เมื่อเพาะเลี้ยงได้ผลดีแล้ว จึงมีการใช้วัตถุดิบเห็ดสมุนไพร

ที่มีคุณภาพ มาผลิตเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพผู้บริโภคหลากหลายชนิด เช่น ผงเห็ดสำหรับชงดื่ม น้ำเห็ดผสมถั่งเช่า กาแฟปรุงสำเร็จผสมถั่งเช่าชนิดผง น้ำหมักหรือไวเนการ์เห็ดสมุนไพร และอื่นๆ

“เนื่องจากเรามีความสนใจเห็ดทางการแพทย์ กลุ่มของเห็ดที่ออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายชนิด ถ้าเราสามารถเพาะได้ทั้งปริมาณและคุณภาพสูง เมื่อนำมาแปรรูปสำหรับผู้บริโภค จะช่วยให้สุขภาพของผู้บริโภคดีขึ้น เราได้รับความร่วมมือด้วยดีจาก มทร.ตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี โดย ผศ.ดร. สาโรจน์ ประเสริฐศิริวัฒน์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านไบโอ-เทคโนโลยี ในถั่งเช่าที่เราเพาะได้มีความโดดเด่น เพราะมีสารคอร์ไดเซปินสูงเป็นพิเศษ เฉลี่ย 7,000 พีพีเอ็ม” ดร. อรวดี อานามวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอริทไพรม์ จำกัด กล่าว

ถั่งเช่า เป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากพื้นที่เฉพาะ เช่น ที่ราบสูงในทิเบตและเนปาล เป็นสมุนไพรที่ถือว่าหาได้ยากจึงมีราคาแพงมาก เมื่อครั้งอดีตถั่งเช่าถูกจำกัดการใช้เฉพาะจักรพรรดิและเครือญาติในราชวงศ์ชั้นสูงของจีนเท่านั้น จากมูลค่าทางการค้าที่เพิ่มขึ้น การรอเก็บแต่เห็ดที่ขึ้นตามธรรมชาติจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงเป็นที่มาของการเพาะเลี้ยงสู่เชิงธุรกิจ

การเพาะเห็ดถั่งเช่าสีทองนั้น สามารถดำเนินการได้โดยใช้ตัวหนอนเพาะ หรือใช้อาหารสังเคราะห์ ต่อมาสามารถพัฒนานำเอาเมล็ดธัญพืชมาใช้เพาะแทนตัวแมลงได้ มีรายงานหลายฉบับยืนยันว่า เห็ดถั่งเช่าสีทองมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์เป็นยา อันได้แก่ สารคอร์ไดเซปิน (Cordycepin) และ อะดีโนซีน (Adenosine) ในปริมาณที่สูงกว่าถั่งเช่าทิเบตจากธรรมชาติ

สรรพคุณที่พบ เช่น เสริมสมรรถภาพทางเพศ ยับยั้งอนุมูลอิสระ/ชะลอความชรา ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่ผิดปกติ เสริมระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ทำลายและยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลชีพ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย ริกเกตเซีย เชื้อรา เชื้อปรสิต และโปรโตซัว ต้านการเกิดเส้นใยพังผืด ลดน้ำตาลและไขมันในเส้นเลือด ป้องกันหรือบรรเทาอาการโรคเบาหวาน ต้านโรคมาลาเรีย ลดอาการเหนื่อยล้า ปกป้องระบบประสาท ป้องกันการเสื่อมสภาพของตับ ไต และปอด

“เห็ดแต่ละชนิดมีสารออกฤทธิ์ทางยาแตกต่างกัน ถั่งเช่าสีทองมีฤทธิ์บำรุงไต บำรุงปอด ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีทั่วร่างกาย และอื่นๆ” ดร. อรวดี กล่าว

