เมืองลับแล เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น เพราะเป็นแหล่งเดียวในภาคเหนือ

ที่มีการปลูกลางสาด ลางสาดเป็นผลไม้ที่มีรสชาติแปลก หอมหวาน ไม่เหมือนผลไม้ชนิดใดเลย มียางมากหน่อย แต่ไม่เป็นปัญหา ของอร่อยใครก็อยากชิมรส

ยุคสมัย รัชกาลที่ 5 เมืองลับแล ได้มีนายอำเภอเป็นผู้ปกครองเมืองแทนเจ้าเมือง คือ “พระศรีพนมมาศ” เป็นนายอำเภอคนแรก ซึ่งนายอำเภอท่านนี้ มีบ้านอยู่ที่บ้านยางกะได คือเขตเทศบาลตำบลศรีพนมมาศ ในขณะนี้ ท่านได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาชีพทำสวนผลไม้เป็นอย่างมาก มีการเกณฑ์ชาวบ้านให้ปลูกผลไม้นานาชนิด โดยเฉพาะลางสาด มีการพัฒนาระบบน้ำ เป็นฝายกั้นน้ำลำห้วย “ฝายหลวง” คือผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ การสร้างฝายหลวง ต้องเกณฑ์แรงงานประชาชนมาทำงานจำนวนมาก และเป็นงานที่ยากลำบาก เพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำทำการปลูกพืชผลต่างๆ

ขณะเดียวกัน มีการตั้งกฎระเบียบว่า ใครที่ไม่ปลูกต้นหมากรากไม้ คอยแต่เก็บหาของกินจากป่า จับได้ต้องถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานทำฝายหลวง ชาวบ้านนอกจากใจรัก ที่จะปลูกต้นไม้ต่างๆ แล้ว และโดนบังคับด้วย จึงต้องปลูกต้นไม้ ที่ไหนว่าง จับจองที่ป่า มีตัดโค่นต้นไม้ ต้องปลูกลางสาดแทนที่

ที่ตรงไหนบนเขาบนดอยที่เห็นว่างๆ ใช้ “คันสุน” หรือคันกระสุน ซึ่งเป็นเครื่องมือล่าสัตว์ชนิดหนึ่งรูปทรงคล้ายคันธนู แต่ใช้ยิงด้วยลูกหิน หรือลูกดินปั้นกลมๆ เล็กๆ พอเหมาะ ยิงเมล็ดลางสาด หรือลูกไม้ต่างๆ เข้าไปในป่าบนเขาบนดอย ให้ไปขึ้นเป็นต้นใหม่ สวนผลไม้บนดอยลับแล ถึงได้เป็นสวนที่ต้นไม้ปะปนกัน ทั้งไม้ป่า ไม้ปลูก หลายชนิด ขึ้นไม่เป็นระเบียบนัก

ลางสาดลับแล ของดีเมืองอุตรดิตถ์

เมื่อกว่า 60 ปี มาแล้ว ลางสาดลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ มีชื่อเสียงมาก และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ จนจังหวัดอุตรดิตถ์ มีคำขวัญประจำจังหวัดว่า “เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก” อำเภอลับแลได้มีการจัดประกวดลางสาดหวานเป็นประจำทุกปี

จัดเป็นเทศกาลลางสาดของอำเภอลับแล มีการประกวด ออกร้านจำหน่าย แข่งขันการกินลางสาด เปิดให้ชม ชิม ซื้อกันเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ประจำอำเภอลับแล คนไปเที่ยวชมงานลางสาดลับแลกันมากมาย นั่นหมายถึงได้มาเที่ยวเมืองอุตรดิตถ์ด้วย

ปี 2528 สมัย ดร.ธวัธ มกรพงษ์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้พิจารณาร่วมกับ กรมการเมืองอุตรดิตถ์ และอำเภอลับแล ยกระดับงานประกวดลางสาดหวานเมืองลับแล ขึ้นมาจัดระดับจังหวัด เป็นงาน “เทศกาลลางสาดหวานและของดีเมืองอุตรดิตถ์” มีการจัดงานยิ่งใหญ่ 7 วัน 7 คืน มีการออกร้านนิทรรศการ จำหน่ายลางสาดและสินค้าต่างๆ มีมหรสพ การแสดง การละเล่นต่างๆ จัดเป็นงานเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดอุตรดิตถ์

โดยการสนับสนุนงานด้วยดีจากเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ซึ่งมี คุณสุนันท์ สีหลักษณ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์ หรือ “เสี่ยยู้” ตำนานผู้ยิ่งใหญ่อยู่อย่างพอเพียงของเมืองอุตรดิตถ์ สมัยนั้น การจัดงานเทศกาลลางสาดหวานฯ ซึ่งขณะนี้เปลี่ยนชื่องาน เป็น “งานเทศกาลลางสาด ลองกองหวาน และสินค้าโอท็อป จังหวัดอุตรดิตถ์” ก็ยังคงความเป็นงานเทศกาลที่ดึงดูดความสนใจ และมีผู้คนคอยติดตามชมงานอยู่ตลอดมา โดยเฉพาะ การประกวดลางสาดหวาน ยังเป็นที่นิยมชมชอบ ตรึงใจคนชมเป็นอย่างยิ่ง

