เมื่อต้นสะละภายในสวนปลูกได้อายุ 1 ปีครึ่ง จะเริ่มออกดอกมาให้

จากนั้นจะช่วยผสมเกสรให้กับดอกตัวเมียที่บานออกมาภายใน 3 วัน ซึ่งเกสรตัวผู้จะได้จากต้นสะละตัวผู้ที่ปลูกควบคู่ไว้กับต้นตัวเมีย ในอัตราส่วน ต้นตัวผู้ 1 ต้น ต่อต้นตัวเมีย 10 ต้น ซึ่งการช่วยผสมเกสรจะทำให้การติดผลสมบูรณ์มากขึ้น โดยสวนของคุณธานินทร์จะช่วยผสมเกสรวันเว้นวัน

หลังจากผสมเกสรติดแล้ว นับไปอีกประมาณ 1 เดือน ดอกที่ผสมเกสรติดสมบูรณ์จะเริ่มติดผลออกมาให้เห็น ดูแลผลต่อไปอีก 8-9 เดือน สะละจะมีผลแก่ที่พอดี สามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายได้ ซึ่งภายใน 1 ต้น จะมีผลที่แก่ไม่พร้อมกัน ทำให้เก็บช่อที่พร้อมก่อนไปจำหน่าย และดูแลผลที่อยู่บนต้นไปอีกเรื่อยๆ สลับแบบนี้ตลอดทั้งปี

“ช่วงติดผลก็บำรุงต้น ใส่ปุ๋ยให้น้ำเหมือนเดิม ส่วนช่วงออกดอกและมีผล ถ้าเห็นมีแมลงศัตรูพืชและโรคพืชเข้ามาก่อกวน ก็จะใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ เข้ามาฉีดพ่นเพื่อป้องกัน ซึ่งสารชีวภัณฑ์เหล่านี้จะให้มีประสิทธิภาพ ต้องฉีดพ่นในช่วงเวลาที่เหมาะสม ตั้งแต่มาใช้สารชีวภัณฑ์เหล่านี้ ก็ช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลง สุขภาพเราก็ดีตามไปด้วย เพราะการปลูกไม่ได้ใช้สารเคมี โดยการจัดการก็จะหมุนเวียนอยู่แบบนี้ตลอดทั้งปี” คุณธานินทร์ บอก

1,000-1,500 กิโลกรัม

เมื่อมีการจัดการที่ดีและบำรุงรักษาต้นสะละภายในสวนอย่างสม่ำเสมอ คุณธานินทร์ บอกว่า จะทำให้ผลสะละมีเก็บจำหน่ายได้ทุกเดือน ถึงจะเก็บผลไปจากต้นแล้ว แต่ก็ยังมีผลที่ติดใหม่ให้ดูแลต่อ ดังนั้นในเรื่องของการบำรุงต้นให้สมบูรณ์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

ซึ่งผลผลิตที่ส่งจำหน่ายออกจากสวนจะเน้นแบบมีคุณภาพ สร้างความเป็นเอกลักษณ์ของสวน ทำให้ลูกค้านอกจากติดใจในรสชาติแล้ว ยังเชื่อมั่นในผลผลิตของสวนอีกด้วย โดยทำตลาดทั้งจำหน่ายส่งทางไปรษณีย์และลูกค้ามาซื้อถึงหน้าสวนกันเลยทีเดียว

“พื้นที่ปลูกของผม มีอยู่ประมาณ 12 ไร่ ผลผลิตต่อเดือนที่ขายได้ ก็ตกอยู่ที่ 1,000 กิโลกรัมขึ้นไป ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งตลาดจะเน้นสร้างจุดขายเป็นของตนเอง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทุกพวงทุกผลจะเน้นคุณภาพ ผลแก่พอดีพร้อมเก็บเกี่ยว เมื่อถึงมือลูกค้าแล้วทำให้มีรสชาติที่ดี เมื่อลูกค้าติดใจในรสชาติ ก็จะทำให้ทุกครั้งที่อยากทานสะละ ต้องนึกถึงสะละจากสวนเรา จึงทำให้กลับมาซื้อซ้ำและเป็นลูกค้ากันอยู่ประจำจนถึงทุกวันนี้ พร้อมทั้งมีการบริการส่งทางไปรษณีย์ ทำให้ลูกค้าที่อยู่ไกลยังจังหวัดอื่น สามารถทานสะละจากสวนที่ส่งตรงไปถึงบ้านได้อย่างง่ายๆ” คุณธานินทร์ บอก

