เมื่อคนนำเมล็ดไปปลูก…เมื่อมีผลผลิตก็นำไปขายให้กับเฮียตือ

ซึ่งปริมาณจะพอเหมาะตลาดไปได้ เฮียจะรู้ว่า ควรเพิ่มหรือลดปริมาณ เมื่อเข้าสู่ระบบนี้ งานปลูกและจำหน่ายจึงไม่มีปัญหา คนปลูกและผู้รับซื้อต่างพึงพอใจในราคา

คนอย่างเฮียตือและเจ๊เพ็ญมีอยู่หลายราย ต่างก็ดูแลเกษตรกรในเครือข่ายของตนเอง ไม่ให้ผลผลิตมากไป น้อยไป…ราคาก็เป็นไปตามกลไกตลาด แถวนี้ หากไม่รู้จักเจ้าของแผงขาย เขาไม่ปลูกกันแล้ว เพราะราคาตกก็แย่” คุณต่าย อธิบายรูปแบบการผลิต

คุณต่าย บอกว่า การปลูกสลับของตนเอง เริ่มจากตัดกล้วยหอมขาย จะปลูกข้าวโพด 1 รอบ ใช้เวลาราว 90 วัน รวมเวลาเตรียมแปลงด้วย หากข้าวโพดมีแนวโน้มว่าราคาดี ก็ปลูกต่อ อีก 1 รอบ แต่ต้องเพิ่มปัจจัยการผลิตพิเศษนิดหนึ่ง จึงจะได้ผลผลิตใกล้เคียงกับครั้งแรก แต่ส่วนใหญ่แล้วจะปลูกข้าวโพดหวานสลับเพียงครั้งเดียว แล้วปลูกกล้วยหอมทองตาม

หากปลูกข้าวโพดอย่างเดียวในรอบปีหนึ่ง จะปลูกได้ราว 3 ครั้ง ที่นี่ ไม่ได้ไถพรวน
คุณต่าย อธิบายการเตรียมดินว่า เริ่มจากใช้สารกำจัดวัชพืชในแปลง ไม่ต้องไถพรวน ก่อนปลูกใช้สารควบคุมวัชพืชไม่ให้งอก แล้วปลูกข้าวโพดหวานลงไปได้เลย การป้องกันกำจัดวัชพืชมีอยู่เพียงเท่านี้ ไม่ต้องทำอะไรอีก ตลอดระยะการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว

พันธุ์ข้าวโพดหวานที่ปลูก เป็นพันธุ์ “ไฮ-บริกซ์ 33” ท้องถิ่นแถบนี้นิยมปลูกกัน เพราะให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรค เกษตรกรผู้ปลูกได้เงินดี ผู้บริโภคติดใจ

พื้นที่ 25 ไร่ คุณต่าย ใช้เมล็ดพันธุ์ 14.5 กิโลกรัม

ระยะปลูก ระหว่างต้น 65 เซนติเมตร ระหว่างแถว 30-40 เซนติเมตร

การเตรียมแปลงเป็นหน้าที่ของเจ้าของ จากนั้นมีทีมรับจ้างปลูกมาปลูกให้ เขาคิดค่าปลูก เส้นละ 80-100 บาท เส้นหนึ่งมีความยาวของแปลง 20 วา จำนวนแถวเฉลี่ย 6-8 แถว ขณะเดียวกันช่วงเก็บก็มีทีมมาเก็บ ไปส่งตลาด คิดค่าเก็บ กิโลกรัมละ 30 สตางค์

น้ำ ปุ๋ย ต้องดี
ศัตรูมี..ต้องระวัง
ถามคุณต่ายบอกว่า …ให้น้ำมากน้อยแค่ไหน

เขาบอกว่า ไม่สามารถระบุว่า ให้น้ำกี่วันเว้นกี่วัน แต่อาศัยการสังเกตและความชำนาญ ดูดิน อย่าให้แฉะ แต่ไม่ให้แห้งจนเกินไป…หากพบว่าดินแห้งก็ใช้เรือรดน้ำรดให้ ช่วงไหนฝนชุกก็ไม่ต้องให้น้ำ

สำหรับปุ๋ย ใส่ให้ 3 ครั้ง เป็นปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0

