เมื่อเริ่มลงมือทำ จึงปรับปรุงพื้นที่โดยรอบสวนสันติเกษตร

นำต้นเงาะออก เพราะว่าเงาะใช้แรงงานค่อนข้างเยอะ ปลูกทุเรียนใหม่เพิ่ม จ้างทีมงาน จ้างคนสวนเพิ่มก็จะเรียบร้อยขึ้น พอมาอยู่เองก็มีเวลากำกับดูแลและลงมือทำเองด้วย และค่อยๆ พัฒนาขึ้น

ด้านวิธีการดูแลรักษานั้นไม่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน ทางสวนสันติเกษตรอินทรีย์จะไม่มีการใช้สารเคมี แต่ใช้เป็นระบบเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด มีการทำปุ๋ยเอง โดยออกแบบเป็น 2 แบบ คือ ปุ๋ยดินและปุ๋ยน้ำ มีการทำระบบสำหรับให้ปุ๋ยทางน้ำ โดยการผสมปุ๋ยใส่น้ำหมักและปล่อยไหลไปกับน้ำทันที เช่น ทำปุ๋ยหมักปลา เป็นปุ๋ยหลักส่วนหนึ่งที่ให้ทางน้ำ ทางดินก็จะใช้ปุ๋ยหมักแทนนั่นเอง

ปุ๋ยดิน จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ซื้อมาใช้เองด้วยภายในสวน ทดลองและคัดเลือกจากข้อมูลที่มี หรือตามคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์การทำสวนมาก่อน เพราะเนื่องจากมีพื้นที่ 15 ไร่ ทำให้ต้นไม้ในสวนนั้นมีจำนวนมาก จึงผลิตปุ๋ยดินเองไม่ทัน

ปุ๋ยหมัก ก็จะใช้ทรัพยากรที่มีก็คือตัดหญ้าภายในสวน หมักตามสูตร หญ้า 4 ส่วน ขี้วัว 1 ส่วน รดน้ำทุกชั้น นำมาตากแดดให้แห้ง ประมาณ 2 เดือน ก็จะนำมาใช้เป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ภายในสวน หรือบางครั้งอาจจะใช้ใบมังคุด ใบลองกองที่ร่วงตามพื้นแทน

รวมถึงในปีนี้ทางสวนสันติเกษตรอินทรีย์นั้น ได้รับการสนับสนุนเปลือกทุเรียนจากประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดจันทบุรี เนื่องจากมีการทำทุเรียนฟรีซ มีเปลือกทุเรียนจำนวนมากเหลือใช้ จึงนำมาทำปุ๋ยหมักสูตรเดียวกันกับการหมักหญ้า ในอัตรา 4 ต่อ 1

“ปุ๋ยน้ำ ใช้หลายอย่าง เช่น ปลาหมัก ขี้วัวหมัก ขี้ไก่หมัก ขนุนหมัก น้ำหมักเปลือกมังคุด น้ำหมักลองกอง เป็นต้น ที่ใช้ในแง่ของการป้องกันโรคก็ใช้ร่วมๆ กัน ใช้ตามจังหวะเวลาว่าเราจะกระตุ้นใบ กระตุ้นลูกก็เลือกใช้ ซึ่งปุ๋ยทั้งหมด ทั้งปุ๋ยดิน ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ จะใช้ผสมรวมกันกับน้ำ และให้พร้อมกันเลย ปุ๋ยน้ำให้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ปุ๋ยหมักก็ให้ตามจังหวะ เช่น หลังเก็บเกี่ยว กระตุ้นให้มีดอก บำรุงผล”

สำหรับการกำจัดศัตรูพืช มีการใช้ชีวภัณฑ์และสมุนไพรหมุนเวียนกันไป มีทั้งสูตรที่ทำขึ้นเอง และซื้อปะปนกันไป ขึ้นอยู่ช่วงจังหวะเวลาของสภาพอากาศในขณะนั้น เช่น สภาพอากาศแบบใดที่ควรรดน้ำให้กับต้นผลไม้ทั้งหมด และต้องใช้ระยะเวลาเท่าไร หรือจังหวะไหนต้องกระตุ้นน้ำให้ออกดอก ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตนเองทั้งหมด โดยที่ไม่ได้มุ่งหวังว่าต้นไม้ในสวนจะต้องได้ผลผลิตสูงสุด ทุกอย่างที่ลงมือทำต้องค่อยเป็นค่อยไป ปีแรกอาจจะไม่ได้ตามที่คาดหวัง แต่ปีต่อมาก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