ทำเลไหน “ทากชุกชุม” ปลูกลางสาดได้ผลดี

ถิ่นกำเนิดเดิมของลางสาด เป็นไม้ป่าพื้นเมืองในเขตร้อน แถบหมู่เกาะมลายู อินโดนีเซีย ชวา ฟิลิปปินส์ และประเทศไทยเรานี่แหละ ในประเทศไทยพบว่ามีที่บ้านสิโป ตำบลกาลิซา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส และขยายปลูกออกไป หรือแพร่ขยายกระจายออกไปด้วยวิธีต่างๆ อาจจะเป็นการนำพาโดยสัตว์หรือมนุษย์ แพร่ไปทั่ว

แต่ต่อมาหลังๆ การคมนาคมเส้นทางไปมาสะดวกขึ้น ก็มีการนำเอาไปปลูกกระจายมากขึ้น จากไม้ป่ามาเป็นไม้บ้าน แพร่ไปจังหวัดต่างๆ ทางภาคใต้แถบฝั่งทะเลตะวันออก ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา ปัตตานี และพื้นที่จังหวัดนราธิวาสถิ่นเดิมต้นกำเนิดเอง จนกระจายไปสู่ภาคอื่นๆ เช่น ตะวันออก จันทบุรี ระยอง ตราด ปราจีนบุรี ขึ้นเหนืออุตรดิตถ์ แพร่ น่าน พะเยา ด้วยเพราะสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมคล้ายคลึงกัน ปริมาณความชื้นพอๆ กัน โดยเฉพาะจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นถิ่นใหญ่สุดในภาคเหนือที่ปลูกลางสาด เป็นที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ประจำเมืองอุตรดิตถ์ เลยทีเดียว

ลางสาดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lansium domesticom corr. หรืออีกชื่อ Aglaia domesticom pelleg ชื่อสามัญหลายชื่อ Langsard,Lansome และ Lanzon เป็นไม้ผลตระกูลเดียวกันกับลองกอง หรือลอก็อง ดูกู หรือลูกู คือตระกูล Maliaceae มีลักษณะเปลือกบาง ผิวเปลือกเรียบ ทรงผลกลม ผลอ่อนนุ่ม

เมื่อแกะจะมียางมาก ยางรสขม ผลสุกสีเหลืองอ่อน มี 1-2 เมล็ด เนื้อสีขาวขุ่นและขาวใส เมื่อดิบเปรี้ยว เริ่มแก่ผลยังติดพวงมีรสหวานอมเปรี้ยว แก่จัดรสหวานหอม มีกลิ่นพิเศษในตัว เนื้อติดเมล็ด ถ้าเผลอขบกัดโดนเมล็ดสีเขียวเล็กๆ จะมีรสขมมาก ส่วนของใบจะมีสีเขียวกระด้าง ใบก็มีรสขมจัด ลำต้นที่โตแล้วมีผิวเปลือกเรียบ สีน้ำตาลมีจุดลายขาวประปราย

ลางสาด แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ลางสาดพันธุ์พื้นเมือง หรือพันธุ์ทิปปิก้า ซึ่งปลูกกันทั่วไป มีทั้งผลกลมและผลยาวมีจุก ชนิดผลจุกจะมียางน้อย เมล็ดเล็ก เนื้อละเอียด รสชาติดีหอมหวานกว่าผลกลม อีกพันธุ์คือ พันธุ์ขนดก จะเปลือกหนา ยางมาก เมล็ดใหญ่ เนื้อบาง ไม่หวานมากหรือออกเปรี้ยว

ลางสาด เป็นไม้ที่ชอบเจริญเติบโตบนพื้นที่ดินร่วนปนทราย มีอินทรียวัตถุมาก เช่น พื้นที่ในป่าเขตร้อนชื้นทั่วไป ที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ความชื้นค่อนข้างสูง ที่ได้รับจากร่มไม้ใหญ่น้อยนานาพรรณ

ถ้านำมาปลูกในพื้นที่ราบโล่ง ต้องปรับสภาพแวดล้อมให้เหมือนป่าธรรมชาติเดิม คือต้องให้มีร่มเงาให้มากๆ โดย ทำสวนกล้วย หรือปลูกไม้โตเร็ว มีทรงพุ่มที่พอพรางแสงได้ เช่น เพกา มะรุม ทองหลาง สะตอ ทำเป็นไม้ร่มเงา รักษาความชื้นให้เป็นสวนเย็นก่อนแล้วค่อยปลูกต้นลางสาดแซมแทรกตามระยะต่างๆ ที่ต้องการ