ใส่ครั้งแรก…เมื่อต้นข้าวโพดอายุได้ 15 วัน ใส่ที่โคนต้น จำนวน 1 ช้อนแกง ต่อต้น

ใส่ครั้งที่สอง…เมื่อต้นอายุได้ 30 วัน ใส่ให้ จำนวน 2 ช้อนแกง ต่อต้น

ใส่ครั้งที่สาม…เมื่อต้นอายุได้ 45 วัน จำนวนเท่าครั้งที่ 2

จากนั้นเรื่องปุ๋ย ไม่ต้องใส่อีกเลย

คุณต่าย บอกว่า มีศัตรูข้าวโพดที่ต้องระวัง โดยเฉพาะหนอนเจาะลำต้น เจ้าของใช้ทั้งวิธีป้องกันก่อนที่จะพบศัตรู และรีบกำจัด เมื่อพบเห็นจำนวนเล็กน้อย

ส่วนโรค พบโรคกาบใบแห้ง หากเป็นหน้าฝนพบโรคต้นเน่า

เนื่องจากว่า คุณต่ายปลูกข้าวโพดหวานมานาน มีแปลงข้าวโพดทุกระยะ จึงเกิดความชำนาญ สามารถทราบสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชได้ ทำให้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด อายุ 65-70 วัน เก็บผลผลิตได้
คุณต่าย บอกว่า หลังปลูกไป 65-70 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพดหวานได้

ถามว่า มีวิธีดูว่าข้าวโพดหวานเก็บเกี่ยวได้แล้วอย่างไร

คุณต่าย บอกว่า

หนึ่ง นับวัน คือหลังปลูก 65 วัน ไปแล้ว

สอง ดูไหมข้าวโพดเริ่มเหี่ยว และ

สาม สุ่มแกะดูที่ฝักหลายๆ จุด ซึ่งวิธีนี้จะเห็นเมล็ดเหลืองสวย ความปลอดภัยของผู้บริโภค ขึ้นอยู่กับเกษตรกรซึ่งถือว่าเป็นต้นน้ำแห่งความปลอดภัย เกษตรกรจะต้องมีจรรยาบรรณในการใช้สารเคมี จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้อย่างเคร่งครัด คือปฏิบัติตามฉลากที่ติดไว้บนภาชนะบรรจุ เมื่อพ่นสารไปแล้วจะต้องทิ้งช่วงระยะเวลาก่อนการเก็บเกี่ยวตามที่แนะนำในฉลาก ผู้บริโภคก็จะปลอดภัยในอันดับแรก

ผศ.ขยัน สุวรรณ ภาควิชาอารักขาพืช อดีตหัวหน้าโครงการคลินิกพืช มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้คำแนะนำกับเกษตรกรก่อนจะตัดสินใจพ่นสารกําจัดแมลงว่า ขอให้มีการสํารวจตรวจสอบก่อนว่ามีแมลงอะไรมาก น้อยแค่ไหน อย่างไร

เพราะส่วนใหญ่ยังคงใช้ วิธีเดิมๆ คือพ่นสารเคมีตามตารางที่กําหนดไว้ เช่น ทุก 2-3 วัน หรือทุกๆ 5-7 วัน ทั้งๆ ที่ไม่มีความจําเป็นต้องทําอย่างนั้นเลย เพราะไม่มีแมลงหรือมีก็ไม่มากพอที่จะทําความเสีย หายได้มากมาย สําหรับแมลงตัวเล็กๆ เกษตรกรควรมีอุปกรณ์ช่วยคือ แว่นขยายแบบมือถือ (hand lends) สําหรับเอาไว้สํารวจดูแมลงตัวเล็กๆ เช่น เพลี้ยไฟ

การใช้สารกําจัดแมลงของเกษตรกรใน ปัจจุบันนับว่าน่าเป็นห่วงมากกว่าเดิม เพราะจากกระแสของการปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่มีการฉีดพ่นสารกําจัดแมลงนั้น กลายเป็นดาบสองคม เพราะนักวิชาการที่เกี่ยวข้องอาจปล่อยปละละเลยความรู้เรื่องสารเคมีและวิธีการใช้ที่ถูกต้อง

ในขณะที่ตัวเกษตรกรยังมีความจําเป็นต้องใช้ โดยเฉพาะช่วงที่จะมีการระบาดรุนแรงก็เลยมีการใช้แบบผิดๆ ใช้แบบ คิดเองทําเอง เกิดปัญหาตามมามากมาย โดยขาดการให้คําปรึกษาแนะนําจากนักวิชาการที่ถูกต้องก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