สำหรับการทำสวนสะละให้ประสบผลสำเร็จและเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้นั้น คุณธานินทร์ แนะนำว่า ผู้ที่จะเริ่มต้นปลูกต้องมีความพร้อมในเรื่องของความอดทน เพราะสะละต้องมีการใส่ใจดูแลในบางขั้นตอน เช่น การผสมเกสร การดูแลต้นให้มีความสมบูรณ์ เมื่อใจพร้อมมีความชอบงานด้านนี้จริงๆ ผลผลิตที่ได้ก็จะออกมามีคุณภาพ จำหน่ายได้ราคา เกิดเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างแน่นอน

ช่องทางจำหน่ายมะนาว หญิงสาวเลือกไปติดต่อเข้าห้างสรรพสินค้า สาขาพิษณุโลก และสาขาเชียงใหม่ ส่งสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 400 – 500 กิโลกรัม (1 เดือน ส่งมะนาวเข้าห้าง 4 ครั้ง) ถ้าช่วงเทศกาล หรือวันหยุดยาวออเดอร์จะเพิ่มขึ้นเท่าตัว

รัตติกานต์ เกตุแก้ว หรือ ตั๊ก อดีตสาวแบงค์ จบ ม.ธรรมศาสตร์ วัย 25 ปี แต่ใจรักเกษตร โบกมือลามนุษย์เงินเดือน ขอผันตัวไปเป็นชาวสวนปลูกมะนาวไร้เมล็ดและทำปุ๋ยใช้เองที่บ้านเกิดจังหวัดพิษณุโลก ส่งผลผลิตมะนาวลูกใหญ่ๆ ขายห้างแม็คโคร และตลาดสด กำเงินแสนทุกเดือน ชีวิตแฮปปี้ อนาคตเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเพื่อเพิ่มรายได้

ตั๊ก เผยว่า หลังจากเรียนจบปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ไปทำงานธนาคารแห่งหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ ระหว่างทำงานจะนำมะนาวไร้เมล็ดที่ปลูกเองมาขายเพื่อหารายได้พิเศษ และจากการขายไม้ผลรสเปรี้ยวจัดชนิดนี้ ทำให้รู้ตัวเองว่าแท้จริงแล้วใจรักเกษตรมากกว่าทำงานประจำ หนที่สุดเลือกที่จะลาออก แล้วกลับบ้านไปปลูกมะนาวขายเป็นเรื่องเป็นราว

สำหรับพื้นที่ปลูกมะนาวที่ตั๊กพูดถึงอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นที่ดินของครอบครัว ราว 50 ไร่ เลี้ยงหมู ปลูกกล้วย และปลูกมะนาวไร้เมล็ดพันธุ์ตาฮิติ ปลอดสารเคมี สาเหตุที่เลือกพันธุนี้ ตั๊ก บอกว่า ทนทานต่อโรค เฉลี่ยต่อไร่ ปลูกมะนาวได้ 90 ต้น ลงทุนไร่ละ 5,000 บาท ทำปุ๋ยใส่เอง ใช้นำขี้หมูรด ผลดกเป็นที่น่าพอใจ

“ตั๊กปลูกมะนาวไร้เมล็ด 10 ไร่ เฉลี่ยต่อไร่ปลูกมะนาวได้ 90 ต้น วิธีการปลูก ซื้อกิ่งพันธุ์มาชำลงดินเว้นระยะห่าง 4×4 เมตร ปลูกในดินทรายปนดินร่วน ใช้น้ำจากบ่อขี้หมูมารดวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น ทำปุ๋ยเอง ราว 8 เดือน ก็สามารถเก็บมะนาวขายได้แล้ว”
สำหรับปุ๋ยที่หญิงสาวทำเอง เธอเผยว่า คือ “ฮอร์โมนจานด่วน” สุดยอดสารอาหารของต้นมะนาว ซึ่งมีด้วยกัน 3 สูตร สูตรที่ 1 ประกอบด้วย นมสด กากน้ำตาล หมัก 7วัน สูตรที่ 2 มี หน่อกล้วยสับ กากน้ำตาลหมัก 7 วัน สูตรที่ 3 มีไข่ไก่ดิบ น้ำมันมะพร้าว ลูกแป้งข้าวหมาก กะปิ เครื่องดื่มชูกำลัง M150 หมัก 14 วัน
นำทั้ง 3 สูตรนี้มาปั่นรวมกัน เพื่อให้กลายเป็น “ฮอร์โมนจานด่วน” ฉีดต้นมะนาวสัปดาห์ละครั้ง ตั้งแต่แรกปลูกเพื่อกระตุ้นให้มะนาวออกดอก หลังจากนั้นทุกๆ 15 วัน ค่อยฉีดต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ามะนาวจะออกผล

คุณตั๊ก บอกว่า ต้นมะนาวยิ่งแก่ ลูกยิ่งดก ปัจจุบันเธอปลูกมาแล้ว 5 ปี มะนาว 1 ต้น ให้ผลผลิตต้นละ 600 ลูก ซึ่งปัจจุบันปลูกมะนาว 10 ไร่ เฉลี่ยต่อไร่ปลูกมะนาวได้ 90 ต้น มีมะนาว 900 ต้น (10ไร่ x 90ต้น) 900 ต้น เก็บผลผลิตส่งขายทุกวัน

ด้านช่องทางจำหน่ายมะนาว หญิงสาวเลือกไปติดต่อเข้าห้างสรรพสินค้าสาขาพิษณุโลก และสาขาเชียงใหม่ ส่งสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 400 – 500 กิโลกรัม (1 เดือน ส่งมะนาวเข้าห้าง 4 ครั้ง) ถ้าช่วงเทศกาล หรือวันหยุดยาวออเดอร์จะเพิ่มขึ้นเท่าตัว

ในส่วนของราคาที่ส่ง เจ้าของสวน เผยว่า ขึ้นลงลงตามช่วงฤดูกาล ยกตัวอย่าง ช่วงหน้าแล้ง เดือนเมษายน ราคากิโลกรัมละ 80 บาท ช่วงหน้าฝน มิถุนายน กิโลกรัมละ 50 บาท ฤดูหน้าหนาว กิโลกรัมละ 60 บาท หากเป็นช่วงเทศกาลจะส่งสัปดาห์ละ 800 – 1,000 กิโลกรัม

สเปกมะนาวที่ส่งห้างแม็คโคร เป็นมะนาวไร้เมล็ด เฉลี่ย 10 ลูก 1 กิโลกรัม หญิงสาว เผยว่า ส่งมาได้ 2 ปีแล้ว รายได้เฉลี่ยเดือนละแสน (ยังไม่หักรายจ่าย) นอกจากนั้นยังส่งขายตลาดสดทั่วไป วันละ 400 – 500 ลูก ราคาลูกละ 3-4บาท มีรายได้เฉลี่ยทุกวัน วันละ 2,000 บาท อีกด้วย

ในอนาคต หญิงสาวคนขยัน บอกต่อว่า อยากขยายพื้นที่ปลูกมะนาวเพิ่มจาก 10 ไร่ เป็น 14 ไร่ วัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการของตลาด รวมถึงเพิ่มรายได้ด้วย

สะละอินโดฯ เป็นพืชท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซีย เกษตรกรไทยได้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานหลายปีแล้ว โดยเริ่มในจังหวัดทางภาคใต้ก่อน เนื่องจากมีอากาศชื้นและฝนชุกคล้ายภูมิประเทศของอินโดนีเซีย ซึ่งมีเกาะเป็นจำนวนมาก ต่อมาได้ขยายพื้นที่การปลูกไปหลายจังหวัด เช่น จังหวัดในภาคตะวันออก และจังหวัดภาคกลางบางจังหวัด

มีโอกาสได้ชิมรสชาติสะละอินโดฯ ครั้งแรกเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว รู้สึกประทับใจในความล่อนของเนื้อและความกรอบ ในสมัยนั้นสะละพันธุ์ดีๆ ของไทย เช่น สุมาลี เนินวง ยังไม่มีแพร่หลาย มีแต่ระกำหวาน ซึ่งคุณภาพยังเทียบกับสะละในปัจจุบันไม่ได้ แต่รสชาติหวานอมเปรี้ยวของสะละบ้านเราก็ยังเป็นที่นิยมมากกว่า เนื่องจากสะละอินโดฯ มีราคาแพงกว่าสะละบ้านเรา

เกษตรกรชาวสวนยางในอำเภอยะหา จังหวัดยะลา คุณดอเลาะ สะตือบา อยู่ที่บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 8 ตำบลบาโร๊ะ ได้ปลูกสะละอินโดฯ แซมในสวนยาง ซึ่งมีพื้นที่ 3 ไร่ เป็นจำนวน 400 ต้น ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 4 ไร่ ได้ขุดบ่อปลา เลี้ยงไก่ และทำการเกษตรผสมผสานอย่างอื่น โดยการปลูกยางพาราจะใช้ระยะห่างระหว่างต้น 8 เมตร และระยะห่างระหว่างแถว 3 เมตร ในช่วงว่างระหว่างต้น 8 เมตรนั้น คุณดอเลาะ ได้ปลูกสะละอินโดฯ ลงไป 3 ต้น ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และสะละอินโดฯ ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพร่มเงา

เริ่มต้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2549 คุณดอเลาะ ได้มีโอกาสชิมสะละอินโดฯ ก็ถูกใจในความกรอบล่อน จึงนำเมล็ดพันธุ์จากประเทศอินโดนีเซียมาปลูกเพียง 20 ต้น เพียง 3 ปี ก็ได้ผลผลิต สามารถจำหน่ายในสวนขณะนั้นได้กิโลกรัมละ 50 บาท ลูกค้าที่ได้ชิมก็ติดใจ จำนวนผลผลิตที่ได้ไม่พอขาย จึงเกิดความคิดจะปลูกสะละอินโดฯ เพื่อจำหน่าย แต่ติดขัดที่พื้นที่ ต่อมาคิดได้ว่าช่วงว่างระหว่างต้นยางยังมีพื้นที่ว่างอยู่ จึงได้ปลูกสะละอินโดฯ ในระหว่างร่องยาง ร่องละ 3 ต้น

คัดเมล็ดที่ดีทำพันธุ์
การปลูกโดยใช้เมล็ดจะต้องเลือกใช้เมล็ดที่มีขนาดใหญ่ สมบูรณ์เต็มที่ จากต้นที่มีผลดกและรสชาติดี นำมาผึ่งลมให้แห้ง ประมาณ 7 วัน อย่าตากแดด เพราะจะทำให้เปอร์เซ็นต์การงอกลดลง นำเมล็ดมาเพาะในถุงดำที่ใส่ดินผสมกับขี้วัวแห้ง ใส่เมล็ดลงไปให้เมล็ดพอจม แล้วนำดินผสมโรยปิดหน้าด้านบนอีกเล็กน้อย วางไว้ในที่ร่มรำไร หรือใต้ร่มไม้ รดน้ำเช้า-เย็น ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เมล็ดก็จะเริ่มงอก รดน้ำเหลือแค่วันละครั้ง จนกระทั่งครบ 5 เดือน

เมื่อต้นมีขนาดใหญ่ก็จะเปลี่ยนถุงให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ดูแลต่อไปอีกประมาณ 2-3 เดือน ต้นสะละอินโดฯ ก็โตพร้อมที่จะจำหน่าย ปัจจุบัน คุณดอเลาะ จำหน่ายหน้าสวน ในราคาต้นละ 30 บาท การปลูกสะละอินโดฯ จะขุดหลุมลึกและกว้าง 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยขี้วัวหรือปุ๋ยมูลสัตว์และใบไม้แห้ง ฤดูปลูกที่เหมาะสมคือช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป และควรเป็นที่ร่มรำไร ต้นจะเจริญเติบโตได้ดี

ในสวนคุณดอเลาะ ให้น้ำต้นสะละอินโดฯ ด้วยระบบสปริงเกลอร์ วันละครั้งหรือ 2 วันครั้ง แล้วแต่สภาพดินฟ้าอากาศ แต่ก็ไม่เคยเจอโรคโคนเน่า เพราะบริเวณโคนจะต้องดูแลให้โล่งเตียน ไม่ให้รก ซึ่งจะเป็นแหล่งอาศัยของแมลงต่างๆ ที่เป็นศัตรูพืช การตัดแต่งใบของต้นสะละอินโดฯ ก็จำเป็นเพียงเพื่อไม่ให้รกคลุมดินมากเกินไปเท่านั้น ไม่ควรตัดแต่งจนโคนโล่งเกินไป

การให้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ
ในสวนจะเน้นการใช้ปุ๋ยคอก โดยใช้ในอัตรา 5-10 กิโลกรัม ต่อปี ต่อต้น ส่วนปุ๋ยเคมีจะใช้น้อยมาก โดยจะใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 60-0-0 ในอัตรา 250 กรัม ต่อต้น เมื่อสะละเริ่มติดผลอ่อน และหลังจากนั้นอีกประมาณ 2 เดือน ก็จะใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 250 กรัม ต่อต้น และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ สูตรของคุณดอเลาะใช้น้ำหมักชีวภาพ 20 ลิตร นม ยูเอชที 10 กล่อง หมักไว้ในที่ร่ม ประมาณ 20 วัน อัตราการใช้คือ น้ำหมัก 1 แก้ว ต่อน้ำ 1 ฝักบัว หรือประมาณ 20 ลิตร ใช้สำหรับรด 1 ต้น จะรดเฉพาะในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนเก็บผล 3 ครั้ง โดยรดห่างกัน 10 วัน จะทำให้สะละอินโดฯ มีรสชาติดีขึ้น

ต้องช่วยผสมเกสร
ดอกของต้นสะละอินโดฯ จะเริ่มบานจำนวนมากตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนธันวาคม ในช่วงเวลาเช้าไม่เกิน 9 โมงเช้า คุณดอเลาะ จะเอาเกสรตัวผู้มาผสมกับเกสรตัวเมีย โดยเด็ดเกสรตัวผู้จากต้นตัวผู้มาเคาะใส่ดอกตัวเมีย สังเกตได้ว่าเกสรดอกตัวเมียจะใหญ่กว่าเท่าหนึ่งของเกสรดอกตัวผู้ โดยใช้จำนวนดอกต่อดอกจึงจะทำให้ติดผลได้ดี

ตรงนี้มีเทคนิคของคุณดอเลาะ ซึ่งบอกว่า “จะต้องดูลมด้วย ถ้าลมแรง เกสรตัวผู้ที่ผสมจะโดนลมพัดปลิวทำให้ผลติดน้อย เมื่อผสมเกสรแล้วควรเอาใบที่ตัดทิ้ง หรือใบกล้วยมาปิดทับไว้ 2-3 วัน ค่อยเอาใบกล้วยออก จะทำให้ผลติดดี และเกสรตัวเมียจะบานเพียง 2 วัน จึงต้องเร่งผสมให้ทันเวลา”

ในช่วงที่สะละอินโดฯ ติดผล จำเป็นต้องหมั่นดูแลและตัดแต่งผลที่ไม่สมบูรณ์ออก เพื่อให้ผลอื่นในช่อมีความสมบูรณ์ หลังจากที่ผสมติดแล้ว ผลของสะละอินโดฯ จะใช้เวลา 5 เดือน จึงจะสามารถเก็บผลผลิตได้ คือประมาณช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี แต่ในสวนที่มีการจัดการอย่างดี จะจำหน่ายผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมไปถึงเดือนสิงหาคม อย่างสวนของคุณดอเลาะ ในช่วงเวลาที่ติดผล คุณดอเลาะ จะสังเกตเห็นว่าการที่ช่อผลของสะละอินโดฯ โดนน้ำจากการรดด้วยสปริงเกลอร์จะสมบูรณ์กว่าช่ออื่น ส่วนการเก็บผลผลิตจะสังเกตจากผิวที่เงามันและขนจะหลุดร่วงไป โดยไม่จำเป็นต้องชิม เนื่องจากมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มานาน

ปัจจุบัน ต้นสะละอินโดฯ 400 ต้น ในสวนคุณดอเลาะ อายุได้ประมาณ 7 ปี มีผลผลิตสมบูรณ์เต็มที่แล้ว ในปีที่ผ่านมาผลผลิตสะละอินโดฯ ทั้งปี ประมาณ 1,500 กิโลกรัม จำหน่ายหน้าสวน กิโลกรัมละ 80 บาท มีรายได้เฉพาะสะละอินโดฯ อย่างเดียวปีละ 120,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่ต้องซื้อคือ ปุ๋ยเคมี ปีละ 3 กระสอบ ส่วนปุ๋ยคอก ได้จากการเลี้ยงไก่ในสวน ไม่ต้องซื้อหา นอกจากการทำสะละอินโดฯ แล้ว คุณดอเลาะ ยังทำเกษตรผสมผสานอย่างอื่นอีกหลายอย่าง ไว้มีโอกาสจะนำมาเสนอให้อ่านอีก

คุณไมตรี สุขเกษม หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “การปลูกสะละอินโดฯ มีปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ

1. การตัดแต่งหน่อและใบสะละจะทำให้แตกหน่อออกรอบลำต้น ถ้าไม่ดูแล จะมีหน่อที่เจริญเติบโตออกเป็นลำต้นจำนวนมาก ใน 1 กอ ควรเลี้ยงต้นไว้ไม่เกิน 3 ต้น ส่วนการตัดแต่งใบ ให้ตัดทางใบออกตั้งแต่เริ่มแทงช่อดอก เพื่อไม่ให้มีใบมากเกินไป เป็นการลดการใช้อาหารและช่วยให้การติดผลรวมถึงทะลายมีพื้นที่มากขึ้น ไม่เบียดกัน ผลก็จะโตขึ้นและสะดวกในการปฏิบัติงาน

2. ต้องช่วยผสมเกสร เนื่องจากสะละอินโดฯ เป็นพืชที่มีดอกแยกเพศ คือเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่คนละต้นกัน การติดผลตามธรรมชาติต้องอาศัยแมลง การช่วยผสมเกสรจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย

3. การดูแลเอาใจใส่มีส่วนสำคัญ การใส่ปุ๋ย การให้น้ำ ต้องศึกษาพฤติกรรมของสะละว่าช่วงเวลาไหนต้องการน้ำ ช่วงไหนต้องการปุ๋ย จะต้องให้ตรงกับความต้องการของพืช ทั้งนี้ต้องไม่ลืมเรื่องการลดต้นทุน โดยการใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ การเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการให้ปุ๋ยตามช่วงระยะการเจริญเติบโตของผล การตัดแต่งผล จะทำให้ผลผลิตได้คุณภาพ เกรด เอ ตรงกับความต้องการของตลาดและขายได้ราคา

ส่วนเรื่องการตลาด สะละอินโดฯ นั้น มีปลูกใน 3 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดยะลามีพื้นที่ปลูก ประมาณ 2,300 ไร่ รสชาติและคุณภาพเป็นเครื่องการันตี ราคาขายหน้าสวนของสะละอินโดฯ กิโลกรัมละ 80 บาท จำนวนผลผลิตในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อความต้องการ”

สนใจที่จะปลูกสะละอินโดฯ สามารถสั่งซื้อต้นพันธุ์ของคุณดอเลาะได้ ในราคา ต้นละ 30 บาท ที่เบอร์โทรศัพท์ (081) 096-9047 คุณดอเลาะ สะตือบา แนะนำการปลูกสะละอินโดฯ ทิ้งท้ายว่า “สะละอินโดฯ ควรปลูกแซมใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ และจะต้องมีเวลาดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงติดผล ถ้าทำไม่ได้อย่าปลูกเด็ดขาด” นิ

ปัจจุบัน พื้นที่ปลูกยางเดิมและดินพื้นที่ปลูกยางใหม่ เป็นดินเสื่อมโทรม มีความสมบูรณ์ต่ำ อันเกิดจากดินขาดอินทรียวัตถุ เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน การสูญเสียธาตุอาหารพืชโดยติดไปกับผลผลิตสภาพแวดล้อมธรรมชาติเปลี่ยนแปลง สภาวะโลกร้อนทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต ทำให้ต้นทุนในการผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมัน ตลอดจนไม้ผลสูง

การปลูกพืชคลุมดินในสวนยาง เว็บ SBOBET เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในสวนยาง ทั้งนี้ เศษซากพืชคลุมดินเมื่อย่อยสลายกลายเป็นอินทรียวัตถุจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ช่วยปรับโครงสร้างดินและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ปุ๋ยเคมี ส่งผลให้การเจริญเติบโตดี เปิดกรีดได้เร็วขึ้นและให้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มขึ้นด้วย การปลูกพืชคลุมดินไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน รักษาความชื้นในดิน ควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืช ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดวัชพืช ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในดิน ได้แก่ จุลินทรีย์ เช่น เชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ และสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดิน เช่น มด แมลง หนอน ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ และยังช่วยเพิ่มฮิวมัสให้แก่ดินอีกด้วย

สถาบันวิจัยยาง ได้มีการแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชคลุมดินในสวนยางช่วงเวลาเดียวกันกับการปลูกยาง โดยปลูกในระหว่างแถวยางที่ไม่มีการปลูกพืชแซมยาง พืชคลุมดินที่นิยมปลูกในสวนยาง ได้แก่ พืชคลุมดินตระกูลถั่ว เช่น คาโลโปโกเนียม เซ็นโตรซีมา และเพอราเรีย เป็นต้น ปัจจุบัน มีพืชคลุมดินอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพเหมาะสำหรับนำมาปลูกในสวนยาง คือ ซีรูเลียม (Calopogonium caeruleum) เป็นพืชคลุมดินที่สามารถเจริญเติบโตคลุมดินได้ดี และช่วยเพิ่มธาตุอาหารตลอดจนอินทรียวัตถุให้แก่ดินได้ดีกว่าพืชคลุมดินชนิดอื่นๆ

ซีรูเลียมเป็นพืชคลุมดินตระกลูถั่ว อายุข้ามปีและเป็นพืชวันสั้น มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ รากจะมีปมตรึงไนโตรเจนจากอากาศ สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะของลำต้นเป็นเถาเลื้อยแข็งแรง เห็นขนไม่ชัด ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันคล้ายใบโพธิ์ ใบค่อนข้างหนา ดอกเป็นช่อสีม่วง ซีรูเลียมจะเริ่มออกดอกในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ฝักจะมีลักษณะแบนยาวมีสีน้ำตาลเข้มเมื่อแก่ ฝักจะแตกออกมาเองเมื่อแห้งจัด เมล็ดมีขนาดใหญ่ เปลือกหุ้มเมล็ดหนา เมล็ดมีสีเหลืองจนถึงน้ำตาล ผิวเรียบเป็นมัน น้ำหนัก 1 ก.ก. จะมีเมล็ดประมาณ 28,420 เมล็ด ระบบรากมีทั้งรากแก้วและรากฝอย

ซีรูเลียม มหัศจรรย์พืชคลุมดินในสวนยาง

ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย ให้ข้อมูลว่า พืชคลุมดินซีรูเลียม มีการนำเข้ามาทดลองปลูกในประเทศไทย ในปี 2519 จนถึงปัจจุบัน จากการทดลองปลูกปรากฏว่าควบคุมวัชพืชได้ดี ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุอาหารในดิน ช่วยลดปัญหาการเกิดไฟไหม้ในสวนยาง และยังช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