เมื่อสอบถามไปยังความต้องการทางด้านการตลาด คุณสรชัช

ยังคงเป็นกระแสและได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะเนื่องจากในปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นสายรักสุขภาพกันมากขึ้น จึงได้รับผลตอบรับที่ดี “กระแสในตอนนี้ถือว่าดีนะครับ เพราะกลุ่มที่คนรักสุขภาพ เขาจะนิยมกินผักพวกนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ ร้านอาหารก็ให้การตอบรับที่ดีครับ”

ด้านราคาขายผักไฮโดรโปนิกส์ภายในสวน “บ้านผักไฮโดรโปนิกส์ ผักสลัดชลบุรี-บ้านฟาร์มผักในเมือง” อยู่ที่ราคา 80-120 บาทต่อกิโลกรัม ราคาจะแตกต่างตามชนิดของผักที่ลูกค้าต้องการ และถือว่าเป็นราคาสบายกระเป๋าตอบโจทย์และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสายรักสุขภาพ

ทั้งนี้ คุณสรชัชยังฝากเพิ่มเติมสำหรับมือใหม่ที่กำลังจะลงมือปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ว่า ควรค่อยๆ เริ่มและลงมือทำ รวมถึงศึกษาข้อมูลต่างๆ ในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เพราะเนื่องด้วยปัญหาและปัจจัยหลายๆ ที่เกิดขึ้นและต้องเจอระหว่างลงมือทำนั้นมีมากมาย

มะขามเป็นพืชดูแลง่าย มะขามเปรี้ยวเป็นไม้ผลที่สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ และเป็นสินค้าส่งออกไปประเทศในแถบตะวันออกกลาง ส่งออกในรูปของมะขามเปียก รวมทั้งสามารถแปรรูปในรูปมะขามสดได้ สายพันธุ์มะขามเปรี้ยวที่พบในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือมะขามกระดาน และมะขามขี้แมว
คุณเรืองศักดิ์ กมขุนทด และคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการรวบรวมพันธุ์มะขามเปรี้ยวยักษ์จากทั่วประเทศมาได้ 14 พันธุ์ เพื่อนำมาปลูกศึกษาการใช้ประโยชน์และเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ โดยพบว่ามีพันธุ์ที่น่าสนใจจำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ปากช่อง 1, ดกกิ่งหัก, ฝักตรงราชบุรี และสระแก้ว

โดยแต่ละพันธุ์จะมีจุดเด่นจุดด้อยที่ต่างกัน ด้วยการผสมข้ามพันธุ์แบบสลับพ่อ-แม่ แล้วปลูกคัดเลือกพันธุ์ดีเด่นตามเกณฑ์คัดเลือกที่ตั้งไว้ เพื่อให้ได้มะขามที่มีน้ำหนัก ฝักฟูยาวกลม มีเนื้อเยอะ เปลือกหนา เนื้อที่ได้เป็นสีน้ำตาลแดง สามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย โดยฝักที่ใหญ่ที่สุด 1 ฝัก น้ำหนัก 100 กรัม หรือ 10 ฝักเท่ากับ 1 ก.ก. ตอนนี้อยู่ระหว่างพัฒนาพันธุ์ให้คงที่ คาดว่าจะสามารถนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกได้ในปีหน้า

1.พันธุ์ปากช่อง1 จะมีความโดดเด่น ฝักอ้วนและใหญ่ มีเนื้อเยอะ สีสวย เปลือกหนา ติดฝักดก แต่มีข้อด้อย คือ ตรงฝักจะมีลักษณะโค้งและสั้น เหมาะสำหรับแปรรูปเป็นมะขามเปียก

2.พันธุ์ดกกิ่งหัก จะมีความโดดเด่นที่ฝักกลม ตรง ยาว ติดฝักดก แต่มีข้อด้อย คือ ตรงฝักเล็ก เนื้อฝักสุกสีซีด