ประสบความสำเร็จ ใช้ในโคนม

ดร. อรวดี อานามวัฒน์ กล่าวว่า จากความร่วมมือของภาครัฐ-เอกชน ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี กับฟาร์มเห็ด (ถั่งเช่า) เขาคิชฌกูฏ ในงานวิจัยเห็ดทางการแพทย์ (Medicinal Mush room) หลากหลายชนิด อาทิ เห็ดถั่งเช่าสีทอง เห็ดถั่งเช่าหิมะ เห็ดหัวลิง เห็ดแอนโทรเดีย เพื่อใช้ในการแพทย์ทางเลือก โดยมี ผศ.ดร. สาโรจน์ ประเสริฐศิริวัฒน์ อดีตคณบดี คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตร เป็นผู้คิดค้นวิจัยการเพาะเห็ดโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม สร้างสรรค์ผลผลิตจนได้วัตถุดิบเห็ดถั่งเช่าสีทองคุณภาพสูง มีสารออกฤทธิ์สำคัญ “คอร์ไดเซปิน” ในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง จึงได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Innovation and Technology Assistance Program : ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จำนวน 2 โครงการ คือ

1. โครงการวิจัยและพัฒนาโปรไบโอติกถั่งเช่าสีทองต่อสมรรถภาพผลผลิตนมของโครีดนม
โครงการวิจัยและพัฒนาโปรไบโอติกถั่งเช่าสีทองต่อสมรรถภาพการสืบพันธุ์ของโคนมหลังคลอด

ทั้งสองโครงการมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกชนิดผงคุณภาพสูง ที่มีส่วนประกอบของเห็ดถั่งเช่าร่วมกับสมุนไพรไทย เพื่อช่วยลดการสั่งซื้อโปรไบโอติกจากต่างประเทศ ลดการใช้ยาปฏิชีวนะที่ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดปัญหาการดื้อยา ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของวงการสาธารณสุขโลกในปัจจุบัน โดยตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีครึ่ง ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560-31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 โครงการทั้ง 2 เรื่อง ได้รับความร่วมมือรับผิดชอบดำเนินการจาก ผศ.ดร. นันทิยา สุวรรณปัญญา อดีตคณบดี คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตร ม.กาฬสินธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฟาร์มโคนมและการทำน้ำหมักชีวภาพด้วยสมุนไพรและผลไม้ ผลลัพธ์ของการดำเนินงาน ทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผงโปรไบโอติกถั่งเช่าต้นแบบ จำนวน 3 สูตร คือ โปรไบโอติกถั่งเช่าสีทอง โปรไบโอติกถั่งเช่าสีทองผสมสมุนไพรต่อสมรรถภาพผลผลิตนม และโปรไบโอติกถั่งเช่าสีทองผสมสมุนไพรต่อสมรรถภาพการสืบพันธุ์ ที่ได้มีการทดลองใช้เลี้ยงโคนมในฟาร์มสหกรณ์โคนมพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และประสบผลความสำเร็จด้วยดี

สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. การเสริมโปรไบโอติกถั่งเช่าสีทอง และโปรไบโอติกถั่งเช่าสีทองผสมสมุนไพรต่อสมรรถภาพผลผลิตนม ให้ผลดีต่อสมรรถภาพโคนมโดยสามารถช่วยลดปริมาณ SCC ที่เป็นสาเหตุของการเป็นโรคเต้านมอักเสบได้เป็นอย่างดี โปรไบโอติกทั้ง 2 สูตรดังกล่าว ให้ผลดีต่อองค์ประกอบน้ำนม และระบบภูมิคุ้มกัน WBC และ Neutrophil ซึ่งมีความสำคัญต่อการต่อต้านเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายของระบบภูมิคุ้มกัน Immunity โดยเก็บกินเชื้อ (phagocytosis) และการฆ่าเชื้อโรค
การเสริมโปรไบโอติกถั่งเช่าสีทองและโปรไบโอติกถั่งเช่าสีทองผสมสมุนไพรต่อสมรรถภาพการสืบพันธุ์ ให้ผลดีต่อโคนมทำให้รังไข่สมบูรณ์ขึ้น มดลูกเข้าอู่เร็ว โคนมผสมติดง่าย ลดเวลาท้องว่าง ลดปริมาณ SCC ที่เป็นสาเหตุของการเป็นโรคเต้านมอักเสบได้เป็นอย่างดี

