เมืองอุบลฯ ปลูกเมล่อนอินทรีย์ แห่งแรกในถิ่นอีสานใต้ออร์แกนิคฟาร์ม

“เมล่อน” ถือเป็นราชินีแห่งพืชตระกูลแตง เมล่อนเป็นพืชอายุสั้น สามารถทำเงินได้เร็ว จึงเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่มาแรงและเป็นที่สนใจของเกษตรกรมือใหม่จำนวนมาก แต่ใช่ว่าเกษตรกรจะประสบความสำเร็จในการปลูกเมล่อนกันทุกราย เพราะการปลูกเมล่อนให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการปลูกและการดูแลรักษาเมล่อนอย่างถูกต้องและเหมาะสมเสียก่อน

หากใครอยากเรียนรู้เทคนิคการปลูกเมล่อนอินทรีย์แบบมืออาชีพ ขอแนะนำให้แวะเยี่ยมชม โครงการ “ม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม” จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่บนถนนม่วงสามสิบ-อำนาจเจริญ ฟาร์มแห่งนี้นับเป็นแหล่งผลิตเมล่อนอินทรีย์แห่งแรกและมีพื้นที่ปลูกใหญ่ที่สุดในถิ่นอีสานใต้ ทำให้ฟาร์มแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ของจังหวัดอุบลราชธานี ที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

วิสาหกิจชุมชนม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม

โครงการม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม เกิดจากความคิดริเริ่มของ ดร. จำลอง พรมสวัสดิ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2559 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ มุ่งสร้างวิสาหกิจชุมชนเพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม และเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษให้กับทุกคน

ดร. จำลอง กล่าวว่า โครงการม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม เริ่มต้นจากการปลูกข้าวปลอดสารพิษ บนเนื้อที่ 40 ไร่ เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี แต่เจออุปสรรคในเรื่องคุณภาพดิน แหล่งน้ำ และแมลงศัตรูพืช จึงได้ผลผลิตข้าวน้อยกว่าเป้าหมายที่วางไว้ จึงแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหันมาศึกษาเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ของในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง

ต่อมาทางฟาร์มได้หันมาทำนาข้าวอินทรีย์ควบคู่กับการเลี้ยงปลาในนาข้าว โดยอาศัยปลาช่วยพรวนดินและใช้มูลปลาเป็นปุ๋ยบำรุงต้นข้าวให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี ขณะเดียวกัน หนอนและตัวอ่อนแมลงที่ร่วงหล่นลงไปในแปลงนาข้าว กลายเป็นอาหารของปลาแล้ว วิธีนี้ได้ประโยชน์หลายต่อ เพราะได้ปลาช่วยกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูข้าวในแปลงนาแล้ว หลังฤดูทำนายังจับปลาออกขายสร้างรายได้อีกต่างหาก การสร้างระบบนิเวศใหม่ในแปลงนาช่วยให้มีผลผลิตข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่เพิ่มมากขึ้น โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด แต่ได้ผลกำไรมากขึ้น

ในปี 2559 ดร. จำลอง ตัดสินใจปลูก “เมล่อน” เป็นพืชทางเลือกหลังฤดูกาลทำนา เพราะเมล่อนเป็นพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน ทางฟาร์มคัดเลือกเมล่อนพันธุ์ดีที่สุด จำนวน 5 สายพันธุ์ มาปลูก ได้แก่ เมล่อนสายพันธุ์กาเลีย จากประเทศอิสราเอล เมล่อนสายพันธุ์คิโมจิ จากประเทศญี่ปุ่น เมล่อนสายพันธุ์โกลเด้น จากประเทศฝรั่งเศส เมล่อนสายพันธุ์ TK-140 จากประเทศเกาหลี และเมล่อนสายพันธุ์ Rock จากประเทศฝรั่งเศส

ปัจจุบัน โครงการม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม มีโรงเรือนสำหรับปลูกเมล่อนและแตงโมไร้เมล็ด ประมาณ 30 โรงเรือน เป็นโรงเรือนแบบปิดที่สามารถควบคุมการผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนต้น ความหนาแน่น การให้ปุ๋ย การให้น้ำ การป้องกันเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืช โรงเรือนจะมุงด้วยพลาสติกและมีมุ้งรอบด้าน

การปลูกแตงโมไร้เมล็ด พันธุ์แฮปปี้ไร้เมล็ด ในโรงเรือนแบบปิด ใช้วิธีปลูกแตงโมที่มีเมล็ดไว้ 1 แถว เพื่อนำเกสรตัวผู้ของพันธุ์ที่มีเมล็ดนี้ไปผสมกับเกสรตัวเมียของพันธุ์ไร้เมล็ด เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เป็นแตงโมไร้เมล็ด เมื่อเจริญเติบโตขึ้นจะทำค้างให้เลื้อยขึ้น เมื่อออกลูกแล้วจะนำใส่ถุงหรือตาข่ายเพื่อช่วยพยุงลูกไว้ให้โตตามแนวดิ่ง