3.ฝักตรงราชบุรี จะมีความโดดเด่นเนื้อสุกสีน้ำตาลแดงติดฝักและดก แต่มีข้อด้อย คือ ฝักแบน เนื้อฝักสุกน้อย

4. พันธุ์สระแก้ว จะมีความโดดเด่น ฝักใหญ่ และมีลักษณะยาว ติดฝักดก แต่มีข้อด้อย คือ ฝักแบน เนื้อฝักสุกน้อย ลูกชิด ชื่อที่ใครๆ หลายคนต่างรู้จักกัน หรือ มะต๋าว (ภาคเหนือ), ลูกชก (ภาคใต้) ชื่อเรียกอาจแตกต่างกัน แต่มันคือพืชตระกูลเดียวกัน ปลูกโดยทั่วไปกระจัดกระจายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในมาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา ลาว และฟิลิปปินส์

ในประเทศไทยสามารถแบ่งแยกย่อยออกไปได้อีกเป็น 2 สายพันธุ์ คือ ต้นชก ซึ่งพันธุ์นี้จะใช้ทำน้ำตาลชก พบกระจัดกระจายอยู่ในภาคใต้เท่านั้น ส่วนต้นต๋าวหรือต้นชิด ปลูกอยู่ทั่วประเทศไทย แต่จะเติบโตได้ดีในพื้นที่ภาคเหนือ อย่าง เชียงใหม่ เชียงราย และน่าน

ต้นต๋าวเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีลำต้นเดี่ยว ไม่มีกิ่งก้านแขนงออกมาด้านข้าง ความสูงต้น 6-15 เมตร หลังจากปลูกได้ 6-10 ปี จะเริ่มติดดอก ระยะเวลาตั้งแต่ออกจนเป็นผลประมาณ 1-2 ปี 1 ต้นจะมีผลประมาณ 5-6 ทะลาย

โดยเริ่มติดผลทะลายแรกจากกาบใบบนสุดลงมาข้างล่าง ระยะเวลาตั้งแต่ติดผลทะลายแรกจนถึงทะลายสุดท้ายตามจำนวนทะลาย (โดยเฉลี่ยปีละ 1 ทะลาย) ต๋าว 1 ทะลายจะมีประมาณ 50 เส้นขึ้นไป แต่ละเส้นจะมีผลประมาณ 80-110 ผล

ต้นต๋าวมีความแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ มักจะขึ้นในป่า การเพาะปลูกเป็นไปได้ยาก ทำให้ชาวบ้านที่หาลูกชิดมาขายให้โรงงานแปรรูปหรือพ่อค้าคนกลางต้องช่วยกันเก็บเกี่ยวในป่าเพื่อนำออกมาขาย เนื่องจากการติดผลต้นต๋าวต้องการระบบนิเวศที่มีพืชพรรณหลายชนิดขึ้นปนกันอยู่

ต้นต๋าว หรือต้นชิด ถือเป็นวัตถุดิบที่นิยมพบเห็นในขนมหวาน สามารถนำมาแปรรูปได้อย่างหลากหลาย ทำให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้หลายตลาด เช่น ลูกชิดสด ลูกชิดอบแห้ง ไม่ผสมน้ำตาลมีเพียงความหวานจากธรรมชาติ เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มของคนรักสุขภาพและผู้สูงอายุ เป็นของหวานทานเล่นและยังมีประโยชน์มากมาย และกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่เป็นตลาดใหญ่มาก ทั้งการนำมาแปรรูป ใส่ในน้ำแข็งไส ไอศกรีม ขนมไทย เป็นต้น