ทีมงานโครงการคลินิกพืชแม่โจ้ ได้พบเกษตรกรคนหนึ่งกําลังฉีด พ่นสารกําจัดแมลงในแปลงถั่วเหลืองที่มีสภาพการเจริญเติบโตดีมาก สังเกตจากสีเขียวขจีเป็นผืนพรม ทีมงานจึงสํารวจพบว่า มีแมลงศัตรูพืชเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่พบศัตรูธรรมชาติเป็นจํานวนมาก อาทิ ด้วง เต่าหลายชนิด ตั๊กแตนตําข้าว และแมลงที่ไม่สําคัญอะไรมากมาย

เมื่อถามเกษตรกรผู้นั้นว่า ทําไมต้องพ่นสารกําจัดแมลง เขาบอกว่า มีแมลงพวกนี้มากมาย ต้องรีบฉีดพ่นสารกําจัดแมลงเสียก่อนที่จะกัดกินถั่วเหลืองเสียหาย เราจึง ให้ความรู้ว่าแมลงเหล่านั้นไม่ใช่ศัตรูพืช หากแต่เป็นศัตรูธรรมชาติที่คอยควบคุมทําลายแมลงศัตรูพืชจึงถือว่าเป็นแมลงที่มีประโยชน์ เมื่อเขาได้ทราบแล้ว เกษตรกรผู้นี้รีบวางถัง พ่นสารกําจัดแมลงลง แล้วบอกว่าผมเพิ่งรู้ และจะไม่พ่นอีกแล้ว”

ปัญหาของพืชหลายชนิดไม่ใช่แมลง ไม่ใช่โรคพืช แต่กลับเป็นวัชพืช

อย่างเช่นกรณีแปลงถั่วเหลืองของเกษตรกร ซึ่งโดยทั่วไปพบว่า วัชพืชเป็นปัญหาใหญ่ที่ทําให้ผลผลิตลดลงมากกว่า 50% ฉะนั้น บางครั้งถ้าไม่จําเป็น เกษตรกรก็ไม่จําเป็นต้องฉีดพ่นสารกําจัดโรคและแมลง หรืออย่างน้อยที่สุดก็น่าจะต้องมีการสุ่มสํารวจก่อนตัดสินใจฉีดพ่นสารกําจัดแมลง

อีกกรณีหนึ่งคือ ทีมงานฯ ได้พบเห็นเกษตรกรผู้ปลูกมะระจีน แถวอําเภอแม่ริม กําลังฉีดพ่นสารฆ่าแมลงจนใบโชกไปด้วยน้ำยาและหยดติ๋งๆ เหมือนการอาบน้ำพืช หวังกําจัดแมลงศัตรูเป้าหมาย คือเพลี้ยจักจั่น ที่ดูดน้ำเลี้ยงบริเวณใบ แต่กลับไม่ได้ผล เพราะยังพบแมลงเรื่อยๆ ถึงแม้จะฉีดพ่นบ่อยๆ ทั้งที่เขาใช้สารเคมีที่สมาคมกีฏวิทยาและสัตววิทยาแนะนําให้ใช้กับแมลงชนิดนี้ (ฟิโปรนิล fipronil)

ผศ.ขยัน จึงแนะนําว่า การพ่นสารเคมีจนใบพืชเปียกโชกจนน้ำยาไหลบ่า (Runoff) หยดติ๋งๆ นั้น เป็นวิธีการที่ผิด เพราะโอกาสที่น้ำยาจะซึมซาบ (penetration) เข้าสู่ใบพืชหรือเคลือบใบพืชนั้นมีน้อยมาก โดยที่น้ำยาจะไหลมารวมกันที่ปลายใบ และหยดลงสู่พื้นดินหมด ดังนั้น จึงควรฉีดพ่นน้ำยาให้เป็นละอองฝอย เคลือบใบพืชแต่เพียงเบาบบางเท่านั้น อย่าให้หยดติ๋งๆ ลงดิน

นอกจากนี้ เพื่อให้เพิ่มขีดความสามารถในการซึมซาบและเคลือบใบพืช ให้ใช้หัวฉีดชนิดที่ใช้พ่นกําจัดแมลง (แบบกรวย) ที่มีข้องอ และพลิกข้อมือไปมาระหว่างฉีดพ่นเพื่อให้ละอองสาร (droplet) กระจายเข้าสู่ทรงพุ่มของพืชได้ดี เพราะแมลงปากดูดทั้งหลายมักชอบหลบอาศัยอยู่ตามใต้ใบพืชเสียมากกว่า ด้วยเหตุผลทางสรีระของพืชและสภาวะแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งเมื่อได้ปฏิบัติ ตามคําแนะนําก็พบว่าได้ผลดีขึ้นจริง

