เมล่อน เป็นผลไม้ที่คุณมงคลเลือกปลูก เพราะเห็นว่าเป็นพืชระยะสั้น

แต่มีมูลค่าทางเมล็ดพันธุ์สูงระหว่างที่ยังทำงานประจำ ยังไม่มีโอกาสทำหน้าที่เกษตรกรเต็มตัว คุณมงคล ก็เพิ่มรายได้เสริมให้กับครอบครัว ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและรับซื้อคืนในราคา ลูกละ 10 บาท และนำไปจำหน่ายเองในราคา ลูกละ 35 บาท

เมื่อถึงจุดอิ่มตัวของการทำงาน และต้องการมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น อาชีพเกษตรกร จึงเป็นทางเลือกที่คุณมงคลเลือก ทำให้คุณมงคลลาออกจากงานประจำ เพื่อก้าวเป็นเกษตรกรเต็มตัว และคาดหวังจะใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาให้เกิดประโยชน์ในอาชีพของตนเอง

เริ่มต้นด้วยพื้นที่เพียง 4 ไร่ สำหรับทำโรงเรือนเมล่อน 8 หลัง บนเนื้อที่ 2 ไร่ และอีก 2 ไร่ ยังคงทำนา เพราะบริเวณโดยรอบที่ปลูกเป็นพื้นที่นาทั้งหมด ในการลงทุนครั้งแรกโรงเรือนเมล่อนลงทุนการก่อสร้างโรงเรือนและติดตั้งระบบทั้งสิ้น ประมาณ 40,000-50,000 บาท แต่เมื่อเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย พบว่า พลาสติกที่ใช้สำหรับติดตั้งโรงเรือนที่ผลิตในประเทศ มีขนาดความกว้างมากที่สุดเพียง 6 เมตร แต่โรงเรือนที่ตั้งใจสร้าง กำหนดขนาดไว้ที่ ความยาว 30 เมตร ความกว้าง 6.2 เมตร ทำให้ต้องมีรอยต่อ ซึ่งรอยต่อพลาสติกเป็นผลให้เกิดความชื้น เป็นรอยรั่วเมื่อถึงอายุขัย ไม่สามารถควบคุมความหวานของเมล่อนได้ จึงต้องนำเข้าพลาสติกสำหรับทำโรงเรือนจากประเทศกรีซ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า เมื่อแบ่งครึ่งม้วนพลาสติก จะได้ความกว้าง 6.2 เมตร และความยาว 30 เมตร พอดีกับขนาดโรงเรือนที่ตั้งใจ

“พลาสติกที่สั่งจากประเทศกรีซ มีความเหนียวมาก สามารถทานแรงลมได้มากถึง 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ก่อให้เกิดตะไคร่น้ำหรือปรสิต ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมากับเมล่อน ส่วนโครงสร้างเดิมเปลี่ยนจากเหล็กเป็นเหล็กแป๊บประปา ซึ่งไม่เป็นสนิม และทั้งโครงสร้างและระบบในโรงเรือนแบบที่ใช้อยู่ มูลค่าโรงเรือนละประมาณ 100,000 บาท อายุการใช้งานมากถึง 30 ปี”

พื้นฐานเดิมที่เรียนรู้มาทางด้านการเกษตร ทำให้คุณมงคลรู้จักการคัดเมล็ดพันธุ์ นำมาปรับปรุงพันธุ์ และคัดเลือกให้ได้พันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพดียิ่งมาก ซึ่งเมล่อนเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ดำเนินการมาก่อนก่อตั้งฟาร์ม และได้เมล่อนสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา คือ สายพันธุ์ซันสวีท และ สายพันธุ์หยกเทพ

ซันสวีท เป็นเมล่อนเนื้อส้ม ข้อยืด โตไว ทำให้ดีหนีเพลี้ยได้ไว หวาน กรอบ มีความหวานโดยสายพันธุ์ 14-15 บริกซ์ หากใส่ปุ๋ย ความหวานจะสูงถึง 18 บริกซ์