ผลต๋าว หรือผลชิด 100 กรัม สามารถให้พลังงานถึง 19 แคลอรี ไขมันต่ำเพียง 0.2 กรัม และยังมี วิตามินบี แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส คุณจุฬาลักษณ์ คนอยู่ หรือ คุณกิ๊ฟ อายุ 26 ปี ตำบลบ้านพี้ อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ปัจจุบันประกอบอาชีพธุรกิจแปรรูปลูกชิด หรือมะต๋าว คุณจุฬาลักษณ์ กล่าวว่า เดิมทีชาวบ้านและคนในพื้นที่ทำการเกษตรเพาะปลูกพืชไร่ แต่เมื่อหมดฤดูกาลเพาะปลูก ชาวบ้านจะนิยมเข้าป่าเพื่อไปนำของป่าออกมาขาย และของป่าที่ได้รับความนิยมมากก็คือ มะต๋าว ซึ่งเป็นชื่อเรียกของคนภาคเหนือ

ชาวบ้านที่เก็บผลมะต๋าวออกมาจากป่าจะนำมาขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่จะนำไปส่งโรงงานแปรรูปอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็มีชาวบ้านบางส่วนที่แปรรูปมะต๋าวขายเองในตลาดชุมชนและกลุ่มโอท็อปตามงานต่างๆ เมื่อคุณจุฬาลักษณ์เรียนจบการศึกษา ได้เข้าทำงานประจำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งเป็นระยะเวลา 1 ปี แต่ก็มีเหตุผลที่ทำให้ต้องออกจากงาน จึงกลับมาช่วยธุรกิจของคุณแม่

ซึ่งคุณแม่เองก็มีอาชีพแปรรูปมะต๋าว ขายในกลุ่มโอท็อป แต่ต้องยอมรับว่างานโอท็อปอาจมีไม่บ่อยนักและราคาขายที่ต่ำ ทำให้คุณจุฬาลักษณ์เกิดคำถามว่า จริงๆ แล้วมะต๋าวแปรรูป เราสามารถยกระดับเพื่อเพิ่มมูลค่าขายให้ได้ราคาสูงกว่านี้

คุณจุฬาลักษณ์จึงรับซื้อผลมะต๋าวจากชาวบ้านในราคาที่สูงขึ้น ราคาสูงกว่าพ่อค้าคนกลาง เพื่อเป็นการสนับสนุนชาวบ้านให้มีรายได้ และนำผลผลิตมาแปรรูปขายตลาดออนไลน์ ผลตอบรับในตลาดออนไลน์ดีมาก ยอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และมูลค่าที่เพิ่มมากขึ้น

คุณจุฬาลักษณ์ เล่าว่า ต้นมะต๋าวเติบโตได้ดีในป่าน่านและป่าเชียงราย ใช้ระยะเวลาการเติบโต 10-15 ปี ตามธรรมชาติ การเจริญเติบโตได้ดีสามารถดูได้จากเมล็ดด้านในผล ป่าที่อุดมสมบูรณ์ ผลมะต๋าวจะมีเมล็ด 3 เมล็ด แต่หากน้อยกว่า 3 เมล็ด ในพื้นที่นั้นๆ สามารถปลูกได้แต่อาจจะมีความอุดมสมบูรณ์ที่แตกต่าง ฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม-มีนาคม โดยชาวบ้านจะเข้าป่าไปเก็บผลมะต๋าว 3-4 วันต่อการเก็บผลผลิต 1 ครั้ง

เริ่มจากการนำผล ตัดออกจากทะลาย จากนั้นนำผลมะต๋าวไปต้มเป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อคลายยางออกมา เพราะยางทำให้คัน เมื่อครบ 1 ชั่วโมงแล้วจะถูกนำมาตัดหัว และใช้เครื่องบีบเอาเมล็ดด้านในออกมา โดยเครื่องมือจะเป็นเครื่องมือประดิษฐ์ที่นิยมใช้มาแต่โบราณ เมื่อได้เมล็ดด้านในแล้ว นำไปต้มเพื่อเป็นการฆ่าเชื้ออีกครั้ง ก่อนจะถูกนำไปแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เช่น เชื่อม อบแห้ง