การปลูกเมล่อน และแตงโมไร้เมล็ด ในโรงเรือนระบบปิด ผ่านการปลูกด้วยกระบวนการที่ทันสมัย ปลอดภัยและได้มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) งดการใช้สารเคมี สารกำจัดแมลง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค การปลูกเมล่อนในโรงเรือนแบบปิด มีเจ้าหน้าที่จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี คอยชี้แนะให้คำแนะนำในทุกขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด

การปลูกเมล่อนในโรงเรือนแบบปิด

โรงเรือนระบบปิด 1 แห่ง สามารถปลูกเมล่อนได้จำนวน 440 ต้น จะได้ผลผลิต จำนวน 400 ผล/รุ่น การปลูกเมล่อนแต่ละรุ่น จะใช้เวลาปลูกดูแลประมาณ 70-75 วัน จึงสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ ทางฟาร์มวางแผนทำตารางการปลูก 3 รุ่น/ปี เพื่อให้มีผลผลิตออกขายได้ตลอดทั้งปี หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแต่ละครั้ง จะพักดินนาน 1 เดือน ก่อนจะเริ่มปลูกเมล่อนรุ่นต่อไป

โดยทั่วไป การปลูกเมล่อน สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านค้าที่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ แต่มักมีการเคลือบสารกันเชื้อรามาแล้วแทบทั้งสิ้น ดังนั้น การแช่เมล็ดในน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น จะเป็นการกำจัดสารเคลือบเชื้อราและแบคทีเรีย ที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ ประมาณ 6-12 เซนติเมตร

เนื่องจาก เมล่อนพันธุ์โกลเด้น พันธุ์กาเลีย มีจุดอ่อนสำคัญคือ เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสได้ง่าย เช่นเดียวกับ แตงโมไร้เมล็ดก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส ซึ่งจะทำให้ยอดไม่งอก ดังนั้น ช่วงที่ต้นเมล่อนมีขนาดเล็ก งดห้ามเข้าโรงเรือนเด็ดขาด หากเจอแมลงศัตรูพืชรบกวนในแปลงปลูก มักฉีดพ่นสารสกัดชีวภาพกำจัดแมลงแทนการใช้สารเคมี

วิธีการเพาะกล้า

หลังเตรียมเมล็ดพันธุ์แล้ว จะนำวัสดุเพาะกล้ามาคลุกเคล้าให้เข้ากัน กรอกใส่ถาดเพาะกล้าแล้วหยอดเมล็ดลงในถาด หลุมละ 1 เมล็ด แล้วกลบด้วยวัสดุเพาะกล้ารดน้ำให้ชุ่ม นำไปวางไว้ในที่ร่มรำไร ไม่ให้โดนแสงแดดจัดโดยตรง รอจนกว่าเมล็ดเริ่มงอกและมีใบสีเขียว ประมาณ 10-13 วัน เมื่อต้นกล้าแข็งแรงแล้ว จึงย้ายกล้าไปปลูกในโรงเรือน 3-4 วันแรก หลังย้ายกล้าแล้ว ควรรดน้ำปริมาณมากๆ

การผสมเกสร

เนื่องจากทางฟาร์มปลูกเมล่อนในโรงเรือนระบบปิด จึงไม่มีแมลงมาช่วยผสมเกสร ต้องอาศัยแรงงานคนช่วยผสมเกสร ในช่วงที่ต้นเมล่อนมีอายุ 25 วัน โดยธรรมชาติแล้ว ดอกเพศเมียจะเริ่มผลิบานในตอนเช้า ขณะที่อากาศยังมีอุณหภูมิไม่สูงมาก หลังจากนั้น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ดอกเพศเมียจะหุบไม่รับผสมเกสรอีกต่อไป

ดังนั้น ช่วงเวลาผสมเกสรเมล่อนที่ดีที่สุดคือ ช่วงตอนเช้า หรือสายๆ โดยนำเกสรตัวผู้ไปเขี่ยเกสรใส่ดอกตัวเมีย หากเจอหมอกหรือน้ำค้างเยอะมักทำให้การผสมเกสรได้ไม่ดี ทั้งนี้ เกสรตัวผู้ 1 ดอก สามารถผสมกับดอกเกสรตัวเมียได้ 3 ดอก ดังนั้น หากมีเกสรดอกตัวผู้เยอะ จะใช้วิธีผสมเกสรแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อช่วยให้ต้นเมล่อนผสมเกสรได้ดีขึ้นและมั่นใจได้ว่า ได้ผลผลิตแน่นอน

