เยี่ยมชมแปลงปลูกพืชกระท่อม คู่ค้า “วิสาหกิจชุมชนเขาการ้อง”

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเขาการ้อง ตำบลวังใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร นำโดย คุณสมบูรณ์ หนูนวล ประธานกลุ่ม พร้อมด้วย คุณสุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดชุมพร (Corporate Social Responsibility Chumphon หรือ ศูนย์ CSR ชุมพร) คุณอนัน รามพันธุ์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร คุณทวีลาภ การะเกด ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน ด้านสังคม จังหวัดชุมพร และ คุณอัจจนา หอมละออ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร

ร่วมเดินทางเข้าเยี่ยมชมแปลงปลูกพืชกระท่อมของ คุณเอกภมร พลวาริน อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 133 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านนา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โดยมี คุณกันตพล เชาว์กิจค้า อายุ 24 ปี นักศึกษาคณะการเงิน มหาวิทยาลัยนานาชาติมหิดล (Finance Inter MUIC) ร่วมติดตามไปเยี่ยมชมด้วย

คุณเอกภมร เปิดเผยว่า ตนเองมีอาชีพเกษตรกรปลูกพืชผสมผสาน ทั้งทุเรียน กาแฟ เงาะ ลองกอง ขนุน ในพื้นที่ประมาณ 22 ไร่ ส่วนกระท่อมมีการปลูกหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งกระท่อมก้านแดง ก้านเขียว หางกั้ง แซมเอาไว้ทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่ประมาณ 400 ต้น หลังจากรัฐบาลมีการปลดล็อกโดยถอดพืชกระท่อมออกจากบัญชีพืชเสพติดรู้สึกดีใจมาก เนื่องจากไม่ต้องขายใบกระท่อมกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนที่ผ่านมา ทั้งที่จริงๆ แล้วพืชกระท่อมเป็นพืชสมุนไพรที่ประโยชน์มากมาย ส่วนใหญ่คนที่มาซื้อใบกระท่อมก็นำไปบริโภค

เมื่อมีการปลดล็อกจึงทำให้ชาวบ้านที่ปลูกพืชกระท่อมสามารถนำออกขายได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งนอกจากตนเองจะส่งใบกระท่อมให้วิสาหกิจชุมชนเขาการ้องที่เป็นคู่ค้ากันแล้ว ยังส่งไปขายที่จังหวัดระนอง จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสุรินทร์ด้วย โดยส่งขายในราคากิโลกรัมละ 400 บาท ส่วนยอดจำหน่ายในแต่ละวันจะไม่เท่ากัน แล้วแต่ลูกค้าจะสั่งเข้ามาวันละ 5-20 กิโลกรัม ถ้าลูกค้าที่สั่งซื้อไม่มากก็จะนำไปบริโภคเอง ส่วนผู้ที่สั่งซื้อเยอะๆ ก็คงนำไปจำหน่ายต่อ

“การปลูกพืชกระท่อมไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร แค่รดน้ำในหน้าแล้ง ใส่ปุ๋ย และฉีดยาเดือนละ 2 ครั้งเท่านั้น ที่ผ่านมามีคนติดต่อขอเข้ามาเยี่ยมชมแปลงปลูกพืชกระท่อม และซื้อต้นกล้ากระท่อมกลับไปปลูกเป็นระยะ ซึ่งตนเองได้เปิดเฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อ “สายเขียว เคี้ยวมัน” ไว้สำหรับผู้ที่สนใจด้วย สำหรับรายได้จากการขายใบกระท่อมขณะนี้อยู่ที่ประมาณเดือนละ 500,000 บาท” คุณเอกภมร กล่าว

คุณสมบูรณ์ กล่าวว่า การพาคณะเข้ามาเยี่ยมชมแปลงปลูกพืชกระท่อมในวันนี้ รู้สึกตะลึงว่าหลังจากรัฐบาลมีการปลดล็อกพืชกระท่อม ก็สามารถสร้างรายได้ได้ถึงขนาดนี้ ถือเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้ชาวบ้านได้มีรายได้เสริม ซึ่งพืชกระท่อมเป็นพืชที่มีประโยชน์มาก สามารถนำไปแปรรูปเป็นชากระท่อม หรือนำไปใส่อาหาร ใส่เครื่องดื่มต่างๆ ได้ ส่วนผู้ที่สนใจจะสมัครเป็นสมาชิกวิสาหกิจชุมชนเขาการ้อง ไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ใดก็ตามสามารถสมัครได้หมด หากมีสมาชิกมากขึ้น ก็อาจจะพัฒนาขึ้นเป็นสหกรณ์ชุมชนเขาการ้องในอนาคตต่อไป

