยมเซ้ง ส่วนแป้นรำไพถือว่าอ่อนแอ แต่เมื่อมามองในเรื่องคุณภาพ ปรากฏว่า แป้นรำไพ ให้ความสมบูรณ์ดีมาก แป้นพิจิตรมีลักษณะผลสวยแต่เปลือกหนา ส่วนเอี้ยมเซ้งเปลือกบาง น้ำดี

สำหรับผลผลิตที่ได้จากแปลงทดลองในปีแรก แป้นพิจิตร ได้จำนวน 500 ผล ต่อต้น เอี้ยมเซ้ง ได้จำนวนใกล้เคียงกับแป้นพิจิตร ส่วนแป้นรำไพได้น้อยมาก ซึ่งต้องกลับไปค้นหาสาเหตุก่อนว่าเกิดจากอะไร ดังนั้น ผลที่เกิดขึ้นจากแปลงทดลองจึงเป็นข้อสรุป และข้อมูลตัดสินเพื่อนำพันธุ์ที่เหมาะสมมาปลูกในเชิงการค้าต่อไป

การใส่ปุ๋ยมะนาวเป็นปุ๋ยตัวหน้าสูง จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ทุก 1-2 สัปดาห์ นอกจากนั้น ใส่ปุ๋ยคอก ส่วนการให้น้ำในช่วงปลูกต้องให้ทุกวัน และดูแลเช่นนี้ไปเป็นเวลา 8 เดือน พอเข้าถึงเดือนกันยายน-ตุลาคม จึงเริ่มทำนอกฤดูด้วยการหยุดให้น้ำเด็ดขาด แต่ด้วยความที่ตัวเองทำงานอยู่กรุงเทพฯ จึงต้องใช้วิธีโทรศัพท์กลับไปบอกทางบ้านว่าไม่ต้องรดน้ำต้นมะนาวเลย

เมื่อสังเกตว่าเริ่มมีใบเหี่ยวงอ แล้วร่วง ต้นดูโทรม เป็นสัญญาณบอกว่าต้นมะนาวขาดน้ำเต็มที่ จึงเริ่มให้น้ำและปุ๋ยสูตร 16-16-16 ทันที เมื่อออกดอก พบว่า แป้นพิจิตรกับเอี้ยมเซ้ง ให้ดอกดกมาก แต่แป้นรำไพมีน้อย พอเข้าเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ผลมะนาวเริ่มมีขนาดใหญ่เก็บได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงให้ดอกไปจนถึงติดผล ไม่มีการบำรุงต้นอะไรเลย เพราะเห็นว่าเป็นแปลงทดลอง เพียงแต่ต้องการหาข้อมูลที่แท้จริงมากกว่า เพื่อเป็นแนวทางการวางแผนปลูกมะนาวพันธุ์ที่เหมาะสมกับตลาดอย่างจริงจัง พร้อมไปกับต้องการสรรหาพันธุ์แปลกใหม่เข้ามาปลูกเพื่อ เพาะ-ขยาย ต่อไป

สนใจปลูก เพกา เพื่อการค้า

ต้นเพกา หรือ ลิ้นฟ้า คือพันธุ์ไม้ชนิดต่อไปที่คุณเก่งสนใจต่อจากมะนาว เขาบอกว่า ความจริงไม้ชนิดนี้ปลูกตามหัวไร่ปลายนา แต่คนมักมองข้ามความสำคัญของไม้ชนิดนี้ หากไปเดินตามตลาดมักหายาก ดังนั้น คุณเก่งจึงมองพืชชนิดนี้ทางการตลาด เพราะหายากและมีราคาดีมาก เนื่องจากเป็นพืชสมุนไพร ทั้งนี้ เพราะมีเพื่อนปลูกอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี มีขนาดยาวมากเป็นเมตร

คุณเก่ง ปลูกเพกาพันธุ์เตี้ย ปลูกมาได้ปีกว่าแล้ว เป็นพืชที่ปลูกไม่ยาก เพียงแต่ไม่ควรให้ขาดน้ำ ในกรณีที่ต้องการเร่งให้เจริญเติบโตและมีผลผลิตรวดเร็ว ควรใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง ปลูกลงดินระยะระหว่างต้น 2 เมตร ต้นพันธุ์ที่ซื้อมาเพาะจากเมล็ด ราคาต้นละ 20 บาท ขณะนี้ปลูกเพกาไว้ จำนวน 20 ต้น และเป็นพืชที่ปลูกในลักษณะการทดลองเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ปลูกเพกา เพราะต้องการเพาะขายต้นพันธุ์