การไว้ผล

เมื่อติดผลเป็นผลอ่อนขนาดเท่าไข่ไก่ ให้คัดเลือกผลที่สมบูรณ์ที่สุดไว้เพียงผลเดียว โดยดูจากผลที่มีรูปร่างสมบูรณ์ ไม่บิดเบี้ยว และมีขั้วของผลขนาดใหญ่ที่สุด

การให้น้ำ

ฟาร์มแห่งนี้ ให้น้ำแปลงปลูกเมล่อนในลักษณะ ระบบน้ำหยด ระยะแรก ให้น้ำวันละ 3 ครั้ง ในช่วงเวลาเช้า เที่ยงและ เย็น เมื่อต้นเมล่อนมีอายุได้ 14 วัน จึงลดปริมาณการให้น้ำลงเหลือแค่ วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น

สรุปได้ว่า ระยะปลูก-ติดผล-แตกลาย จะให้น้ำต้นเมล่อนในปริมาณมาก จากนั้นค่อยๆ ลดปริมาณการให้น้ำและเวลาลง ช่วงที่ผลเมล่อนแตกลาย ประมาณ 7 วัน ควรลดปริมาณการให้น้ำลง เมื่อผลเมล่อนแตกลายเต็มที่ให้เพิ่มปริมาณการให้น้ำ ก่อนเก็บผลผลิต 7-10 วัน ให้ลดปริมาณการให้น้ำลงจนแปลงแห้ง ทั้งนี้ จะมีการกำหนดอัตราการให้น้ำในระหว่างที่ต้นเมล่อนเจริญเติบโต โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 300 ซีซี/ต้น/รุ่น

การเก็บผลผลิต

เมล่อน หลังการผสมเกสร 45 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ รวมระยะเวลาตั้งแต่ปลูกถึงอายุเก็บเกี่ยวจะใช้เวลาดูแลแปลงปลูก ประมาณ 70-75 วัน เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี รสชาติอร่อย ต้องเก็บผลผลิตในระยะที่เหมาะสม โดยมีข้อสังเกต 4 วิธี ดังนี้ คือ

รอยแยกของขั้ว สังเกตระหว่างขั้วกับผล ถ้ามีรอยร้าวสีน้ำตาลเกิดขึ้น แสดงว่าเก็บผลผลิตได้
รอยนูนของร่างแห พันธุ์ที่มีตาข่าย เมื่อผลแก่ ตาข่ายที่คลุมผล แข็งนูน เห็นลายชัดเจน
กลิ่น บางสายพันธุ์เมื่อสุก จะมีกลิ่นหอม สามารถเก็บผลผลิตได้
วิธีนับอายุ โดยนับจากช่วงผสมเกสรตามอายุของพันธุ์นั้นๆ ยินดีแบ่งปันความรู้

ทุกวันนี้ โครงการ “ม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม” กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกเมล่อนและแตงโมอินทรีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในถิ่นอีสานใต้ ยินดีแบ่งปันความรู้เรื่องการปลูกดูแลเมล่อนและแตงโมอินทรีย์ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจทุกท่าน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วิสาหกิจชุมชนม่วงสามสิบ ออร์แกนิคฟาร์ม เลขที่ 9 หมู่ที่ 12 ตำบลม่วงสามสิบ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี 34140 โทร

ดร. รุ่งเรือง พัฒนากุล นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เปิดเผยว่า “ถั่งเช่า” เป็นสมุนไพรที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศจีนนานนับศตวรรษ มีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศทิเบต สรรพคุณใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงอวัยวะภายใน เช่น ปอด ตับ และไต นอกจากนี้ ยังช่วยชะลอความแก่ชรา ลดคอเลสเตอรอล บรรเทาและรักษาอาการโรคหอบหืด เป็นต้น ถั่งเช่าทิเบตเป็นที่ต้องการสูงในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการอาหารเสริมสุขภาพ ประกอบกับเป็นของหายาก จึงทำให้ถั่งเช่าทิเบตมีราคาแพง

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการหลายประเทศเพาะเลี้ยงถั่งเช่าธรรมชาติสายพันธุ์อื่นๆ (มีมากกว่า 350 สายพันธุ์) เพื่อให้ได้สารสำคัญมาทดแทนแต่ยังคงคุณสมบัติการออกฤทธิ์ทางยาเช่นเดิม สำหรับในประเทศไทย พบว่า มีบริษัท เซโก้ฟาร์ม และกลุ่มผู้ประกอบการ OLINTA จาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถเลี้ยงถั่งเช่าสีทอง จากด้วงสาคูที่เป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนได้