มะต๋าว หรือลูกชิด ที่นำมาแปรรูปแล้ว ไม่ว่าจะแบบสด เชื่อม หรืออบแห้ง มีราคาที่แตกต่างกัน กลุ่มตลาดผู้บริโภคมีความหลากหลาย จึงทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดเสมอมา แต่ด้วยความหายาก ต้องเข้าไปเก็บเกี่ยวในป่า ทำให้มีราคาที่สูงแต่ไม่มาก ผู้บริโภคสามารถจับต้องได้ และที่สำคัญปลอดภัย ไร้สารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์

“ฝากถึงคนรุ่นใหม่ ลองมองหาสิ่งรอบตัวที่มีอยู่ในบ้านเกิดตัวเอง นำมาผลักดัน สร้างมูลค่าเพิ่มทั้งสร้างรายได้ให้กับตัวเองและชาวบ้านในพื้นที่” ท่านใดที่สนใจลูกชิดหรือมะต๋าวแปรรูป ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณจุฬาลักษณ์ คนอยู่ โทรศัพท์ 091-875-1175 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก ลูกชิดสด จากป่าในจังหวัดน่าน โดยจุฬาลักษณ์

ฉบับนี้ เทคโนโลยีชาวบ้านได้รวบรวมผลงานเด่นด้านเกษตร ของสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จากทั่วประเทศมาฝากกัน เพื่อให้เกษตรกรและผู้สนใจได้มีโอกาสสั่งซื้อสินค้ามาทดลองชิม ทดลองใช้กัน และอาจสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านหลายท่านเกิดแนวคิดสร้างไอเดียสร้างสรรค์ผลงานเกษตรกันต่อไป

หากใครอยากมีอาชีพเสริมที่สร้างรายได้งาม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานีแนะนำให้ลองเลี้ยง “หอยสีทอง” การันตีว่า เลี้ยงแล้วรวย สำหรับหอยสีทองเป็นหอยเชอรี่ เรียกอีกชื่อว่า “หอยเป๋าฮื้อน้ำจืด” อยู่ในกลุ่มหอยฝาเดียว มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ลักษณะคล้ายหอยโข่ง แต่เปลือกมีสีอ่อน สีเขียวเข้มปนดำผสมกับแถบสีจางๆ พาดตามความยาวเปลือก บางตัวมีสีเหลืองปนน้ำตาล ซึ่งหอยเชอรี่โดยทั่วไปมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

หอยสีทอง…เลี้ยงแล้วรวย ของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี เกิดจากการพัฒนาสายพันธุ์โดยการผสมถึง 4 รุ่น จนได้เป็นหอยเชอรี่สีทองที่มีสายเลือดนิ่งไม่ข้ามพันธุ์ มีลักษณะที่ดีตามที่ต้องการ เป็นหอยสวยงามที่มีเปลือกและเนื้อสีเหลืองทอง เลี้ยงง่ายอดทนต่อสภาพแวดล้อม มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว โดยหอยสีทองอายุ 3 เดือน สามารถจำหน่ายเพื่อบริโภคได้ หอยเชอรี่สีทองจะมีเนื้อที่มีรสชาติหวาน กรอบ มัน คล้ายกับปลาหมึกทะเล

วิธีเลี้ยงหอยสีทอง ทำได้ง่ายๆ เริ่มจากเตรียมบ่อสำหรับพ่อแม่พันธุ์โดยใช้น้ำสูง 10-15 เซนติเมตร นำพืชน้ำพวกจอกแหนและผักตบชวาลงในบ่อ ปล่อยพ่อแม่พันธุ์หอยโดยใช้พ่อแม่พันธุ์อายุ 2-4 เดือนขึ้นไป ปล่อยอัตราพ่อพันธุ์ 1 ตัวต่อแม่พันธุ์ 2 ตัว จำนวน 15 ตัวต่อตารางเมตร เก็บไข่หอยที่มีอายุ 3 วัน นำมาพักในภาชนะที่เตรียมไว้ 2-3 วัน หอยจะฟักเป็นตัว นำลูกหอยมาปล่อยอนุบาลยังบ่ออนุบาล

เมื่อลูกหอยอายุประมาณ 20 วัน ควรเริ่มให้อาหารคือ แหนแดง จอก แหนเป็ด ประมาณ 500 กรัมต่อบ่อ และอาหารเม็ดเล็กที่ให้สำหรับปลาดุก 1% ต่อจำนวนของหอยในบ่อ ควรให้อาหารทุกวัน วันละ 1 ครั้งในช่วงเวลาเย็น เมื่อลูกหอยอายุ 40-60 วันเริ่มคัดขนาดเพื่อจำหน่ายได้

ปัจจุบัน “หอยสีทอง…เลี้ยงแล้วรวย” เป็นที่ต้องการของตลาด มีจำหน่ายพันธุ์แก่ผู้สนใจในราคาย่อมเยา หอยสีทองอายุ 1 เดือน ราคาตัวละ 5 บาท หอยสีทองอายุ 2 เดือน ราคาตัวละ 10 บาท พ่อแม่พันธุ์หอยสีทอง ราคาตัวละ 20 บาท บริการจัดส่งทั่วประเทศ ค่าส่งเริ่มต้นที่ 50 บาท สนใจสั่งซื้อ ติดต่อได้ทาง เฟซบุ๊ก : หอยสีทอง…เลี้ยงแล้วรวย หรือ ไลน์ไอดี : 0845733618 และเบอร์โทร. 088-793-7282

ปัจจุบันวงการไม้ประดับ นิยมขยายพันธุ์แค็กตัส โดยใช้ “ตอ” คือ แค็กตัสชนิดหนึ่งที่สามารถเจริญเติบโตเร็วเพราะรากของตอ สามารถหาและดูดสารอาหารมาเลี้ยงต้นได้เก่งกว่าแค็กตัสทั่วไป ด้วยเหตุนี้ ผู้เลี้ยงแค็กตัสจึงนิยมนำมาใช้ต่อยอดกับแค็กตัสที่มีสายพันธุ์หายากและมีมูลค่าสูง ด้วยการนำแค็กตัสมากราฟต์บนตอ เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตให้ออกหน่อและดอก เพื่อขยายพันธุ์ได้เร็วมากขึ้น ซึ่งช่วยในการร่นระยะเวลาการเจริญเติบโตของไม้ เร่งหน่อ เร่งดอก ทำให้ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วกว่าตอชนิดอื่นและเหมาะสำหรับนำไปผลิตเพื่อการค้าที่ต้องการเพิ่มจำนวนของแค็กตัสเพื่อขายสร้างรายได้

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรีปลูก “แค็กตัสตอสามเหลี่ยม” โดยไม่ใช้สารเคมีซึ่งจะส่งผลให้ท่อลำเลียงน้ำและท่อลำเลียงอาหารเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ทำให้ต้นตอแก่เกินวัยอันควร พร้อมจำหน่ายตอสามเหลี่ยมแก่ผู้สนใจ โดยสินค้ามี 2 ขนาด คือ ขนาด 5-6 นิ้ว ราคา 15 บาท ขนาด 10-15 นิ้ว ราคา 50 บาท และเมื่อสั่งตั้งแต่ 100 ตอขึ้นไป ขนาด 5-6 นิ้ว ราคา 10 บาท ขนาด 10-15 นิ้ว ราคา 40 บาท ผู้สนใจสั่งซื้อสามารถติดต่อได้ทาง เฟซบุ๊ก : ศูนย์บ่มเพาะฯ วษท. สิงห์บุรี (4 หนุ่ม 3 เหลี่ยม) หรือ ไลน์ไอดี : natdollawan และเบอร์โทร. 084-644-1243