หลักคิดการทำเกษตรของคุณเก่งจะให้ความสำคัญไปที่การลดต้นทุน เพื่อเพิ่มรายได้ ทั้งนี้ คุณเก่งบอกว่าเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะถูกปลูกฝังแนวคิดมาจากสาขาวิชาที่ร่ำเรียน ซึ่งพยายามหาวิธีลดต้นทุนในเชิงอุตสาหกรรม หาวิธีทำให้ประหยัด และเกิดความแข็งแรง เลยทำให้มีความคิดประยุกต์แล้วนำมาปรับใช้ในวงการเกษตรกรรม

คุณเก่ง วางแผนชีวิตไว้ว่า ในอนาคตคงเดินหน้าทำสวนเกษตรเต็มตัว แล้วต้องการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งนี้เพราะมองว่าการปลูกพืชควรมีความหลากหลาย เพราะพืชแต่ละชนิดมีลักษณะทางธรรมชาติต่างกัน อีกทั้งความเป็นสวนผสมผสาน สามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าได้ทุกตารางนิ้ว เพียงแต่ว่าจะหยิบจับอะไรขึ้นมาทำเท่านั้น อย่างที่ผมทดลองทำอยู่ คือระหว่างต้นมะนาวได้ปลูกพืชอื่นแซม เพื่อเป็นการไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่างโดยไร้ประโยชน์

เนื้อที่บ้าน จำนวน 1 ไร่ คุณเก่ง แบ่งมาทำแปลงทดลองปลูกพืชชนิดต่างๆ ประมาณ 1 งาน โดยตอนนี้ยังไม่คิดทำในเชิงธุรกิจ เพราะอยู่ระหว่างการทดลองศึกษาหาข้อมูล เสมือนเป็นห้องเรียน

ปัจจุบัน คุณเก่ง ลาออกจากการเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้างแล้ว และไปเปิดร้านอาหารหน้ามหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ โดยได้นำไม้ผลอย่างมะนาว รวมถึงพืชผักชนิดอื่นมาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหาร ถือเป็นการยึดหลักแนวคิดของการลดต้นทุน ทำให้ประหยัด สร้างกำไรเพิ่ม ถึงแม้คุณเก่งจะไม่ได้ร่ำเรียนหรือคลุกคลีกับแวดวงเกษตรอย่างชนิดเข้มข้น แต่ด้วยความมีใจรัก การใฝ่รู้ การเสาะแสวงหาข้อมูลในแหล่งต่างๆ ตลอดถึงการนำหลักคิดของความมีเหตุและผลเข้ามาวิเคราะห์ กระทั่งนำไปสู่ความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ ฉะนั้น การแสดงความคิดของเขา ถือเป็นอีกมุมมองที่น่าสนใจ…ใครที่สนใจต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูล โทรศัพท์ไปหา คุณเก่ง (คุณอาวุธ ลึกมณี)

ปีที่ผ่านมาคาบเกี่ยวมาถึงปีนี้ เกิดสภาวะแห้งแล้งค่อนข้างรุนแรง บางช่วงลมพัดจัด ส่งผลให้การผสมเกสรของทุเรียนที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ไม่สมบูรณ์ แม้แต่ในสภาพธรรมชาติก็ตาม ทุเรียนเป็นพืชมีการผสมเกสรในเวลาเย็นถึงพลบค่ำ เพื่อหลบหลีกช่วงแสงแดดจ้า อากาศร้อน ซึ่งมีอิทธิพลต่อความสมบูรณ์ของละอองเกสรตัวผู้

อย่างไรก็ตาม ความแห้งแล้งมิได้เกิดขึ้นมาในเฉพาะปีที่ผ่านมาเท่านั้น ด้วยความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์ของความแห้งแล้งเกิดขึ้นอยู่เสมอมาตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งผมเคยนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบทั่วกันมาก่อนนี้ โดยมีนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร นำปริมาณน้ำฝน จาก 97 ปี มาวิเคราะห์อย่างละเอียด พบว่า ทุกๆ 10 ปี จะเกิดภาวะฝนแล้ง 4 ปี แล้งพอทน 2 ปี และแล้งอย่างรุนแรง 2 ปี น้ำท่วมอีก 3 ปี มีฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลเพียง 3 ปี เท่านั้น

