เมืองไทยที่กำลังตื่นตัวกับการเอากัญชามาใช้ทางการแพทย์

ถ้าจะก้าวไปข้างหน้ากับเรื่องนี้ ก็ควรพิจารณาเรื่องราวของผู้มาก่อนนี้ให้จงดี จะได้ไม่เสียเวลา เสียแรง ที่จริงประเทศไทยใช้กัญชาเป็นยาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ปัจจุบัน มียาตามตำราดั้งเดิมนี้ 16 ตำรับ ที่ประกาศให้ใช้อย่างถูกกฎหมาย แต่ละตำรับจะผสมสมุนไพรอีกหลายชนิด ที่ขึ้นชื่อที่สุดสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ชื่อตำรับ “สุขไสยาสน์” ซึ่งแปลว่า นอนอย่างมีความสุข จากชื่อจะเห็นได้ว่า ยาตำรับนี้ใช้กินเพื่อให้หลับอย่างถูกต้องและมีความสุข

นับแต่ปี พ.ศ. 2522 กัญชาต้องอยู่ในบัญชียาเสพติดให้โทษ ตามองค์การสหประชาชาติ ที่ประกาศให้กัญชาเป็นยาเสพติด จากนั้นคนในสังคมไทยจึงมีทรรศนะใหม่ว่า กัญชา เป็นยาเสพติด ทั้งที่มีงานวิจัยจากต่างประเทศซึ่งก็ล้วนเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติที่นั่นแหละ เปรียบเทียบระหว่าง บุหรี่ เหล้า กัญชา และกาแฟ พบว่า บุหรี่ เป็นสิ่งที่ติดง่ายที่สุด และเลิกยากที่สุด รองลงมาคือ เหล้า แต่กลับขายได้อย่างถูกกฎหมาย

ประเทศตะวันตกผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์มานาน ประเทศที่ได้ชื่อว่าผลิตสารสกัดจากกัญชาคุณภาพดีคือ ฝรั่งเศส เยอรมนี ตอนนี้จีนเริ่มอนุญาตให้ปลูกและผลิตแล้ว พื้นที่ปลูกขนาดใหญ่อยู่ในจีนตอนใต้ เขาประกาศว่าโรงงานเขาใหญ่ที่สุดในโลก จะผลิตน้ำมันสกัดปีละหลายหมื่นตัน

ข้อเท็จจริงหนึ่งของกัญชา คือ กัญชา ชอบแดด แต่ไม่ชอบลม ไม่ชอบฝนชุก คนไทยไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนที่จะปลูกกันในระยะอันใกล้นี้ พึงพิจารณาให้ดี

มีคนบอกฉันว่า เตรียมปลูกกัญชา 4 พันไร่ ที่เพชรบูรณ์ ฉันถามว่า ที่ดินเหมาะสมไหม เขาบอกโอ๊ย! กัญชา ปลูกที่ไหนก็ได้ แบบนี้น่าห่วงนะ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่อีกคนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล และถือว่าประสบความสำเร็จในอาชีพเพียงระยะเวลาไม่กี่ปี คุณกิตตินันท์ นุ้ยเด็น บัณฑิตจากคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งตั้งแต่เรียนจบมาเมื่อปี 2549 ยึดอาชีพเกษตรกรรมมาโดยตลอด เริ่มเมื่อปี 2549 จนถึงปัจจุบัน มีแปลงเกษตรทั้งหมด 60 ไร่ ปลูกพืชหลายชนิด แต่ที่ทำเป็นหลักคือ มะละกอฮอลแลนด์ มะละกอแขกดำ กล้วยไข่ และกล้วยหอมทอง

หนุ่มรายนี้ เป็นเกษตรกรคนรุ่นใหม่ในโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเป็นเจ้าของไร่ “อ.การเกษตร.” อยู่ที่ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ซึ่งเริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากสวนยางพาราที่มีอายุกว่า 30 ปี มาปลูกปาล์มน้ำมัน และพืชผักผลไม้แทน เพราะมองว่าทำเงินได้ดีกว่า อีกส่วนหนึ่งมาจากสาเหตุราคายางตกต่ำ