ทางธรรมชาติชาวบ้านว่าไว้ พื้นที่ใดมีตัว “ทาก” พื้นที่นั้นสามารถปลูกลางสาดได้ผลดี เพราะทากเป็นสัญลักษณ์ของความชื้น ที่มีตัวทากคอยเกาะดูดเลือดคน จะเป็นที่มีความชื้นเพียงพอ ชื้นมาก ทากก็ชุกชุม ลางสาดชอบที่แบบนั้น

การปลูกลางสาด

การปลูกลางสาด แนะนำให้ปลูกในระยะ 6×6 เมตร พื้นที่ 1 ไร่จะได้ 38-44 ต้น ขุดหลุมกว้างยาวลึก 50 เซนติเมตร ปรุงแต่งดินในหลุมด้วยปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก ต้นพันธุ์ส่วนใหญ่จะใช้การเพาะกล้าจากเมล็ด อายุกล้า 1-2 ปี จะสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร หรือจะปลูกด้วยกิ่งตอน กิ่งทาบ ก็ได้เพียงแต่จะมีปัญหาระบบราก ปลูกแล้วทำหลักปักยึดให้มั่นคง

โดยทั่วไปจะปลูกด้วยต้นกล้าที่เพาะเมล็ด เพราะระบบรากดี มีรากแก้วที่แข็งแรง และมีโอกาสที่จะเปลี่ยนยอดเป็น “ลองกอง” พืชในตระกูลเดียวกัน แต่มีความโดดเด่นมากกว่าได้

ผลลางสาดอาจจะมีเล็กบ้างใหญ่บ้าง มียางเยอะ ลูกที่เลี้ยงดูตามธรรมชาติ พวงก็เล็ก รสชาติก็ไม่หวาน ตัดมาไว้แค่ 2-3 วัน ร่วงจากพวงหมด ผิวเปลือกเปลี่ยนเป็นดำขี้เหร่ ไม่น่าดูชม ชาวสวนก็ระอา แง่การค้าก็อับเฉา ก็ต้องหาวิธีแก้ไขจุดอ่อนของลางสาดด้านนี้กันต่อไป

ตอนนี้ลางสาดหดหายไปจากพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มากพอดู จากเดิมหลายหมื่นไร่ เหลือ 11,098 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 6,000 ตัน ที่คงมีอยู่ขณะนี้เชื่อว่าจะไม่หมดไปอีก

คุณประโยชน์ของลางสาด ให้ทั้งทางโภชนาการและเภสัช เหนือกว่าผลไม้อื่นมาก จุดอ่อนหรือจุดด้อยของลางสาดมีจริง แต่จุดเด่นจุดดีมีมากมาย ชาวสวนอย่าทอดทิ้ง ประชาชนหันกลับมานิยมกินลางสาดกันตั้งแต่วันนี้ จะมีสิ่งที่ดีดีกลับคืนมา

เมื่อปี 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รวมใจกันจัดสร้าง “ลางสาดทองคำ” น้ำหนักทองคำบริสุทธิ์ 72 บาท ทูลเกล้าฯ ถวายพระองค์ท่าน ที่พระตำหนักไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังความปลื้มปีติยินดีเป็นล้นพ้น ของพสกนิกรชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ ทุกหมู่เหล่าที่ร่วมทูลเกล้าฯ ถวายในครั้งนั้น และยังสามารถชมลางสาดทองคำจำลองได้ที่ ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ ขอขอบคุณ คุณพยงค์ ยาเภา โทร. (089) 203-4426 ที่อนุเคราะห์ข้อมูล

จังหวัดสตูล เป็นแหล่งผลิตข้าวพื้นเมืองหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวเล็บนก ข้าวเฉี้ยง ข้าวบางแก้ว ข้าวหอมจันทร์ ข้าวหอมเหลือง ข้าวสังข์หยด ฯลฯ แต่น่าเสียดายกระแสความนิยมบริโภคข้าวพื้นเมืองมีแนวโน้มลดลง เหลือแค่ร้อยละ 25-30 เท่านั้น หากไม่ร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองไว้ให้เป็นมรดกลูกหลาน ในอนาคตพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเหล่านี้ก็คงจะเหลือแต่ชื่อเท่านั้น

บ้านเกตรี มีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่หายากอยู่ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า ข้าวอัลฮัมดุลิลละฮฺ มาจากภาษามลายู แปลว่า ขอบคุณพระเจ้า ชาวบ้านทั่วไปนิยมเรียกสั้นๆ ว่า ข้าวอัลฮัม ปลูกในพื้นที่ตำบลเกตรี มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ที่ผ่านมา ข้าวอัลฮัม ปลูกกระจายไปถึงพื้นที่จังหวัดพัทลุงแต่ชาวนาพัทลุงกลับเรียกข้าวสายพันธุ์นี้ว่า “ข้าวขาวสตูล”