ผศ.ขยัน เล่าให้ฟังว่า ได้ ทดลองปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเองแบบ สดๆ ในพื้นที่ประมาณ 6×5 ตารางเมตร มีพืช ผักต่างๆ ที่ปลูกคละกันไปแบบผสมผสานมาก กว่า 20 ชนิด ด้วยเหตุผลทางด้านการบริหาร จัดการศัตรูพืชที่มีความหลากหลายของชนิด พืชและแมลง อันจะเป็นการเกื้อกูลกันได้อย่าง ลงตัว ลดปัญหาการเข้าทําลายของศัตรูพืช มีทั้งแตงร้าน มะเขือเปราะ มะเขือเจ้าพระยา มะเขือขาวแม่โจ้พริก ผักชีฝรั่ง ผักชี มะเขือเทศ ชะพลู พืชสมุนไพรที่รับประทานได้ ผักไผ่ ใบ บัวบก ผักกาดกวางตุ้ง ผักฮ่องเต้ คะน้า กะเพรา โหระพา ขึ้นฉ่าย และอื่นๆ สารพัด เก็บรับ ประทานได้ทั้งปี

พืชชนิดไหนควรห่อก็ต้องห่อ ชนิดไหนควรตัดแต่งก็ต้องทํา การคลุมดินด้วยเศษหญ้าแห้ง ใบจามจุรี หรือฟางข้าว เป็นสิ่งสําคัญพอๆ กับการใส่ปุ๋ยคอก ผสมผสานไปกับปุ๋ยเคมีเมื่อจําเป็น (บางครั้งสารเคมีก็มีความจําเป็นแต่ต้องใช้เมื่อจําเป็นจริงๆ และใช้อย่างถูกต้องอย่างระมัดระวัง)

ยกตัวอย่าง ในสวนครัวจะพบมดคันไฟตัวเล็กๆ เป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะในพื้นดิน และตามต้นพืช เช่น ต้นพริก มะเขือ เมื่อพบมดก็จะพบแมลงศัตรูพวกเพลี้ยแป้งมากมาย เพราะมดจะเป็นตัวทําให้พวกเพลี้ยแป้งแพร่กระจายได้ดี การใช้สารเคมีที่ปลอดภัยสูง เช่น คาร์บาริล ผสมน้ําในบัวรดน้ำแล้วราดลงดินก็ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ดี

พืชพวกมะเขือมักมีปัญหาเรื่องแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย เพลี้ยไฟ ตลอดจนหนอนเจาะผล การตัดแต่งกิ่งก็เป็นเรื่องสําคัญยิ่ง โดยเฉพาะหนอนเจาะผล ให้สังเกตดูอาการยอดเหี่ยว ถ้าพบเห็นก็รีบตัดยอดทิ้งเผาทําลายเสีย

“ผักหวานป่า” เป็นผักพื้นบ้านที่พบเห็นได้ง่ายในเขตพื้นที่ราบสูง ที่เป็นป่าเต็งรัง ป่าไผ่ รวมอยู่ในกลุ่มพวกป่าเบญจพรรณ ผักหวานป่ามีลักษณะใบใหญ่ กลม ยาว หนา หากสนใจอยากปลูกผักหวาน แต่ไม่รู้วิธีปลูก ต้นผักหวานมักจะไม่ค่อยโต การปลูกผักหวานให้ได้ผลผลิตที่ดีต้องปลูกเลียนแบบธรรมชาติ โดยปลูกผสมผสานกับพืชไร่ไม้ผลอื่นๆ เพื่ออาศัยร่มเงาไม้พี่เลี้ยงช่วยพรางแสงแดดในแปลงเพาะปลูก