วันนี้เขามีรายได้เฉลี่ย เดือนละ 30,000-50,000 บาท โดยไม่ต้องไปเป็นมนุษย์เงินเดือน มีความสุขอยู่กับเรือกสวน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ และใช้เวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ตและแหล่งต่างๆ พร้อมทั้งสอบถามผู้รู้

คุณกิตตินันท์ เล่าว่า ในพื้นที่ 60 ไร่ แบ่งเป็น 2 แปลง แปลงแรกอยู่ที่บ้านค่ายรวมมิตร ตำบลท่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล มีเนื้อที่ 44 ไร่ ซึ่งเป็นแปลงหลัก โดยแบ่งปลูกพืชหลายชนิด อาทิ ปาล์มน้ำมัน 200 ต้น มะละกอ 400 ต้น กล้วยไข่ 2,000 ต้น กล้วยหอมทอง อีก 200 ต้น มะนาว ตะไคร้ ข่า พืชผักสวนครัว

ส่วนแปลงที่ 2 อยู่ที่บ้านค่ายรวมมิตรเช่นกัน มีเนื้อที่ 20 ไร่ แปลงนี้มีพืชหลายชนิดผสมผสาน เช่น ปาล์มน้ำมัน 100 ต้น มะละกอฮอลแลนด์ 200 ต้น กล้วยไข่ มังคุด ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และอื่นๆ โดยมะละกอให้ผลผลิตไปแล้ว 3 รุ่น ส่วนกล้วยกำลังเริ่มให้ผลผลิต แต่ยังไม่เต็มที่ คาดว่าอีก 3-4 เดือน จะให้ผลผลิตเต็มที่

สาเหตุที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพราะทางคุณกิตตินันท์ มองว่า ยังคงเป็นพืชที่มีอนาคตในด้านราคา อีกทั้งมีโรงงานรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ โดยตั้งใจให้ปาล์มน้ำมันเป็นพืชหลักของสวน ส่วนช่วงแรกที่ปาล์มน้ำมันยังไม่ให้ผลผลิตก็ปลูกมะละกอฮอลแลนด์และกล้วยหอมทองแซมลงไปก่อน เพื่อใช้พื้นที่ให้เต็มศักยภาพ อีกทั้งการปลูกพืชหลากหลายชนิดทั้งไม้ผลและพืชผักสวนครัว ทำให้ทางไร่มีรายได้ทุกวัน

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไม จึงเลือกปลูกมะละกอและกล้วย เจ้าตัวให้เหตุผลว่า เนื่องจากให้ผลผลิตเร็ว ราคาไม่ผันผวนมากเกินไป บริโภคได้ทุกเพศทุกวัย เป็นอาหารสุขภาพสำหรับบุคคลทั่วไป เป็นพืชที่ดูแลง่าย และสามารถอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งการปลูกกล้วยให้ได้คุณภาพ ทางสวนยึดหลักการการทำเกษตร 4 ดี คือ ดินดี ดินเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิต ดังนั้น ต้องทราบว่าดินต้องการอะไร ขาดอะไร ควรเติมอะไร

น้ำดี เมื่อมีดินที่ดีแล้ว น้ำ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ หากขาดน้ำจะทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ และในส่วนพันธุ์ดี ทางสวนมีการคัดเลือกพันธุ์ที่มีคุณภาพจากแหล่งที่เชื่อถือได้ อย่างเช่น ซื้อพันธุ์กล้วยไข่จากจังหวัดกำแพงเพชร รวมถึงการจัดการที่ดี มีการจัดแปลงปลูกให้เหมาะสม มีตารางการปฏิบัติงาน

ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีน้ำตลอดแม้ในช่วงหน้าแล้ง ทางไร่จึงได้ขุดสระน้ำขนาดย่อมและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเดินท่อวางระบบไว้เต็มพื้นที่ 44 ไร่

ที่ผ่านมาเขาลงทุนในการปลูกมะละกอไป ประมาณ 80,000 บาท ตอนนี้สามารถเก็บผลได้คืนทุนหมดแล้ว ส่วนกล้วยลงทุนไป ประมาณ 100,000 บาท ต้องรอสักพักเนื่องจากผลผลิตเพิ่งเริ่มออกใหม่ๆ ส่งขาย สตูล-มาเลเซีย
คุณกิตตินันท์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกกล้วยกับมะละกอ ว่า เน้นการให้ปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยเคมีบ้างในขั้นตอนเร่งดอกและผล ไม่ใช้สารเคมีหากไม่มีความจำเป็น ในส่วนของมะละกอ มีปัญหามากกว่าการปลูกกล้วย เนื่องจากมะละกอ อ่อนไหวง่ายกับสภาพภูมิอากาศ ต้องการน้ำสม่ำเสมอ แต่ไม่ชอบแฉะ ต้องการแสงมาก จึงต้องระวังมากในช่วงฤดูฝน เพราะจะมีเชื้อรา ไวรัส รากเน่าหากฝนตกมากๆ ฝนมาต้องป้องกัน ฝนหยุดก็ต้องป้องกันเช่นกัน

หากในระยะแรกโรคระบาดไม่หนัก กำจัดโดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา และเชื้อราบิวเวอเรีย แต่ถ้าเป็นหนักมากจำเป็นต้องใช้สารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค สำหรับการปลูกมะละกอให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพนั้น ช่วงแรกของการปลูก ทางสวนใช้สูตรบำรุง ใช้ปุ๋ย 15-5-20 ใช้ 15 วัน ต่อครั้ง สลับกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มูลสัตว์ 2 เดือนครั้ง เป็นพวกขี้ไก่ผสมกับแกลบ พอหลังจากต้นติดดอกติดลูก แล้วก็ฉีดพ่นและให้สารอาหารพวกแคลเซียม โบรอน

ส่วนการปลูกกล้วยไข่นั้น ซื้อพันธุ์มาจากจังหวัดกำแพงเพชร ช่วงเริ่มแรกบำรุงด้วยสูตร 15-15-15 สลับกับปุ๋ยอินทรีย์ พอช่วง 1-6 เดือน หลังจากกล้วยออกปลี ใช้สูตร 15-5-20 สลับกับปุ๋ยอินทรีย์ เป็นการใช้ปุ๋ยจำนวนน้อยแต่บ่อยครั้ง จะทำให้ได้กล้วยลูกใหญ่มีคุณภาพ ขายได้กิโลกรัมละ 15-20 บาท ซึ่งกล้วยไข่ปลูกง่าย ใช้ระยะเวลาออกลูกและเก็บเกี่ยวเร็วกว่ากล้วยอื่น พอออกปลีได้ 45 วัน หลังจากนั้นก็สามารถตัดเครือได้แล้ว ขณะที่กล้วยหอมเมื่อออกปลีต้องใช้เวลา 60-80 วัน ถึงจะตัดเครือได้

คุณกิตตินันท์ อธิบายว่า ในการปลูกกล้วยหอมก็ต้องบำรุงในลักษณะเดียวกัน ซึ่งรวมถึงการตัดแต่งใบและหน่อด้วย โดยต้องแต่งใบก่อนจะใส่ปุ๋ย หมายถึง ตัดใบที่เป็นโรคออก เช่น ใบเหลืองเป็นจุด ให้เหลือ 7 ใบ ส่วนหน่อให้ปาดเหลือหน่อเดียว เลือกเฉพาะหน่อสมบูรณ์ไว้หน่อเดียว พอหลังจากกล้วยแก่แล้วปล่อยให้เหลืออีกหน่อ รวมเป็น 2 หน่อ เกษตรกรหนุ่มรายนี้ระบุว่า กล้วยให้ผลผลิตเร็ว เก็บครั้งละไม่น้อยกว่า 30-100 กิโลกรัม ปลูกและดูแลง่าย ขณะที่มะละกอฮอลแลนด์ราคาดี กิโลกรัมละ 20-30 บาท เก็บครั้งละไม่น้อยกว่า 50 กิโลกรัม โดยออกมาแล้ว 3 รุ่น ช่วงแรกมะละกอออกเยอะมาก สร้างรายได้ต่อวัน ประมาณ 1,500 บาท แต่ตอนนี้ผลผลิตเริ่มน้อยลงแล้ว