โรคที่เจอในการทำสวนแบบอินทรีย์ แบบไม่ใช้สารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ นั้น มีจำนวนมาก ทางสวนจะใช้ชีวภัณฑ์ร่วมกับสมุนไพร เช่น มอด จะกำจัดด้วยสมุนไพร ปูนแดงผสมเพื่อทาต้น ศัตรูพืชจำพวกเพลี้ยไฟไรแดง จะกำจัดด้วยสาละ กลอย ยาเส้น สะเดา ฝักคูน เพื่อกำจัดเพลี้ยกับหนอน ถ้าเป็นเชื้อราจะใช้น้ำหมักเปลือกมังคุด เป็นต้น

คุณมนทิพย์ ให้คำแนะนำสำหรับใครที่สนใจอยากจะทำสวนแบบเกษตรอินทรีย์ว่า ควรที่จะศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง จะทำอย่างไรในการกำจัดศัตรูพืช วัชพืช ปัญหาโรคต่างๆ หากเกิดขึ้นภายในสวน โดยไม่ใช้สารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์

ด้านรายได้ อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจในระดับหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบจากอดีตที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับที่ดีในช่องทางออนไลน์ แต่ถึงกระนั้นรายได้ไม่ได้เป็นหัวใจหลัก เพราะทางคุณมนทิพย์มุ่งหวังว่าการทำสวนสันติเกษตรอินทรีย์แห่งนี้เป็นแบบสวนเลี้ยงสวน มีการจ้างงานภายในสวน ครอบครัวของลูกจ้างดำรงชีวิตอยู่ได้ นี่คือผลพลอยได้ที่เป็นกำไรอย่างแท้จริง

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากจะสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อคุณมนทิพย์ รัชตวิจิน หรือ คุณจอย เจ้าของสวนสันติเกษตรอินทรีย์ ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก สวนสันติเกษตรอินทรีย์ หรือสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 081-458-2657 พืชผักผลไม้ตระกูลมะ เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน ส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารและยาสมุนไพรไทย สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท จึงควรอนุรักษ์พันธุ์พืชดั้งเดิมของไทยเหล่านี้ เพื่อเป็นฐานพันธุกรรมนำไปพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ที่มีโอกาสสร้างรายได้เข้าประเทศไทยได้อย่างมหาศาลในอนาคต

รู้จัก พืชตระกูล “มะ” พืชผักผลไม้ตระกูล “มะ” ที่เรียกขานในเมืองไทยนั้น นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่า คำว่า “มะ” เป็นคำที่กร่อนเสียงมาจาก คำว่า หมาก แปลว่า ลูกไม้ หรือผลไม้ ยกตัวอย่าง เช่น หลักศิลาจารึกในสมัยสุโขทัย เรียก มะพร้าว ว่า หมากพร้าว ส่วน มะม่วง เรียกว่า หมากม่วง และ มะขาม ว่า หมากขาม นอกจากนี้ ในภาษาไทยถิ่นอีสานยังคงใช้ คำว่า หมาก เป็นคำขึ้นต้นเรียกผลไม้หลากชนิด เช่น หมากไฟ หมายถึง มะไฟ ส่วน หมากนัด คือ สับปะรด นั่นเอง

พืชตระกูล “มะ” ที่ใช้กินเป็นผลไม้ ได้แก่ มะกอก มะขวิด มะปราง มะพลับ มะเฟือง มะไฟ มะม่วง มะยม มะหวด มะพูด มะพร้าว ฯลฯ ตระกูล “มะ” ที่ใช้เป็นเครื่องเทศปรุงรสอาหาร ได้แก่ มะนาว มะกรูด มะขาม มะเขือ มะระ มะรุม มะอึก มะดัน ฯลฯ ส่วน ตระกูล “ม” ที่ใช้เป็นยา เช่น มะแว้ง มะตูม มะเกลือ มะหาด

พืชตระกูล “มะ” พันธุ์แปลกหายาก พืชผักตระกูล “มะ” สายพันธุ์ที่แปลกๆ หายาก ซึ่งหลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นหูมากนัก เช่น