ป้าสำลี พ่วงนาค เกษตรกรผู้ปลูกผักหวาน อยู่บ้านเลขที่ 260/8 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปลิง จังหวัดนครสวรรค์ เล่าว่า ก่อนที่ป้าจะหันมาปลูกผักหวาน ป้าทำไร่ข้าวโพดมาก่อน แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็ประสบปัญหาภัยแล้งบ่อยๆ จึงเลิกทำไร่ข้าวโพดแล้วมาปลูกมะขามเทศไว้ส่วนหนึ่ง แต่พอดีว่าช่วงนั้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่ป่าไผ่แถวบ้านจะมีต้นผักหวานป่าอยู่เยอะ ป้าก็เข้าไปเก็บเมล็ดมาเพาะเองที่บ้าน แรกๆ ก็ปลูกไม่ได้ผลตายหมด เพราะยังไม่มีความรู้ แต่ก็ยังไม่ถอดใจ ปีที่สองไปเก็บมาเพาะใหม่ก็เริ่มดีขึ้น เพาะได้ 10 ต้น แล้วนำมาขยายพันธุ์ต่อ ตอนปี’38 ปลูกเอาไว้เก็บกิน พอเก็บกินจนเหลือก็คิดว่าแถวบ้านมีตลาดเช้าที่สถานีรถไฟหนองปลิง ป้าก็เอาไปขาย ปรากฏว่าขายดี ตั้งแต่นั้นมาป้าจึงเริ่มขยายพันธุ์ปลูกมาเรื่อยจนกลายเป็นอาชีพจนถึงปัจจุบัน

จากปลูกเล่นๆ กลายเป็นอาชีพเสริม
เลี้ยงครอบครัวมานานกว่า 30 ปี
จากปลูก 10 ต้น ตอนนี้ขยายพื้นที่ปลูกเป็น 8 ไร่ นับว่ามีพื้นที่ปลูกที่เยอะถ้าเทียบกับเกษตรกรรายอื่นในตำบลหนองปลิง เจ้าของบอกว่า ที่นี่จะไม่ปลูกกันทีละเยอะๆ เป็น 10-20 ไร่ เหตุผลเพราะสถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อก่อน พื้นที่อื่นเริ่มปลูกกันมากขึ้น หากินได้ง่าย อาชีพปลูกผักหวานจึงไม่รุ่งเรืองเหมือนสมัยก่อน แต่ที่ชาวบ้านรวมถึงป้ายังอยู่มาได้ทุกวันนี้เพราะป้าและชาวบ้านมีพ่อค้ารับซื้อประจำมานานกว่า 30 ปี เพื่อเขาจะส่งไปขายยังตลาดต่างประเทศ มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว ต่อไป

ป้าสำลี บอกว่า ผักหวานป่าเป็นพืชที่ปลูกยาก ถ้าคนไม่มีความรู้ ไม่เคยอยู่กับไร่นามาก่อนจะทำให้ประสบผลสำเร็จได้ยาก จากประสบการณ์ที่ป้าเคยเจอมาคือ ลูกค้าที่ซื้อต้นพันธุ์ไปปลูกเขาบอกว่าปลูกแล้วตายหมด ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความเหมาะสมของพื้นที่ เปรียบเสมือนการปลูกเห็ดต้องมีเชื้อเห็ดถึงจะขึ้น ผักหวานก็เช่นกันบางพื้นที่ที่ไม่เคยมีผักหวานขึ้นมาก่อนก็อาจจะทำได้ยาก ทางแก้คือคนปลูกจะต้องอนุบาลดีๆ ถ้าไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาปลูกไปแล้วต้นตาย ถือว่าปลูกยาก แต่ถ้าเราเข้าใจในการทำมันไม่ยากเลย

เทคนิคการเพาะเมล็ด
ให้มีเปอร์เซ็นต์การงอก 90%
ป้าสำลี แนะนำเทคนิคการเพาะเมล็ดผักหวานให้มีเปอร์เซ็นต์การงอก ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ว่า วิธีการเพาะเมล็ดผักหวานด้วยการนำเมล็ดไปหมกทราย เป็นวิถีชาวบ้านที่ใช้การสังเกตและใช้ประสบการณ์พัฒนามาจนได้วิธีนี้คือ

นำเมล็ดผักหวานที่เก็บมาแกะเยื่อหุ้มออกให้หมด ถ้าเอาออกไม่หมดเมล็ดผักหวานจะเกิดเชื้อราได้
เมื่อแกะเยื่อหุ้มเสร็จ นำเมล็ดที่ได้ไปหมกไว้ในกองทราย ทิ้งไว้ประมาณ 8-10 วัน
เมื่อเมล็ดแตกลายงารากจะงอกออกมา
แล้วนำเมล็ดที่มีรากงอกไปใส่ถุงเพาะชำ ใช้เวลาอนุบาลประมาณ 1 เดือน แล้วจึงนำไปลงหลุมปลูกได้
“ใครมาถามป้าก็จะแนะนำให้เพาะวิธีนี้มาตลอด เพราะถ้านำเมล็ดไปหยอดหลุมปลูกเลยจะไม่ค่อยได้ผลดีอัตราการรอดน้อย หลายคนบอกวิธีป้าเสียเวลา แต่ความคุ้มค่าของป้าคุ้มกว่ามาก ลงไปกี่หลุมก็เป็นหมด”