เขาระบุถึงหลักสำคัญในการทำการเกษตรว่า ขึ้นอยู่กับดิน น้ำ และการบริหารจัดการ หากดินดีจะปลูกอะไรก็งอกงาม และน้ำไม่ขาดก็จะยิ่งดี นอกจากนี้ ต้องรู้จักเรียนรู้การบริหารจัดการไร่และพืชสวนทางการเกษตรของตนเองในการปลูกพืชผักแบบสวนผสม โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และต้องดูแลให้ดี เช่น ต้องมีการกำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ ให้ปุ๋ยตามปฏิทิน มีการจดบันทึก รวมถึงการตัดแต่งหน่อแต่งใบอย่างสม่ำเสมอ

เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้
“ไร่เรามีจุดเด่นหลายอย่าง ประการแรกทางสวนมุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพผลผลิตเป็นหลัก และปลอดภัยต่อผู้บริโภค จึงเป็นที่ยอมรับของคู่ค้าและผู้บริโภค อีกอย่าง ไร่อยู่ติดถนนใหญ่ สตูล-หาดใหญ่ เห็นชัดเจนเมื่อนั่งรถผ่าน การขนส่งสะดวก เรื่องการตลาดก็ไม่มีปัญหา สามารถระบายผลผลิตได้ตลอดเวลา ราคาไม่ผันผวนมากนัก ว่าไปแล้วผลผลิตของสวนก็ยังไม่พอส่งตลาด ตอนนี้ส่งขายในตลาดพื้นที่จังหวัดสตูลและตลาดในชายแดนเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ผมมองว่าแนวโน้มการจำหน่ายจะดีขึ้นเรื่อยๆ”

คุณกิตตินันท์ ยังบอกด้วยว่า แผนการดำเนินงานของสวน จะขยายพื้นที่ โดยจะปลูกพืชผลไม้ให้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งในขณะนี้กำลังทดลองปลูกเสาวรส และจะทำเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรผู้สนใจต่อไป

ในฐานะเกษตรกรรุ่นใหม่ เขามองว่าปัญหาการทำการเกษตรในบ้านเรา โดยเฉพาะภาคใต้นั้นมีหลายอย่าง อาทิ ขาดปัจจัยการลงทุน ขาดความรู้ทางวิชาการ ต้องศึกษาพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาภูมิอากาศในภาคใต้ ซึ่งบางช่วงฝนมากเกินไป พอหน้าแล้งก็ขาดน้ำ ปัจจุบัน ไร่ อ.การเกษตร. ใช่จะปลูกพืชผักผลไม้ที่มีคุณภาพปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ผู้คนได้มาศึกษาวิธีการทำเกษตรแบบมืออาชีพตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้วย โดยสวนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก อาจารย์อาดินัน นุ้ยเด็น วัย 64 ปี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งมะปรัง จังหวัดสตูล ผู้เป็นคุณพ่อของคุณกิตตินันท์ ซึ่งนอกจากจะมีคุณกิตตินันท์ ดูแลไร่ดังกล่าวแล้ว ยังมีหลานๆ อาจารย์อาดินันอีก 3 คน มาช่วยด้วย ทั้ง คุณอดิสร ปะดุกา คุณอภิชาติ หวันตาหา และ คุณอิสมาแอล หวันตาหา