มะม่วง “เจ้าพระยาลืมเฝ้า” เป็นมะม่วงพันธุ์หายากและใกล้สูญพันธุ์ มีเรื่องเล่าถึงที่มาของชื่อว่า เวลามะม่วงสายพันธุ์นี้ติดผลจะดกเต็มต้น หากไม่มีใครเฝ้าจะถูกคนขโมยสอย เก็บเอาผลจนเกลี้ยงต้น นั่นเอง จึงถูกเรียกชื่อว่า “มะม่วงพระยาลืมเฝ้า” มะม่วงพันธุ์นี้ เมล็ดลีบ ติดผลง่ายและดกเต็มต้น มีรสชาติอร่อยมาก ผลดิบ เนื้อกรอบ รสเปรี้ยวปนมัน ผลสุกสีเหลืองเข้ม สีสวยเนื้อไม่เละ รสหวานหอมดี

มะม่วง “สามร้อยไม่ถึงผัว” เป็นมะม่วงสายพันธุ์โบราณที่ใกล้สูญพันธุ์ มีเรื่องเล่าว่า มีคนนำมะม่วง 300 ผล ไปฝากท่านเจ้าพระยา แต่ท่านติดงานอยู่ในวัง จึงฝากมะม่วงไว้กับภริยาของท่านเจ้าพระยา เมื่อท่านกลับถึงบ้านก็ไม่ได้กินมะม่วงของฝาก เพราะภริยาของท่านได้นำมะม่วงมาปอกกินเล่นจนหมด เพราะมะม่วงชนิดนี้มีรสชาติอร่อยมากๆ เผลอกินทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว จึงเป็นที่มาของชื่อมะม่วงพันธุ์นี้นั่นเอง

มะพร้าว “นาลิเก” เป็นมะพร้าวชนิดเดียวในประเทศไทยที่มีเปลือกสีเหลืองไม่มีสีเขียวและเป็นมะพร้าวที่มีน้ำหอมคล้ายเผือกต้ม แต่บางคน บอกว่า มีน้ำรสชาติเหมือน “น้ำสไปรท์” คนโบราณเชื่อว่า ต้นมะพร้าวนาลิเก เป็นต้นไม้มิ่งขวัญเสริมมงคล ของผู้ที่เกิดปีเถาะ เป็นสายพันธุ์มะพร้าวโบราณที่มีลักษณะพิเศษ เพราะต้น ใบ ดอก และผล เป็นสีเหลืองทอง เนื้อหวานนุ่ม นิยมนำมาทำยาแก้แพ้ท้อง

มะพร้าว “เปลือกหวาน” ชนิดเดียวในโลกที่กินได้พร้อม “เปลือก” เป็นมะพร้าวสายพันธุ์เก่าแก่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมเรียกมะพร้าวพันธุ์นี้ว่า “มะพร้าวขี้ทุบ” นิยมนำผลอ่อนตั้งแต่ยังไม่มีเนื้อมะพร้าวมากินเปลือกเล่นๆ ในยามว่าง โดยจะปอกเปลือกสีเขียวด้านนอกออกก่อน แล้วกินเปลือกด้านใน รสชาติหวานมัน จึงเรียกมะพร้าวพันธุ์นี้ว่า “มะพร้าวเปลือกหวาน”

“อนุชิต พรหมชาติ” หรือ คุณโอ๋ เกษตรกรชาวบ้านอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี (โทร. 080-6546443, 085-4404815) เป็นเกษตรกรที่สนใจอนุรักษ์สายพันธุ์ผลไม้ ตระกูล “มะ” ซึ่งเป็นไม้ไทยโบราณหายากไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งสายพันธุ์มะม่วงไทย มะพร้าว กล้วยนานาชนิด

คุณโอ๋ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มะม่วงสายพันธุ์โบราณ เช่น มะม่วงสามร้อยไม่ถึงผัว ว่า สายพันธุ์มะม่วงป่า ลำต้นแข็งแรงทนโรค ที่สำคัญเนื้อมะม่วงมีกลิ่นหอม เหมือนกลิ่นไอฝน เนื้อมะม่วงเนียนนุ่ม ให้ผลผลิตที่ดีในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ – มีนาคม

