เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังอยู่ในโลกที่สุดโต่ง ทั้งเรื่องธรรมชาติ เศรษฐกิจ การเมือง และเรื่องต่างๆ มากมาย และเรากำลังอยู่ในโลกที่มีความย้อนแย้ง โลกในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน มีความเป็นพลวัตรสูง (Dynamic World) อีกทั้ง การอุบัติขึ้นของเทคโนโลยีพลิกโฉม (Disruptive Technology) ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการแข่งขัน ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกต่อปัจเจก และปัจเจกต่อรัฐ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ ส่งผลให้ผู้คนในโลกสมัยใหม่ต้องปรับตัวโดยเฉพาะภาครัฐ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ไม่เพียงส่งผลต่อประชาชนเท่านั้น หากยังกระทบต่อความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อระบบราชการ ซึ่งในยุคปัจจุบันประชาชนก็หวังว่ารัฐบาลจะสามารถออกนโยบายซึ่งจะเอื้อให้ประชาชนสามารถปรับตัวได้ในโลกสมัยใหม่

ประเทศไทย รัฐบาลไทยในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมโลก (Global Society) ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในบริบทโลกได้ หน่วยงานราชการผู้ให้บริการต่างๆ ในฐานะองคาพยพของระบบราชการจึงไม่อาจที่จะดำเนินงานในแบบเดิมๆ ที่เคยทำมาในอดีตได้อีกต่อไปแล้ว หากแต่ต้องเปลี่ยนแปลง และประยุกต์ใช้กระบวนการดำเนินงานรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม โดยต้องก้าวข้ามการจัดองค์กรในรูปแบบไซโลที่ไม่มีความยืดหยุ่น (Rigid Organizational Siloes) ซึ่งมีลักษณะการทำงานที่ขาดกการบูรณาการ

และที่สำคัญจะต้องหันมาคำนึงถึงหลักการขั้นพื้นฐานของการให้บริการสาธารณะ และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการให้บริการ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-centric Approach) เพื่อตอบสนองความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการให้บริการของภาครัฐที่จะต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา ขณะเดียวกัน หน่วยงานซึ่งดำเนินการในการกำหนดนโยบาย จำเป็นต้องมีศักยภาพในสำรวจภาพทัศน์ (Scenario) เพื่อฉายให้เห็นข้อท้าทาย ตลอดจนถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ อันอาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ตลอดจนถึงต้องสามารถกำหนดรูปแบบนโยบายใหม่ๆ ซึ่งสามารถสนองกับข้อท้าทายทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว และที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา รัฐบาลในหลายประเทศได้นำแนวคิด Innovation Lab เข้ามาใช้ในภาครัฐอย่างแพร่หลาย เพื่อรับมือกับความท้าทายที่แตกต่างกันไป ตามบริบททางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งต่างมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดตั้งที่แตกต่างกันออกไป เช่น Mind Lab ของประเทศเดนมาร์ก มุ่งเน้นให้หน่วยงานภาครัฐ ตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรม

ตลอดจนให้องค์ความรู้และเครื่องมือในการสร้างนวัตกรรม UK Policy Lab ของสหราชอาณาจักร มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมมาใช้ในการวางนโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และ THE Lab ของประเทศสิงคโปร์มุ่งเน้นนวัตกรรมในการพัฒนาประสิทธิภาพของภาครัฐในการยกระดับ งานบริการประชาชน เป็นต้น โดยปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐที่จัดตั้งโดยรัฐบาลอยู่ประมาณ 40 แห่งทั่วโลก นับตั้งแต่ Sitra ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นองค์กรเก่าแก่ที่มีอายุครบรอบ 51 ปี ในปี 2561 ที่ผ่านมา จนถึง Seoul Innovation Bureau