หยกเทพ เป็นเมล่อนเนื้อเขียว คล้ายเมล่อนญี่ปุ่น ข้อสั้น โตช้า ผลใหญ่ น้ำหนักผล 2-3 กิโลกรัม เนื้อหนา หวาน หอม ความหวานโดยสายพันธุ์ 13-14 บริกซ์ หากใส่ปุ๋ย ความหวานจะสูงถึง 16 บริกซ์

เรื่องของสีเนื้อเมล่อน คุณมงคล บอกว่า เมล่อนเนื้อสีเขียว เป็นสีที่ตลาดผู้บริโภคระดับกลางและระดับสูงต้องการมากกว่า เมล่อนเนื้อสีส้ม ดังนั้น หากเกษตรกรปลูกเมล่อนเนื้อสีใด ควรคำนึงถึงตลาดที่จะส่งจำหน่ายด้วย

สำหรับโรงเรือนมาตรฐานของฟาร์ม มีขนาดกว้าง 6.2 เมตร ยาว 30 เมตร ปลูกได้ 350 ต้น ในแต่ละต้นเมื่อให้ผล จะปลิดทิ้งเหลือเพียง 1 ผล ต่อต้น น้ำหนักต่ำสุดของผล 1.5 กิโลกรัม น้ำหนักมากที่สุดของผล 3 กิโลกรัม เฉลี่ยน้ำหนักผลอยู่ที่ 1.8 กิโลกรัม

คุณมงคล กล่าวว่า เมล่อนเป็นพืชตระกูลแตง ดูแลง่าย แต่การปลูกในโรงเรือนจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดีในทุกฤดู สามารถควบคุมความหวานของเมล่อนได้ อีกทั้งยังลดปัญหาโรคและแมลง เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำโรงเรือนมีขนาดตาถี่มาก ป้องกันแมลงเข้าภายในโรงเรือนได้มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบฟาร์มยังเป็นท้องนาอยู่ ทำให้ปัญหาแมลงศัตรพืชพบได้น้อย เพราะไม่มีพืชตระกูลเดียวกันเป็นตัวชักจูง แต่การป้องกันโรค หลังเสร็จสิ้นการเก็บผลผลิตและเตรียมแปลงปลูก จะต้องกำจัดวัชพืชภายในโรงเรือนให้หมด เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคได้

การเพาะกล้า นำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำอุ่น 2 ชั่วโมง จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์เก็บ ห่อด้วยผ้าดิบชุบน้ำบิดหมาด เก็บในกระติกหรือที่อับชื้น 25 ชั่วโมง สังเกตเห็นมีรากงอก ให้นำไปเพาะในถาดปลูก ขนาด 104 หลุม โดยใช้พีทมอสส์ (Peat moss) เป็นวัสดุเพาะกล้า รดน้ำเช้าเวลาเดียว 7-10 วัน จากนั้นย้ายปลูกลงแปลง

ระยะปลูก 50×50 เซนติเมตร ทำค้างความสูง 180 เซนติเมตร หรือพิจารณาจากความสูงสุดเอื้อมของแรงงาน เพื่อสะดวกเมื่อต้องดูแลต้น นำกล้าลงปลูก ภายในแปลงเป็นระบบน้ำหยด ให้น้ำเฉพาะเวลาเช้า นานประมาณ 10 นาที เมื่อติดลูกให้ลดปริมาณน้ำลงเรื่อยๆ ดูความชื้นเป็นหลัก และงดน้ำ ก่อนเก็บผล 10 วัน เมื่อติดผลขนาดไข่ไก่ให้โยงเชือกรับน้ำหนักผลเมล่อน และสามารถเก็บผลได้หลังจากย้ายปลูก 90 วัน

เมื่อเมล่อนให้ใบ 7 ใบ ให้แทงปุ๋ยลงกลางระหว่างต้น ใช้สูตร 16-16-16 จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ควรผสมเกสรไว้ 3 ผล เมื่อติดผลให้เลือกผลที่สมบูรณ์ที่สุดไว้เพียงผลเดียว เมื่อผลเริ่มคล้อยให้แทงปุ๋ยลงระหว่างต้นที่เดิม สูตร 11-6-34 ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ

“เทพมงคล ฟาร์ม ให้ปุ๋ยเคมีน้อยมาก เพราะการปลูกให้เมล่อนได้ผลผลิตดี ควรดูแลด้วยอินทรียวัตถุดีกว่าปุ๋ยเคมี ซึ่งหากจะให้ก็เพียงเป็นตัวบำรุงเสริมเท่านั้น”

ภายในโรงเรือนแปลงยาว 30 เมตร กว้าง 1 เมตร ใช้ปุ๋ยคอกจากมูลโคนม เพื่อให้ได้อินทรียวัตถุสูงและไม่มีเมล็ดหญ้าปะปนมา นอกจากนี้ ควรเลือกมูลโคนมที่ไม่ได้เลี้ยงด้วยสับปะรด เพราะมูลดังกล่าวจะทำให้เมล่อนมีเนื้อสีเหลืองได้ ปริมาณปุ๋ยคอกที่ใช้ 30 กระสอบ/โรงเรือน และทุกๆ 2 สัปดาห์ จะเพาะกล้า เพื่อตัดเมล่อนหมุนเวียนขายได้ตลอดปี

ปัจจุบัน เมล่อน เป็นพืชหลักของเทพมงคล ฟาร์ม แต่ละสัปดาห์ต้องผลิตส่งห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ 600 กิโลกรัม แต่ความสามารถในการผลิตต่อสัปดาห์ สามารถเก็บผลได้มากถึง 5 ตัน ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่มีพ่อค้าแม่ค้ามาติดต่อซื้อไปขายยังแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น เขาใหญ่ วังน้ำเขียว ฉะเชิงเทรา ในราคาส่ง กิโลกรัมละ 85 บาท และอีกจำนวนหนึ่งยังคงเก็บไว้สำหรับปรับปรุงพันธุ์ด้วย

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ ต้องการสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว คุณมงคล แนะนำว่า ควรเริ่มจากโรงเรือน 3-5 โรงเรือน จำนวนผลผลิตต่อโรงเรือนเฉลี่ย 200 ต้น สร้างรายได้เฉลี่ย 40,000 บาท/3 เดือน

นอกเหนือจากเมล่อน ซึ่งเป็นพืชหลักในการปลูกสร้างรายได้และพัฒนาพันธุ์ ของเทพมงคล ฟาร์ม แล้ว คุณมงคล ยังสนใจพืชผักอีกหลายชนิด เช่น แตงกวา บวบงู มะเขือเทศเชอรี่สีเหลือง เป็นต้น ซึ่งพืชผักที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงพันธุ์ หากประสบความสำเร็จ เทพมงคล ฟาร์ม ก็พร้อมเปิดจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจทั่วไป

เทพมงคล ฟาร์ม เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2555 ซึ่งนอกจากจะปลูกเมล่อนเชิงพาณิชย์ การปรับปรุงพันธุ์สำหรับพืชผักอีกหลายชนิด การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ แล้ว ยังเป็นสถานศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม สำหรับคนรักเมล่อน ผู้สนใจสามารถติดตามผ่านทางเฟซบุ๊ก : เทพมงคล ฟาร์ม (Melon Farm) หรือติดต่อได้ที่ บริษัท เทพมงคลเมล็ดพันธุ์ จำกัด 528 หมู่ที่ 14 ตำบลปะหลาน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ 086-115-6295

พื้นที่ราว 40 ไร่ ของชัยสิทธิ์ฟาร์ม หมู่ที่ 1 ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง จัดได้ว่าเป็นฟาร์มเลี้ยงหมูขนาดกลาง ที่มีระบบการจัดการที่ดี แม้ว่าจะเป็นฟาร์มเลี้ยงหมูแห่งแรกของจังหวัด ก่อตั้งมานานกว่า 35 ปี แล้วก็ตาม