ส่วน มะม่วงเจ้าพระยาลืมเฝ้า เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เต็มที่แล้ว เชื่อว่า ทั่วเมืองไทยปลูกมะม่วงพันธุ์นี้ไม่เกิน 5 ต้น เพราะมะม่วงชนิดนี้ไม่สามารถปลูกขยายพันธุ์ได้ หลายคนเคยทดลองเพาะขยายพันธุ์มะม่วงชนิดนี้แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมะม่วงต้นใหม่ที่ได้กลายพันธุ์ทั้งหมด คนโบราณ เชื่อว่า ผู้ที่ปลูกมะม่วงพันธุ์นี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่มีบุญญาธิการเท่านั้น จึงเรียกชื่อมะม่วงชนิดนี้ว่า มะม่วงเสี่ยงทาย ลักษณะเด่นที่น่าสนใจของมะม่วงพันธุ์นี้คือ มีกลิ่นหอมเหมือนดอกมะลิ หรือกุหลาบอ่อนๆ และออกลูกตามต้นเช่นเดียวกับต้นมะไฟ

ส่วน มะพร้าวเปลือกหวาน มีลักษณะภายนอก คล้ายกับต้นมะพร้าวสายพันธุ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะลำต้นหรือผล หากปอกเปลือกดูด้านในผล จึงจะเห็นความแตกต่างของมะพร้าวเปลือกหวาน เช่น กาบมะพร้าวและกะลา มีสีขาวอมดำคล้ายสีควันบุหรี่ เปลือกมีลักษณะผิวบาง ไม่มีเสี้ยน เส้นใยนุ่ม สามารถกินเปลือกด้านในได้ ส่วนผลสุกแก่ จะมีลักษณะเปลือกหรือขุยมะพร้าวเป็นสีขาว เนื้อและน้ำมะพร้าวไม่อร่อย แต่สามารถนำไปทำแกงกะทิได้เช่นเดียวกับมะพร้าวแก่ทั่วไป

เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมเก็บผลอ่อนของมะพร้าวเปลือกหวานขนาดเท่ากำปั้น นำมาปาดจุกออก ค่อยๆ ลอกเปลือกออกแล้ว เฉาะกินเหมือนมันแกว เนื้อมะพร้าวชนิดนี้มีรสชาติหวานมัน กรอบ ใครที่มีโอกาสชิมก็มักจะติดใจทุกราย เนื่องจากทุกวันนี้ ต้นมะพร้าวเปลือกหวานมีจำนวนน้อยลงและหายาก เกษตรกรส่วนใหญ่จึงนิยมเก็บผลอ่อนไว้กินภายในครัวเรือนเป็นหลัก หากใครสนใจอยากทดลองชิมมะพร้าวเปลือกหวาน หรืออยากได้มะพร้าวพันธุ์นี้ไปปลูกสามารถติดต่อกับคุณโอ๋ได้โดยตรง

คุณโอ๋ ยืนยันว่า การปลูกดูแลมะพร้าวโบราณพันธุ์นี้ทำได้ไม่ยาก สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด การปลูกมะพร้าวต้องปลูกแบบไม่มีราก ถ้ามีรากต้องเอารากออกให้หมด เวลาปลูก ควรใช้ปุ๋ยขี้ไก่รองก้นหลุมก่อน และใช้ดินฝังกลบต้นพันธุ์มะพร้าวเพียงครึ่งผล รดน้ำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เมื่อต้นมะพร้าวอายุ 4-5 ปี จะเริ่มให้ผลผลิตสำหรับบริโภคได้

คุณโอ๋ กล่าวเชิญชวนให้คนไทยหันมาปลูกมะพร้าวนาริเกหรือมะพร้าวไฟกันเพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำมะพร้าวชนิดนี้ มีสรรพคุณทางยาช่วยรักษาอาการอ่อนเพลีย และบำรุงหัวใจ ข้อดีของมะพร้าวนาริเกคือ ให้ผลผลิตเร็วเมื่ออายุ 3 ปี ขณะที่มะพร้าวทั่วไปมักให้ผลผลิตในปีที่ 7

การปลูกมะพร้าวนาลิเกใช้หลักการเดียวกับการปลูกมะพร้าวทั่วไป นอกจากนี้ คุณโอ๋ยังแนะนำให้ใช้เกลือแกง 1 ช้อนแกง ผสมกับน้ำเปล่า 1 แก้ว หรือโรยเกลือบางๆ รอบโคนต้นมะพร้าว เพื่อป้องกันหนอนและด้วง ไม่ให้มากัดกินยอดมะพร้าว ใครสนใจอยากได้พันธุ์ไม้โบราณมาทดลองปลูก ก็สามารถติดต่อสอบถามกับคุณโอ๋ ได้ตามที่อยู่ข้างต้น รับรองไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ผลไม้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยหลายชนิด บางชนิดก็นำมาปลูกนานเป็นร้อยปี จนรู้สึกเหมือนว่าเป็นพืชพื้นบ้าน เพราะนำมาเป็นอาหารได้หลากหลาย เช่น มะละกอ มะเขือเทศ พืชเหล่านี้มาเป็นส่วนหนึ่งของเมนูเด็ดบนจานอาหารในชีวิตประจำวันเราแทบทุกวัน เราได้นำมาดัดแปลงเป็นอาหารจนกลายเป็นอัตลักษณ์แบบไทยๆ จนเจ้าของเดิมคิดไม่ถึง