ข้าวอัลฮัม ถือว่า มีลักษณะพิเศษคือ ทนต่อความเป็นกรดของดินในพื้นที่ภาคใต้ได้ดี เช่นเดียวกับ ข้าวพันธุ์ลูกแดง ข้าวขาวตายก ไข่มด ช่อมุก ดอนทราย ลูกเหลือง ข้าวแดง หมออรุณ รวงยาว สีรวง มัทแคนดุ เป็นต้น ซึ่งข้าวพื้นเมืองในกลุ่มนี้โดยทั่วไปจะมีผลผลิตเฉลี่ยประมาณไร่ละ 15-40 ถัง

หมู่บ้านเกตรี ตำบลเกตรี อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล โชคดีกว่าแหล่งอื่น เพราะมีแหล่งน้ำสมบูรณ์ จึงสามารถทำนาปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง สำหรับช่วงฤดูนาปี เกษตรกรจะนิยมปลูกข้าวไวแสง ในกลุ่มพันธุ์ข้าวพื้นเมือง คือ ข้าวอัลฮัม หลังจากนั้น ประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะเริ่มปลูกข้าวนาปรังโดยใช้พันธุ์ข้าวไม่ไวแสง ที่ภาครัฐส่งเสริม เช่น ข้าวสุพรรณบุรี ข้าวเฉี้ยง เป็นต้น

เทคนิคการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นอยู่กับการเลือกจังหวะการปลูกที่ดีด้วย เพราะข้าวพื้นเมืองจะออกรวงได้ต้องอาศัยแรงอาทิตย์เป็นสำคัญ สำหรับพื้นที่จังหวัดสตูล ช่วงจังหวะที่แสงอาทิตย์ค่อนข้างเยอะ ก็คือ เดือนพฤศจิกายน-มกราคม แต่ชาวบ้านที่นี่จะเริ่มปลูกข้าวอัลฮัมกันล่วงหน้าประมาณ 4 เดือน โดยเริ่มปักดำนาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ใช้เวลาปลูกและดูแลประมาณ 5-8 เดือน และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม-มกราคม ของทุกปี

เดิมที หมู่บ้านแห่งนี้ ชาวนาส่วนใหญ่ปลูกข้าวในลักษณะนาดำเป็นหลัก แต่ระยะหลังเปลี่ยนมาใช้นาหว่านและนาดำอย่างละครึ่ง หากที่นาผืนไหนสามารถควบคุมปริมาณน้ำเข้าออกแปลงนาได้ ชาวนาก็จะปลูกด้วยวิธีนาหว่าน หากไม่สามารถระบายน้ำออกจากแปลงนาได้ ก็จะปลูกด้วยวิธีนาดำ ข้าวพันธุ์นี้ดูแลไม่ยุ่งยาก แค่หว่านปุ๋ยไร่ละ 15 กิโลกรัม ใน 2 ระยะ คือช่วงปักดำเพื่อเร่งให้ต้นข้าวแตกกอและช่วงที่ต้นข้าวเริ่มตั้งท้อง

ข้าวอัลฮัม เป็นข้าวขาว ที่มีรสชาติหวานมัน มีคุณค่าทางอาหารสูง ปลูกง่าย ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ทุกวันนี้ชาวบ้านนิยมแปรรูปข้าวอัลฮัมในลักษณะข้าวกล้องเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนแล้ว ยังจำหน่ายให้แก่ผู้ที่สนใจ ในราคากิโลกรัมละ 30 บาท เท่านั้น เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้อยู่ติดชายแดน จึงสะดวกต่อการขนส่งข้าวที่ปลูกได้ในท้องถิ่นไปขายในประเทศมาเลเซียอีกด้วย

ในอดีต หมู่บ้านแห่งนี้ เคยปลูกข้าวพื้นเมืองหลายชนิด เช่น ข้าวเข็มเงิน รวงยาว ฯลฯ แต่ขาดการดูแลพัฒนาสายพันธุ์ข้าวทำให้เกิดปัญหาข้าวกลายพันธุ์ ปลูกแล้วได้ผลผลิตต่ำ ชาวบ้านจึงเลิกปลูก เหลือแต่สายพันธุ์ข้าวอัลฮัมที่ยังปลูกกันอย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นการอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวชนิดนี้ ชาวบ้านจึงร่วมมือกันจัดทำแปลงผลิตและคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองประจำหมู่บ้าน เพื่อรักษาสายพันธุ์ข้าวอัลฮัมให้อยู่กับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

พื้นที่อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ยังมีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองอีกชนิดเรียกว่า “ข้าวเข็มเงิน” ซึ่งชาวบ้านควนโดน ตระหนักถึงคุณค่าของพันธุ์ข้าวพื้นเมืองชนิดนี้ จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผลิตข้าวซ้อมมือ ชุมชนสะพานโยง หมู่ที่ 1 ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล 91160