ทั้งนี้ บริษัท เซโก้ฟาร์ม หนึ่งในกลุ่มธุรกิจ SME ของประเทศไทย ผู้เลี้ยงและพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าสีทอง ได้เข้ามาหารือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ถึงแนวทางการพัฒนากรรมวิธีในการเลี้ยงถั่งเช่าตามแนวคิด “Smart Farmer” ทำให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานภายใต้โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ได้เข้ามาร่วมในโครงการดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้มุ่งหวังให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนาและสร้างนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร โดยปัจจัยที่จะทำให้การขับเคลื่อนนี้ประสบผลสำเร็จคือ กลไกการสนับสนุนให้นักวิจัยในภาครัฐและเอกชนได้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ดร. รุ่งเรือง กล่าวอีกว่า สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ร่วมกับ บริษัท เซโก้ฟาร์ม พัฒนาระบบอัจฉริยะเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าสีทองให้ได้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ถั่งเช่าเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และอุดมไปด้วยสารอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งเป็นการช่วยพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในประเทศ

นอกจากนี้ เมื่อทีมวิจัย นำถั่งเช่าที่เพาะเลี้ยงด้วยวิธีการดังกล่าว ไปวิเคราะห์สารสำคัญด้วยแสงซินโครตรอน พบว่า มีปริมาณสารคอร์ไดซิปิน และสารอะดีโนซีนสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในท้องตลาด ซึ่งสารอะดีโนซีน เป็นสารสำคัญที่มีอยู่ในถั่งเช่า มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล กระตุ้นการเผาผลาญ สร้างเสริมพละกำลัง และสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้กับร่างกาย ส่วนสารคอร์ไดซิปิน มีบทบาทในการต้านมะเร็ง ปรับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ยับยั้งการเกิดและต้านสารอนุมูลอิสระ และช่วยป้องกันหลอดเลือดตีบ เพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของเลือด

สำหรับวิธีการเลี้ยงถั่งเช่า แบบ “Smart Farmer” ตามแนวคิดของ บริษัท เซโก้ฟาร์ม เป็นวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้อย่างดี รวมทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้แก่ประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล นำพาประเทศสู่ Thailand 4.0 ได้อย่างแท้จริง ดร. รุ่งเรือง กล่าวต่อว่า ล่าสุดทีมวิจัยได้ผลิตเครื่องเพาะถั่งเช่าอัตโนมัติต้นแบบออกมาแล้ว มีลักษณะคล้ายตู้เย็น 2 ประตู มีความพิเศษคือควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำ และจะผลิตให้เกษตรกรเครือข่ายเพื่อใช้ในการเพาะเลี้ยงถั่งเช่าคุณภาพต่อไป โดยใช้งบประมาณ 60,000-70,000 บาท/เครื่อง ซึ่งเป็นอีกนโยบายของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะมอบให้กับประชาชนชาวไทยเป็นของขวัญปีใหม่ 2561 ด้วย คาดว่าจะส่งมอบให้เกษตรกรนำไปใช้ประมาณเดือนมีนาคม 2561 นี้แน่นอน โดยขณะนี้ทีมวิจัยกำลังดำเนินการในเฟส 2 คือ การพัฒนาเครื่องเพาะถั่งเช่าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถคอนโทรลได้ทั้งแสง อุณหภูมิ ความชื้น และระยะเวลาการเพาะเลี้ยง เพื่อสร้างมูลค่าให้แก่เกษตรกรต่อไป

ฟิลิปปินส์ ที่ไม่ไกลจากเรา เหมือนจะเป็นประเทศชายหาดท้องฟ้าแสนสวย ดนตรีบรรเลงยั่วเย้าให้ครึกครื้นตลอดเวลา

แต่ที่จริงฟิลิปปินส์จมอยู่กับความขัดแย้งและสงครามยาวนาน มีกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยกระจายอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ บางพื้นที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเคลื่อนไหวเปิดเผยและยึดครองพื้นที่โดยที่รัฐบาลไม่อาจต้านทานได้ ข่าวการสู้รบ การจับตัวประกันเรียกค่าไถ่เป็นเรื่องปกติ บางพื้นที่จะเป็นพื้นที่ปิดสำหรับคนต่างชาติ เพราะเสี่ยงเกินไป