อะโวกาโด เป็นพืชดั้งเดิมจากประเทศเม็กซิโก ได้ถูกนำมาปลูกในประเทศไทยหลายสิบปีแล้ว โดยปลูกครั้งแรกที่จังหวัดน่าน และได้ขยายไปยังจังหวัดอื่น แต่ก็ถือว่ายังไม่นานสักเท่าไร จึงยังไม่ถึงกับมีการนำมารับประทานเป็นอาหารในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน แต่ในสถานะของอาหารที่มีวัฒนธรรมของฝั่งตะวันตกก็มีการนำมาประกอบเป็นอาหารมานาน แต่ในเมนูที่อยู่ในปัจจุบันเรายังไม่คุ้นชินกับอาหารที่มีส่วนผสมของอะโวกาโด

อะโวกาโด ในปัจจุบันจึงเป็นแค่ผลไม้สุขภาพ
ประเทศทางฝั่งตะวันตกนิยมนำเนื้ออะโวกาโดมาปรุงอาหารแทนเนย หรือปรุงเป็นนมปั่น ใส่ไอศกรีมและขนมหลายอย่าง บ้างก็ทำเป็นส่วนของผสมของเครื่องดื่มต่างๆ ในประเทศไทยมักนำมาปั่นเป็นน้ำอะโว กาโดปั่น หรือเติมลงในน้ำสลัดเพื่อเพิ่มความเข้มข้น บางครั้งก็นำผลสดๆ หั่นเป็นชิ้นเล็กสี่เหลี่ยมลูกเต๋าใส่ในจานสลัด ถ้าจะรับประทานแบบง่ายๆ เลย ก็ผ่าอะโวกาโดเป็นสองซีก โรยน้ำตาล นม น้ำผึ้ง หรือเกลือ อย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถรับประทานแบบที่จะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของอะโวกาโดได้อย่างดี

อำเภอปากช่อง เป็นอำเภอหนึ่งที่นิยมปลูกอะโวกาโด เนื่องจากดินและสภาพอากาศเหมาะสม

คุณสำเริง กลั่นกลิ่น เป็นคนปากช่องโดยกำเนิด และจบปริญญาตรีทางด้านการเกษตร ได้ทำสวนบนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ อยู่หมู่ที่ 6 ตำบลหนองอีเหลอ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา แต่เดิมชาวปากช่องนิยมทำสวนน้อยหน่า โดยแรกเริ่มที่ปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมือง คือ พันธุ์น้อยหน่าหนัง กับพันธุ์น้อยหน่าฝ้าย ต่อมาเมื่อทางสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ปากช่องได้ปรับปรุงสายพันธุ์น้อยหน่าเพชรปากช่องขึ้นมา ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นน้อยหน่าเพชรปากช่อง แต่การทำสวนน้อยหน่าจะต้องใช้แรงงานพอสมควร จึงมีปัญหาในการหาคนงานมาทำ

แต่คุณสำเริงเห็นว่า อะโวกาโดที่นำมาปลูกแซมไว้ในสวนน้อยหน่า ไม่ต้องการดูแลมากนัก จึงนำต้นอะโวกาโดมาปลูกแซมไปเรื่อยๆ ต่อมาได้ตัดต้นน้อยหน่าทิ้ง และปลูกต้นอะโวกาโดเต็มทั้งแปลง จนกระทั่งปัจจุบันมีต้นอะโวกาโดทั้งแปลง ประมาณ 1,000 ต้น โดยในเริ่มแรกซื้อพันธุ์ที่สถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ปากช่อง ซึ่งได้ปรับปรุงพันธุ์พืชหลายอย่างที่ประสบความสำเร็จมาก เช่น น้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50