ข้าวเข็มเงิน มีลักษณะเมล็ดเล็ก เรียว เหมือนเข็ม คนรุ่นก่อน จึงเรียกข้าวชนิดนี้ว่า เข็มเงิน ข้าวชนิดนี้มีรสชาติอร่อย เมื่อนำไปหุงจะนุ่ม หอม อร่อย ไม่แพ้ข้าวหอมพันธุ์อื่นๆ ปัจจุบันชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ ปลูกข้าวเข็มเงินในลักษณะนาปี มีเนื้อที่ปลูกเพียงแค่ 10 ไร่ เท่านั้น ส่วนใหญ่ปลูกไว้รับประทานในครัวเรือน เพราะข้าวเข็มเงินมีผลผลิตต่อไร่ในปริมาณน้อย แค่ไร่ละ 60 ถัง เท่านั้น เมื่อเหลือจากการรับประทานในครอบครัว ชาวบ้านจึงค่อยนำออกมาจำหน่ายในท้องตลาด

ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำในการเพาะปลูก ทำให้ทุกวันนี้ ชาวบ้านปลูกข้าวเข็มเงินได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเข็มเงินได้แล้ว กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรก็จะนำมาแปรรูปเป็นข้าวซ้อมมือ และข้าวกล้องตามแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ใช้ครกกระเดื่องในการสีข้าวแบบโบราณ ข้าวที่ผ่านการแปรรูป จะนำมาขาย ในราคากิโลกรัมละ 35 บาทเท่านั้น ไม่แพงเลย

ทุเรียน เป็นผลไม้เมืองร้อน ที่มีผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก สามารถปลูกได้ทั้งในภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจนถึงภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพรนับเป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพส่งออก ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดชุมพรที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของทุเรียน จึงมักพบทุเรียนสายพันธุ์พื้นบ้านคุณสมบัติโดดเด่นอยู่บ่อยครั้ง

คุณอภิสิทธิ์ อยู่สุข หนุ่มร่างสันทัด เป็นเกษตรกรปลูกทุเรียนพันธุ์เพชรชุมพร และเจ้าของไร่พอใจสไตล์ลุงแอ้ป จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี วิทยาเขตปทุมธานี (เกษตรปทุม) คณะเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ วิชาเอกสัตวศาสตร์ เล่าว่า “ก่อนที่จะมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมนั้น ได้ทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ประมาณ 9 ปี ภายหลังถึงจุดอิ่มตัว ผนวกกับครอบครัวตนเองมีสวนทุเรียนอยู่ที่บ้านเกิดในจังหวัดชุมพร จำนวน 18 ไร่ มีทุเรียนประมาณ 200 ต้น จึงเริ่มหันเหให้กับการทำงานในเมือง แล้วมุ่งหน้าสู่วิถีเกษตรอย่างเต็มตัว”

โดยจุดเริ่มต้นของการค้นพบทุเรียนพันธุ์เพชรชุมพรมาจากบิดา (คุณทวีป อยู่สุข) เดิมทีประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรปลูกกาแฟ แต่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำในปี พ.ศ. 2550 จึงเริ่มเบนเข็มเปลี่ยนทิศทางมาปลูกทุเรียนแทน ซึ่งทุเรียนสายพันธุ์แรกที่นำเข้ามาปลูกภายในสวนอันเป็นนิวาสสถานอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการ และสามารถที่จะซื้อหาต้นพันธุ์ได้ง่ายภายในจังหวัดชุมพร

กอปรกับการที่คุณพ่อมีความชื่นชอบในการกินทุเรียน จึงเริ่มเสาะหาทุเรียนพันธุ์ดีภายในตำบลนาสัก ซึ่งมีอยู่จำนวนหลากหลายสายพันธุ์มาปลูกภายในสวน ทำให้ได้ไปพบต้นทุเรียนสายพันธุ์พื้นบ้านภายในสวนของทวด ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลนาสัก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร โดยทุเรียนต้นดังกล่าวมีการเล่าสืบทอดกันมาว่า เริ่มพบเห็นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อครั้งก่อนการก่อตั้งตำบลนาสัก จึงได้ทดลองนำเมล็ดมาปลูกภายในสวน ผลปรากฏว่าสามารถเจริญเติบโตได้ดีและเมื่อผลสุกมีรสชาติอร่อย จนปัจจุบันต้นแม่พันธุ์มีอายุประมาณ 15 ปี จึงตัดสินใจเพาะขยายพันธุ์เพื่ออนุรักษ์ไว้ต่อไป

ส่วนสาเหตุที่ตั้งชื่อทุเรียนพื้นบ้านสายพันธุ์ที่พบว่า “เพชรชุมพร” นั้น ก็มีเหตุผลสืบเนื่องมาจากทุเรียนสายพันธุ์นี้ค้นพบในพื้นที่จังหวัดชุมพร จึงใช้นามประจำจังหวัดมาเป็นชื่อตั้งต้น ส่วน คำว่า “เพชร” นั้น เปรียบเสมือนสิ่งที่มีค่า จึงนำมาตั้งเป็นชื่อประสมของทุเรียนสายพันธุ์นี้

คุณอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “เพชรชุมพร มีจุดเด่นอยู่ที่ชื่นชอบสภาพอากาศร้อนชื้น ทำให้เจริญเติบโตได้ดีโดยเฉพาะที่จังหวัดชุมพร ที่มีฝนตกชุก ส่วนในหน้าร้อนก็มีความต้องการน้ำปริมาณที่น้อย ติดดอกง่าย กลีบดอกกลมมน สีดอกเป็นสีเงินมีจุดแทรก ไม่แหลมเหมือนทุเรียนพันธุ์อื่น ใบมีลักษณะสั้นโค้งมนกว่าทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ด้านหน้าใบมีสีเขียวเข้ม ส่วนใต้ใบมีลักษณะสีเขียวอ่อนแกมเหลือง

ลำต้นเปลือกมีความเรียบเนียนสีน้ำตาล ส่วนระบบรากมีการแตกพอนได้ดี (รากที่งอกออกมาจากโคนต้นทุเรียน) ซึ่งจะเริ่มสังเกตเห็นการแตกพอนเมื่ออายุได้ประมาณ 9 ปี เนื่องจากเป็นทุเรียนสายพันธุ์พื้นบ้านคุ้นชินกับสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่น จึงสามารถการันตีได้ว่าระบบรากที่ใช้ในการหาอาหารจะทำได้ดี เริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุต้นได้ประมาณ 8 ปี จึงสามารถที่จะตัดผลสดออกจำหน่ายได้ เนื่องจากเป็นต้นแม่พันธุ์ แต่หากเป็นกิ่งพันธุ์ที่ถูกเพาะพันธุ์ขึ้นในปัจจุบันจะเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุได้ประมาณ 5 ปี เป็นต้นไป

ผลเมื่อสุกเต็มที่มีรูปทรงกลมมนประหนึ่งสามารถที่จะตั้งกับพื้นราบได้ ปลายผลไม่แหลมเหมือนทุเรียนพื้นบ้านสายพันธุ์อื่น หนามมีลักษณะถี่เล็กเมื่อผลแก่จัดสังเกตได้ง่ายโดยเปลือกจะขึ้นผด หากผ่ากินผลสุกจะพบเนื้อทุเรียนสีเหลืองนวลทองรสชาติหวานนำมัน น่ากิน เนื้อมีความละเอียดเนียนไม่มีเสี้ยนถึงจะสุกมาก ก็ไม่มีรสขม อีกทั้งปริมาณเนื้อของทุเรียนสายพันธุ์นี้มีมาก เม็ดตาย ต่อให้ฝนตกหนักก็ไร้ปัญหาผลทุเรียนเป็นไส้ซึม”

ทั้งนี้ ทุเรียนพันธุ์เพชรชุมพร ให้น้ำหนักต่อผลอยู่ที่ประมาณ 3-5 กิโลกรัม ขนาดผลใหญ่สุดมีน้ำหนักอยู่ที่ 5.2 กิโลกรัม ถือเป็นทุเรียนไซซ์มาตรฐาน ระดับ A, B ที่สามารถส่งออกทำตลาดยังต่างประเทศได้ ปัจจุบันมีราคาจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท

คุณอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า “เพชรชุมพร เป็นทุเรียนสายพันธุ์พื้นบ้านในจังหวัดชุมพร จึงมีภูมิต้านทานโรคมากกว่าทุเรียนสายพันธุ์อื่น เนื่องจากผ่านการปรับสภาพจากการกลายพันธุ์ เหมาะแก่การส่งเสริมการปลูก จึงไม่ต้องกังวลกับปัญหาโรคระบาดในทุเรียนแต่อย่างใด ส่วนการบำรุงต้นทุเรียนเพชรชุมพรก็แสนง่ายดาย ใช้วิธีการเดียวกันกับทุเรียนพันธุ์ทั่วไป โดยในช่วงระยะเวลา 1 ปีแรก จะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 เมื่อต้นเจริญเติบโตขึ้นในช่วงที่ยังไม่ให้ผลผลิต จึงเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อไล่ยอด จนได้ประมาณ 3 ยอด แล้วจึงเริ่มเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ย สูตร 8-24-24 เพื่อเร่งให้ออกดอกซึ่งจะใช้ประมาณปีที่ 4 หรือ 5 ในช่วงที่ต้นพันธุ์มีความสมบูรณ์เต็มที่”