Kauswagan เมืองทางตอนเหนือของเกาะมินดาเนาก็เช่นกัน

เมืองที่มีประชากรไม่ถึงสามหมื่นคน พื้นที่ 63 ตารางกิโลเมตร เท่ากับเขตมีนบุรีของกรุงเทพฯ จมอยู่ในสงครามกลางเมืองยาวนานหลายทศวรรษ และร้อนแรงถึงขีดสุดเมื่อราวคริสต์ทศวรรษ 1970 หรือเมื่อ 30 ปีก่อน ความขัดแย้งปะทุระหว่างชาวคริสเตียน มุสลิม และกองกำลังของรัฐ กองกำลังโมโรที่เราเคยได้ยินชื่อเสียงบ่อยก็มีฐานกำลังที่นี่ยาวนานและมีประวัติในการต่อสู้อย่างแข็งกร้าวกับรัฐ การปฏิบัติอย่างเหี้ยมโหดต่อตัวประกัน

Kauswagan ก็เหมือนอีกมากมายหลายเมืองของฟิลิปปินส์ คือเป็นแหล่งผลิตมะพร้าว ข้าว และปลา แต่ล้วนดำเนินไปแบบดั้งเดิม ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ชาวบ้านยากจน มีสงครามซ้ำเติมให้ชีวิตเหมือนตกนรกหมกไหม้ยาวนาน

Rommel Arnado เป็นคนฟิลิปปินส์ รากเหง้าจาก Kauswagan แต่ไปเติบโตในสหรัฐอเมริกา มีสัญชาติอเมริกัน แต่สละสัญชาติเพื่อลงเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี เมือง Kauswagan เขาได้รับเลือกตั้ง แต่ถูกศาลตัดสินว่าขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกเทศมนตรี เพราะไม่ได้มีสัญชาติฟิลิปปินส์ แต่ต่อสู้จนได้รับตำแหน่งกลับคืน เป็นคนติดดิน รับฟังปัญหาของชาวบ้าน และพยายามหาทางแก้ไข ซึ่งเป็นลักษณะของผู้ปกครองที่มาจากการเลือกตั้ง คือไม่ฟังก็อย่าหวังจะได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามา

เห็นบ้านเมืองตนเองย่อยยับเพราะสงคราม Rommel Arnado แก้ปัญหาแบบตาบอดคลำช้างอยู่พักใหญ่ ก่อนตกผลึกว่าที่แท้แล้วต้นตอของปัญหาอยูที่ไหน

“มันคือ ความยากจนและหิวโหยน่ะคุณ ไม่ใช่อุดมการณ์ หรืออะไรที่ไหนทั้งสิ้น ไอ้ที่ยกมาสู้กันน่ะคำอ้างทั้งนั้น”

Rommel Arnado พยายามอย่างยิ่งที่จะยุติความขัดแย้งยาวนาน และสร้างชีวิตที่ดี ฟื้นคืนชีวิตสงบสุขดูแลตัวเองได้ ให้แก่ชาวบ้านที่เผชิญความโหดร้ายของสงครามกลางเมืองมายาวนาน

ที่สุดเขาเสนอแนวคิด “วางอาวุธกลับสู่ผืนนา” หรือ ARMS TO FARMS

มันเริ่มง่ายๆ คือ ขอร้องให้ทุกฝ่ายวางอาวุธ แล้วมาทำมาหากินกันอย่างจริงจัง โดยเอาการเกษตรเป็นหลัก แต่ Rommel Arnado ก้าวไปอีกขั้น เขาจะแก้ปัญหาความยากจน ความขัดแย้ง ด้วยการเกษตรแบบเดิมไม่ได้ ต้องด้วยหนทางใหม่ที่ดีพอ มีประสิทธิภาพพอ ไม่เช่นนั้นความยากจนที่เกาะกินมานานจะไม่มีทางหลีกหนีไปไหน

เขาประกาศให้เมือง Kauswagan ทำเกษตรอินทรีย์เข้มข้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ห้ามใช้หรือปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม ห้ามใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยสังเคราะห์ หรืออะไรก็ตาม ที่จะมาทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ที่ว่าเข้มข้นนั้น หมายถึงถึงขั้นออกกฎหมายห้ามการใช้พืชตัดต่อพันธุกรรม และใช้สารเคมีในการเกษตร ใครใช้ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย มีโทษถึงจำคุก

“เราสนับสนุนเงินทุน ต้นพันธุ์ เครื่องไม้เครื่องมือ รถแทรคเตอร์ สนับสนุนด้านการตลาด ขออย่างเดียวคุณต้องปลูกพืชอินทรีย์ เราอยากให้เขาวางอาวุธมาทำการเกษตรกัน เมื่อเห็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาก็รู้สึกว่าการสู้รบกันด้วยอาวุธน่าจะไม่ทรงพลังเท่ากับการแข่งขันกันสร้างชีวิตให้ดีกว่า” นายกเทศมนตรีบอก