คุณกันตพล กล่าวว่า ตนเองและเพื่อนๆ ร่วมกันก่อตั้งทีม “Kratomics” ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการแข่งขัน Hult Prize ของ Hult Prize Foundation ร่วมกับ United Nation และ Education First ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ 8 สิงหาคม-12 กันยายน 2564 โดยเป็นหนึ่งใน 40 ทีมสุดท้ายจาก 80,000 ทีมทั่วโลก ที่ได้รับการคัดเลือก และทีมของตนเองก็กำลังทำการศึกษาเรื่องการทำผลิตภัณฑ์ (Product) ต่างๆ จากพืชกระท่อมว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ซึ่งจากการเยี่ยมชมแปลงปลูกพืชกระท่อมที่เป็นคู่ค้ากับวิสาหกิจชุมชนเขาการ้อง ก็รู้สึกว่าชุมพรน่าจะเป็นจังหวัดที่มีการปลูกพืชกระท่อมเยอะและดีที่สุดในไทยก็ว่าได้

นอกจากการเยี่ยมชมแปลงปลูกพืชกระท่อมของคุณเอกภมร ทุกคนยังได้มีโอกาสกินอาหารที่วิสาหกิจชุมชนเขาการ้อง ที่มีการนำพืชกระท่อมมาเป็นส่วนผสมด้วย เช่น คั่วกลิ้งหมูใส่ใบกระท่อม ไข่เจียวใส่ใบกระท่อม ใบกระท่อมชุบแป้งทอดกรอบ กุ้งชุบแป้งทอดใส่ใบกระท่อม แหนมห่อใบกระท่อม และชาใบกระท่อม ซึ่งอาหารที่มีการนำใบกระท่อมมาเป็นส่วนผสมล้วนมีรสชาติดีกว่าอาหารเหล่านี้ที่ไม่ใส่ใบกระท่อมมาก

ในขณะที่สังคมไทยกำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ทุกคนต่างได้รับผลกระทบเนื่องจากไม่สามารถทำมาหากินได้ตามปกติ ส่งผลให้รายได้ลดลงๆ จนรัฐบาลต้องจัดโครงการต่างๆ เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การประกาศปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากบัญชีพืชเสพติด ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังเดินมาถูกทางแล้ว เพราะพืชกระท่อมถือเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในภาคใต้ที่มีการนำพืชกระท่อมมาทำยาสมุนไพรแก้โรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเส้นเลือด ฯลฯ

นอกจากนี้ บรรดาผู้ใช้แรงงาน ทั้งชาวสวน ชาวประมง คนงานก่อสร้าง ล้วนแต่มีการนำใบกระท่อมมาเคี้ยวเพื่อให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า สามารถทำงานได้นานขึ้น อีกทั้งยังไม่เคยมีข่าวว่า ผู้บริโภคพืชกระท่อมคนใดเกิดอาการเมาหรือคลุ้มคลั่งจับใครเป็นตัวประกันมาก่อน ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ประชาชนหันมาปลูกพืชกระท่อมเป็นรายได้เสริม จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรทำมานานแล้ว

หอมแดง เป็นทั้งพืชสมุนไพร ที่ให้ผลผลิตทั้งการใช้ดอกในลักษณะพืชผัก และใช้หัวสดสำหรับปรุงอาหาร หอมแดง มีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก เช่น ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด แน่นท้อง ปวดหลัง ปวดเอว ปวดประจำเดือน แก้หวัด คัดจมูก ขยายหลอดลม ช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการหอบหืดสามารถหายใจได้สะดวกขึ้น

ปัจจุบัน ได้มีการนำหอมแดงไปใช้ในวงการอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ มากมาย ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกหอมแดงประมาณ 4 หมื่นไร่ สามารถปลูกหอมแดงได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากหอมแดงเป็นพืชน้ำน้อย ระยะปลูกสั้นแค่ 75 วัน จึงเป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมากในช่วงฤดูแล้ง ทดแทนการทำนาปรัง