“โคนมที่ทดลอง มีน้ำนมเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ…โคนมที่ทดลอง เดิมมีปัญหาการท้องว่างหรือไม่ตั้งครรภ์นานกว่าปกติ บางตัวเกือบ 4 เดือน (ปกติท้องว่างไม่เกิน 60 วัน) เมื่อมารับถั่งเช่าปรากฏว่า ตั้งท้องได้ตามปกติ คือไม่เกิน 2 เดือน หรือ 60 วัน” ดร. อรวดี กล่าว

นอกจากนี้ ยังพบว่า…โคนมที่ได้รับโปรไบโอติกถั่งเช่าสีทอง มีขนนุ่มสวยเป็นมัน มีความอยากอาหาร…กินเก่ง มูลละเอียด มีสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนจากสภาพภายนอก ทำให้เกษตรกรพึงพอใจมาก จึงเชื่อว่าผลลัพธ์จากการวิจัยจะสร้างคุณค่าให้แก่เกษตรกรในการเลี้ยงโคนมด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามแนวนโยบายของรัฐ สู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เมอริทไพรม์ จำกัด อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี โทร. (039) 309-109, (091) 882-2919, (086) 539-5899 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่

วันนี้มาแน่! กรมอุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อนซัด 58 จังหวัด ฝนถล่ม-ลูกเห็บตก เผยอีสานหนักสุดๆ ภาคเหนือลุ้นฝนตกช่วยลดฝุ่นพิษ รอบนี้ชาวกรุงไม่รอด วันนี้ตกหนัก ร้อยละ 30 ประชาชนระวังอันตรายจากฟ้าผ่าไว้ด้วย
กรมอุตุฯ / เมื่อวันที่ 1 เม.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงอันตรายจากฟ้าผ่า เกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย สำหรับภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งและมีลมกระโชกแรง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากลมกระโชกแรงไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และทะเลจีนใต้แล้ว คาดว่าจะแผ่ปกคลุมภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ในวันนี้ (1 เม.ย. 62) ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดบางพื้นที่ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น สำหรับลมตะวันออกที่พัดปกคลุมภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งและมีลมกระโชกแรง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 นง ของวันที่ 2 เม.ย.นี้ ภาคเหนือ อากาศร้อนถึงร้อนจัดในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางแห่งบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 18-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 39-41 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 15-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-40 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 39-41 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศร้อน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง อุณหภูมิต่ำสุด 27-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-39 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลสรุปข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพ ปี 2562 โดยคณะทำงานสำรวจข้อมูล ไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกได้สรุปตัวเลขเอกภาพผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2562 ของไม้ผล 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัดตะวันออก จันทบุรี ระยอง และตราด โดยผลสรุปข้อมูลเอกภาพไม้ผล ปี 2562 (ข้อมูล ณ 27 มีนาคม 2562) พบว่า

เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 692,810 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 678,203 ไร่ (เพิ่มขึ้น 14,607 ไร่ หรือร้อยละ 2.15) โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.20 ส่วน เงาะ ลดลง ร้อยละ 2.10 มังคุด ลดลง ร้อยละ 0.28 และ ลองกอง ลดลง ร้อยละ 5.08

เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 626,339 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 615,172 ไร่ (เพิ่มขึ้น 11,167 ไร่ หรือ ร้อยละ 1.82) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.31 มังคุด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.69 ส่วนเงาะ ลดลง ร้อยละ 2.43 และ ลองกอง ลดลง ร้อยละ 3.84

ผลผลิต รวมทั้ง 4 สินค้ามีจำนวน 886,535 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 667,025 ตัน (เพิ่มขึ้น 219,510 ตัน หรือ ร้อยละ 32.91) โดยผลผลิตออกมากช่วงกลางเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่ง มังคุด เพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ ร้อยละ 144.11 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต้นมังคุด มีเวลาพักสะสมอาหารนานจึงออกดอกติดผลได้มากในปีนี้ ต่างจากปี 2561 ที่ติดผลน้อยมาก โดยปี 2561 ผลผลิตลดลงจากปี 2560 ถึงร้อยละ 52.12 รองลงมาได้แก่ ลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.35 ทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.69 และเงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.31