ประเทศเกาหลีใต้ และ Open Mexico ประเทศเม็กซิโก ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในปี 2555 และปี 2556 ตามลำดับ เพื่อให้ระบบราชการไทยสามารถปรับตัวให้เข้ากับความต้องการได้นั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์เชิงนโยบายในการพัฒนาประเทศ ในนาม THAILAND 4.0 ซึ่งครอบคลุมประเด็นการพัฒนาระบบราชการให้เป็นระบบราชการ 4.0 ภายใต้การยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยเน้น 3 หลักการสำคัญ 1. การสร้างความร่วมมือ (Collaboration) 2. นวัตกรรม (Innovation) และ 3. การทำให้กระบวนงานมีความเป็นดิจิทัล (Digitalization) ซึ่งจะยกระดับไปเป็น Digital Transformation เพื่อให้ภาครัฐนั้นเป็นภาครัฐที่เป็นที่พึ่งของประชาชนและเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจได้ (Credible and Trusted Government)

“ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพลิกโฉมภาครัฐและบริการสาธารณะของประเทศไทย รัฐบาลได้มีการออกแบบ “ห้องทดลองภาครัฐ” ภายใต้ชื่อ Prime Minister Labs (PM Labs) อันประกอบไปด้วย 1. การสำรวจอนาคต (Future Lab) โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเจ้าภาพ ห้องทดลองนี้จะทำการวิเคราะห์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในทุกมิติและจัดทำฉากทัศน์อนาคตของไทยในโอกาสที่สำคัญ ตลอดจนถึงการให้คำปรึกษาในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาองค์กรให้มีศักยภาพ

ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ 2. การริเริ่มและทดสอบนโยบาย (Policy Lab) โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเจ้าภาพ โดยห้องทดลองดังกล่าวจะทำหน้าที่ในการริเริ่มนโยบายใหม่ๆ โดยการเรียนรู้จากแนวทางการปฏิบัติที่ดีของสถานที่อื่นๆ การทดสอบนโยบายและนวัตกรรมเชิงนโยบายใหม่ๆ (Policy Testing) ตลอดจนถึง ร่วมมือในการวางมาตรการในการถ่ายทอดให้นโยบายนั้นไปสู่การปฏิบัติได้ 3. การออกแบบนวัตกรรมภาครัฐ (Government Lab)

โดยสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. เป็นเจ้าภาพ ห้องทดลองดังกล่าว จะช่วยออกแบบบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพสูงและตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการยึดหลักการความต้องการของประชาชนผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันเข้ามามีส่วนออกแบบรูปแบบการให้บริการ ตลอดจนถึงร่วมขับเคลื่อนและร่วมขยายผลให้มีการนำไปใช้ 4. การติดตามนโยบายสำคัญ (PMDU)

โดยสำนักบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพ เพื่อให้สามารถติดตามผลการทำงานเชิงนโยบายของรัฐบาล และสามารถระบุถึงปัญหาและอุปสรรคเพื่อให้การทำงานนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว ห้องปฏิบัติการเหล่านี้รัฐบาลไทยคาดหวังว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบราชการไทยให้มีความสามารถที่จะรับมือกับข้อท้าทาย และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอนาคต และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่มีประสิทธิภาพ จากระบบราชการเดิมสู่ระบบราชการ 4.0 และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคประชาชน ทั้งในมิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม” ดร.สุวิทย์ กล่าว

นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข รองเลขาธิการ ก.พ.ร. ในฐานะโฆษก สำนักงาน ก.พ.ร. กล่าวว่า สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ริเริ่มโครงการห้องปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ หรือ Government Innovation Lab (GovLab) ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนผู้รับบริการมีส่วนร่วมในการพัฒนานวัตกรรมงานบริการภาครัฐ เป็นการร่วมคิดออกแบบ (Co-creation) เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ อันเกิดจากภาครัฐ โดยนำแนวคิด Design Thinking ซึ่งจะต้องมีการทดสอบ ทดลอง และนำไปขยายผล อันเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของภาครัฐ

โดยใช้แนวคิด Design Thinking ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การเข้าใจภาพรวม การเข้าถึงความต้องการการพัฒนาและทดสอบแนวคิด และการวางแผนเพื่อนำไปใช้ ในการดำเนินโครงการห้องปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้รับความร่วมมือจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP ประจำประเทศไทยในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ความรู้ในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมภาครัฐแก่ผู้บริหารหน่วยงานและนวัตกรรมที่ปรึกษา อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานวัตกรรมต้นแบบของโครงการห้องปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ

“ในปี 2562 มีแผนการดำเนินการห้องปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐจำนวน 5 โครงการ ได้แก่

ด้านการท่องเที่ยว ที่มีการพัฒนารูปแบบการอำนวยความสะดวกให้กับมัคคุเทศก์ในการตรวจสอบใบสั่งงานมัคคุเทศก์ (Job Order) 2. ด้านการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส มีการพัฒนารูปแบบการจัดเก็บฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาสที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการพื้นฐานทางสังคมของภาครัฐ และทำให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อการรับบริการจากภาครัฐ 3. ด้านงานตรวจคนเข้าเมือง มีการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการให้บริการการรายงานตัวของแรงงานต่างด้าว

รวมทั้งให้ความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น 4. ด้านการศึกษา ที่มีการพัฒนาแนวทางการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ตามกรอบนโยบาย THAILAND 4.0 ที่มุ่งเน้นในเรื่องการเสริมสร้างทักษะ ทัศนคติ ความรู้ความสามารถทั่วไป (aptitude) และความรู้รายวิชา 5. ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ SMEs ที่มีการยกระดับจากการเป็น SMEs สู่การเป็น Internet Entrepreneur ที่มีความเชี่ยวชาญและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และทำความเข้าใจรูปแบบการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป”

สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ได้รับการสถาปนาเป็น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รวมทั้ง 9 แห่ง เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548 ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 ทั้ง 9 แห่ง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ เป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยนั้นซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งมั่นจัดการศึกษา ด้านวิชาชีพและเทคโนโลยีชั้นสูงให้มีสมรรถนะในการเป็นผู้ประกอบการตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานและทิศทางการพัฒนาของประเทศ โดยมีนโยบายในการพัฒนาส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ด้านวิชาชีพและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน สู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติในยุคไทยแลนด์ 4.0

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไพศาล บุรินทร์วัฒนา อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ กล่าวว่า เนื่องในวันที่ 18 มกราคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย ซึ่งในปีนี้ครบรอบ 14 ปี การสถาปนา โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม และยกสถานะเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548 ซึ่งมหาวิทยาลัยมีที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนบน ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดนนทบุรี โดยมีนโยบายในการพัฒนาส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ด้านวิชาชีพและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน สู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ มีเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่ได้มาตรฐาน และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของบัณฑิตให้เป็นคนดี มีความรู้ รักสู้งาน

โดยเฉพาะการมุ่งพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ในด้าน Soft Skills เพื่อเป็นการเสริมสร้างจุดแข็งให้แก่บัณฑิตให้เป็นนักปฏิบัติที่มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์เพียงพอที่จะทำงานได้ทันทีเมื่อสำเร็จการศึกษา มหาวิทยาลัย “เรียนวิชาชีพติดตัว ไม่ต้องกลัวตกงาน” จึงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการที่จะผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพสู่ความต้องการของอุตสาหกรรม และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้ก้าวไกลในยุค 4.0 นี้

ในปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยได้มีผลงานการพัฒนาทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและบริการวิชาการ ในรูปแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานขั้นสูง อันนำไปสู่ความเป็นเลิศทางด้านวิชาการและเพิ่มศักยภาพงานวิจัย โดยสามารถนำผลการวิจัยมาพัฒนาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ ชุมชน สังคม ส่งเสริมบริการวิชาการถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาอาชีพในด้านต่างๆ