วิธีการปลูก
“จุดยากลำบากในการปลูกผักหวานป่าคือ ต้นกล้าที่เกิดจากการเพาะเมล็ด เมื่อนำไปปลูกในดินต้องระวังไม่ให้รากขาดและรากต้องตั้งตรงลงดิน มิฉะนั้นต้นผักหวานจะไม่เจริญเติบโต”

การจะปลูกผักหวานป่าให้ได้ผลดีจำเป็นต้องใส่ใจตั้งแต่สภาพพื้นที่ปลูกต้องมีความเหมาะสม เป็นดินเนิน ไม่เหมาะปลูกบนที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง หลังจากเพาะเมล็ดเสร็จขุดหลุมลงต้น หากที่สวนไม่มีต้นไม้ใหญ่ไว้ให้ร่มเงาให้ใช้ตะกร้าครอบต้นไว้ก่อนเพื่อกันแดด เพราะถ้าปล่อยให้ร้อนจัดต้นจะไม่ค่อยรอด ครอบทิ้งไว้ 2-3 เดือน พอให้ต้นแข็งแรงต่อสู้กับแสงแดดได้แล้ว

ระยะห่างระหว่างต้น…1×1 เมตร คือระยะที่เหมาะสมที่สุด เพราะของป้าปลูกแรกๆ ยังไม่มีประสบการณ์ เห็นว่าผักหวานมีลักษณะต้นใหญ่เวลาโตกลัวกิ่งจะทับกันจึงใช้ระยะการปลูกที่ 2×2 เมตร แต่กลับไม่ได้ผลดีอย่างที่คิด ระยะห่างที่มากไม่ได้ช่วยให้ผลผลิตดก แต่เทคนิคการรูดใบต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ

ระบบน้ำ…ช่วงเริ่มปลูกใหม่ๆ ตั้งแต่วันแรกเริ่มให้น้ำแต่อย่าให้แฉะเกินไป ถ้าเป็นระบบสปริงเกลอร์ให้เปิดรดนาน 10-20 นาที แต่ไม่จำเป็นต้องรดทุกวัน ถ้าฝนตกให้งด เมื่อต้นโตดีให้เว้นน้ำ ผักหวานจะเปลืองน้ำช่วงตอนเก็บผลผลิต และมีความจำเป็นว่าจะต้องทำผลผลิตให้ออกก่อนผักหวานป่าจะออก ถ้าชนกันผักหวานเราจะไม่ได้ราคา ฤดูของผักหวานป่าคือช่วงเดือนมีนาคม ป้าจึงต้องมีการวางแผนการปลูกที่ดีคือ เริ่มเพาะเมล็ดเดือนเมษายน เดือนมิถุนายนเริ่มปลูก เดือนกันยายนจะเริ่มรูดใบทิ้ง เพื่อให้แตกใบใหม่ออกคือแตกยอด พอแตกยอดจะเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่นั้นมาถึงเดือนมีนาคม ใช้เวลาการรูดใบ 22 วัน 1 ปี เก็บขายได้นาน 7 เดือน

ปุ๋ยโดยมากเป็นปุ๋ยขี้วัว…1 ปี ใส่ 2 ครั้ง แบ่งใส่ 6 เดือน 1 ครั้ง ปริมาณ 1 กระสอบ ให้ทีเดียวจบ หรือดูว่าถ้าต้นไหนอ่อนแอก็ใส่เพิ่ม อาจมีปุ๋ยเคมีผสมบ้างเล็กน้อยเพราะคล้ายว่าของป่าจริงๆ เขาไม่ได้เก็บเกี่ยวตลอด จะมีแค่เฉพาะฤดูกาล แต่ของเราปลูกเป็นอาชีพต้องมีการเก็บเกี่ยวจึงจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีเข้าช่วยเพื่อบำรุงต้นบ้าง

โรคแมลง…จะไม่ค่อยมีถ้าหมั่นทำความสะอาดแปลง อย่าปล่อยให้หญ้าขึ้นรก เพราะศัตรูของผักหวานจะเกิดจากแมลงที่อยู่กับหญ้า ถ้าแปลงสะอาดก็เกิดศัตรูพืชได้น้อยมาก