เขาเริ่มงานอย่างจริงจัง ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 2010 และเริ่มเห็นผลใน ปี ค.ศ. 2013 กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มวางอาวุธ และเข้าร่วมโครงการ เสียงลือของความสำเร็จ ของความกินดีอยู่ดีกระพือไป ตีกระแสโฆษณาชวนเชื่อให้เข้าทำศึกสงครามที่เคยเขย่าขวัญชาวบ้านมานมนานเสียสิ้น ตัวเลขรายได้ของประชาชนพุ่งขึ้นมาต่อตีกับเสียงกระสุนปืน จนที่สุดได้รับชัยชนะ

“คนอยากทำมาหากิน มีชีวิตที่มีความสุข มากกว่าทำสงครามเข่นฆ่า แม้ความขัดแย้งจะยังดำรงอยู่ แต่คนเห็นความสำคัญในการดำรงชีวิตอย่างสันติมากกว่าจะพยายามตะโกนร้องหาสิ่งทดแทนความโกรธเกรี้ยวในอดีต”

Rommel Arnado หวังว่า แทนการฆ่าฟันกันอย่างไร้ทางออก ดึงเอาแผ่นดินทั้งแผ่นให้จมลงไปในกองเพลิงที่ไม่มีวันดับมอด

พวกเขาจะหันหน้าหาสิ่งที่ดีกว่า ยั่งยืนกว่า จับต้องได้กว่า เมื่อไม่นานนี้เอง เมืองกว่า 100 เมือง ทั่วฟิลิปปินส์ จับมือลงนามในสัญญา ว่าจะใช้แนวทางของ Kauswagan นี้ไปปฏิบัติในเมืองของตน คือห้ามการปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรม และห้ามการใช้สารเคมีในการเกษตรที่เมืองของตน มีโทษถึงจำคุก

พวกเขาลงนามตั้งสมาพันธ์เมืองเกษตรอินทรีย์ หรือ League of Organic Agriculture Municapalities and Cities หรือ LOAMC เป็นการลงนามครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศนี้

รูปแบบ ARMS TO FARMS ยังเป็นตัวอย่างที่หลายประเทศ อย่าง อินเดีย เนปาล คาซัคสถาน และกัวเตมาลา นำไปใช้อย่างขะมักเขม้นในขณะนี้

Rommel Arnado ได้รับความนิยมล้นหลามจากคนยากจน ขณะเดียวกันก็มีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจสำหรับคนชั้นกลาง การที่เขานำความสงบกลับมารับประกันความนิยมในตัวเขา

หากไม่มีอะไรรุนแรงเกินคาดหมาย (ซึ่งในฟิลิปปินส์ก็ช่างมีบ่อยเหลือเกิน) หนุ่มคนนี้จะเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองนี้ไปอีกนาน “เก๊กฮวย” หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อเบญจมาศสวน หรือเบญจมาศหนูนั้น เป็นชื่อของไม้พุ่มขนาดเล็กที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีนและญี่ปุ่น แต่ภายหลังได้แพร่กระจายไปทั่วในประเทศกัมพูชา ลาว รวมถึงบ้านเราด้วย โดยจะเพาะปลูกได้ดีในพื้นที่สูงของประเทศ ซึ่งคุณสมบัติเด่นของเก๊กฮวยคือ กลิ่นที่ฉุน รสชาติที่หวานปนขมเล็กน้อย ทั้งยังมีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย ซึ่งพันธุ์ที่นิยมปลูกกันคือ เก๊กฮวยดอกขาว และเก๊กฮวยดอกเหลือง

“แปลงเก๊กฮวยอินทรีย์” ที่ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ อีกหนึ่งโครงการเกษตรอินทรีย์และแลนด์มาร์คสำคัญของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่ก่อนจะเล่าถึงการทำแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ คงต้องเกริ่นก่อนว่าการทำเกษตรอินทรีย์ คือ การทำเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ บนพื้นที่ที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมี ทั้งทางดิน น้ำ และทางอากาศ หรือการทำเกษตรโดยปราศจากการใช้สารเคมีทุกประเภท เพื่อสร้างและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนสู่สมดุลทางธรรมชาตินั่นเอง จากโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมฯ สู่แปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ผศ. พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เล่าถึงโครงการแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ว่า เป็นการทำเกษตรอินทรีย์บนพื้นที่ของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่มีพื้นที่กว่า 907 ไร่ โดยไม่ได้มีเพียงแค่เก๊กฮวยเท่านั้น แต่ยังมีทั้งแปลงพืชผัก โรงเห็ด รวมถึงโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ด้วย สำหรับการปลูกและการดูแลจะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เนื่องจากจะมุ่งสร้างพื้นที่นี้ให้เป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง ทั้งยังเปิดโอกาสให้กับเกษตรกรที่สนใจเข้ามาเป็นผู้ดูแลและเก็บผลผลิตเพื่อส่งขายให้กับทางมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการสร้างรายได้และอาชีพให้กับเกษตรกรอีกด้วย