ให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง เช่น ถ่ายทอดเทคโนโลยี การใช้พลังงานน้ำหยด การปลูกพืช การฝึกอบรมทำน้ำยาล้างจาน การแปรรูปกล้วย แปรรูปมันเทศ และแปรรูปเห็ดตับเต่า ฯลฯ เป็นการส่งเสริมพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยส่งเสริมให้กลุ่มได้นำความรู้จากการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ส่งขายในหลายรูปแบบเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และมีรายได้เพิ่ม ในการประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน หมู่ที่ 3 ต.ลำภูรา อ.ห้วยยอด จ.ตรัง นายไพบูลย์ โอมาก รองผู้ว่าจังหวัดตรัง เป็นประธานเปิดโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ตามที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. หรือ สกต.ตรัง ได้ผ่านการคัดเลือกโครงการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคเกษตร พ.ศ. 2560. ซึ่งเป็น 1 ใน 38 โครงการ จากจำนวนสหกรณ์ 639 แห่ง ทั่วประเทศ โดยได้รับการคัดเลือกเป็นลำดับที่ 1 ให้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ กำลังผลิตติดตั้ง 5 เมกะวัตต์ บนพื้นที่กว่า 57 ไร่ เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 และได้เริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 ให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นเวลา 25 ปี

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้ นับเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกของจังหวัดตรัง ถือเป็นพลังงานที่สะอาดที่สุดและยังช่วยเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้าให้กับชุมชน และยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางเทคโนโลยีของผู้ที่สนใจต่อไป ซึ่งโรงไฟฟ้าแห่งนี้สร้างรายได้ให้กับสหกรณ์การเกษตรหรือ สกต. ปีละ 3 ล้านบาท ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ส่งเสริมการจ้างงานและสร้างอาชีพให้กับชุมชน โดยมีการคืนรายได้สู่ชุมชนทั้งในรูปกองทุน การเสียภาษีให้กับท้องถิ่นและสนับสนุนด้านการศึกษา รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ

ด้าน นางวารุณี นาพอ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า (สกต.) ตรัง กล่าวว่า จะมีรายได้เข้ามาในสหกรณ์ฯ เป็นกองทุนสวัสดิการสมาชิกเพื่อดูแลความเป็นอยู่ จำนวน 29,000 คน โดยมีรายได้เฉลี่ยปีละ 3 ล้านบาท และให้นักเรียน นักศึกษา ได้เข้ามาศึกษาหาความรู้และจุดประกายให้มีความคิดดี ๆ ในการนำพลังงานสะอาดมาใช้ในบ้าน โดยจะมีแผนใช้งบประมาณตั้งศูนย์เรียนรู้และติดตั้งระบบไฟฟ้าให้กับแหล่งท่องเที่ยวและชุมชน ที่อยู่ห่างไกลให้มีระบบไฟฟ้าใช้

ดูเหมือนว่า ถั่วงอก จะเป็นผักที่ใกล้ตัวคนมากที่สุด เนื่องจากรับประทานกับอาหารได้หลายชนิด ซึ่งถั่วงอกทั่วไป จะมีต้นขาว อวบ อ้วน

แต่ที่นำมาเสนอในคราวนี้ เป็นถั่วงอกต้นเขียวออร์แกนิก ที่จับกลุ่มคนรักสุขภาพ คุณทัศนีย์ เที่ยงนิล เจ้าของไอเดียถั่วงอกต้นเขียว ใช้พื้นที่เล็กๆ ราว 12 ตารางเมตร หลังบ้าน ในเขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ เป็นสถานที่เพาะ

คุณทัศนีย์ มีแนวคิดว่า ถั่วงอกที่เราบริโภคกันทุกวันนี้ มีการใช้สารเคมีมาก จึงคิดเพาะถั่วงอกปลอดสาร หรือ ออร์แกนิก เพื่อตอบโจทย์ สำหรับผู้รักสุขภาพ

“เริ่มต้นคือ เป็นคนชอบทานผักใบเขียว ผักทุกชนิด ก็เลยมีความคิดว่า ทำไม ไม่ปลูกผักทานเอง ก็ไปเจอคลิปการปลูกผักในอินเตอร์เน็ต จึงทดลองปลูก กระทั่งมาต่อยอดเป็นถั่วงอกต้นเขียวอย่างนี้” คุณทัศนีย์ เล่าให้ฟัง