คุณชัยสิทธิ์ เจี่ยกุญชร เจ้าของฟาร์ม ให้ข้อมูลว่า ฟาร์มหมูแห่งนี้ มีหมูพ่อพันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 250 กิโลกรัม จำนวน 20 ตัว หมูแม่พันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 170 กิโลกรัม น้ำหนัก 350 ตัว หมูขุน น้ำหนักเฉลี่ย 60 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว หมูอนุบาล น้ำหนักเฉลี่ย 15 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว ที่ผ่านมา นำมูลหมูมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ภายในไร่ โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของแข็ง ได้ปุ๋ยอินทรีย์มากถึงปีละ 50,000 กิโลกรัม ต่อปี ขายให้กับผู้สนใจ มีรายได้เข้าฟาร์มมากถึง 100,000 บาท ต่อปี นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ในรูปของเหลว ได้มากถึง 85 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน

แม้ว่ามูลหมูจะก่อให้เกิดรายได้ให้กับฟาร์ม โดยการขายเป็นมูลหมูตากแห้งก็ตาม แต่เพราะฟาร์มมีขนาดใหญ่ การจัดการความสะอาดภายในฟาร์มดีอย่างไร กลิ่นมูลหมูก็จะเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ซึ่งเมื่อปริมาณหมูมาก ทำให้กลิ่นกระจายพื้นที่ออกไปกว้าง ส่งผลกระทบต่อชุมชนใกล้เคียง ก่อให้เกิดปัญหา

ปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวแก้ไขได้สำเร็จลุล่วง ทั้งยังช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซมีเทน อันเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน ด้วยการนำของเสียจากฟาร์มมาแปรสภาพให้เป็นก๊าซชีวภาพ ใช้เป็นพลังงานทดแทนภายในฟาร์ม ช่วยเพิ่มรายได้ และกำจัดกลิ่นมูลหมู ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาระหว่างฟาร์มกับชุมชน

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน มีโครงการพลังงานทดแทน ซึ่งมอบให้สำนักงานพลังงานจังหวัดแต่ละจังหวัด สำรวจและเข้าไปส่งเสริม หากพบว่าฟาร์มหรือชุมชนใดมีความพร้อม จะจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ร้อยละ 10 ในการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพภายในฟาร์มให้ สำหรับจังหวัดระนอง ชัยสิทธิ์ฟาร์ม อยู่ในขอบข่ายที่เหมาะสมในการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ สามารถนำของเสียจากมูลหมูมาผลิตก๊าซชีวภาพเองภายในฟาร์ม ทั้งยังช่วยลดกลิ่นมูลหมู ซึ่งเป็นปัญหาของฟาร์มให้ลดลง

ปี 2550 ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ก้าวเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และเริ่มเดินระบบในปี 2551 การส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทน เป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญของกระทรวงพลังงาน เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานชนิดอื่น ช่วยกระจายความเสี่ยงในการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้า และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการเพิ่มสัดส่วนในการจัดหาเชื้อเพลิงทดแทนเพิ่มขึ้นตามแผนพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก ในปี 2579 หรือคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย เพื่อเป็นการยกระดับให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างครบวงจร

ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เมื่อปี 2550 และเริ่มเดินระบบได้ในปี 2551 ซึ่งระบบได้มีการก่อสร้างและติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพ รองรับปริมาณปศุสัตว์ภายในฟาร์ม ที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 315 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน และผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 292 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมงต่อวัน หรือคิดเป็น 96,360 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมง ต่อปี และสามารถลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.5 ตันคาร์บอน ต่อวัน หรือ 495 ตันคาร์บอน ต่อปี และถึงแม้จะเป็นการนำไฟฟ้ามาใช้แค่ในฟาร์ม แต่ก็สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึงวันละประมาณ 1,168 บาท ต่อวัน หรือคิดเป็น 385,000 บาท ต่อปี

การส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพ ได้มอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ดำเนินการวิจัย เมื่องานวิจัยประสบผลสำเร็จ จึงนำออกไปถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ประกอบการฟาร์ม รวมถึงประชาชนที่สนใจ ซึ่งการวิจัยได้ส่งเสริมให้นำน้ำเสีย ของเสีย หรือขยะอินทรีย์ที่เหลือทิ้งในภาคอุตสาหกรรมมาแปรรูปเป็นก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยดำเนินการไปในฟาร์มแล้วกว่า 1,000 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าการติดตั้งระบบจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 10 เปอร์เซ็นต์ ของวงเงินก่อสร้าง และเจ้าของฟาร์มหรือชุมชน ออกค่าใช้จ่ายเองอีกส่วน