Happy Chicken ไก่พื้นเมืองเพื่อจำหน่าย

การเลี้ยงไก่พื้นเมือง Native Chicken เป็นการเลี้ยงตามธรรมชาติที่เรียกว่า “การเลี้ยงไก่อินทรีย์” ที่ใส่ใจทุกกระบวนการเลี้ยงไปจนถึงมือผู้บริโภค เลี้ยงดูด้วยอาหารตามธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ในโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยวิถีการดำเนินชีวิตแบบพออยู่พอกิน พึ่งพาตนเองได้ด้วยการทำการเกษตร และการเลี้ยงสัตว์แบบธรรมชาติ เน้นสุขภาพ และสุขศาสตร์สัตว์เป็นสำคัญ

ไก่พื้นเมืองเพื่อจำหน่าย Happy Chicken เป็นผลงานของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร โดยแผนกวิชาสัตวศาสตร์ ที่จัดการเรียนการสอนวิชาการเลี้ยงสัตว์ปีก การเลี้ยงไก่เนื้อ สู่การบูรณาการ การจัดการเลี้ยงไก่พื้นเมือง (ไก่บ้าน) Native Chicken ร่วมกับแผนกวิชาอุตสาหกรรมเกษตร ในเรื่องการบรรจุภัณฑ์ โดยกระบวนการผลิตที่สะอาด ถูกหลักอนามัย แบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่การเลี้ยงดูไก่พื้นเมือง การผลิต สู่ผู้บริโภค อีกทั้งนักเรียน นักศึกษาผ่านการอบรม และเข้าร่วมโครงการเกษตรปลอดภัยใส่ใจมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีด้านปศุสัตว์

ปัจจุบัน วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร จำหน่าย ไก่พื้นเมือง Happy Chicken ที่ตลาดชุมชน ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ร้าน COFFEE LOFT FARM ในอัตราเฉลี่ยตัวละ 1.5-1.8 กิโลกรัม ที่ราคากิโลกรัมละ 120 บาท ผู้สนใจติดต่อสั่งซื้อได้ทาง เฟซบุ๊ก : วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร หรือ เพจเฟซบุ๊ก : COFFEE LOFT FARM / ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร หรือ ไลน์ไอดี : 0620510817 /Flimgame และเบอร์โทร. 085-502-7016, 085-730-4998

เครื่องเพาะถั่วงอกอัตโนมัติ

ศูนย์บ่มเพาะวิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) ได้พัฒนา “เครื่องเพาะถั่วงอกอัตโนมัติ” ที่สะดวก ใช้งานง่าย ได้ผลผลิตปลอดภัย ไม่ใส่สารเคมีฟอกขาว เหมาะสำหรับใช้ในบ้านเรือนหรือกิจการร้านอาหารที่ใช้ถั่วงอกเป็นวัตถุดิบในการทำอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย ขนมจีน และอื่นๆ

เครื่องเพาะถั่วงอกอัตโนมัติ ใช้งานง่าย เริ่มจากเตรียมเมล็ดถั่วให้พร้อม (ล้างน้ำแช่น้ำทิ้งไว้ไม่เกิน 5 ชั่วโมง) ตั้งเครื่องเพาะให้เหมาะสม (ในร่ม) ตั้งเวลาโดยใช้ Timer ตั้ง 3 ชั่วโมง รดน้ำ 1 ครั้ง ครั้งละ 2 นาที นำเมล็ดถั่ววางบนตาข่ายพลาสติกแล้ววางเรียงในเครื่องเพาะเป็นชั้นๆ ประมาณ 5 ชั้น ปิดฝาเครื่องเพาะ ทิ้งไว้ 2 คืน ก็สามารถเก็บถั่วงอกออกมาใช้งานได้

ศูนย์บ่มเพาะวิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า จำหน่ายเครื่องเพาะถั่วงอก แก่ผู้สนใจในราคา 2,450 บาท สามารถผลิตได้ 3-5 กิโลกรัมต่อถัง ต้องการสั่งซื้อ ติดต่อได้ทาง เฟซบุ๊ก : ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) เบอร์โทร. 083-999-2942 หรือ ไลน์ไอดี : 0839992942