ถั่วงอกต้นเขียว ใช้เวลาเพาะในที่มืด 3 วัน และให้มาเจอแสงรำไรอีก 6 ชั่วโมง ก็จะได้ ถั่วงอกต้นยาว ที่มีใบเล็กๆ ออกมา คุณทัศนีย์ บอกว่า ใช้เงินลงทุนไปราว 3 พันบาทเท่านั้น สำหรับค่าวัสดุอุปกรณ์ และโรงเพาะง่ายๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำเองไม่ต้องจ้าง

เริ่มตั้งแต่ วัสดุสำหรับเพาะ เป็นกระสอบป่าน ตัดให้พอดีกับตะกร้า แล้วเย็บริม

ตะกร้าสำหรับเพาะ และชามใส่อาหารสุนัข นำมาเจาะรู สำหรับให้น้ำต้นถั่วงอก เป็นการลดความแรงของน้ำ ส่วนถังใส่น้ำ มีตัวจับเวลา สำหรับให้น้ำถั่วงอก ทุกๆ 3 ชั่วโมง ครั้งละ 1 นาที

การเพาะถั่วงอก เริ่มจาก ล้างเมล็ดถั่วเขียว ที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือน แล้วแช่ด้วยน้ำอุ่น 6-8 ชั่วโมง จากนั้นล้างด้วยน้ำอุ่นอีกครั้ง แล้วนำมาวางบนวัสดุเพาะ ซึ่งก็คือ กระสอบป่านตัดเย็บริม

ถั่วงอกต้องได้น้ำทุก 3 ชั่วโมง ครั้งละ 1 นาที เป็นเวลา 3 วัน ที่สำคัญ ต้องไม่ให้ถูกแสง โดยมีถุงดำครอบ

จากนั้นนำมารับแสงแดด เป็นเวลา 6 ชั่วโมง

เมื่อได้อายุแล้ว นำมาตัดปลายรากทิ้ง แพ็กใส่กล่องขาย ถึงมือผู้บริโภค ในราคา กล่องละ 25 บาท

คุณทัศนีย์ มีกำลังการผลิตทุกๆ สองวัน วันละ 50 กล่อง เนื่องจากเป็นสินค้าใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่คุ้นเคยนัก จึงมีปัญหาด้านการตลาดพอสมควร

“ตอนแรกหาตลาดยาก เพราะว่าคนไทยยังไม่รู้จักถั่วงอกตัวนี้ เขาจะชินต้นขาวอวบ ตอนแรกไปเสนอพ่อค้า เขาบอกว่าผักตัวนี้ราคาสูง จะรับซื้อได้ราคาเท่านั้น เท่านี้ เราก็ยังไม่ท้อนะ ก็เลยไปหาตลาดโมเดิร์นเทรด แต่ก็มีการหักเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างสูง จึงตัดสินใจหาตลาดเอง” คุณทัศนีย์ เล่า

และอีกช่องทางการตลาดหนึ่ง ก็โฆษณาผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งก็จะได้ลูกค้าอีกกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเลยทีเดียว

ใครที่สนใจ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 85/1193 หมู่บ้านวิเศษสุขนคร ซ.18/23
ซ.ประชาอุทิศ 79 แขวง/เขต ทุ่งครุ กทม. 10140 โทร. 087-977-3200 ปลาที่ได้มาใหม่หากเอาปล่อยลงตู้เลี้ยงรวมเลยนั้นอาจสร้างความเสียหายได้อย่างที่หลายคนไม่เคยคิด เช่น พาเอาเชื้อปรสิต เชื้อไวรัส แบคทีเรีย ฯลฯ ที่ฝังติดตัวจากบ่อเพาะเลี้ยงมาแพร่ในตู้ปลารวม ทำให้ปลาเก่าที่อยู่มาแต่ไหนแต่ไรเริ่มเจ็บป่วยล้มตาย ที่เป็นพยาธิปรสิตต่างๆ ก็แพร่ขยายพันธุ์กันยุ่บยั่บต้องรักษากันวุ่นวายมาก หรือปลาใหม่อาจไม่ได้เจ็บป่วยหรือเป็นพาหะนำโรคแต่อย่างใด หากแค่ยังไม่สามารถปรับตัวได้กับสภาพน้ำที่บ้านได้ดีนัก การปล่อยรวมในตู้เลี้ยงอาจไปสร้างความอ่อนแอ ความเครียดให้กับปลามาใหม่ หรืออาจโดนไล่รังแกจนอาการทรุดและตายภายในเวลาเพียงข้ามคืน