การเพาะปลูกหอมแดงในประเทศไทย ส่วนใหญ่นิยมเพาะปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอ ซึ่งเกษตรกรสามารถเพาะปลูกหอมแดงได้มากถึง 3 ครั้ง ต่อปี ในช่วงฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน แต่จะมีเพียงช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ที่เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวดอกหอมแดงไปจำหน่ายเป็นรายได้เพิ่มจากการขายหัวหอมแดงปกติ เนื่องจากหอมแดงจำเป็นต้องได้รับความเย็นที่เพียงพอ จึงจะสามารถแทงช่อดอกได้ และสามารถออกดอกช่วงระยะแตกกอ หรือประมาณ 45 วัน หลังการปลูก

นวัตกรรมการผลิตดอกหอมแดงนอกฤดู

แม้ดอกหอมแดงจะมีศักยภาพด้านการตลาดเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในวงกว้างก็ตาม แต่มีปัญหาด้านช่วงเวลาการผลิตให้ตรงต่อความต้องการ นับเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต ซึ่งสามารถผลิตในช่วงฤดูหนาว ดอกหอมแดงมักออกดอกพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของผลผลิตดอกหอมแดงและเกิดปัญหาราคาตกต่ำตามมา

ขณะเดียวกันผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตร ดังนั้น เพื่อลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัว และช่วยเพิ่มมูลค่าดอกหอมแดงของเกษตรกร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้นำนวัตกรรมการผลิตดอกหอมแดงนอกฤดู โดยการใช้เทคนิคกระตุ้นตาดอกด้วยความเย็น (Vernalization) ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตดอกหอมออกสู่ตลาดได้ตามต้องการ เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตดอกหอมแดงจำหน่ายนอกฤดู ในราคากิโลกรัมละ 100-300 บาท ภายใต้การควบคุมการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างถูกต้องและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

นวัตกรรมการผลิตหอมแดง-ดอกหอมแดงนอกฤดู ของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง ถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเกษตรเพื่ออาหารสุขภาพดีวิถีล้านนา ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน) ภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นต้น

ดอกหอมแดงนอกฤดู ขายได้ราคาดี
ปกติ หอมแดง เป็นพืชที่เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่สามารถเจริญเติบโตและสร้างหัวได้ดี เมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น และพบการออกดอกเฉพาะในฤดูหนาวเท่านั้น ทีมนักวิจัยของ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย ผศ.ดร. ศิวาพร ธรรมดี ผศ.ดร. จุฑามาส คุ้มชัย และ รศ.ดร. เกวลิน คุณาศักดากุล ได้ใช้นวัตกรรมความเย็นกระตุ้นการออกดอกหอมแดงนอกฤดู และการผลิตเมล็ดพันธุ์หอมแดง โดยใช้อุณหภูมิต่ำเข้ามาช่วยในการกระตุ้น หรือบังคับให้หอมแดงเกิดการสร้างตาดอกขึ้นภายในหัว และแทงช่อดอกหลังปลูกได้ในระยะเวลาอันสั้น รวมทั้งบังคับให้มีการออกดอกอย่างสม่ำเสมอพร้อมกันทั้งแปลง

ดอกที่ได้มีคุณภาพสูง น้ำหนักดี สามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตดอกหอมแดงนอกฤดูในราคาสูงกว่าเดิม และบางส่วนที่ไม่ได้ตัดดอกขาย เกษตรกรสามารถรอเก็บเมล็ดพันธุ์หอมแดงเพื่อใช้ในการปลูกทดแทนการใช้หัวพันธุ์เดิม เนื่องจากมีการสะสมของโรคที่ติดกับหัวพันธุ์มาเป็นระยะเวลานานจากการปลูกโดยใช้เมล็ด จะมีความสมบูรณ์และให้หัวหอมแดงมีขนาดใหญ่

วิธีผลิตดอกหอมแดงนอกฤดู
การคัดเลือกพันธุ์ ควรใช้หัวพันธุ์หอมแดงปลอดโรคที่เก็บรักษาไว้เป็นเวลา 2-3 เดือน หลังการเก็บเกี่ยว คัดแยกหัวพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ หรือเป็นโรคทิ้ง จากนั้นทำความสะอาดหัวพันธุ์โดยการตัดใบและเปลือกที่แห้งออก คัดขนาดโดยใช้หัวพันธุ์ขนาดกลาง-ใหญ่ (เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2.5 เซนติเมตร) ซึ่งเหมาะสมต่อการผลิตดอกและได้ดอกหอมแดงที่มีคุณภาพ การใช้ความเย็นกระตุ้นเพื่อให้หอมแดงเกิดการสร้างตาดอก สามารถทำได้โดยนำหัวพันธุ์แช่ในตู้ควบคุมอุณหภูมิที่ 10 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ เมื่อนำไปปลูก หอมแดงจะแทงช่อดอกในระยะเวลา 25-26 วัน หลังการปลูก