สำหรับชัยสิทธิ์ฟาร์ม มีปัญหาเรื่องกลิ่นมูลหมู เพราะจะเป็นฟาร์มขนาดกลาง เก็บมูลหมูตากแห้งจำหน่าย แต่กลิ่นก็ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก การนำของเสียจากมูลหมูจำนวนหนึ่งไปผลิตก๊าซชีวภาพ นอกจากจะทำให้ฟาร์มสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้แล้ว ยังช่วยลดกลิ่น และลดค่าไฟฟ้าภายในฟาร์มได้อีกด้วย

ในการติดตั้งระบบที่เจ้าของฟาร์มต้องลงทุนเองจำนวนหนึ่ง ซึ่งสำหรับชัยสิทธิ์ฟาร์ม เป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร แต่ก็ถือว่าคุ้มทุนและไม่ได้คิดว่า ระบบจะมีความคุ้มค่าสำหรับการลงทุนเมื่อใด เพราะสิ่งที่ได้รับจากการติดตั้งระบบการผลิตก๊าซชีวภาพนั้น ช่วยลดแรงกดดันที่ชุมชนมีต่อฟาร์มลงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นมูลหมูที่เป็นปัญหา นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าไฟได้มากถึงร้อยละ 40 เพราะก๊าซชีวภาพที่ได้จากระบบ จำนวน 2 หน่วย สามารถประหยัดไฟได้ 1 คิวบิกเมตร

สำหรับปัญหาสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมภายในจังหวัด ซึ่งจะมีผลต่อการเดินระบบการผลิตก๊าซชีวภาพ เพราะจังหวัดระนอง เป็นจังหวัดที่มีสภาพภูมิอากาศชื้น มีฝนและร้อนสลับกันบ่อยครั้งนั้น คุณชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ปริมาณก๊าซชีวภาพที่นำมาใช้ในฟาร์มจะได้ในปริมาณมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ในฤดูฝน สามารถนำมาใช้แทนระบบไฟทั้งฟาร์มได้ 8-10 ชั่วโมง ในฤดูแล้ง สามารถนำมาใช้แทนระบบไฟทั้งฟาร์มได้ 10-12 ชั่วโมง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเข้าใจปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเดินระบบตั้งแต่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการแล้ว

ทั้งนี้ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีการจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนโครงการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนให้กับสถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการ และองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้าหากำไร ในการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในการนำไปขยายผล และเป็นข้อมูลสำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในระยะต่อไป

นอกเหนือจากฟาร์มหมู ซึ่งเป็นตัวอย่างการติดตั้งระบบการผลิตก๊าซชีวภาพภายในฟาร์ม เพื่อลดค่าไฟฟ้าแล้วนั้น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ยังพร้อมส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ เช่น พลังงานขยะ พลังงานชีวมวล เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานก๊าซชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่สนใจ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โทรศัพท์ 02-612-1555 ต่อ 204-204 หรือ สำนักงานพลังงานจังหวัดทุกจังหวัด

คุณอัครินทร์ ทองจรัส เกษตรกรสวนทับทิม พื้นที่หมู่บ้านชายเขา ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ปลูกต้นจันทน์ผาไว้จำนวนมาก โดยปลูกมานานกว่า 20 ปี เริ่มปลูกเพราะสนใจรูปร่างที่สวยงามของจันทน์ผา จึงขอเมล็ดจากสวนรุกขชาติมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อนำมาเพาะขยายพันธุ์ ก่อนหน้านี้มีจันทน์ผาจำนวนมาก แต่ปัจจุบันขุดล้อมจำหน่ายไปเกือบหมด ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 200 ต้น เท่านั้น