ประโยชน์ของตู้พยาบาลที่สำคัญอีกอย่างคือ เอาไว้แยกรักษาปลาป่วย ในตู้เลี้ยงรวมอาจมีปลาบางตัวอ่อนแอติดเชื้อแบคทีเรีย ในขณะที่ปลาอื่นยังแข็งแรงมีภูมิต้านทานดีอยู่ ครั้นจะรักษาโดยใส่ยาลงไปกับปลาทั้งตู้ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก เนื่องจากตัวยาจะไปทำลายแบคทีเรียชนิดดีที่ทำประโยชน์ต่อระบบนิเวศในตู้ให้ตายไปด้วย ตู้พยาบาลที่มีเผื่อไว้จึงได้เอามาใช้ประโยชน์กันก็คราวนี้แหละครับ คือแยกเอาเฉพาะปลาตัวที่ป่วยเท่านั้นออกมารักษา เมื่อหายแล้วก็ยังพักฟื้นต่ออีกสักระยะค่อยปล่อยกลับลงตู้รวมตามเดิม ส่วนตู้พยาบาลเมื่อเลิกใช้งานแล้วก็ล้างทำความสะอาด ฆ่าเชื้อด้วยด่างทับทิมหรือเกลือเข้มข้น ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง เตรียมนำมาใช้ในครั้งต่อไป

ตู้พยาบาลไม่ควรเล็กเกินไปนัก อย่างน้อยควรจุน้ำได้สัก 30-50 ลิตร มีระบบกรองง่ายๆ อย่างกรองกระป๋องที่ใช้ควบคู่กับปั๊มลมเพื่อให้ออกซิเจนและกรองเก็บตะกอนในน้ำได้ ยาที่ควรมีติดบ้าน (สำหรับรักษาปลาสวยงาม) ก็ควรมียาในกลุ่มแอนตี้ไบโอติก ยากำจัดพยาธิภายนอก ยาฆ่าเชื้อ เช่น มาลาไคท์กรีน เมทิลินบลู ด่างทับทิม

ยาเหล่านี้ไม่ใช่เอามาใช้ทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำปลาอย่างที่หลายคนเข้าใจ (พวกร้านขายปลามักอัดความรู้แบบผิดๆ มาให้จนกลายเป็นคนติดยา ต้องใส่ยาทุกครั้งหลังเปลี่ยนถ่ายน้ำ) หากแต่เอามาใช้เมื่อปลามีความจำเป็นต้องใช้เท่านั้น เช่น เมื่อเกิดอาการครีบเปื่อยกร่อน มีอาการตกเลือดซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียก็ใช้ยาแอนตี้ไบโอติก เมื่อเกิดพยาธิอย่างเห็บระฆัง หนอนสมอ ก็ใช้ยากำจัดพยาธิภายนอก เมื่อเกิดอาการของโรคจุดขาวก็ใช้ยาจำพวกมาลาไคท์กรีนหรือฟอร์มาลิน การใช้ยาควรศึกษาวิธีใช้อย่างละเอียดเสียก่อน ความเข้มข้นของยาในการรักษาปลาแต่ละชนิดไม่เท่ากัน ปลาบางชนิดแพ้สารเคมีอย่างรุนแรง เช่น เสือตอ อโรวาน่าและปลาในกลุ่มคาราซิน หากจำเป็นต้องใช้ควรปรึกษาผู้จำหน่ายหรือสอบถามผู้รู้เสียก่อน