ลักษณะของผล ปีเตอร์สัน และ บูท 7
ในช่วงแรก อะโวกาโดที่ปลูกในสวนของคุณสำเริงจะเป็นพันธุ์ปีเตอร์สัน (Peterson) และพันธุ์บูท (Booth) 7 ซึ่งได้มาจากสถาบันวิจัยปากช่อง ลักษณะผลของปีเตอร์สันจะค่อนข้างกลม มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง น้ำหนักประมาณ 200-300 กรัม ลักษณะผลที่แก่เก็บเกี่ยวได้สีของผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเล็กน้อย เกิดจุดประสีน้ำตาลบนผลและเยื่อหุ้มเมล็ดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อข้างในสีจะออกเขียวเหลือง เป็นพันธุ์เบา ส่วนพันธุ์บูท 7 เป็นพันธุ์หนัก ลักษณะผลค่อนข้างกลม มีขนาดใหญ่กว่าปีเตอร์สันต์ มีขนาดกลางถึงใหญ่ น้ำหนัก 300-500 กรัม ลักษณะผลแก่ที่เก็บเกี่ยวได้จะมีนวลลบออกได้ ผิวสีเขียว เกิดจุดสีน้ำตาลบนผล และเยื่อหุ้มเมล็ดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

เนื้อในสีจะออกเขียวเหลือง เหมาะปลูกในประเทศไทย ค่อนข้างทนต่อโรค ดูแลรักษาง่าย ออกผลดก มีไขมัน บรูนี่ สายพันธุ์ใหม่
ในตอนที่มีการขยายสวนใหม่ เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนให้รวดเร็ว ก็ได้เอาเมล็ดของแต่ละพันธุ์มาปลูก ประมาณ 500 ต้น โดยไม่ได้มีการเสียบยอด หลังจากนั้น ประมาณ 6 ปี ผลผลิตของต้นเหล่านั้นเริ่มออก พบว่า มีอยู่ต้นหนึ่งซึ่งให้ผลดกและมีรสชาติดีกว่าต้นอื่น จึงตั้งชื่อว่า บรูนี่ (Bruni) สันนิษฐานว่าเกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างพันธุ์ปีเตอร์สัน และ บูท 7 เมื่อปีที่แล้วเริ่มมีผลผลิต แต่จำนวนไม่มาก เมื่อชิมแล้วปรากฏว่ามีรสชาติอร่อยกว่าพันธุ์อื่น

ลักษณะของต้นบรูนี่คล้าย บูท 7 คือ มีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าปีเตอร์สัน ใบก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน ผลคล้ายกึ่งๆบูท 7 แต่สีไม่เข้มเท่า จะดูใสกว่า และลูกมีขนาดใหญ่กลม เนื้อจะเหนียวกว่าทุกพันธุ์และมีติดรสหวานเล็กน้อย มีความมันมากกว่า เนื้อข้างในมีสีเหลือง เปลือกค่อนข้างหนา ซึ่งจะทนทานในการขนส่ง ทนทานแมลงวันทองได้ดี มีความดกตามมาตรฐาน และเหมาะสำหรับรับประทานสดมาก

ขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอด
ต้นอะโวกาโดขยายพันธุ์โดยวิธีใช้เมล็ด และเสียบยอด ทั้งในถุงและในแปลง แต่วิธีที่นิยมที่สุดคือ การเสียบยอดในถุง เนื่องจากจะใช้วิธีควบแน่นโดยถุงพลาสติก จึงทำให้ได้ผลผลิตต้นสูง นอกจากนี้ สามารถออกผลได้ไวกว่าการใช้เมล็ด โดยวิธีการนี้ถ้าเป็นพันธุ์เบา จะใช้เวลา 3 ปี ถ้าเป็นพันธุ์หนัก จะใช้เวลา 5 ปี ส่วนเมล็ดจะใช้เวลา 5-8 ปี