มีบันทึกไว้ว่า ในความแห้งแล้งในอดีต การทำนาไม่ได้ผล ชาวบ้านต้องนำขุยไผ่ หรือ เมล็ดไผ่ มาขัดสีไปหุงรวมกับเผือกและกลอย ใช้บริโภคแทนข้าวก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และในปี พ.ศ. 2485 เกิดสภาวะน้ำท่วมรุนแรงในบริเวณภาคกลางของประเทศ ถึงแม้ว่าในขณะนั้นเรามีป่าไม้ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ก็ตาม มีผลกระทบทำให้ข้าวพันธุ์ดีสูญไปหลายพันธุ์

สภาวะแห้งแล้งปีที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อผลผลิตทุเรียน ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร รายงานว่าทุกๆ ปี ประเทศไทยผลิตทุเรียนได้ไม่น้อยกว่า 550,000 ตัน แต่ปีนี้ผลิตได้เพียง 310,000 ตัน เท่านั้น แน่นอน ราคาทุเรียนย่อมแพงขึ้นตามกลไกตลาดครับ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศ มีพื้นที่รวมกว่า 402,905 ไร่ และยังเป็นแหล่งแปรรูปสับปะรดเพื่อการบริโภคและส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของโลก สร้างมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 20,000 ล้านบาท จนถูกเรียกว่าเป็นเมืองหลวงสับปะรด พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากที่สุดคือ สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย หรือที่เรียกกันว่า พันธุ์โรงงาน ซึ่งเป็นสับปะรดพันธุ์เศรษฐกิจมีปลูกกันมาอย่างยาวนาน

ในปี พ.ศ. 2559 นี้ นับว่าเป็นปีทองของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด เนื่องจากสับปะรดมีราคาสูงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี ราคาเฉลี่ยในปัจจุบันอยู่ที่ กิโลกรัมละ 10 บาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของจังหวัดก็ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นปีที่ครบรอบ 105 ปี ของประวัติศาสตร์การปลูกสับปะรดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ในปี พ.ศ. 2454 มีพ่อค้าชาวปากีสถาน เดินทางมาค้าขายยังประเทศไทย โดยมาขึ้นฝั่งที่บ้านท่าข้าม

ปัจจุบันคือ บ้านฝั่งท่า หมู่ที่ 5 ตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี GClub จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และมาพักค้างคืนที่บ้านของ ผู้ใหญ่ทอง อิ่มทั่ว ซึ่งทางผู้ใหญ่ทองก็ได้จัดอาหารและผลไม้เลี้ยงให้กับพ่อค้าชาวปากีสถานคนนั้น ในสำรับอาหารก็มีสับปะรดพันธุ์อินทรชิต ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองมาให้รับประทาน เมื่อพ่อค้าชาวปากีสถานได้รับประทาน สับปะรดไปแล้วก็บอกว่า ที่เมืองของเขามีสับปะรดที่อร่อยมากกว่าที่นี่ ในระหว่างพักค้างนั้นพ่อค้าได้มีอาการป่วย ผู้ใหญ่ทองก็ได้พาไปให้พระรักษาจนหายป่วย ทำให้พ่อค้าซาบซึ้งในน้ำใจ จนต่อมาเมื่อเดินทางกลับมาค้าขายอีกครั้งจึงได้นำหน่อสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียมาให้กับผู้ใหญ่ทอง จำนวน 5 หน่อ ผู้ใหญ่ทองจึงได้นำมาปลูกไว้บริเวณบ้าน เมื่อผลผลิตออกนำมารับประทานจึงรู้ว่ามีรสชาติดี จึงขยายหน่อให้กับลูกหลานไปปลูกไว้รับประทาน และต่อมาก็ได้ขยายหน่อไปสู่เกษตรกรรายอื่นๆ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2510 ได้มีโรงงานแปรรูปสับปะรดแห่งแรกมาตั้งที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่การปลูกสับปะรดเพื่อส่งเข้าโรงงานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน