เมื่อพบต้นหม่อนเป็นโรครากเน่า วิธีกำจัดขุดต้นทั้งรากขึ้นมาเผา

ทำลายทิ้งไป ใส่ปูนขาวลงบริเวณหลุม พร้อมตากดินทิ้งไว้ 1-2 เดือน ก่อนการปลูกซ่อม ระหว่างพรวนดิน หลังการใส่ปุ๋ยระวังอย่าให้ต้นหม่อนเกิดบาดแผล การตัดแต่งกิ่งควรใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ที่คมและสะอาด คือก่อนและหลังตัดกิ่งต้องทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ทุกครั้งในเขตที่มีโรครากเน่าระบาด ให้ปลูกด้วยกิ่งพันธุ์ที่ใช้พันธุ์ บร.4/2 เป็นต้นตอ และติดตาด้วยพันธุ์เชียงใหม่ การระบาดของโรคจะหมดไปในที่สุด

โบราณท่านกล่าวไว้ว่า ถึงข้าวยากหมากแพงก็ยังมีหัวเผือก หัวมัน หัวกลอย หัวบุก ที่สามารถจะกินแทนข้าวได้ เพราะพืชหัวเหล่านี้เป็นอาหารคาร์โบไฮเดรตชั้นเลิศ ที่ช่วยทำให้อิ่มท้องได้เหมือนๆ กับกินข้าว ซึ่งในสมัยก่อนพืชหัวใต้ดินพบได้ตามป่าตามเขาได้ง่ายทั่วๆ ไป และที่สำคัญพืชหัวเหล่านั้นมีมากมาย ไม่ต้องซื้อหาแต่อย่างใด? โดยเฉพาะพืชหัวที่ใครๆ บอกว่ามีสารพิษร้ายแรงมากๆ แต่ก็ยังสามารถนำมาทำเป็นอาหารและกินได้อย่างอร่อย ซึ่งพืชหัวนั้นก็คือ หัวกลอย นั่นเอง

ชาวบ้านป่าในสมัยก่อน เมื่อข้าวไม่พอกินตลอดปีหรือเมื่อข้าวเปลือกที่กักตุนไว้หมด อาหารสำรองจากข้าวก็คือ กลอย ในช่วงฤดูฝนต่อกับฤดูหนาวจะมีกลอยชุกชุม หัวของกลอยจะฝังอยู่ในดินตื้นๆ มีอยู่เป็นกลุ่มๆ มีตั้งแต่สามหัวจนถึงสิบ ชาวบ้านขุดมากักตุนไว้ แล้วเอาหัวกลอยมาปอกเปลือกแล้วฝานให้เป็นชิ้นบางๆ นำมาผ่านกรรมวิธีเพื่อล้างพิษเมาออกให้หมด แล้วนำไปตากแดดให้แห้งสามารถเก็บไว้ได้นานๆ พอถึงเวลาจะกินก็เอามานึ่งให้สุก หรืออาจแปรรูปเป็นเมนูอาหารและของหวาน โดยจะเอาคลุกน้ำตาล ขูดมะพร้าวผสมก็กินอร่อยแล้ว หรือจะกินแทนข้าวก็ได้เช่นกัน

กลอยคืออะไร ทำอะไรได้บ้าง

กลอย มีตำนานเล่าขานกันมาว่า เป็นอาหารที่มีคุณค่าและประโยชน์สามารถนำมากินแทนข้าวได้อย่างดี เมื่อสมัยสงครามโลกที่ผู้คนได้อพยพไปซ่อนตัวกันอยู่ในป่า นอกจากข้าวแห้งที่เตรียมไปแล้วยังมี หัวกลอย เป็นอาหารที่สามารถหาได้ภายในป่านำมาต้มมาหุงกินแทนข้าวได้

หัวกลอย เหมือนหัวมัน หัวเผือก ที่มักจะอยู่ใต้ดิน แต่กว่าจะได้มาซึ่งความอร่อยนั้นต้องผ่านกรรมวิธีหลายๆ ขั้นตอน เพราะก่อนนำมากินหรือนำมาทำอาหารต้องล้างสารพิษออกให้หมดก่อน ส่วนมากชาวบ้านเขาจะมีกรรมวิธีในการทำ คือเมื่อได้หัวกลอยสดๆ มาต้องนำหัวกลอยมาฝานเป็นชิ้นบางๆ จากนั้นนำมาแช่ในน้ำเกลือ แล้วถ่ายน้ำทิ้งหลายๆ ครั้ง หรือแช่ในน้ำไหลเพื่อให้น้ำชะล้างสารพิษออกให้หมด เพราะสารพิษในกลอยจะละลายได้ดีในน้ำ ความเป็นพิษของกลอยนั้นมีเรื่องเล่าขานว่า มีชาวป่าบางเผ่าพันธุ์ จะนำเอาน้ำที่คั้นจากหัวกลอยมาผสมกับยางของต้นน่อง แล้วอาบลูกดอกเพื่อใช้ยิงสัตว์ในสมัยก่อน

พืชล้มลุกชนิดหนึ่งมีหัวใต้ดินชื่อ กลอย นิยมกินกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในประเทศไทยมักจะพบตามป่าเบญจพรรณที่ค่อนข้างโปร่ง หัวกลอย มักฝังอยู่ใต้ดินตื้นๆ ภายในหัวมีอาหารประเภทแป้งชั้นดีอยู่มาก คนในชนบทหรือชาวป่าจึงขุดหัวกลอยมาต้มกิน หรือในบางครั้งก็จะหุงรวมกับข้าว ส่วนคนในเมืองมักนำมาทำเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น กลอยคลุกน้ำตาลกับมะพร้าว นึ่งกับข้าวเหนียวมูล ข้าวเหนียวกลอยหน้าสังขยา หรือจะหั่นเป็นชิ้นบางๆ นำไปชุบแป้งทอดกินแบบกล้วยแขก ทำเป็นกลอยบด กลอยแผ่น ข้าวเกรียบกลอย และบัวลอยกลอยก็อร่อยเช่นกัน

ประเภทของกลอย

กลอย มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น กลอยมัน กลอยข้าวเหนียว กลอยข้าวเจ้า กลอยหัว และกลอยนก เป็นต้น ในประเทศไทยมีกลอย ประมาณ 32 ชนิด พบมากทางภาคเหนือ และภาคอีสาน ในช่วงฤดูฝนจนถึงฤดูหนาว สำหรับชาวบ้านจะแบ่งประเภทของกลอยง่ายๆ ตามลักษณะของลำต้นและตามสีในเนื้อหัวกลอยได้ 2 ชนิด คือ

กลอยข้าวเจ้า จะมีลักษณะของเถาและก้านใบสีเขียว และจะมีเนื้อสีขาวนวลและเนื้อหยาบกว่ากลอยข้าวเหนียว

กลอยข้าวเหนียว มีเถาสีน้ำตาลอมดำ และมีสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม (สีทอง ) เนื้อเหนียวและรสชาติดีกว่ากลอยข้าวเจ้า (มีเนื้อที่ร่วยซุย) ดังนั้น ชาวบ้านหรือเกษตรกรจึงมักจะนิยมกินกลอยข้าวเหนียวมากกว่ากลอยข้าวเจ้า

พิษร้ายแรง แต่แฝงด้วยความอร่อย

แม้หัวกลอยจะมีพิษ แต่ก็ยังมีผู้ที่นิยมนำหัวกลอยมาใช้เป็นอาหาร เช่น ใช้นึ่งกับข้าวเหนียว ทำแกงบวด หรือทอดคล้ายถั่วลิสงชุบแป้งทอด และอื่นๆ อีกหลายเมนู ประสบการณ์การแพ้กลอยอย่างรุนแรงได้เคยเกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเอง (เป็นความทรงจำที่ไม่เคยลืมเลือนเลย) จำได้ว่าในวันนั้น หลังจากที่กินกลอยนึ่งกับฟักทองคลุกมะพร้าวอย่างเอร็ดอร่อย พอสักพักจึงรู้สึกว่าตัวเองเกิดอาการมึนและปวดหัวอย่างรุนแรง อีกทั้งอาเจียนแบบไม่หยุด (เรียกว่า มันออกมาจนหมดไส้หมดพุงเลยทีเดียว) ทำให้เข็ดขยาดกับหัวกลอยนึ่งถึงขนาดว่ากลัวไปเลย ต่อมาจึงรู้ว่าแป้งในหัวกลอยนั้นมีสารพิษที่ชื่อว่า ไดออสคอรีน ซึ่งพิษชนิดนี้จะมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งประสาทส่วนกลางมีผลต่อการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น การสัมผัสทางกาย

ดังนั้น คนที่กินกลอยที่มีสารพิษเข้าไปจึงมักมีอาการคันที่ปาก ลิ้น คอ คลื่นไส้ อาเจียน และเมื่อประสาทส่วนกลางบีบหัวใจทำให้เกิดอาการมึนเมา วิงเวียน ใจสั่น ตาพร่า อึดอัด และเป็นลมได้ในที่สุด ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับพิษจะมีอาการรุนแรงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษ ความต้านทานของแต่ละคน

สารพิษในหัวกลอยนั้น หากเราเอาน้ำละลายสารพิษออกมาได้หมดก็สามารถที่จะกินได้อย่างปลอดภัย ซึ่งคนสมัยก่อนมีวิธีการล้างพิษกลอยด้วยการฝานหัวกลอยเป็นชิ้นบางๆ แล้วนำมาแช่น้ำไหล เช่น ในลำธาร ซึ่งต้องใช้เวลาชะล้างสารพิษนานไม่ต่ำกว่า 7 วัน หรืออีกวิธีหนึ่งคือ การนำไปแช่ในน้ำเกลือเข้มข้น โดยเกลือจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสารไดออสคอรีนในแผ่นกลอยได้เร็วขึ้น แต่ต้องถ่ายน้ำทิ้งหลายๆ ครั้ง และใช้เวลาแช่ไม่ต่ำกว่า 3 วัน ส่วนการแช่น้ำไว้หลายวันจนกว่าเมือกที่ผิวกลอยจะหมดนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าจะไม่มีพิษเหลือยู่ เพราะสารพิษที่ยังอยู่ภายในเนื้อกลอยอาจยังซึมออกมาข้างนอกไม่หมดก็เป็นได้

กรณีหากได้รับพิษจากการกินกลอยมากเกินไป อาการจะเหมือนอาหารเป็นพิษทั่วๆ ไป ต้องพยายามดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้พิษนั้นเจือจางลง หลังจากนั้นให้กินผงถ่านคาร์บอน ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป หรือดื่มน้ำสมุนไพรรางจืดเพื่อดูดซับสารพิษในระบบทางเดินอาหาร ทั้งนี้ อาจดื่มน้ำเกลือแร่ร่วมด้วย เพื่อชดเชยน้ำในร่างกายที่สูญเสียไป ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเกิดอาการขาดน้ำและอาจต้องอาศัยการให้น้ำเกลือช่วย

กลอย เป็นอาหารของผู้คนมาตั้งแต่สมัยที่เรายังปลูกข้าวไม่ได้ เมื่อถึงคราวฤดูแล้งหาอาหารไม่ได้ก็ได้อาศัยขุดหัวเผือก หัวมัน หัวกลอย กินพอประทังชีวิตไปได้ แม้ในยามศึกสงครามที่ผู้คนต้องอพยพไปหลบภัยอยู่ตามป่า ก็มีพืชหัวเหล่านี้ที่พอจะกินประทังชีวิตไปได้

หัวกลอย กว่าจะเอามากินได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ขอเพียงแค่ขอให้รู้จักมันสักหน่อย ทำกินอย่างไร? ความรู้และภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้ถ่ายทอดและสืบต่อกันมาอย่างช้านาน ซึ่งกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ากรรมวิธีแบบไหน? นำมาใช้ประโยชน์อย่างไร? และการจะกินได้หรือไม่? นั้น ต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์วิจัยทดลองมาหลายชั่วอายุคน หรืออาจผ่านการทดสอบ ทดลอง โดยใช้ชีวิตผู้คนมาแล้ว

หัวกลอย เป็นทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีอยู่ในป่าในเขา ซึ่งมนุษย์รู้จักวิธีการนำความหลากหลายทางชีวภาพมาใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิต ได้แก่ การใช้เป็นอาหารที่สามารถนำมาเลี้ยงผู้คนมาตั้งแต่ยุคโบราณ เพราะหากปีไหนข้าวปลาหรือน้ำไม่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านก็จะขุดหัวกลอยมากินแทนข้าว สำหรับในยุคปัจจุบัน หัวกลอย กลายเป็นพืชอยู่ในป่าถูกบุกรุกทำลายและกำลังจะหายไปตามความหลากหลายของชนิดพืชพันธุ์อื่นๆ เกือบหมดแล้ว ซึ่งหากเราไม่ช่วยกันอนุรักษ์และช่วยกันรักษาภูมิปัญญาพืชหัวใต้ดินชนิดนี้ไว้ คงเป็นสัญญาณอันตรายกับ หัวกลอย ในอนาคตอย่างแน่นอนเลยทีเดียว

“กุยช่าย” เป็นพืชสมุนไพรล้มลุกจำพวกผัก มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน จัดเป็นพืชวงศ์เดียวกับหอมและกระเทียม ลำต้นของกุยช่ายมีความสูงประมาณ 30-45 เซนติเมตร มีเหง้าเล็กและแตกกอ เป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุย หน้าดินหนา มีอินทรียวัตถุสูง ระบายน้ำได้ดี และมีค่า pH ระหว่าง 6.5-6.8 โดยทั่วไปกุยช่ายมี 2 ประเภท คือ กุยช่ายขาว และกุยช่ายเขียว

กุยช่ายเขียว เกิดจากการปลูกและดูแลรักษาเพื่อให้ต้นได้รับแสงแดดตามปกติ ใบกุยช่ายจะมีสีเขียวเข้ม ทั้งนี้ เมนูอาหารที่คุ้นกัน อย่างเช่น ผัดไทย ขนมกุยช่าย ผักดอง ฯลฯ ส่วน กุยช่ายขาว เกิดจากการปลูกเพื่อไม่ให้ต้นโดนแสงแดด (ใช้ภาชนะหรือกระบอกไม้ไผ่ครอบไว้) ทำให้ใบกุยช่ายจะมีสีขาวซีด อวบ กรอบ และหวาน นิยมนำไปทำเป็นเมนูหมูกรอบผัดกุยช่าย กุยช่ายขาวผัดเต้าหู้หมูสับ

ขณะเดียวกันถ้าปลูกตามธรรมชาติ ต้นกุยช่ายก็จะออกดอกแล้วมักเรียกติดปากกันว่า “ดอกไม้กวาด” ซึ่งนิยมนำมาทำเป็นอาหาร อย่าง ผัดดอกกุยช่ายใส่หมู หรือเครื่องใน ได้ตามความชอบ

การปลูกกุยช่ายทำได้ง่าย ดูแลไม่ยุ่งยาก ปุ๋ย/ยาใช้น้อย ลงทุนไม่มาก ผลตอบแทนดี ปลูกครั้งเดียวสามารถให้ผลผลิตและมีรายได้ถึง 3 อย่าง (ใบเขียว, ใบขาว และดอก) และต่อเนื่อง ทั้งยังสามารถให้ผลผลิตได้หลายรุ่น โดยไม่ต้องปลูกบ่อยให้เสียเวลา จึงได้รับความนิยมปลูกกันแบบครัวเรือนขนาดเล็ก-กลาง ปลูกเป็นรายได้เสริมหรือรายได้หลักเชิงธุรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้น กุยช่ายจึงนับเป็นพืชสร้างรายได้อีกชนิดที่น่าสนใจ

คุณสุวิทย์ คุ้มตาเนิน อยู่บ้านเลขที่ 129 หมู่ที่ 19 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีอาชีพปลูกกุยช่าย พร้อมกับจำหน่ายต้นพันธุ์ ในชื่อ “สวนผักสดโกลเด้นฟาร์ม” แล้วยังเป็นเจ้าของร้านจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตร ที่ชื่อ “ป.เจริญการเกษตร” จำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชผักและเวชภัณฑ์ทางการเกษตร และที่สำคัญกว่านั้นเขาเป็นสมาชิกนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมาเป็นเวลานานอีกด้วย

กุยช่ายที่คุณสุวิทย์ใช้ปลูกเป็นพันธุ์ไต้หวัน ในพื้นที่อำเภอปากช่อง จำนวน 30 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ปลูกออกเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 10 ไร่ สำหรับใช้ปลูกกุยช่ายแบบหมุนเวียน ซึ่งช่วงที่พักแปลงจะปลูกพืชชนิดอื่น เพื่อสร้างคุณภาพดินแล้วให้มีรายได้ควบคู่กันไปอย่างผักใบ หรือพืชไร่อย่างมันสำปะหลังหรือข้าวโพด

การเตรียมพื้นที่ปลูกกุยช่ายเริ่มจากการปรับพื้นที่ไถแปร ให้ใส่ปูนขาว ไร่ละประมาณ 50 กิโลกรัม กับปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยขี้ไก่เม็ดกับขี้แพะ ร่องละประมาณ 100 กิโลกรัม จากนั้นจึงเริ่มยกร่องแล้วทำฟูก ขนาดร่องที่ปลูกมีความกว้าง 4.50 เมตร ยาว 40 เมตร ความสูงร่อง ประมาณ 60 เซนติเมตร ทิ้งไว้สัก 15 วัน จึงเริ่มปลูก

หลังจากเตรียมแปลงเสร็จ จะเพาะต้นกล้าด้วยการหว่านเมล็ดพันธุ์ แล้วคลุมแปลงด้วยฟางข้าวหรือแกลบ รดน้ำให้ชุ่ม จะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 จำนวน 10 กิโลกรัม ต่อร่องปลูก หรือ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ กับปุ๋ยยูเรีย จำนวน 50 กิโลกรัม ต่อไร่ โดยจะใส่ปุ๋ยทุก 15 วัน

หลังเพาะต้นกล้า ประมาณ 4 เดือน จะย้ายไปปักดำ (คล้ายปลูกข้าว) ที่แปลงปลูก แต่ละร่องสามารถปลูกต้นกุยช่ายได้ประมาณ 2,500 ต้น ระยะห่างต้น 30 เซนติเมตร ก็จะได้ทั้งหมดจำนวน 10-12 แถว ต่อร่อง ให้ใส่ปุ๋ยสูตรเดียวกับการดูแลต้นกล้า จนได้เวลาประมาณ 3 เดือน ให้หยุดใส่ปุ๋ย แล้วรดเฉพาะน้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ โดยรดน้ำในช่วงปักดำ วันละ 3 ครั้ง รดให้ชุ่มไม่ต้องขัง หลังจากนั้นประมาณ 15 วัน เปลี่ยนให้น้ำเฉพาะเช้า-เย็น แล้วเมื่อเข้าเดือนที่ 4 ก่อนเก็บผลผลิตให้ใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 จำนวน 50 กิโลกรัม ต่อไร่

การเก็บผลผลิตจะทยอยตัดทีละร่องตามออเดอร์ เริ่มจากทยอยตัดเก็บดอกก่อน เมื่อเก็บดอกหมดทั้งแปลงแล้วจึงตัดต้นใบเขียว เพื่อเป็นการแบ่งแยกเก็บระหว่างดอกกับต้นจะได้ไม่มาปนกัน ทำให้ง่ายต่อการคัดแยกมัดส่งขาย เมื่อตัดเสร็จทั้งหมดแล้วรออีกประมาณ 2 เดือน จึงสามารถเก็บผลผลิตรอบต่อไปได้อีก

“หลังจากกุยช่ายมีอายุได้ 4 เดือน ก็จะสามารถตัดใบขายได้แล้ว ในการตัดมีดแรกจะต้องคลุมฟางใหม่ รดน้ำและใส่ปุ๋ย ผ่านไปได้ 10 วัน ก็จะมีดอกกุยช่ายทยอยออกมาให้เก็บดอกขายต่ออีก หลังตัดใบครั้งแรก 2 เดือน ก็จะสามารถวนกลับมาตัดใบได้อีกครั้ง ถือเป็นครั้งที่ 2 หรือมีดที่ 2 ทำเช่นนี้สลับหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ในการตัดแต่ละครั้งจะทำให้ต้นเล็กลงไปเรื่อยๆ และดอกก็จะสั้นลง จึงต้องมีการบำรุงเพื่อให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ โดยกุยช่ายแต่ละแปลงจะสามารถตัดใบขายได้ประมาณ 4-5 มีด หรือหากดูแลดี ต้นสมบูรณ์ก็จะสามารถตัดได้ถึง 7 มีด”

ผลผลิตที่เก็บดอกได้ร่องละประมาณ 10-15 กิโลกรัม และเคยเก็บได้ในพื้นที่ จำนวน 10 ไร่ ประมาณ 500-600 กิโลกรัม โดยปริมาณดอกจะมีมาก-น้อย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นตัวกำหนด โดยปกติแล้วในช่วงหน้าร้อนดอกกุยช่ายจะดก และมักมีจำนวนน้อยในช่วงหน้าหนาว สำหรับกุยช่ายเขียวสามารถตัดได้ จำนวน 200 กิโลกรัม ต่อร่องปลูก ทั้งนี้ ภายหลังที่ตัดแล้วจะใส่ปุ๋ยตามสูตรเหมือนเดิมและคลุมด้วยฟางเพื่อรอตัดรอบใหม่ในอีก 2 เดือน

การปลูกกุยช่ายไม่นิยมปลูกซ้ำพื้นที่เดิมมากกว่า 1 ปี เพื่อป้องกันการสะสมโรค จึงต้องย้ายพื้นที่ปลูกใหม่ โดยคุณสุวิทย์ใช้วิธีสลับหมุนเวียนพื้นที่ปลูก ปีละ 10 ไร่ หมุนเวียน 3 ปี แล้วกลับมาปลูกแปลงแรก ทั้งนี้เพื่อให้มีผลผลิตอย่างต่อเนื่องทุกวัน อย่างไรก็ตาม พื้นที่เคยปลูกกุยช่ายก็จะปรับมาปลูกพืชใบหรือพืชไร่อย่างมันสำปะหลัง หรือข้าวโพดเพื่อเป็นการไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่างโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งยังช่วยปรับคุณภาพดินด้วย

“พื้นที่ 10 ไร่ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 10 ตัน พอตัดรุ่นต่อไปจะได้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะกอมีขนาดใหญ่ขึ้นการแตกใบมีคุณภาพขึ้น ในแต่ละรอบการตัดใช้เวลาประมาณ 2 เดือน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) โดยในรอบปีจะตัดกุยช่ายเขียวได้ประมาณ 4-5 รอบ”

ส่วนการผลิตกุยช่ายขาวจะต้องปลูกกุยช่ายเขียวไปสัก 3 รุ่นก่อน ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้กอและต้นมีขนาดใหญ่ แข็งแรง ช่วยให้ต้นกุยช่ายขาวมีน้ำหนักดีและหวาน โดยการผลิตกุยช่ายขาวจะต้องใช้กระถางคลุมต้นที่ตัดเพื่อไม่ให้โดนแสงแดด ทั้งนี้ การปลูกกุยช่ายขาวจะทำหมุนเวียนกับกุยช่ายเขียว โดยแต่ละรอบได้ผลผลิตประมาณไร่ละ 1 ตัน

การขยายพันธุ์กุยช่ายด้วยการเก็บเมล็ดพันธุ์จากดอกแก่มาตากแห้งทิ้งไว้ แล้วนำมาร่อนให้เหลือแต่เฉพาะเมล็ดกุยช่ายเพื่อนำมาหว่านแล้วปลูก จากนั้นประมาณ 4 เดือน จะได้ต้นพันธุ์ที่มีความสูง ประมาณ 30 เซนติเมตร สำหรับไว้ขายและเพื่อปลูก ทั้งนี้ ต้นพันธุ์ที่ต้องการขายจะผลิตครั้งละ ประมาณ 2-3 ตัน ต่อรอบ

ด้านราคาขายหน้าสวน ถ้าเป็นกุยช่ายเขียว 25-30 บาท กุยช่ายขาว 80-100 บาท ดอกกุยช่าย 35-50 บาท ต้นพันธุ์ราคาขายประมาณ 50-60 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้าซื้อจำนวน 200 กิโลกรัมขึ้นไป ถ้าน้อยกว่านี้ราคาจะมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดต้องการกุยช่ายทุกชนิดรวมถึงดอก แต่ปริมาณกุยช่ายเขียวจะมีความต้องการมากกว่า เนื่องจากสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารและขนมได้หลายชนิด ช่วงที่ตลาดต้องการมากคือเทศกาลสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตรุษจีน สารทจีน ปีใหม่ สงกรานต์ ที่มียอดเพิ่มจากการขายปกติถึงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลูกค้าที่มารับซื้อจะนำไปขายที่ตลาดไท กับตลาดสี่มุมเมืองเป็นหลัก

คุณสุวิทย์ บอกว่า การปลูกกุยช่ายถือว่าเป็นอาชีพที่ดีแต่ต้องมีความใส่ใจให้มาก และต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอย่าให้มีวัชพืชเท่านั้น โรคที่พบ ได้แก่ โรคราสนิมกับแมลงศัตรู คือหนอนชอนใบ โดยจะใช้ยาฉีดพ่นเพื่อป้องกันสลับกับการฉีดปุ๋ย พื้นที่ปลูกเหมาะสมควรเป็นดินร่วนซุย น้ำไม่ขัง ที่สำคัญควรมีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ เพราะกุยช่ายเป็นพืชที่ต้องการน้ำตลอด เป็นอาชีพที่ลงทุนหนักเพียงครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นค่าต้นพันธุ์ ค่าปุ๋ย/ยา (ไม่มาก เพราะใส่น้อย) ค่าวางระบบน้ำ ค่าปรับพื้นที่ปลูก หลังจากปลูกไม่กี่รอบก็ได้ทุนคืน แล้วในรอบต่อไปยิ่งได้น้ำหนักเพิ่มยิ่งได้เงินเพิ่มมาก

เมล่อน เป็นผลไม้ที่มีรสหวาน หอม อร่อย มีสรรพคุณช่วยเสริมสุขภาพ จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอยู่ในอันดับต้นๆ เป็นไม้ผลที่มีการปลูกกันแพร่หลายในทุกภูมิภาคของประเทศไทย และที่เมืองชัยนาทมีเกษตรกรปลูกในเชิงการค้าด้วยระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ทำให้ได้ผลเมล่อนคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดผู้บริโภค เป็นหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้เงินแสนบาทให้เกษตรกรยังชีพได้มั่นคง

คุณเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดชัยนาท เล่าให้ฟังว่า เมล่อนมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ มีวิตามินซีและเอ เบต้าแคโรทีน ฟอสฟอรัส แคลเซียม และธาตุเหล็ก ที่เสริมสร้างสุขภาพให้กับผู้บริโภคแข็งแรง และมีไขมัน คอเลสเตอรอล มีแคลอรีต่ำเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

เมล่อน เป็นพืชในวงศ์แตง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Cucumis meio L” ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบทวีปแอฟริกา มีชื่อเรียกทั่วไปว่า แตงหอม แตงหวาน แคนตาลูป หรือแตงเทศ เมล่อนที่ปลูกเพื่อการค้ามี 3 ชนิด ดังนี้

1. Cantaloupensis หรือ Rock Melon ผิวเปลือกแข็ง ขรุขระ แต่ไม่ถึงกับเป็นร่างแห
2. Inodorous ผิวเปลือกเรียบ และมักไม่มีกลิ่นหอม หรือนิยมเรียกกันว่า แคนตาลูป
3. Reticulatus หรือ เน็ทเมล่อน ลักษณะผิวเปลือกด้านนอกขรุขระเป็นร่างแหคลุมทั้งผล มีกลิ่นหอม เนื้อมีสีเหลืองและสีส้ม
สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเมล่อนเป็นพืชผสมผสานเพื่อช่วยลดความเสี่ยงภัยทั้งด้านการผลิตและการตลาด ให้ปลูกด้วยระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลเมล่อนคุณภาพที่ตลาดต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่องและมีวิถีที่มั่นคงยั่งยืน

คุณอาทิตย์ ภัชราภิรักษ์ เกษตรกรผู้ปลูกเมล่อน เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบัน เมล่อน เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย เพราะมีรสชาติที่หวาน หอม อร่อย มีสรรพคุณช่วยเสริมสุขภาพให้แข็งแรงด้วย

ในสภาวะเศรษฐกิจที่แปรปรวน จากที่เคยปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีรายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย จึงได้ตัดสินใจเลือกปลูกเมล่อนเป็นพืชผสมผสานตามคำแนะนำของสำนักงานเกษตรอำเภอมโนรมย์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงภัยต่างๆ และมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวต่อเนื่องทั้งเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและขายมีรายได้นำไปสู่วิถีที่มั่นคง

ได้ปลูกเมล่อนมา 5 ปีแล้ว เมล็ดพันธุ์ที่ปลูกได้ซื้อมาจากแหล่งพันธุ์คุณภาพที่เชื่อถือได้ ปลอดภัยจากศัตรูพืช หลังการปลูกได้ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาด้วยการใส่ปุ๋ย ให้น้ำด้วยระบบน้ำหยดและสปริงเกลอร์ ป้องกันศัตรูพืชด้วยวิธีธรรมชาติและใช้สารสมุนไพร และปลูกด้วยระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP เพื่อให้ได้ผลเมล่อนคุณภาพ

พันธุ์เมล่อน ได้เลือกพันธุ์ปลูกที่ตรงกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค ดังนี้

เมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น เนื้อสีเขียว เนื้อนุ่ม กลิ่นหอม หวาน พันธุ์ฮิเดโกะ (HIDEGO)
เมล่อนเนื้อสีส้ม หวาน กรอบ ผิวสีเหลืองทอง พันธุ์จันทร์ฉาย
เมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น เนื้อสีส้ม หวาน กรอบ ผิวเปลือกตาข่าย พันธุ์ฮารุ (HARU)
เมล่อนญี่ปุ่นผิวเปลือกตาข่าย เนื้อสีเขียว หวาน นุ่ม พันธุ์ยูกิ (YUKI)
ร็อคเมล่อน สายพันธุ์ญี่ปุ่น ผิวเปลือกตาข่าย เป็นพู เนื้อสีส้ม หวาน กรอบ พันธุ์พูรุ (PURU)
การเพาะกล้า นำเมล็ดใส่ผ้าขาวบางไปแช่น้ำอุ่น 1-2 ชั่วโมง แล้วนำออกมาบ่มไว้ในกระติก ปิดฝาไว้ 10-12 ชั่วโมง นำเมล็ดที่บ่มแล้วมาใส่ลงในถาดเพาะที่มีส่วนประกอบพิทมอสส์เป็นวัสดุเพาะกล้า วางเมล็ดด้านที่จะแตกราก ลงด้านล่าง ให้น้ำแต่พอดี จากนั้น 3-4 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกเป็นต้นอ่อน ก็นำถาดเพาะกล้าไปวางไว้ที่กลางแจ้ง เพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรงและเจริญเติบโตได้ดี

การเตรียมแปลงปลูก ได้ไถดะไถแปรไถพรวน ยกร่องแปลงให้สูง มีความกว้าง 70-80 เซนติเมตร ความยาวตามแนวพื้นที่แปลง เว้นระยะห่างระหว่างแปลง กว้าง 60 เซนติเมตร รองพื้นแปลงปลูกด้วยปุ๋ยคอกแห้ง คลุมแปลงด้วยผ้าพลาสติกเพื่อควบคุมความชื้นและวัชพืช เจาะผ้าพลาสติกเป็นวงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-15 เซนติเมตร จัดระยะห่างระหว่างต้นและแถว 30×50 เซนติเมตร พร้อมกับจัดทำค้างไม้เตรียมไว้ให้ต้นเมล่อนได้เกาะเลื้อย

การปลูก นำต้นกล้าอายุ 10-15 วัน มาปลูกในแปลงหลุมละต้น พื้นที่โรงเรือนขนาดกว้างและยาว 8×20 เมตร จะปลูกได้ 420 ต้น หลังปลูก 7-10 วัน ได้เจาะรูผ้าพลาสติกเพื่อเปิดเป็นหลุมระหว่างต้นแล้วใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ในอัตรา 1 ช้อนโต๊ะ เกลี่ยดินกลบ จากนั้นให้น้ำพอชุ่ม

เมื่อต้นเมล่อนเจริญเติบโต ได้เลือกเด็ดแขนที่แตกออกมาในข้อที่ 1-6 ออก และเหลือ ข้อที่ 9-12 ไว้ เพื่อการผสมเกสร เมื่อต้นเมล่อน อายุ 25-30 วัน ในข้อที่ 9-12 จะมีดอกตัวเมียบาน ผสมเกสรตอนเช้าไม่เกิน 10.00 น. ซึ่งเป็นระยะดอกบานเหมาะสมที่พร้อมให้ผสมเกสรได้ดีที่สุด

หลังจากผสมเกสรและติดลูกได้ผลขนาดเท่าไข่ไก่ สมัครแทงบอลสเต็ป ต้องคัดเลือกผลที่ดีที่สุดไว้ 1 ลูก พร้อมกับแขวนผลเมล่อนให้อยู่ในบ่วงเชือก ซึ่งจะต้องแขวนให้ผลอยู่ในระดับขนานกับพื้น จากนั้นให้ใส่ปุ๋ย สูตร 12-5-40 หรือ 11-6-43 เพื่อการบำรุงผล จากนั้นดูแลรักษาจนกว่าจะถึงระยะเก็บเกี่ยว ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีอายุการเก็บเกี่ยวแตกต่างกันไป

คุณอาทิตย์ เกษตรกรผู้ปลูกเมล่อน เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ในช่วงปฏิบัติดูแลรักษานี้ต้องดูแลให้น้ำสม่ำเสมอแต่พอชุ่ม ในระยะแรกการเจริญเติบโตควรให้น้ำเพียงเล็กน้อย อย่าให้แฉะ ในช่วงที่ต้นเมล่อนให้ผลขนาดใหญ่ได้ลดปริมาณการให้น้ำน้อยลง ทั้งนี้ ให้สังเกตดูความชื้นของดินด้วย และฉีดพ่นสารอาหาร เช่น แคลเซียม สังกะสี โบรอน หรือแมกนีเซียม เพื่อช่วยให้ได้ผลเมล่อนคุณภาพ

การป้องกันกำจัดโรคแมลง เบื้องต้นควรใช้สารสมุนไพรฉีดพ่นตามความเหมาะสม หรือถ้าจำเป็นต้องใช้สารเคมีก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่ฉลากบรรจุภัณฑ์อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค

การเก็บเกี่ยว หลังจากปลูกได้ 65-70 วัน ผลเมล่อนแต่ละสายพันธุ์จะทยอยแก่สุก ใช้กรรไกรหรือมีดคมตัดที่ขั้วผลเป็นรูปตัวที (T) จากนั้นตัดแต่งขั้วและใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดที่ขั้วผล คัดขนาดพร้อมกับหุ้มด้วยโฟมเพื่อป้องกันผลเมล่อนถูกกระแทกเสียหาย จัดบรรจุใส่กล่องเตรียมไว้ให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อเพื่อนำไปขายที่ตลาดต่างถิ่น จากการตัดสินใจมาปลูกเมล่อนเป็นพืชผสมผสานทำให้มีรายได้เงินแสนบาทและทำให้วิถีครอบครัวมั่นคงและยั่งยืน

การปลูกเมล่อนคุณภาพ สู้วิกฤติเศรษฐกิจที่แปรปรวน เพื่อการยังชีพที่มั่นคง เป็นการปลูกพืชผสมผสานที่ทำให้มีผลผลิตเก็บเกี่ยวและมีรายได้ต่อเนื่อง วิถีการยังชีพมั่นคง สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณอาทิตย์ ภัชราภิรักษ์ เลขที่ 9/2 หมู่ที่ 1 ตำบลไร่พัฒนา อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท โทร. (084) 619-7260 หรือที่ คุณชมพูนุช หน่อทอง สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท โทร. (056) 476-720 ก็ได้ครับ