ส่วนการขยายพันธุ์ทุเรียนเพชรชุมพรนั้น ปัจจุบัน คุณอภิสิทธิ์ได้เตรียมทำต้นกล้าทุเรียนสายพันธุ์นี้เอาไว้ ประมาณ 3,000 กิ่ง โดยใช้วิธีการตัดยอดทุเรียนเพชรชุมพร โดยอาศัยการสังเกตยอดที่มีความแก่พอดี (ยอดทุเรียนรุ่น) ตัดยอดลงมาเสียบกับต้นพันธุ์ทุเรียนบ้าน (ต้นตอ) ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 4 เดือน แต่อย่าให้มากเกินกว่า 1 ปี เนื่องจากเปลือกไม้จะมีความแข็ง อาจทำให้ไม่สามารถเสียบต้นพันธุ์ให้แนบสนิทได้ จากนั้นจึงนำมาผ่าออกในลักษณะปากฉลาม โดยเว้นระยะจากโคนต้นขึ้นมาประมาณ 6 นิ้ว

เมื่อผ่าเสร็จแล้ว ให้นำยอดของทุเรียนพันธุ์เพชรชุมพรที่เตรียมไว้ในลักษณะปาดปลายกิ่งพันธุ์และตัดใบออกให้เหลือแต่ส่วนยอด เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำในปริมาณที่มาก หากมีใบจำนวนมากติดอยู่กับกิ่งพันธุ์แล้วนำมาเสียบเข้าหากันก่อนพันปิดทับรอยเสียบยอดด้วยสก๊อตเทปใสเป็นอันเสร็จ โดยต้นพันธุ์ทุเรียนเพชรชุมพรที่เสียบยอดเรียบร้อยแล้วนั้นต้องอนุบาลไว้ในที่ร่มแสงแดดรำไร อีกประมาณ 4 เดือน จึงจะนำลงแปลงปลูกได้

ส่วนการเตรียมดินปลูกทุเรียนนั้น คุณอภิสิทธิ์ เลี่ยงที่จะไม่ใช้ปุ๋ยคอกในการปรับสภาพดิน เนื่องจากปุ๋ยจำพวกนี้เมื่ออยู่ในดินเป็นระยะเวลานานจะเกิดเชื้อรา แต่ปรับเปลี่ยนมาใช้ธาตุอาหารในการปรับสภาพดิน หรือดินปลูกที่มีจำหน่ายอยู่ในร้านเคมีภัณฑ์โดยทั่วไป นำมาคลุกเคล้ากับดินที่เตรียมไว้ในบริเวณปากหลุมปลูก ซึ่งไม่ควรขุดหลุมให้มีความกว้างมากนัก เนื่องจากเมื่อหลุมมีขนาดกว้างหากเจอลมพายุจะทำให้ต้นทุเรียนล้มหักโค่นได้ง่าย แต่ใช้วิธีขุดหลุมให้มีความลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วจึงนำทุเรียนลงปลูก ก็สามารถที่จะช่วยลดปัญหาดังกล่าวลงได้

นอกจาก คุณอภิสิทธิ์ จะเป็นนักอนุรักษ์ทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านผ่านการปลูกและขยายพันธุ์ทุเรียนเพชรชุมพรแล้ว ยังได้ปลูกทุเรียนหมอนทองเอาไว้ในแปลงเดียวกันอีก เพื่อเป็นรายได้หลักในรูปแบบสวนเกษตรแนวผสมผสานปลูกพืชหมุนเวียนที่สามารถพึ่งพิงเอื้อประโยชน์ต่อกันได้ ผ่านการจัดการแปลงปลูกระดับมืออาชีพ พร้อมแนะนำเคล็ดลับในการเริ่มต้นปลูกทุเรียนสำหรับเพื่อนเกษตรกรมือใหม่

ให้ความสำคัญกับระบบน้ำเป็นอันดับแรก

การบำรุงต้นทุเรียนให้ได้ผลผลิตดีทั้งปี นอกจากการใส่ปุ๋ยอย่างถูกต้องตรงตามสูตรแล้ว ระบบน้ำก็นับเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ต้นทุเรียนเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ นับเป็นสมการแห่งความสำเร็จที่คุณอภิสิทธิ์เลือกเป็นอันดับแรกผ่านการร่วมมือกันระหว่างเพื่อนเกษตรกรที่มีพื้นที่ติดต่อกัน ช่วยลงแรงสร้างฝายกักเก็บน้ำเอาไว้ในบริเวณท้ายสวน ซึ่งสามารถช่วยเกษตรกรชาวสวนทุเรียนได้มากกว่า 10 หลังคาเรือน ที่ได้รับผลประโยชน์จากฝายกักเก็บน้ำดังกล่าว

คุณอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “การออกแบบระบบน้ำภายในสวนที่มุ่งเน้นจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของต้นทุเรียนโดยเลือกใช้ท่อเมนหลักที่ทำการชักน้ำ ขนาด 3 นิ้ว พร้อมปั๊มน้ำแบบมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 4 แรง ในการดูดน้ำขึ้นมารดต้นทุเรียน ด้วยวิธีการเปิดวาล์วรดน้ำต้นทุเรียนแต่ละต้น ประมาณ 15 นาที เพื่อไม่ให้ชื้นจนเกินไปประมาณ 2 วัน ต่อ 1 ครั้ง แต่หากเป็นหน้าแล้งจะให้น้ำทุเรียนทุกวันผ่านระบบสปริงเกลอร์ ซึ่งจะมีจำนวน 1 หัว ต่อ ทุเรียน 1 ต้น โดยการให้น้ำต้นทุเรียนเล็กนั้นจะต้องเน้นติดตั้งสปริงเกลอร์ชนิดหัวสเปรย์ ให้มีลักษณะน้ำพุ่งเข้าหาลำต้น