ขั้นตอนการกระตุ้นตาดอกหอมแดง
การเตรียมหัวพันธุ์หอมแดง เพื่อนำไปกระตุ้นการออกดอกด้วยความเย็นในสภาพห้องเย็น ควรใช้ภาชนะที่สามารถระบายอากาศได้ดี อาจใช้ตะกร้าพลาสติกเล็กวางไว้ตรงกลางในการเพิ่มพื้นที่ระบายอากาศ เพื่อให้ความเย็นกระจายได้อย่างทั่วถึง หลังจากนั้น นำไปเก็บไว้ในห้องเย็นที่มีอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ เมื่อครบระยะเวลาการกระตุ้นด้วยความเย็นแล้ว อาจสังเกตได้ว่า หัวพันธุ์จะมีใบอ่อนงอกออกมา ควรตัดใบอ่อนที่งอกทิ้ง และปล่อยไว้ให้แผลแห้ง ประมาณ 1 วัน หลังจากนั้นจึงนำไปปลูก

หลังจากนำหัวพันธุ์ออกจากห้องเย็น ควรวางผึ่งในที่ร่มและนำไปปลูกภายใน 3 วัน ไม่ควรนำหัวพันธุ์ไปตากแดด เพราะจะทำให้อุณหภูมิในหัวพันธุ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลให้การออกดอกลดลง
หัวพันธุ์หอมแดงที่ได้รับการกระตุ้นด้วยความเย็นจะงอกสม่ำเสมอกว่าหัวพันธุ์หอมแดงที่ไม่ได้รับการกระตุ้นด้วยความเย็น ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ 1-2 หอมแดงที่ได้รับการกระตุ้นด้วยความเย็นจะมีการเจริญเติมโตที่เร็วกว่า ซึ่งจะเห็นได้จากความสูงของต้นหอมแดงที่มากกว่า และหอมแดงที่ได้รับการกระตุ้นด้วยความเย็น ใบจะมีสีที่เข้มกว่า

มช. เผยแพร่งานวิจัยสู่เกษตรกร
หอมแดง ที่เกษตรกรปลูกในปัจจุบันส่วนใหญ่มักมีโรคอยู่ภายใน เพราะหัวพันธุ์มีเชื้อไวรัสวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เกิดโรคแทรกมากมาย ผลผลิตจึงลดลง สาเหตุที่โรคเข้าทำลายหอมแดงมากที่สุด ได้แก่

1. โรคหอมเลื้อย : C. gloeosporioides เชื้อราสาเหตุเข้าทำลายบริเวณใบหอม พบการสร้าง spore mass เป็นจุดเล็กๆ สีส้มบนใบ เกษตรกรส่วนใหญ่รู้จักลักษณะอาการของโรคหอมเลื้อย-หอมไหล (หมานอน) และโรคหัวเน่า (ตายจอย) เป็นอย่างดี เกษตรกรในแต่ละพื้นที่นิยมใช้สารเคมีในการควบคุมโรค แต่มักละเลยในการป้องกันตัวเองจากอันตรายของสารเคมี

2. โรคเน่าและเหี่ยว : F. oxysporum f.sp. cepae หัวหอมแสดงอาการลีบ เนื้อเยื่อยุบตัวบางส่วน เน่าเละ และมีเส้นใยสีขาวของเชื้อราเจริญบนบริเวณที่แสดงอาการ

3. โรคแอนแทรคโนส : C. circinans พบเชื้อราสาเหตุเข้าทำลายบริเวณกาบหอม สร้าง fruiting body เป็นจุดสีดำเล็กๆ กระจายทั่วบริเวณที่ถูกทำลาย

4. โรคเน่าแห้ง หรือ ราสีขาว : S. cepivorum หัวหอมแสดงอาการเน่าเละ แผลแห้ง ยุบตัวเป็นแอ่งลึก พบเส้นใย และเม็ด sclerotium ของเชื้อราเจริญบนบริเวณที่ถูกทำลาย

5. โรคราดำ : A. niger หัวหอมไม่แสดงอาการเน่า พบสปอร์สีดำเป็นก้อนกลมอยู่บนก้านชูสปอร์เจริญบนหัวหอม

6. โรคใบไหม้ : S. vesicarium บริเวณกาบหอม เป็นแผลสีน้ำตาล ปนเขียวขี้ม้า พบเส้นใยและสปอร์ของเชื้อสาเหตุเจริญบนบริเวณที่เข้าทำลาย