ผลผลิตต่อไร่…1 ไร่ ได้ 100 กิโลกรัม 8 ไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 700-800 กิโลกรัม เป็นที่น่าพอใจ ปริมาณผลผลิตขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างต้นด้วย ถ้าปลูกถี่ไม่มีปัญหาแต่น้ำต้องถึง เมื่อต้นแก่จะให้ผลผลิตน้อย ต้นไหนแก่ก็เตรียมตัด ให้ต้นสาวขึ้น พอต้นสาวขึ้นยอดก็จะสวย

ต้นทุนการผลิต…สำหรับป้าปลูกมานานถือว่าต้นทุนการปลูกไม่เยอะ เมล็ดเพาะเอง ทำเอง ปลูกเอง แต่ถ้าเป็นมือใหม่ก็ตกต้นทุนไร่ละหนึ่งหมื่นบาทแต่เสียทีเดียว หลังจากนั้นคือกำไร แต่การปลูกผักหวานต้องทำใจในเรื่องของค่าแรงที่สูงแล้วต้องใช้ผู้ที่มีประสบการณ์

“ป้าปลูก 8 ไร่ ต้องใช้คนงานรูดใบถึง 20 คน ค่าแรงวันละ 300 บาท 4 วันเสร็จ สำหรับรูดใบ แล้วหลังจากนั้นต้องจ้างเก็บยอดแล้วแต่ออเดอร์ ถ้าพ่อค้าสั่ง 500 กิโลกรัม เราก็ต้องจ้างคนงานอย่างน้อย 20 คน ถือว่าหนักเรื่องค่าจ้างการดูแลไม่มีปัญหา แต่ลูกจ้างก็หายากไม่ใช่ว่าจะเก็บได้ทุกคน ถ้าคนเก็บไม่เป็นผักจะช้ำ ผลผลิตออกไปไม่เต็มร้อยพ่อค้าไม่สู้ราคา ถ้าคนเก็บเป็นผักจะสวยไม่ช้ำและไว เราจึงต้องหาคนที่เก็บเป็นแล้วให้ค่าแรงเขาเยอะหน่อย”

การตลาดยังไปได้เรื่อยๆ ถึงราคาจะตกลงมาบ้าง
ถ้าเทียบราคาผักหวานปัจจุบันกับสมัยก่อน ป้าสำลี บอกว่า ราคาต่างกันมาก สมัยก่อนราคาดีมาก กิโลกรัมละ 130 บาท ราคาเพิ่งจะมาตกช่วง 4 ปีหลังมานี้ เหลือกิโลกรัมละ 80 บาท ราคาจะขึ้นอีกทีช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม เพราะอากาศเย็นผักหวานจะขึ้นยาก ราคากิโลกรัมละ 100 บาท มีนาคมราคาเหลือกิโลกรัมละ 50 บาท เพราะไปชนกับฤดูของผักหวานป่า

การตลาด ถ้ามีเวลาว่างจะแบ่งไปขายเองที่ตลาดส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่จะส่งให้พ่อค้าประจำเขาจะรับซื้อแล้วส่งไปขายต่างประเทศ ทั้ง มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว ตลาดทางนั้นต้องการเยอะมาก

ฝากถึงเกษตรกรมือใหม่
ผักหวานป่า ยังปลูกเป็นอาชีพได้
พืชอื่นป้าไม่ชำนาญแต่ถ้าเป็นผักหวานเคล็ดลับคือความอดทน เพราะบางครั้งมันก็เป็นบ้าง ตายบ้าง แต่อย่าไปท้อ สู้มันไป แล้วสักวันจะสำเร็จ อาจจะปลูกร้อยต้นมันจะตายสักสิบต้นก็ช่างมัน เราก็ทำที่เหลือต่อไป ไม่ต้องท้อ ผักหวานยังถือเป็นพืชที่เลี้ยงคนปลูกได้อยู่ ถามว่าอนาคตสดใสไหมก็ไม่เท่าเมื่อก่อน แต่ก็สามารถทำให้คนปลูกมีอยู่มีกินได้ ไม่ถึงกับรุ่งเรือง แต่ไม่แย่

ขอขอบคุณ กรมส่งเสริมการเกษตร คุณพงษ์ธร ชุติมานันท์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ คุณฐิรัติภรณ์ คุ้มสมบัติ นักวิชาการเกษตรส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ และ คุณประดิษฐ์ อินตาพรม หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านในครั้งนี้