คุกกี้เปลือกส้มโอ

คุกกี้เปลือกส้มโอ เป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจของวิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการทำสวนส้มโอ ไม้ผลขึ้นชื่อของจังหวัดนครปฐม มีการจำหน่ายทั้งแบบลูกและแบบแกะใส่ถาดขายกันทั่วไป ทำให้มีเปลือกส้มโอปอกทิ้งจำนวนมากต่อวัน วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้าเล็งเห็นคุณค่าของเปลือกส้มโอที่ถูกทิ้ง จึงนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าในรูปแบบ “คุกกี้เปลือกส้มโอ” เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบริโภคส้มโอ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนส้มโอ และลดปริมาณขยะทางการเกษตรไปพร้อมๆ กัน

หากสนใจอยากลิ้มลองรสชาติความอร่อยของ คุกกี้เปลือกส้มโอ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า มีจำหน่ายแก่ผู้สนใจ โดยขนาดกล่องใหญ่ขาย 189 บาท แบบชะลอมราคา 89 บาท และจำหน่ายแบบแยกชิ้น ราคาชิ้นละ 15 บาท สนใจสั่งซื้อได้ทาง ไลน์ไอดี : 0839992942 (ครูกุสุมา) และเบอร์โทร. 086-535-4060

นวัตกรรมเครื่องสูบน้ำ

คณะวิศวกรรมศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดดเด่นเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีและการเกษตรสมัยใหม่ พร้อมทั้งการเสริมความรู้ด้านการเป็นผู้ประกอบการการประยุกต์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตที่ประสบความสำเร็จในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเข้าสู่การวางแผนการผลิต ในภาคเกษตรกรรม มีการสอดแทรกแนวคิดเรื่องการลดความซ้ำซ้อน การกําจัดของเสีย และการลดต้นทุน ในทุกกระบวนการ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถผลิตได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงลงนามในบันทึกความเข้าใจเรื่อง การพัฒนาวิชาการด้านการเรียนการสอน การวิจัย และการส่งเสริมการเกษตร กับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เพื่อยกระดับอาชีพการเกษตรให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยพร้อมใช้ประโยชน์ไปขยายผลในพื้นที่ เช่น ผลงานวิจัย “เครื่องสูบน้ำเพื่อเพิ่มสมรรถนะให้สูงขึ้นสำหรับภาคการเกษตร” โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบ online ให้กับเกษตรกรที่สนใจในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 2 จังหวัด คือ ศพก.อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี และ ศพก.อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี พร้อมมอบเครื่องสูบน้ำต้นแบบกับ ศพก.สิงห์บุรี เพื่อนำไปทดลองใช้ และอยู่ระหว่างการปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของพื้นที่

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีปทุม howlerband.com พัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น เพื่อเพิ่มทักษะใหม่ การทบทวนทักษะ และการพัฒนาทักษะในการพัฒนากำลังคน บัณฑิตศึกษา ให้แก่ Young Smart Farmer (YSF) Smart Farmer (SF) และบุคลากรทั้งสองหน่วยงานให้สอดคล้องกับการพัฒนาคนภาคการเกษตร

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก กรมส่งเสริมการเกษตร ประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ เฟซบุ๊ก : อาชีวะ Marketplace

คุณวิสูตร วงศ์ไชย คือช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก เขาชื่นชอบเรื่องราวการทำการเกษตร จึงศึกษาความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์จากอินเตอร์เน็ต หลังเกิดปัญหาเรื่องสุขภาพจากอาการแพ้สารตะกั่วในเครื่องใช้ไฟฟ้า เขาตัดสินใจทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง ปัจจุบัน เขาสร้างนวัตกรรม (Innovation) ด้วยการผลิตสินค้าชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชหลายประเภท เขาเรียนรู้เรื่องอัตลักษณ์และพยายามสร้างอัตลักษณ์ของตนเองเพื่อเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของชุมชนที่เขาอาศัย