ในต้นจันทน์ผา จำนวน 200 ต้น ของคุณอัครินทร์ มีจันทน์ผาอยู่ 1 ต้น พบว่า รูปร่างช่วงบนของยอดจันทน์ผามีรูปร่างแปลก คุณอัครินทร์ เล่าว่า จันทน์ผาต้นนี้มีอายุประมาณ 20 ปี ปลูกลงดิน รอการจำหน่ายเหมือนต้นอื่นๆ แต่แปลกตรงที่ต้นนี้ส่วนยอดของลำต้นแตกออกลักษณะคล้ายพัดหรือกำแพง ส่วนอีกด้านของยอดเดียวกันและต้นเดียวกัน มีส่วนลำต้นที่งอกยื่นออกมา มองดูลักษณะคล้ายนาคปรก ซึ่งเป็นรูปร่างประหลาด และมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากถึง 1 ในล้านทีเดียว

“ผมทำจันทน์ผามานานกว่า 20 ปี เพิ่งมีต้นนี้ต้นเดียวที่รูปร่างลักษณะประหลาดแบบนี้ และยังไม่เคยเห็นที่ไหนอีก จึงจัดอยู่ในกลุ่มของหายาก ถ้ามีคนมาขอซื้อก็ขาย ราคาน่าจะอยู่ที่หลักแสนหรือหลักล้านบาทขึ้นอยู่กับการตกลง”

ปัจจุบันการเลี้ยงโคเนื้อเป็นที่สนใจของใครหลายๆ คน เพราะได้มีการนำมาปรับเปลี่ยนการเลี้ยงให้ง่ายต่อการจัดการมากขึ้น คือการเลี้ยงแบบยืนโรงโดยที่ไม่ต้องปล่อยโคให้ออกไปอยู่ในทุ่งกว้างเหมือนเช่นสมัยก่อนที่ทำกันมา จึงทำให้ผู้เลี้ยงมีเวลาว่างไปประกอบสัมมาอาชีพอื่นได้ ส่งผลให้การเลี้ยงโคสมัยนี้ทำเป็นอาชีพเสริมได้อย่างไม่มีอุปสรรคอีกด้วย

ซึ่งโคที่เลี้ยงเกษตรกรจะเลือกสายพันธุ์ในแบบที่คิดว่าเหมาะกับเขาเองเป็นหลัก เพราะบางพื้นที่สามารถเลี้ยงโคได้แตกต่างสายพันธุ์กันออกไป ดังนั้น การเลือกโคให้เหมาะสมกับผู้เลี้ยงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญของเกษตรกรไม่น้อยทีเดียว

คุณไสว สร้อยระย้า อยู่บ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 2 อยู่ตำบลหัวนา อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี มีการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงโคเนื้อให้เข้ากับเขามากขึ้น โดยสมัยก่อนนั้นเลี้ยงแบบปล่อยไล่ทุ่งทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอไปดำเนินงานด้านอื่น ต่อมาจึงปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงแบบยืนโรงโดยสร้างเป็นโคขุนเพื่อส่งขายในระบบสหกรณ์ จึงทำให้มีรายได้แน่นอนและเป็นอาชีพได้อย่างมั่นคง

คุณไสว เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเลี้ยงโคเนื้อแบบยังไม่มีทิศทางที่แน่นอน เน้นแบบเลี้ยงปล่อยท้องไร่ท้องนาเป็นหลัก พร้อมทั้งสร้างการตลาดแบบซื้อมาขายไป ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของการเลี้ยงที่เป็นระบบเหมือนเช่นปัจจุบัน ต่อมาได้มีคนที่รู้จักได้แนะนำให้มาเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน เพื่อสร้างเป็นโคขุนเข้าระบบสหกรณ์มีการตลาดที่แน่นอน ทำให้เวลาต่อมาเขาได้ปรับเปลี่ยนและเลี้ยงเป็นระบบยืนโรงแทนการเลี้ยงแบบเก่าที่ทำมา