ทั้งนี้ ผลผลิตต่อไร่ ของผลไม้ทั้ง 4 ชนิด เพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลบางชนิดไม่ติดผลและผลผลิตน้อยทำให้มีเวลาในการพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้นส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะผลผลิตต่อไร่ของมังคุด และลองกอง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากในปีที่ผ่านมาติดดอกออกผลน้อยจึงคาดว่าต้นมังคุดได้พักสะสมอาหารเป็นระยะเวลานาน อีกทั้งในช่วงปลายปี 2561 สภาพอากาศมีความเหมาะสมกระตุ้นให้ไม้ผล ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ สามารถติดดอกออกผลได้มากเพิ่มยิ่งขึ้น

ด้าน นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) กล่าวเสริมถึงสถานการณ์ในขณะนี้ว่า ทุเรียน ออกดอกแล้วร้อยละ 100 ส่วนใหญ่อยู่ในระยะติดผลขนาดกลาง ผลผลิตที่ติดผลในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทองบางส่วน ทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมเป็นต้นมา และผลผลิตออกมากช่วงสงกรานต์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม

เงาะ ออกดอกแล้ว ร้อยละ 100 อยู่ในระยะเริ่มผลและผลขนาดเล็ก ผลผลิตชุดแรกจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคมในพื้นที่ของจังหวัดตราด และผลผลิตรวมทั้งหมดจะเก็บเกี่ยวได้ถึงต้นเดือนสิงหาคม และจะออกมากช่วงกลางเดือนพฤษภาคม

มังคุด ออกดอกแล้ว ร้อยละ 100 อยู่ในระยะผลเล็กถึงผลขนาดกลาง สามารถเก็บผลผลิตรุ่นแรกได้ในช่วงเดือนปลายมีนาคม ออกชุกช่วงปลายเมษายน (หลังสงกรานต์) ต่อเนื่องถึงต้นพฤษภาคม

ส่วนลองกอง ออกดอกแล้ว ร้อยละ 60 ส่วนใหญ่อยู่ในระยะเริ่มตั้งช่อเขียวถึงระยะช่อดอก ซึ่งลองกองสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม หากสภาพดิน ฟ้า อากาศแปรปรวน และปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษาต้นไม้ อาจส่งผลให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ และด้วยสภาพอากาศในช่วงปลายปี 2561 ส่งผลดีต่อการติดดอกออกผลของผลไม้ในภาคตะวันออก โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และเงาะออกดอกได้เร็วขึ้น ทำให้ปี 2562 ผลไม้ในภาคตะวันออกจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่ง สศท.6 จะได้ติดตามสถานการณ์ไม้ผลกับเกษตรกรในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัดต่อไป

ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี โทร. (038) 352-435

นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ เปิดเผยว่า ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรจากการสำรวจทั่วประเทศในปัจจุบันพบว่า ราคาปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.50 บาท ต่อฟอง หลังจากเกษตรกรแบกรับภาวะขาดทุนมานานกว่า 1 ปี เป็นผลมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการรายใหญ่ รายกลาง และรายย่อย ที่ขานรับมาตรการแก้ปัญหาราคาไข่ไก่ของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ผู้ประกอบการภาคเอกชนผู้นำ เข้าปู่ย่าพันธุ์ (GP) และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) รวม 16 บริษัท ที่ร่วมกันลด GP ให้เหลือ 3,800 ตัว และลด PS ให้เหลือ 460,000 ตัว พร้อมทั้งเร่งรวบรวมไข่ไก่สดส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศมากกว่า 138 ล้านฟอง ควบคู่กับการลดจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรง 4,000,000 ตัว