เมื่อทุเรียนมีอายุได้ประมาณ 3-4 ปี สมัคร Royal Online หรือทุเรียนใหญ่จะมีลักษณะรากกระจายออกไปด้านนอก จึงต้องเปลี่ยนเป็นหัวจ่ายน้ำในแบบสปริงเกลอร์ติดตั้งไว้ จำนวน 3 หัว ต่อทุเรียน 1 ต้น ซึ่งเป็นไปตามลักษณะทางกายภาพของทุเรียนเมื่ออายุได้ประมาณ 6-7 ปี ที่เริ่มให้ผลผลิตระบบรากจะมีตำแหน่งเท่ากับปลายสุดของทรงพุ่ม หมายถึง พุ่มทุเรียนกว้างถึงจุดใด รากย่อมยาวถึงบริเวณนั้นเช่นกัน จึงต้องมีการออกแบบสปริงเกลอร์ให้มีวงรอบที่จะตีน้ำได้ถึงบริเวณดังกล่าวอีกด้วย”

การจัดการแปลงปลูกสวนผสมแห่งความสำเร็จ

การปลูกพืชแบบสวนผสมในภาษาปักษ์ใต้เรียก “สวนสมรม” นับเป็นสิ่งที่ดีในการช่วยเพิ่มรายได้มากกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่หากไม่มีการจัดการที่ดีแล้วย่อมไร้ความหมาย คุณอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรหลายรายประสบปัญหาคือ ความรู้เกี่ยวกับพืชชนิดใดสามารถที่จะปลูกร่วมกันได้ และบางชนิดก็ไม่สามารถที่จะนำปลูกร่วมกันได้ส่งผลให้มีปัญหาในเรื่องผลตอบแทนในท้ายที่สุด อีกทั้งการดูแลจัดการก็ทำได้ยากด้วย สวนผสมนับเป็นสิ่งที่ดีแต่พืชต้องพึ่งพาอาศัยกันได้”

คุณอภิสิทธิ์ เลือกที่จะเริ่มต้นจัดการแปลงปลูกด้วยการตัดต้นไม้ที่แย่งชิงอาหารออกไป คงเหลือไว้แต่ต้นไม้ที่สามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ ซึ่งจะมี ทุเรียน มะพร้าว และหมาก เป็นพืชหลัก สอดคล้องกับผลตอบแทนที่ได้รับจากการปลูกมะพร้าวไว้ภายในสวนทุเรียน ช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงที่ทุเรียนยังไม่ให้ผลผลิต โดยทุเรียนที่ปลูกจะมีระยะห่างระหว่างต้น อยู่ที่ประมาณ 9×9 เมตร ส่วนมะพร้าวจะมีระยะปลูกอยู่ที่ 15×15 เมตร แล้วจึงปลูกต้นทุเรียนไว้ตรงกึ่งกลาง ซึ่งการใช้ระยะปลูกดังกล่าวจะช่วยให้ทุเรียนและมะพร้าวสามารถอยู่ร่วมกันได้ รวมถึงให้ผลผลิตในประมาณที่ดีด้วย ทั้งนี้ภายในสวนทุเรียนได้ปลูกมะพร้าวไว้ ประมาณ 60 ต้น ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อรอบ (45 วัน) อยู่ที่ 1,000 ลูก นับเป็นเงินเดือนใช้กินอยู่ได้อย่างสบายเลยทีเดียว

นอกจากการเรียนรู้ที่จะทำสวนผสมแล้ว คุณอภิสิทธิ์ ยังเลือกใช้วิธีการแบ่งโซนการปลูกทุเรียนภายในสวนออกเป็น 2 ส่วน อย่างชัดเจน โดยด้านซ้ายจะปลูกทุเรียนถุง (ทุเรียนบ้านเสียบยอดทุเรียนพันธุ์หมอนทอง) ส่วนในด้านขวาเลือกเพาะทุเรียนเม็ด (เมล็ดทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน) และเมล็ดทุเรียนพันธุ์หมอนทองลงแปลงปลูกโดยตรงก่อนนำมาทาบกิ่งกัน ใช้เทคนิคปลูกเมล็ดทุเรียนพันธุ์หมอนทองลงไปก่อน เมื่อได้เมล็ดทุเรียนบ้านมาแล้วก็นำมาปลูกไว้บริเวณด้านข้าง ให้มีระยะห่างระหว่างกัน ประมาณ 50 เซนติเมตร เมื่ออายุได้ประมาณ 1-2 ปี จึงนำมาทาบกิ่งเข้าหากัน