“ช่วงนั้นก็จะเน้นแบบซื้อมาขายไปเป็นหลัก พอเลี้ยงโตได้หน่อยใครสนใจซื้อก็ขายทันที พอได้มารู้จักโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน เห็นว่าคนที่เป็นสมาชิกในระบบ เมื่อขุนโคจนได้น้ำหนักที่ได้มาตรฐานแล้ว สามารถส่งขายทำตลาดได้แน่นอน ไม่ต้องกังวลในเรื่องของการตลาด จึงทำให้ได้ปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงแบบยืนโรง ไม่ปล่อยแบบไล่ทุ่งเหมือนเคย ทดลองเลี้ยงมาเรื่อยๆ ก็ประสบผลสำเร็จ เลยเลี้ยงแบบนี้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา” คุณไสว เล่าถึงที่มา

ในช่วงแรกที่ตกลงปลงใจจะเลี้ยงเป็นโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสนและโคเนื้อลูกผสมอื่นๆ คุณไสว บอกว่า ได้หาซื้อโคแม่พันธุ์เข้ามาภายในฟาร์มด้วยบางส่วน และอีกส่วนเกิดจากการผสมเทียมเองภายในฟาร์ม

เมื่อโคตัวเมียที่ผ่านการผสมเทียมตั้งท้องได้ 9 เดือนออกลูกมาแล้ว ช่วงแรกจะปล่อยให้ลูกโคอยู่กับแม่โคจนได้อายุ 7-8 เดือน จากนั้นนำลูกโคแยกออกจากแม่และมาเลี้ยงด้วยหญ้าหมัก พร้อมทั้งโรยอาหารข้นที่มีโปรตีน 12 เปอร์เซ็นต์ผสมลงไปด้วยเล็กน้อย อาหารใน 1 วัน โคกินอยู่ประมาณ 15 กิโลกรัม ต่อตัว เลี้ยงอยู่แบบนี้จนลูกโคได้อายุ 18 เดือน จะทำการขุนเพื่อสร้างเป็นโคเนื้อให้ได้น้ำหนักตามที่กำหนด จะใช้เวลาอีกประมาณ 8-10 เดือน

“พอโคที่เลี้ยงได้อายุตามที่กำหนดพร้อมขุน ช่วงระยะขุนจะอัดอาหารให้กินอย่างเต็มที่ พอขนาดเริ่มอ้วนตัวใหญ่ขึ้น อาหารจากที่เคยเลี้ยงอยู่ช่วงแรก 15 กิโลกรัม ต่อตัว ก็จะลดลงมาเหลือ ประมาณ 8-9 กิโลกรัม ต่อตัว จะกินไม่มากเหมือนช่วงแรกก่อนที่จะเริ่มขุน การสร้างโคขุนส่วนใหญ่เน้นเป็นโคตัวผู้ ต้องทำการตอนให้เรียบร้อย จากนั้นฉีดยาบำรุงเข้าไป พร้อมทั้งฉีดยาถ่ายพยาธิ ก่อนที่จะขุน ส่วนวัคซีนอื่นๆ ก็ทำให้ปีละ 2 ครั้ง ช่วยให้โคไม่เกิดโรคมีสุขภาพที่ดี” คุณไสว บอก

ในเรื่องของการทำตลาดเพื่อส่งขายโคขุน คุณไสว บอกว่า มีการวางแผนการส่งโคเนื้อขายเป็นระบบที่ดี โดยจะแจ้งให้ทางผู้รับซื้อทราบล่วงหน้าก่อนที่จะเริ่มขุน เพื่อเป็นการวางแผนการตลาดที่ชัดเจน ว่าแต่ละรุ่นจะมีโคเนื้อส่งขายกี่ตัว ซึ่งน้ำหนักเมื่อหลังขุนตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ต้องมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 460 กิโลกรัม