7. โรคเน่าแห้ง : S. cepivorum ต้นหอมใบเหลือง เน่าทั้งแปลง
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการแพร่ระบาดของศัตรูพืช ได้แก่ หนอนกระทู้หอม เพลี้ยไฟ และแมลงวันหนอนชอนใบ ตามลำดับ เกษตรกรยังละเลยในการตรวจแปลงเพื่อประเมินความเสียหายจากโรคและแมลง จึงก่อให้เกิดการใช้สารเคมีในปริมาณที่สูงขึ้น และเพิ่มต้นทุนมากขึ้นด้วย

ทีมนักวิจัย มช.ได้ทดสอบสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ propineb, copper hydroxide, mancozeb และ difenoconazole ต่อการยับยั้งเชื้อราสาเหตุโรค พบว่า สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา 2 ชนิด คือ สาร mancozeb และ difenoconazole สามารถยับยั้งเชื้อราสาเหตุโรคหอมได้ 3 ชนิด คือ เชื้อรา F. oxysporum f. sp. cepa, S. cepivorum และ A. niger ที่ความเข้มข้นตามอัตราแนะนำ และครึ่งอัตราแนะนำ ส่วนเชื้อรา C. circinans และ C. gloeosporioides พบว่า มีเพียงสาร difenoconazole ที่สามารถยับยั้งได้ที่ความเข้มข้นตามอัตราแนะนำ และครึ่งอัตราแนะนำ และเชื้อรา Stemphylium vesicarium พบว่า สาร copper hydroxide สามารถยับยั้งได้ที่ความเข้มข้นตามอัตราแนะนำและครึ่งอัตราแนะนำ

ทีมนักวิจัย มช.ได้สร้างแปลงสาธิตเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกรทั้งระบบการผลิตพืชแบบอินทรีย์ และระบบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ข้อมูลสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการผลิตหอมแดง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ สภาพพื้นที่ สภาพดิน รวมถึงขั้นตอนการผลิตหอมแดงไทย เช่น วิธีการปลูกและการดูแลรักษา การใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืช เพื่อลดการใช้สารเคมี ฯลฯ

เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้ ทดลอง การแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิดเห็น และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีการเพาะปลูกแบบเดิมของเกษตรกรให้สอดรับกับการทำเกษตรในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ถ่ายทอดนำนวัตกรรมที่ได้จากงานวิจัยหอมแดงถ่ายทอดแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การพัฒนาระบบการผลิตสินค้าหัวพันธุ์หอมแดงปลอดโรคเพื่อลดการใช้สารเคมีเกษตรและการปรับปรุงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อลดความเสียหายจากการฝ่อของหัวพันธุ์

การส่งเสริมให้ทายาทเกษตรกรมีบทบาทในการแข่งขันด้านการตลาดสินค้าหอมแดงไทย โดยเจรจาธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสและขยายช่องทางการตลาดของสินค้าหัวพันธุ์ที่ได้รับรองคุณภาพไปสู่การเชื่อมโยงตลาดกับผู้ค้าภายในประเทศ

การสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า ผ่านระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability System) โดยใช้ QR Code โดยมีเกษตรกรสมาชิกโครงการเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจ ในครั้งนี้ ได้แก่ ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตหัวพันธุ์หอมแดงและกระเทียม อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปกระเทียมและหอมแดงตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน กลุ่ม young smart farmer จังหวัดเชียงใหม่ และมีตัวแทนจากบริษัท ผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม ห้างร้าน และผู้ส่งออก เป็นต้น

หากผู้สนใจนวัตกรรมนี้ สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โครงการการผลิตหอมแดงและดอกหอมแดงนอกฤดู คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 239 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

อ้อยไข่ ท่านผู้อ่านคงจะแปลกใจในชื่อไม่น้อย ที่มาของชื่อ อ้อยไข่ คำว่า “อ้อย” คือลำต้นคล้ายต้นอ้อย หรือต้นหญ้า ต้นอ้อ และ คำว่า “ไข่” คือ สีเหลืองเหมือนไข่แดงของไข่ต้ม และฝักที่เกาะกันคล้ายไข่ปลาสวายหรือไข่ปลาตะเพียนเป็นลิ่มและเกาะกันคล้ายกะหล่ำดอก รสชาติหวานกว่ากะหล่ำดอก จึงทำให้ผู้คนสนใจในพืชชนิดนี้และอยากจะศึกษาเรียนรู้เพื่อที่จะนำมาต่อยอดเป็นพืชผักสวนครัว ที่ให้รสชาติหวาน หอมกลิ่นเฉพาะตัว และอร่อยมาก