คุณอดิศักดิ์ การพึ่งตน หรือ คุณอ้น นักวิชาการเกษตร ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เล่าถึงจุดเริ่มต้นโครงการแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารอินทรีย์จังหวัดเชียงใหม่ โดยเลือกปลูกพันธุ์เก๊กฮวยดอกเหลือง เพราะเป็นพืชที่มีประโยชน์หลากหลาย สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่าย และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกด้วย ซึ่งหลังจากได้งบประมาณ ก็เริ่มทดลองปลูกเก๊กฮวยอินทรีย์จนได้ความรู้ทั้งในด้านการปลูก การเก็บเกี่ยว และการแปรรูปแล้ว จึงได้เริ่มทำแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ บนพื้นที่ 3 ไร่ และส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกเก๊กฮวยและทำสวนเกษตรอินทรีย์อีกด้วย

โดยในช่วงแรกที่เริ่มต้นทำแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์นั้น ต้องอาศัยการปรับตัว การสะสมองค์ความรู้และประสบการณ์ในการทำเกษตร เนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์จะค่อนข้างยากกว่าการทำเกษตรทั่วไป เพราะถ้าขึ้นชื่อว่าอินทรีย์ทุกอย่างก็ต้องเป็นอินทรีย์ทั้งหมด ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ตลอดจนปุ๋ยที่ใช้ นอกจากนี้ ในช่วงเริ่มแรกดินบริเวณนี้มีหินจำนวนมาก จึงต้องอาศัยการปรับปรุงและฟื้นฟูดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้สามารถรองรับการทำแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ในพื้นที่นี้ได้

“อย่างที่ทราบดีว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ความสำคัญกับการทำเกษตรอินทรีย์ ตามนโยบายที่จะมุ่งขับเคลื่อนไปสู่มหาวิทยาลัยเกษตรอินทรีย์ ทำให้นอกจากการทำแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์แล้ว เรายังส่งเสริมให้ชาวบ้านและคนในชุมชนหันมาทำเกษตรอินทรีย์แทนการใช้สารเคมีด้วย โดยตอนนี้ในโครงการก็มีชาวบ้านให้ความสนใจและเข้าร่วมจำนวน 15 ครอบครัว ซึ่งเราจะแบ่งให้แต่ละครอบครัวดูแล จำนวน 5 แปลง โดยรับผิดชอบทั้งขั้นตอนการปลูกไปจนถึงการเก็บดอกเพื่อส่งกลับมาขายให้กับทางมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ เก๊กฮวยอินทรีย์ของเรายังได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ USDA หรือตรารับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจากสหรัฐอเมริกาด้วย” คุณอดิศักดิ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์เพิ่มเติม

ขั้นตอนการดูแล และขยายพันธุ์ต้นเก๊กฮวยอินทรีย์

คุณอดิศักดิ์ เล่าว่า ในช่วงแรกจะเริ่มจากการปลูกต้นแม่พันธุ์ ซึ่งจะทำในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และขยายพันธุ์ในโรงเรือนก่อน จะต้องควบคุมดูแลตั้งแต่การบำรุงดินด้วยปุ๋ยและแกลบดิบหมัก เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สำหรับในช่วงนี้ต้องควบคุมและดูแลเรื่องการให้น้ำ ให้ปุ๋ย และเรื่องแสงเป็นพิเศษ โดยต้องรดน้ำวันละครั้ง และใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพทุก 15 วัน และยังต้องให้แสงเพิ่มเวลากลางคืน ในช่วงเวลา19.00-22.00 น. ตลอดระยะเวลาการเพาะพันธุ์ 3-4 เดือนด้วย

“ในส่วนของการขยายพันธุ์ เราจะใช้วิธีการปักชำ โดยจะใช้ส่วนยอดของกิ่ง ความยาวประมาณ 2.5 นิ้ว และต้องจุ่มในน้ำหมักชีวภาพที่มีอะมิโนเปปไทด์จากถั่วเหลือง เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของรากด้วย ส่วนวัสดุที่ใช้ก็จะเป็นขี้เถ้าแกลบ ซึ่งทุกขั้นตอนการขยายพันธุ์จะต้องทำในโรงเรือนที่ควบคุมการให้น้ำด้วยระบบพ่นฝอย และมีการฉีดพ่นเชื้อจุลินทรีย์เพื่อป้องกันโคนเน่าด้วย และยังต้องให้แสงเพิ่มในเวลากลางคืนเช่นเดิม โดยจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน กิ่งพันธุ์จึงจะมีรากที่สมบูรณ์ และสามารถนำไปปลูกลงดินได้”