ทางออกของปัญหาสุขภาพคือเกษตรอินทรีย์ คุณวิสูตร เล่าว่า เปิดร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าตั้งแต่อายุ 15 ปี ทำงานและเรียนจบครุศาสตร์บัณฑิตอุตสาหกรรมศิลป์ วิทยาลัยครูเชียงราย หลังจากทำงานมานานหลายปี เริ่มมีอาการแพ้สารตะกั่ว เกิดผื่นแพ้บริเวณผิวหนัง ร่างกายผมทนสารเคมีสารพิษไม่ไหว จึงหันมาทำการเกษตรอย่างจริงจังในช่วง พ.ศ. 2563 ก่อนหน้านั้น เขาซื้อที่ดินและเริ่มทำสวนพุทรา โดยปลูกพุทราปลอดสารพิษสายพันธุ์ไต้หวัน เมื่อได้ผลผลิตก็มีปัญหาด้านการตลาด ผลผลิตพุทราเน่าเสียขายไม่ทัน จึงลดพื้นที่ปลูกพุทราเปลี่ยนแนวคิดสู่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

คุณวิสูตรศึกษางานวิจัย อ่านงานเขียนเก่าๆ เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ หลังจากนั้นนำความรู้มาทดลองทำ เริ่มตัดแต่งกิ่งพุทรา การตัดแต่งกิ่งจะเหลือเศษกิ่งไม้ จึงนำกิ่งก้านของต้นพุทรามาเผาในกระทะด้วยความร้อนสูงแล้วดับไฟด้วยน้ำ จนได้สิ่งที่เรียกว่า ไบโอชาร์ (Biochar)

หลังจากนั้นนำมาผ่านกระบวนการทำเป็นผลผลิตน้ำส้มควันไม้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการฆ่าเชื้อโรคในดิน ไล่แมลง เร่งผลไม้ให้มีรสหวาน เร่งให้การออกดอก ด้วยจุดเริ่มต้นแบบนี้จึงทำให้เขาเริ่มเติบโตขึ้นในสายเกษตรอินทรีย์ ถ่านมี 3 ชนิดตามลักษณะอุณหภูมิการเผา ถ่านหุงต้มคือชาร์โค (Charcoal) เผาด้วยความร้อน 600-800 องศาเซลเซียส ถ่านชีวภาพ หรือ ไบโอชาร์ (Biochar) จะใช้อุณหภูมิในการเผาสูงขึ้นทำให้มีรูพรุนในถ่านมากขึ้น เขาใช้ประโยชน์จากถ่านไบโอชาร์ในการดูดซับหรือเก็บกักสารไล่แมลง สามารถเก็บน้ำส้มควันไม้ให้อยู่ในรูปของถ่านหรือคาร์บอน ถ่านอีกประเภทคือถ่านแบบแกร่ง หรือ ถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) ใช้ทำเครื่องกรองน้ำ หน้ากากกรองกลิ่น กรองอากาศ คุณสมบัติของถ่านสามารถบรรเทาอาการปวดท้อง ใช้ถ่านหุงต้มอาหาร ดูดความชื้นหรือซับน้ำ ปัจจุบัน คุณวิสูตรทำงานวิจัยร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา ในการสร้างผลิตภัณฑ์จากถ่านไบโอชาร์ (Biochar)

หลังการปรับเปลี่ยนมาทำการเกษตรอินทรีย์ คุณวิสูตร บอกว่า ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง สารเคมี เร่งออกดอก ขยายผล ยืดช่อดอก เพราะได้ศึกษาเรียนรู้การใช้น้ำหมัก มีโจทย์การทำงานว่า จะทำอย่างไรในช่วงฝนตกให้พุทราเกิดการออกดอก นั่นคือโจทย์ การใช้งานน้ำหมักชีวภาพเพื่อทดแทนสารเคมี