“โคที่ผ่านการขุนสวนฟาร์มผมทั้งหมด น้ำหนักที่ได้ส่วนใหญ่เฉลี่ยแล้ว ก็จะได้เกิน 600 กิโลกรัมขึ้นไป ได้ในเกณฑ์มาตรฐานตามที่กำหนด โดยแต่ละตัวก็จะได้ราคาที่ไม่เท่ากัน อย่างช่วงไหนที่เราส่งขายโคขุนตัวนั้นมีเนื้อที่ดีราคาก็จะได้สูงขึ้น โดยเฉลี่ยต่อตัวจะขายได้อยู่ที่ 60,000-65,000 บาท และบางช่วงก็ขายได้ไปถึง 70,000 บาท ต่อตัวขึ้นก็มี ก็ถือว่าพอมาเลี้ยงด้วยระบบนี้ทำให้เรามีรายได้ค่อนข้างชัดเจน ส่วนขี้ก็นำไปทำเป็นปุ๋ยคอกใส่ในแปลงหญ้าเนเปียร์ที่ปลูก ก็ทำให้ประหยัดต้นทุนในเรื่องของการซื้อปุ๋ยมาใส่ได้ดียิ่งขึ้น” คุณไสว บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการทำปศุสัตว์ เพื่อเป็นอาชีพทำเงินอย่างมั่นคงนั้น คุณไสว แนะนำว่า สิ่งแรกคือให้ทำการศึกษาในเรื่องของการเลี้ยงโคให้ละเอียดเสียก่อน จากนั้นให้เลือกไปถึงสายพันธุ์ว่าต้องการเลี้ยงแบบไหน เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ก็จะช่วยให้การเลี้ยงโคเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข เกิดเป็นรายได้ที่มั่นคงต่อไป

แหล่งปลูกมะม่วงส่งออกทำเงินของประเทศไทย หากดูจากแผนที่ประเทศไทยแล้ว จะพบว่ากระจายอยู่ทั่วประเทศ จะมีกลุ่มที่รวมตัวกันหลายจังหวัดที่เป็นเขตติดต่อกันบ้าง เช่น พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร ในภาคอีสานก็เป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น ภาคเหนือเกาะกลุ่มจังหวัดลำพูนประปราย น่าน เชียงราย และเชียงใหม่ ภาคกลางมีไม่มากนักในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อ่างทอง และสุพรรณบุรี ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่พบว่ามีการปลูกมะม่วงส่งออกน้อยกว่าภาคอื่น

จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม 2 แห่ง คือที่อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก ตำบลบ้านโภชน์ และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออก จ.เพชรบูรณ์ นำโดย คุณไตรรัตน์ เปียถนอม ผู้ซึ่งการันตีด้วยรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2557

ทำมะม่วงส่งออก แทนมะม่วงตามกระแส

คุณไตรรัตน์ เปียถนอม เริ่มทำสวนมะม่วงมาตั้งแต่ปี 2530 ทุกปีประสบปัญหาขาดทุน เพราะไม่ได้อยู่ดูแลสวนมะม่วงด้วยตนเอง กระทั่งปี 2533 จ้างคนดูแลและปลูกมะม่วงตามความนิยมของท้องถิ่น คือ พันธุ์เขียวเสวย พันธุ์ฟ้าลั่น พันธุ์หนองแซง และพันธุ์น้ำดอกไม้ ไม่ถึงกับขาดทุน แต่ขายได้ตามฤดูกาลภายในประเทศบ้างเท่านั้น ขณะนั้นคุณไตรรัตน์ ยังทำงานประจำ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำสวนมะม่วงอย่างจริงจัง

คุณไตรรัตน์ เคยศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทำสวนมะม่วง ในระหว่างที่ทำงานประจำ และทราบว่า มีการส่งมะม่วงไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ ปี 2535 และราคาส่งออกค่อนข้างสูง จึงคิดว่า การทำสวนมะม่วงเพื่อการส่งออกจะทำให้เกษตรกรอย่างเขาอยู่รอด

หลังลาออกจากงานเริ่มศึกษาแนวทางการผลิตมะม่วงคุณภาพอย่างจริงจัง เดินทางไปศึกษาดูงานยังแหล่งที่ประสบความสำเร็จเท่าที่ทำได้ ทำให้ทราบว่า มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เป็นพันธุ์ที่ต่างประเทศต้องการ จึงตัดสินใจปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองแซมพันธุ์เขียวเสวย หนองแซง และฟ้าลั่น ในพื้นที่ 40 ไร่ก่อน จากนั้นไม่นาน ก็เปลี่ยนเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองทั้งหมดในพื้นที่ 100 ไร่