อาจารย์อาดินัน กล่าวว่า เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จต้องกล้าคิด กล้าตัดสินใจ เมื่อยางพาราหมดอายุ ต้องตัดสินใจให้ได้ว่าควรเปลี่ยนเป็นพืชอะไร ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ สภาพดิน และการบริหารจัดการ รวมถึงการนำผลผลิตขายออกสู่ตลาด ต้องหาตลาดรองรับให้ได้

วันนี้ความสำเร็จของ ไร่ อ.การเกษตร. นับเป็นแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบที่ทำให้เกษตรกรหน้าใหม่เดินหน้าในอาชีพเกษตรกรรมอย่างภาคภูมิใจ พร้อมมุ่งหวังที่จะสร้างฐานะความเป็นอยู่ที่ดีได้อย่างมีความสุข ส้มเขียวหวาน กล่าวได้ว่าเป็นผลไม้สุขภาพชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณและคุณค่าทางโภชนาการมากมายโดยเฉพาะมีวิตามินซี วิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) วิตามินดี มีธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และคอลลาเจน ทั้งยังมีใยอาหารที่ช่วยเกี่ยวกับระบบขับถ่าย หาซื้อมารับประทานเลยครับ ทั้งตามตลาดสด ห้างโมเดิร์นเทรด แม้แต่ในร้านสะดวกซื้อ ซื้อหามาแล้วเพียงปอกเปลือกรับประทานได้ หรือจะคั้นน้ำมาดื่มก็ได้สะดวกดี

แต่ท่านผู้อ่านคงจะทราบนะครับว่า ส้มเขียวหวาน นั้นมีกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคซึ่งเป็นปลายทางหลายขั้นตอน โดยเฉพาะการเริ่มต้นผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกส้มเขียวหวาน 1 ปี หรือ 1 ฤดูกาล มีความหวังเพียงครั้งเดียว แต่ตลอดฤดูกาล หรือ 12 เดือน เกษตรกรต้องคอยดูแลเอาใจใส่อย่างใจจดใจจ่อ เพราะลงทุนไปแล้วจะได้ผลคุ้มทุนหรือไม่ ลงทุน 100 อาจได้ผล 70 เพราะมีปัจจัยความเสี่ยงหรือตัวแปรหลายอย่าง ทั้งฝนฟ้าอากาศ โรคแมลง ฯลฯ ก็เพียงเพื่อให้มีผลผลิตออกสู่ตลาด ทำรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว

ผมลงพื้นที่ไปดูสวนส้มเขียวหวานของเกษตรกรรายหนึ่ง ซึ่งผลิตส้มเขียวหวานที่มีรสชาติดี มีการดูแลการผลิตตามมาตรฐาน GAP นำผลผลิตส้มเขียวหวานไปประกวด ณ เวทีใด ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศติดต่อกันมาหลายปี ผมจึงได้ขอนัดพบและได้ไปพบกับเกษตรกรรายนี้ทั้งครอบครัวครับ

คุณลอน เชียงชา อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 110 หมู่ที่ 6 ตำบลวังชิ้น อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ โทร. 087-186-8608 ภรรยา คุณลำ เชียงชา และลูกสาว คุณณัฐชยาภรณ์ เชียงชา ซึ่งเป็นทายาทที่จะรับช่วงในการเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ต่อไป คุณลอน นอกจากจะเป็นเกษตรกรผู้ปลูกส้มเขียวหวานแล้ว ยังมีตำแหน่งทางฝ่ายปกครอง เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6

ครอบครัวของคุณลำ ทำสวนส้มเขียวหวานต่อเนื่องมาจากพ่อ-แม่ ในอดีต พ่อ-แม่ ปลูกถั่วเหลืองมาก่อนเหมือนกันกับเพื่อนบ้าน ต่อมาก็เปลี่ยนมาปลูกส้มเขียวหวาน ราวๆ ปี พ.ศ. 2500 และเป็นเกษตรกรรายแรกของหมู่บ้านที่ปลูกส้มเขียวหวาน โดยซื้อกิ่งพันธุ์ มาจากบ้านสุเม่น อำเภอศรีสัชนาลัย