มาว่ากันต่อเรื่องกล่องแยกปลา

มีตู้พยาบาลแล้วทำไมยังต้องมีกล่องแยกปลาอีก นี่เป็นคำถามที่เกิดขึ้นประจำเวลาคุยกันเรื่องนี้ หากเปรียบตู้รักษาปลาเป็นโรงพยาบาลแล้ว เจ้ากล่องแยกปลาก็คือห้องที่ใช้แยกผู้ป่วยแต่ละคนออกไม่ให้ปะปนกันนั่นเอง บางครั้งบางคราวปลาในตู้เลี้ยงอาจเจ็บป่วยขึ้นมาพร้อมๆ กันหลายตัว หากอาการไม่มากนักก็เอามารักษารวมได้ในตู้เดียวกัน แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นประจำ ปลาจะมีอาการเจ็บป่วยมากน้อยไม่เท่ากัน บางตัวยังดูไม่ต่างกับปลาปกติ กินได้ ว่ายน้ำยังปราดเปรียว ในขณะที่บางตัวซึม ไม่ว่ายน้ำ บางตัวอาจถึงขั้นเสียสมดุล (ปลาทองนี่เป็นประจำ)

เมื่อนำมาป่วยเหล่านี้มารักษารวม ปลาที่อาการหนักกว่ามักมีอาการแย่ลง ๆ เพราะมันรบกวนกันเอง หรือปลาที่มีอาการเสียสมดุลเนื่องจากการติดเชื้อภายในไม่สามารถว่ายน้ำได้ดี คอยแต่ถูกแรงกระเพื่อมของฟองอากาศจากระบบกรองพัดพาลอยตุ๊บป่องๆ อย่างนี้ไม่มีทางหาย กล่องแยกปลาช่วยจัดการให้ปลาป่วยเหล่านี้อยู่รวมกันได้ในตู้ใบเดียวกัน แต่ไม่รบกวนซึ่งกันและกัน ปลาที่ป่วยมากก็ไม่ถูกรบกวนจากปลาป่วยน้อย ปลาที่เสียสมดุลก็มีที่มีทางมีกรอบบังคับไม่ให้ลอยเคว้งคว้างไปไหนต่อไหน การกำหนดอาหารของแต่ละตัวก็ง่าย เมื่อรักษาได้สักระยะ ปลาที่ป่วยน้อยจะฟื้นคืนสภาพได้ก่อนก็เอากลับไปเลี้ยงในตู้รวมก่อน ตามลำดับไป

กล่องแยกปลาต้องมีคุณสมบัติลอยน้ำ คล้ายกระชังที่เขาเลี้ยงปลาในคลอง บริเวณโดยรอบเป็นตาข่ายหรือตะแกรง น้ำสามารถไหลผ่านได้ง่าย มีขอบทึบยกสูงกว่าระดับผิวน้ำเพื่อกันปลากระโดดและกันอาหารไม่ให้ไหลหลุดออกไปหรือไหลเข้ามา ทำจากวัสดุที่เรียบไม่ทำอันตรายผิวปลา และสามารถล้างทำความสะอาดได้ง่าย