วิธีเสียบยอด จะใช้เมล็ดที่สมบูรณ์มาเพาะใส่ถุง balhakm.net โดยแกะเปลือกบางๆ ออกก่อน หันด้านก้นที่จะเกิดรากลงดิน จะสังเกตได้จากมีเส้นๆ อยู่ ใช้ดินปลูกธรรมดาก็ได้ หรือเป็นดินผสมแกลบดำ เมล็ดที่ใช้เพาะจะวางให้โพล่จากดินเล็กน้อย ไม่ต้องกดให้จม วางไว้ในที่ร่มรำไร รดน้ำทุกวัน แต่อย่าให้แฉะ ใช้เวลาประมาณ 5-8 เดือน เมื่อโคนต้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอเล็กน้อย ตัดยอดที่สูงกว่าโคน ประมาณ 50 เซนติเมตร ใช้มีดคมๆ ผ่าเป็นลิ่มที่ต้นตอ ลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร แล้วนำยอดพันธุ์ดีที่ตัดใบทิ้งไปครึ่งหนึ่งแล้วมาปาดเป็นปากฉลามทั้งสองด้าน เสียบลึกลงไปในต้นตอที่บากไว้ มัดด้วยพลาสติกใสให้แน่น เอาถุงพลาสติกคลุมไว้ให้เลยแผลหรือจะคลุมทั้งต้นก็ได้ ในช่วงนี้ต้องรดน้ำให้วัสดุปลูกชุ่มก่อน เพราะหลังจากคลุมพลาสติกแล้วจะไม่ต้องแกะเลย ใช้เวลาประมาณ 50-60 วัน จึงจะแกะถุงออก และต้องดูแลอีกประมาณ 3-4 เดือน ต้นจึงจะสมบูรณ์พร้อมนำไปปลูก ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 6 เมตร คูณ 7 เมตร หรือถ้าไว้ทรงพุ่มใหญ่ จะเพิ่มระยะก็ได้ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 25 ต้น

การปลูกอะโวกาโดจะขุดหลุมลึกอย่างน้อย กว้าง ยาว ลึก 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า ผสมดินปลูก ปลูกแล้วกลบโคนพอแน่น ปิดด้วยฟางหรือเศษใบไม้ที่มี ช่วงแรกต้องรดน้ำ 3-4 วันครั้ง ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ต้นละ 1 กำมือ เดือนละครั้ง และเพิ่มปริมาณตามขนาดของทรงพุ่ม จะใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี ต้นจะเริ่มให้ผลผลิต ก่อนการเก็บผลผลิต 2 เดือน จะเปลี่ยนเป็นปุ๋ย สูตร 13-13-21 ต้นละประมาณ 1-2 กิโลกรัม ในฤดูแล้งควรรดน้ำสัปดาห์ละครั้ง หลังจากเก็บผลก็จะมีการตัดแต่งกิ่ง ไม่ให้สูง โดยให้แผ่ไปด้านข้างเพื่อสะดวกในการเก็บ อะโวกาโดจะมีอายุเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่ 30-35 ปี

ผลผลิตของสวนจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม เดือนที่ให้ผลผลิตมากสุดคือ ช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม ผลผลิตโดยเฉลี่ย 150 กิโลกรัม ต่อต้น โรคของอะโวกาโด ไม่ค่อยมีรบกวน ยกเว้นตอนช่วงแตกยอดใหม่ จะมีเพลี้ยอ่อนรบกวน เนื่องจากอะโว กาโดเป็นพืชพื้นเมืองของเม็กซิโก ซึ่งมีอากาศร้อนชื้นคล้ายบ้านเรา ชอบดินเหนียวแดงร่วน ไม่อุ้มน้ำ สำหรับปากช่องจึงเหมาะกับการปลูกพืชชนิดนี้ ผลผลิตของสวนในปัจจุบันเมื่อปีก่อน 40,000 กิโลกรัม ส่วนปีนี้กระทบแล้งยาวนานทำให้ผลผลิตเหลือแค่ครึ่งเดียว คือ 20,000 กิโลกรัม

ปัจจุบัน มีแม่ค้าจำนวนประมาณสิบกว่าราย หมุนเวียนกันมารับซื้อที่สวน โดยผู้ซื้อจะต้องเป็นคนสอยเอง เนื่องจากคนงานมีน้อย ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ผลผลิตออกจากสวน วันละ 500-1,000 กิโลกรัม จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ทุกสายพันธุ์ ส่วนพันธุ์บรูนี่จำหน่ายกิโลกรัมละ 300 บาท เพราะเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่มีรสชาติดี ต้นพันธุ์บรูนี่จำหน่าย ต้นละ 2,000-3,000 บาท และในอนาคตทางสวนจะเปลี่ยนเป็นสายพันธุ์บรูนี่ให้หมดทั้งสวน ปัจจุบันได้ปลูกไว้จำนวนประมาณ 500 ต้นแล้ว คาดว่าจะสามารถเปลี่ยนเป็นบรูนี่ทั้งหมดภายใน 3 ปี