เมื่อคุณลำมีครอบครัวก็ช่วยกันดูแลสวนส้มเขียวหวานให้กับพ่อ-แม่ ต่อมาก็มีเกษตรกรรายอื่นๆ เริ่มปลูกส้มเขียวหวานกันมากขึ้น คุณลอน เห็นเขาปลูกส้มแล้วขายได้ราคาดี จึงขยายกิ่งพันธุ์โดยการตอนกิ่งจากสวนส้มของพ่อ-แม่ นำมาปลูกในพื้นที่ใหม่ ส่วนสวนส้มเขียวหวานของพ่อ-แม่นั้น ต้นแก่เกินกว่าที่จะให้ผลผลิต และพบว่ามีโรคโคนเน่าจึงตัดทิ้งทั้งหมด

คุณลอน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ครอบครัวได้ปลูกส้มเขียวหวานแปลงใหม่มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2548 รวมเนื้อที่ 14 ไร่ ปลูกระยะห่างระหว่างต้น 4.5 x 4.5 เมตร ได้จำนวนต้น 1,200 ต้น นอกจากนี้ ก็มีพื้นที่บางส่วนขุดสระน้ำ จำนวน 1 ไร่ และพื้นที่ทำนาอีก 2 ไร่

คุณลอน ไม่ได้ปลูกส้มเขียวหวานพร้อมกันทั้ง 14 ไร่ แต่ทยอยปลูกเป็นแปลงๆ ไป ต้นส้มเขียวหวานจึงมีอายุแตกต่างกันไป และปลูกครั้งสุดท้าย เมื่อปี พ.ศ. 2558 ทั้งหมดใช้กิ่งพันธุ์ที่ตอนนำมาจากต้นส้มเขียวหวานรุ่นก่อนๆ มาขยายพันธุ์

ส่วนเรื่ององค์ความรู้นั้น คุณลอน ได้ประสบการณ์การเพาะปลูก การดูแลส้มเขียวหวานมาจากพ่อ-แม่ ทั้งไปเข้าร่วมการอบรม ไปดูงาน ทำให้เกิดความมั่นใจว่า ผลิตส้มคุณภาพ ปลอดภัยได้เป็นอย่างดี นำไปประกวดเวทีไหน ก็ได้รางวัล

การดูแลส้มเขียวหวานให้ได้คุณภาพที่ตลาดตอบรับเป็นอย่างดี บริโภคแล้วปลอดภัยนั้น คุณลอน ดูแลใส่ใจเรื่องน้ำเป็นพิเศษเพราะ น้ำ มีความสำคัญอย่างมากต่อการบำรุงต้นส้มเขียวหวาน แต่น้ำที่สวนของคุณลอนนั้นไม่ได้จัดหามาได้ง่ายๆ และเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเกษตรกรสวนส้มเขียวหวานที่จะต้องบริหารจัดการเรื่องน้ำอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย

เพราะแม่น้ำยม ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญในชุมชนแห่งนี้ ช่วงฤดูฝน น้ำล้นตลิ่งไม่จำเป็นต้องสูบน้ำมาให้ต้นส้มเขียวหวาน เพราะส้มเขียวหวานก็ได้รับน้ำฝนตลอดฤดูกาล แต่ช่วงฤดูร้อน น้ำในแม่น้ำยมแห้ง เป็นช่วงเวลาที่ต้นส้มเขียวหวานก็ต้องการน้ำ โดยเฉพาะช่วงการเร่งดอก บำรุงผล