“ราคาไข่ไก่เริ่มปรับเพิ่มขึ้น เกิดจากจำนวนแม่ไก่ยืนกรงและพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ลดลง ขณะเดียวกัน ปริมาณไข่ไก่ส่วนเกินจากการบริโภคก็ถูกผลักดันออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ ทำให้ราคาไข่มีเสถียรภาพมากขึ้น และมีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้นได้อีก หากทุกคนยังให้ความร่วมมือกับมาตรการของภาครัฐ แม้ว่าราคาจะไม่สูงถึงขนาดที่เกษตรกรจะมีกำไรมากมาย แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรพอมีรายได้ในการทำอาชีพนี้ได้ต่อไป การปรับตัวของราคาเช่นนี้เกษตรกรพึงพอใจและขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมกันเดินหน้าแก้ปัญหา และสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไก่ไข่ของไทย” นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า อยากขอความร่วมมือจากทุกส่วนให้มองผลประโยชน์ของส่วนรวม และร่วมมือกันบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำคือ การจัดการปริมาณพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ PS ให้เหมาะสม โดยส่วนตัวมองว่าบริษัทผู้ประกอบการที่นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ PS ควรหันมาเลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ GP เอง เพื่อสร้างเสถียรภาพให้อุตสาหกรรมไก่ไข่ของประเทศ รวมถึงต้องควบคุมอายุการปลดของแม่พันธุ์ ไม่ให้ยืดอายุออกไปอย่างไม่มีการควบคุม สำหรับด้านกลางน้ำ ผู้เลี้ยงไก่ไข่ควรเลี้ยงไก่ให้สอดคล้องกับตลาดของตนเอง และไม่ควรยืดอายุการปลดไก่ยืนกรงออกซึ่งจะทำให้วงจรการผลิตผิดเพี้ยน ส่วนปลายน้ำคือ ผู้บริโภค ที่ต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับไข่ซึ่งเป็นอาหารที่ปรุงง่าย เมนูหลากหลาย สะดวก มีประโยชน์ และเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีราคาถูก สามารถบริโภคได้ทุกคน ทุกวัย และทุกวัน ดังที่มีผลวิจัยเผยแพร่กันมากมายจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เกษตรกรพื้นที่ 37 จังหวัดที่ร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์สั่งการทุกจังหวัดประสานสหกรณ์ในพื้นที่เตรียมพร้อมจุดรับซื้อ และวางแผนบริการเครื่องจักรกลเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อบริการสมาชิก คาดผลผลิตจะออกมากตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หมดทุกพื้นที่ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ตั้งเป้าสหกรณ์การเกษตรรวบรวมข้าวโพดหลังนาได้ 540,000 ตัน ส่งป้อนเข้าโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ความชื้น 14.5% ราคา 8.30 บาท/กิโลกรัม

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561ในพื้นที่ 37 จังหวัดเป้าหมาย มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ 90,375 ราย พื้นที่ปลูกข้าวโพด 764,275 ไร่ การดำเนินโครงการในขณะนี้เข้าสู่ระยะที่ 3 เกษตรกรทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายให้กับสหกรณ์ในพื้นที่ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ผลผลิตโดยเฉลี่ย 1,000-1,500 กิโลกรัม/ไร่ และมีบางจังหวัดที่เกษตรกรดูแลผลผลิต

ตั้งแต่การปลูกจนเก็บเกี่ยวตามหลักวิชาการ ทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงถึง 2,200 กิโลกรัม ขณะนี้ปริมาณข้าวโพดที่สหกรณ์รวบรวมแล้วประมาณ 40,721.13 ตัน มูลค่ารวม 265.89 ล้านบาท คาดว่าผลผลิตจะออกมากตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนเป็นต้นไป และจะเก็บเกี่ยวได้หมดภายในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้ ซึ่งจากการคาดการณ์ปริมาณข้าวโพดของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ประมาณ 537,593.23 ตัน และจังหวัดที่คาดว่าจะรวบรวมได้ปริมาณสูงสุด ได้แก่ นครสวรรค์ 132,951 ตัน เพชรบูรณ์ 57,672 ตัน และพิษณุโลก 55,714 ตัน