สำหรับการนำกิ่งพันธุ์ต้นเก๊กฮวยอินทรีย์ลงดินปลูกจะต้องบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก เพื่อเตรียมดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ก่อน โดยจะปลูกในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม เนื่องจากเก๊กฮวยเป็นพืชวันสั้นและออกดอกในช่วงฤดูหนาว จึงจะเริ่มออกดอกช่วงปลายเดือนตุลาคม และดอกจะบานในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ส่วนโรคและแมลงส่วนใหญ่จะมีปัญหาในเรื่องของเพลี้ย แต่ก็พบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเลือกใช้วิธีทางธรรมชาติในการกำจัดแทนการใช้สารเคมี

ประโยชน์ของเก๊กฮวยอินทรีย์ ที่มีมากกว่าความสวยงาม

ประโยชน์ของเก๊กฮวยนั้น นอกจากจะมีสรรพคุณเป็นยาแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการบำรุงและการไหลเวียนของเลือด ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้อาการวิงเวียนศีรษะ ช่วยป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและดูดซับสารก่อมะเร็งด้วย นอกจากนี้ เก๊กฮวยดอกเหลืองยังเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น และมีความหอมหวานเป็นเอกลักษณ์ ทำให้นิยมปลูกเอาไว้เพื่อเก็บดอกทำชาสมุนไพร โดยดอกเก๊กฮวยอินทรีย์ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ก็ถูกเก็บเพื่อนำไปแปรรูปเป็นเก๊กฮวยอบแห้ง เพื่อส่งจำหน่ายในพื้นที่เช่นกัน

สำหรับการเก็บเกี่ยวนั้น สมัคร BETFLIX จะเริ่มเก็บดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะเก็บเฉพาะส่วนดอกเท่านั้น และต้องเลือกดอกที่สมบูรณ์ ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป เพราะดอกที่อ่อนจะเหม็นเขียว ส่วนดอกที่แก่เกินไปก็จะไม่มีกลิ่นหอม นอกจากนี้ การอบดอกเก๊กฮวยก็ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญเช่นกัน โดยจะต้องเริ่มจากการนำดอกเก๊กฮวยที่เก็บได้ไปนึ่งในน้ำเดือด เป็นเวลา 3 นาที ก่อนจะนำใส่ตะแกรงเพื่อนำไปอบแห้งในโรงงานแสงอาทิตย์เป็นเวลา 10 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ระยะเวลาที่ใช้ในการอบก็จะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของเตาอบที่ใช้ด้วย หากเตาที่ใช้มีอุณหภูมิ 50-60 องศาเซลเซียส ก็จะใช้เวลาในการอบ 5-6 ชั่วโมง ตามลำดับ ส่วนดอกเก๊กฮวยที่ผ่านการแปรรูปแล้วจะขายได้ในราคา กิโลกรัมละ 1,000 บาท

เตรียมขยายพื้นที่รับเกษตรกรใหม่ พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว

อย่างที่ทราบดีว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปสู่มหาวิทยาลัยเกษตรอินทรีย์ ประกอบกับมีคนในพื้นที่จำนวนหลายครอบครัวที่ให้ความสนใจและต้องการเข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์ โดยตอนนี้มีครอบครัวเกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการจำนวนกว่า 15 ครอบครัว และในปีหน้ายังมีผู้ที่แจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการอีก 2 ครอบครัว รวมแล้วมีเกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการทั้งหมด 17 ครอบครัว

“ความจริงแล้วเราเคยเปิดแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปถ่ายรูป หรือชมความสวยงามของดอกเก๊กฮวยในแปลงได้เลย แต่เนื่องจากพบปัญหาเรื่องของเส้นผมที่เข้าไปติดที่บริเวณดอก ส่งผลให้ยากต่อการคัดแยก และทำให้ไม่ผ่านการตรวจมาตรฐาน ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายกับต้นเก๊กฮวยด้วย ทำให้ต้องติดป้ายและกั้นเชือกเพื่อกันนักท่องเที่ยว แต่หลังจากปรึกษากันแล้ว เราเองก็ต้องการสร้างพื้นที่นี้ให้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงวางแผนจะจัดสรรพื้นที่ 1 แปลง ไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมโดยเฉพาะ และแยกจากแปลงอื่นๆ ที่จะส่งเข้าอบเพื่อแปรรูป เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องเส้นผมและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น” คุณอดิศักดิ์ เล่าถึงการวางแผนสร้างอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของแม่โจ้าใ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการส่งเรื่องเข้าไปที่มหาวิทยาลัย คือ การวางแผนในการขยายพื้นที่ในการทำแปลงเก๊กฮวยอินทรีย์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับเกษตรรายใหม่ที่สนใจและต้องการเข้าร่วมโครงการในอนาคต