คุณลอน ใช้วิธีการสูบน้ำจากแม่น้ำยมมากักเก็บไว้ในสระน้ำ แล้วสูบน้ำขึ้นแปลงส้มผ่านท่อพีวีซี ขนาด 2 นิ้ว ทดเหลือนิ้วครึ่งและแจกจ่ายไปตามแถวต้นส้มเขียวหวานทุกต้น ผ่านหัวจ่ายสปริงเกลอร์ แต่บางช่วงจังหวะเวลาก็ต้องใช้สายยางเป็นตัวช่วยเมื่อต้องการจะอัดน้ำให้ต้นส้ม

ส่วนพื้นที่แปลงปลูกส้มเขียวหวานเป็นที่ลาดเชิงเขาต้องใช้แรงดันน้ำ คุณลอน แก้ไขปัญหาด้วยการติดตั้งระบบแอร์แว ไว้เป็นจุดๆ ซึ่งทุกสวนที่ผมเดินทางผ่านเขาก็ติดตั้งแอร์แวกันทั้งนั้น

แอร์แว คืออะไร มีหลักการทำงานอย่างไร

แอร์แว (air ware) เป็นคำทับศัพท์ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ฟองอากาศในน้ำ ผมศึกษาเพิ่มเติมเพราะมีการถกเถียงกันในเรื่องประสิทธิภาพของแอร์แว มีงานวิจัยที่น่าสนใจ คือ จากรายงานการวิจัยของวิทยาลัยชุมชนน่าน เรื่องการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรบนพื้นที่สูงด้วยระบบสูบน้ำพลังงานทดแทนฯ โดยผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด หลักการ ทฤษฎีจากตำรา เอกสาร คู่มือแนวทางและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ในงานวิจัยระบุถึงหลักการทำงานของแอร์แว ว่า อากาศที่มากับน้ำจะถูกดันเข้าไปในแอร์แว เมื่ออากาศถูกดันเข้ามามากๆ และไม่มีที่ออกก็จะเกิดแรงดัน ดันน้ำในท่อแอร์แวออกมา ซึ่งแรงดันในท่อแอร์แวทั้ง 2 ท่อ จะดันสลับกันไปมาเป็นผลให้เกิดแรงดันน้ำในท่อส่งน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ 30-40% สามารถส่งน้ำไประยะทางไกลๆ หรือในที่สูงได้ ใช้เวลาในการสูบน้ำน้อยลง ทำให้ประหยัดพลังงาน ชะลอการสึกหรอของเครื่องสูบน้ำได้ และถ้าเพิ่มระยะทางในการส่งน้ำไปไกลกว่าเดิม สามารถทำได้โดยการเพิ่มความยาวของท่อแอร์แวให้ยาวขึ้น

แอร์แว จึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ในแปลงส้มเขียวหวานของคุณลอน ซึ่งจะเห็นว่าแค่การบริหารจัดการน้ำก็ต้องใช้ประสบการณ์ การสังเกต และมีการลงทุนสูงมาก

การบริหารจัดการน้ำในการหล่อเลี้ยงต้นส้มเขียวหวานนั้น คุณลอนใช้วิธีการสังเกตอาการของต้นส้มว่ามีความต้องการน้ำช่วงไหน ปริมาณมากน้อยเพียงใด ในหนึ่งฤดูกาลส้มเขียวหวานต้องการน้ำในช่วงเวลาและปริมาณที่แตกต่างกัน

ช่วงที่หล่อเลี้ยงลำต้นในการลำเลียงน้ำและธาตุอาหารเพื่อที่จะสะสมอาหาร จะให้น้ำ 5 วัน ต่อครั้ง แต่ถ้าช่วงเวลาที่จะดึงดอกจะให้น้ำถี่ขึ้น จนได้ผลส้มขนาดเล็ก จะให้น้ำ 7-10 วัน ต่อครั้ง ครั้งละ 30 นาที และต้องให้น้ำตลอดไปจนเก็บเกี่ยวผล เพราะถ้าขาดน้ำผลก็จะร่วง