กล่องแยกปลานั้นจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับตัวปลาที่จะเอาออกมาแยกรักษา หากเป็นปลาใหญ่อย่างปลาทอง ปลาหมอสี กล่องก็ควรกว้างและลึกสักหน่อยเพื่อให้ปลาอยู่อย่างไม่คับแคบ แต่ถ้าเป็นปลาเล็กๆ จิ๋วๆ ก็ใช้กล่องเล็กลงไปตามสัดส่วน ที่สำคัญต้องมีตาข่ายหรือตะแกรงที่ถี่ละเอียดพอ กันไม่ให้ปลาเล็กๆ ว่ายหลุดรอดออกไป ผมเคยทำกล่องแยกปลาสำหรับรักษาปลาทองในตู้โรงพยาบาล ตู้นั้นมีปลาป่วยด้วยโรคเดียวกันอยู่สองสามชนิด มีปลาเล็กๆ อย่างปลาแพลตี้ (Xyphophorus maculates) รวมอยู่ด้วย โรคนั้นไม่ร้ายแรง คาดว่ารักษาไม่นานก็น่าจะหายเป็นปกติ การณ์ปรากฏว่าปลาทองไม่ยักหาย ซ้ำยังป่วยหนักกว่าเดิม มาเห็นในวันหนึ่งว่าเจ้าปลาแพลตี้ที่มีอาการดีขึ้นคอยว่ายเทียวเข้าเทียวออกในช่องของเจ้าปลาทอง จิกรบกวนตามตัวสร้างความรำคาญ เมื่อแยกแพลตี้ออกไปแล้วปลาทองถึงค่อยๆ ดีขึ้น ซึ่งก็ใช้เวลาอีกนานหลายวันทีเดียว

กล่องแยกปลานั้นหาไม่ยากเลยครับ ผมชอบใช้ตะกร้าพลาสติกธรรมดาๆ นี่แหละ เลือกชนิดเหลี่ยมๆ ไม่ต้องลึกนัก มีตะแกรงถี่ มีขอบยกสูง ตะกร้าแบบนี้ลอยน้ำได้อยู่แล้วโดยธรรมชาติของมัน ส่วนการกั้นแบ่งเป็นช่องๆ นั้นก็ไม่ยากอีก ผมใช้แผ่นฟิวเจอร์บอร์ด (หาซื้อตามร้านเครื่องเขียน) มาวัดขนาดและตัดเป็นแผ่น ใช้เสียบกับซี่ของตะกร้าพลาสติกกั้นเป็นช่องเล็กช่องใหญ่ได้ตามใจต้องการ สามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ หรือถ้ามีปลาป่วยเป็นปลาโตๆ ตัวเดียวก็เอาแผ่นกั้นออกทั้งหมด ไม่ยุ่งยากเลย เมื่อใช้เสร็จก็เอามาล้างทำความสะอาดตากแดดเสียหน่อยก็เรียบร้อยแล้ว

แต่บางคนไม่สะดวกจะ D.I.Y. ก็ไปหาซื้อกล่องแยกปลาที่เขามีขายตามร้านขายปลาได้ เดี๋ยวนี้ทำออกมาหลายแบบหลายขนาด มีทั้งพลาสติกใส มีทั้งแบบผ้าใช้หุ้มกรอบโครงพีวีซี มีทั้งอะครีลิกที่เจาะฉลุเป็นรูเล็กๆ มีฝาปิดด้านบนต่างหาก กล่องจำพวกนี้ออกแบบมาให้ใช้ได้หลากหลาย บ้างเอาไว้แยกแม่ปลาที่ใกล้คลอด (พวกปลาออกลูกเป็นตัวอย่าง หางนกยูง, ปลาสอด, ปลาบอลลูน ฯลฯ)

แบบนี้จะมีแผ่นตะแกรงยกพื้นสูงขึ้นมาอีกหน่อยเพื่อให้ลูกปลาแรกคลอดหล่นลอดลงไปอยู่ข้างล่าง แม่ปลาจะได้เก็บกินไม่ได้ (ปลาพวกนี้ชอบกินลูกตัวเองน่ะครับ) แผ่นตะแกรงนี้เอาออกได้เวลานำไปใช้รักษาปลาป่วย กล่องบางรุ่นใช้ใส่เลี้ยงปลากัด บางรุ่นใช้แยกลูกปลาหมอสี เลือกซื้อแบบและขนาดตามความต้องการ แต่ถ้าถามผม ๆ ก็ยังชอบใช้ตะกร้าพลาสติกธรรมดาๆ อยู่ดี เพราะใหญ่และปรับแต่งขนาดของช่องแบ่งได้ ราคาก็แสนถูก หาซื้อได้ตามตลาดนัดทั่วไป