สวัสดีครับ สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน bndindia.com พบกันเป็นประจำในคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of small scale farmers” กับผมธนากร เที่ยงน้อย นาทีนี้กระท่อมถือเป็นพืชที่หลายคนตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะสามารถขยับไปเป็นพืชเศรษฐกิจได้ในอนาคตอันใกล้ หลายคนบอกว่ากระท่อมอาจจะเป็นเพียงพืชตามกระแส เหมือนพืชอีกหลายชนิดที่ผ่านมาแล้วผ่านเลยไป ผมเองก็ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่ากระท่อมจะเข้าเส้นชัยคว้าตำแหน่งพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ไปครองได้หรือไม่ แต่เพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้ที่สนใจ ผมก็พยายามสืบเสาะหาคำตอบจากผู้รู้ พยายามจะพาไปดูคนที่ลงมือลงทุนจริงจังกับการปลูกกระท่อม ฉบับนี้จึงพาท่านขึ้นไปเหนือซู้ดดด…ของประเทศไทย ตามไปเชียงรายกันเลยครับ

พาท่านมาพบกับ ดร.ปรัชญา เตวิยะ เจ้าของพีทีเอ็น ฟาร์ม (PTN Farm) ที่บ้านเลขที่ 555 หมู่ที่ 1 ตำบลเมืองพาน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ดร.ปรัชญา เล่าว่า “โดยส่วนตัวมองว่ากระท่อมเป็นไม้ยืนต้นลงทุนต้นพันธุ์แค่ครั้งเดียว สามารถเก็บผลผลิตไปได้นานเพราะกระท่อมมีอายุหลายสิบปี นอกจากนั้น ต้นกระท่อมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย หากมีการศึกษาวิจัยในทุกมิติอนาคตจะมีประโยชน์อย่างมากทางด้านการแพทย์ พอมองเห็นประโยชน์ต่างๆ หลังจากรัฐบาลปลดล็อกพืชกระท่อมจากพืชเสพติดเป็นพืชสมุนไพรเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 จึงได้เริ่มปลูกต้นกระท่อมก้านแดง (แมงดา) จำนวน 600 ต้น เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ที่ไร่อมรพัฒน์ ตำบลป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ซึ่งถือว่าเป็นการทดลองปลูกกระท่อมครั้งแรก โดยใช้ต้นพันธุ์กระท่อมก้านแดงจากการเพาะเมล็ดทั้งหมด เนื่องจากต้นเพาะเมล็ดจะมีระบบรากแก้วทำให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรง โตเร็ว จนเห็นว่าสามารถปลูกกระท่อมได้ผลดีจึงขยายพื้นที่การปลูกออกไป โดยเลือกพื้นที่ตรงนี้ซึ่งเดิมทำบ่อเลี้ยงปลานิลซึ่งเป็นธุรกิจของที่บ้าน ใช้บ่อปลานิลพื้นที่ 2.5 ไร่ ปลูกต้นกระท่อมก้านแดง ระยะปลูก 2×2.5 เมตร ได้ทั้งหมด 700 ต้น และตั้งชื่อฟาร์มว่า “พีทีเอ็น ฟาร์ม (PTN Farm)”

การปลูกกระท่อมลงแปลงต้องมีระบบน้ำที่ดี

ดร.ปรัชญา บอกต่อไปว่า “จากการทดลองปลูกพบว่ากระท่อมเป็นพืชที่ชอบน้ำ ชอบแดด การปลูกเลี้ยงต้นกระท่อมลงแปลงจะต้องมีระบบน้ำที่ดีและจะมีต้นทุนการให้น้ำสูงมาก ที่แปลงปลูกกระท่อมแปลงแรกที่ไร่อมรพัฒน์ผมใช้ระบบน้ำแบบประปาภูเขาจากแหล่งต้นน้ำบนภูเขา โดยปล่อยน้ำจากบ่อเก็บน้ำลงมาแปลงปลูกด้านล่างแล้วใช้ระบบการให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ ส่วนแปลงที่บ่อเลี้ยงปลานิลใช้วิธีการปล่อยน้ำจากบ่อเลี้ยงปลาที่อยู่ติดกันลงมาให้ท่วมแปลงปลูกกระท่อมซึ่งมีวิธีการที่แตกต่างกัน จึงมีความคิดที่จะขยายการปลูกกระท่อมในบ่อปลานิล เพราะการเลี้ยงปลานิลเป็นธุรกิจของครอบครัวอยู่แล้ว จึงมีพื้นที่บ่อปลาอยู่หลายบ่อ