การบำรุงต้น-ใบ-ดอก-ผล ด้วยปุ๋ยและธาตุอาหารก็เป็นเรื่องที่สำคัญ คุณลอน บอกว่า ปุ๋ยมีความสำคัญมาก ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ต้องใช้ควบคู่กันไป ปุ๋ยเคมีนั้นจะให้ปีละ 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เป็นช่วงเร่งดอก จะใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ผสมกับสูตร 46-0-0 อัตรา 1 : 1 ให้ต้นละ 1.5-2.0 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับอายุของต้นส้ม

ครั้งที่ 2 ใส่ในช่วงขยายผลส้ม เว็บคาสิโน SBOBET ขณะที่ผลมีขนาดเท่าผลมะนาว ใส่สูตร 15-15-15 ปริมาณที่ให้เท่ากับช่วงที่ 1 ส่วน ครั้งที่ 3 ใส่ก่อนเก็บผลส้ม 2 เดือน จะให้ปุ๋ย สูตร 13-13-21 หรือ 0-0-60 ปริมาณเท่าเดิม ส่วนปุ๋ยอินทรีย์จะใส่ปีละครั้งในช่วงหน้าแล้ง ราวๆ เดือนเมษายน ก่อนที่จะมีฝนตก เป็นปุ๋ยหมักที่ใช้วัตถุดิบจากฟางข้าว ขี้วัว กากน้ำตาล พด. 1 ซึ่งปุ๋ยหมักนี้ คุณลอน บอกว่าผลิตร่วมกันเป็นกลุ่ม แล้วแบ่งปันกันนำไปใช้ในสวนของแต่ละคน ที่สวนของคุณลอน ใส่ปุ๋ยหมัก ต้นละ 3-5 กิโลกรัม เป็นการบำรุงต้นไปด้วยในตัว

เรื่องการป้องกันกำจัดโรค-แมลง นับเป็นปัญหาหนักอยู่เหมือนกัน หากเกิดการระบาดต้องคิดใคร่ครวญ เพราะจะกระทบทั้งตัวเองและผู้บริโภค คุณลอนจึงเน้นวิธีการป้องกันโรคแมลงมากกว่า ด้วยการออกสำรวจตรวจรอบๆ สวน ว่ามีแมลงอะไรเข้ามารบกวนบ้าง

คุณลอน ยกตัวอย่างเหตุการณ์ ปี พ.ศ. 2562 ช่วงกลางคืน จะใช้ไฟฉายออกส่องภายในสวน พบผีเสื้อกลางคืน เคยจับได้คืนๆ หนึ่ง ราวๆ 50 ตัว ต้องทำลายทันที สำรวจแบบนี้ทุกๆ คืนปริมาณก็จะลดลง แต่ถ้าเล็ดลอดสายตาไป ผีเสื้อกลางคืนจะเจาะเข้าที่ผลส้ม เพียงแค่ 2 วัน จะเกิดแผลเป็นวง ทำให้ผลร่วงในที่สุด คุณลอน มีเทคนิคการกำจัดแมลงตัวร้าย 2 วิธีการ คือ นำลูกเหม็นบรรจุในถุงพลาสติกแล้วนำไปแขวนไว้ตามกิ่งของต้นส้มเขียวหวาน วิธีการนี้กลิ่นของลูกเหม็นที่ระเหิดออกมา แมลงบางชนิดไม่ชอบ ก็จะไม่เข้ามารบกวน

ส่วนแมลงวันทองตัวร้ายจะใช้น้ำมันเครื่องที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว บรรจุลงในขวดพลาสติกที่ผ่าข้าง 2 ด้าน ด้านบนของขวด แล้วนำกล้วยเสียบไม้แขวนในขวด นำขวดไปแขวนไว้ตามกิ่ง เมื่อแมลงวันทองได้กลิ่นกล้วยก็จะเข้ามาตอม เมื่อบินออกไม่ได้ก็จะร่วงหล่นลงในน้ำมันเครื่อง ที่สุดก็ตายไป