คุณอำไพ นันติวงค์ชัย หลังบ้านของข้าราชเกษียณอายุ จากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ใช้เวลาว่างหลังเกษียณมาทำไร่นาสวนผสม ปลูกต้นไม้ที่คิดว่าปลูกได้และส่งเสริมให้คนมีรายได้นำไปต่อยอดเพื่อทำเป็นผลิตผลการเกษตรขาย

“ปลูกอ้อยไข่ ไว้รับประทาน รสชาติอะร้อย อะหร่อย…ไม่ผิดหวังเลยค่ะ มีความหอม หวาน รวมรสชาติของหลายผักไว้ในตัว เช่น กะหล่ำดอก หน่อไม้ฝรั่ง ยอดมะพร้าวอ่อน…” คุณอำไพ กล่าว

พืชแปลกที่แปลกเฉพาะในเมืองไทย daddyuploads.com แต่เป็นพืชผักที่เป็นของพื้นบ้านของชาวอินโดนีเซียและมาเลเซีย มีรสหวานเล็กน้อยเหมือนกะหล่ำดอก รสชาติที่เข้ากันได้ดีกับเมนูอาหารไทย โดยเฉพาะแกงเผ็ดทั้งหลาย ที่มีรสชาติใกล้เคียงกันกับอาหารไทย เพราะฉะนั้นการที่นำอ้อยไข่มาปลูกจึงเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ใครได้ชิมก็อยากที่จะปลูกเป็นพืชผักสวนครัว คาดว่า อ้อยไข่ จะขึ้นอยู่ตามร้านขายผักตามตลาดในเร็วๆ นี้ อย่างแน่นอน

พืชตระกูลหญ้าที่เรียกว่า อ้อยไข่ หรือ เทอรูบุก ในภาษาอินโดนีเซีย ด้วยรสชาติที่หวานหอม คล้ายกะหล่ำดอกบวกกับหน่อไม้ฝรั่ง ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเมนูอาหารพื้นบ้านที่ให้รสชาติหลากหลายนั้น คุณอำไพ กล่าวว่า “ที่สวนชอบเพาะต้นไม้แปลกหลายอย่าง แต่ที่ทำเป็นแปลงขายทั้งผลผลิตและขายทั้งต้นกล้า ยอมรับว่า ต้นอ้อยไข่ มียอดสั่งจองต้นพันธุ์เยอะมาก เพราะโตเร็ว ให้ผลผลิตเร็ว ผู้ที่ซื้อไปปลูกแล้วได้ชิมรสชาติเร็ว ไม่ต้องรอเป็นปีสองปี เพียงแค่ไม่กี่เดือนก็ได้ชิมแล้ว และติดใจในรสชาติจึงมีการขยายการปลูกอย่างรวดเร็ว

ความหวานของพืชผักก็มีหลายอย่าง เช่น ยอดมะพร้าวอ่อน ก็หวานและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากกลิ่นของมะพร้าว อ้อยไข่ก็เช่นกัน จะได้ความหวานของกลิ่นอ่อนๆ ของอ้อยและหน่อไม้ฝรั่ง และมีลักษณะกระจุกดอกเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายไข่ปลานำมารวมกันก็มีลักษณะคล้ายกะหล่ำดอกอีกด้วย…ตอนแรกไม่คิดที่จะทำต้นขาย แต่คนที่ซื้อไปปลูกและชิมดอกอ้อยไข่แล้วติดใจ บอกต่อๆ กัน ปากต่อปาก ก็กลายเป็นมียอดสั่งซื้อมาก กลายเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ตลาดก็ยังไปได้อีกไกล คำว่า ของกินที่ปลูกง่ายให้ผลผลิตเร็ว ใครๆ ก็อยากจะนำไปปลูก” คุณอำไพ กล่าว

อ้อยไข่ รับประทานเป็นผักได้ และถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ปลูกง่าย โตเร็ว ไม่ใช้สารเคมี บำรุงโดยใช้เพียงปุ๋ยคอกก็เพียงพอแล้ว ใช้พื้นที่เพาะปลูกน้อย เป็นพืชใช้น้ำน้อย เหมาะที่จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้น้ำน้อย อ้อยไข่เป็นที่รู้จักอย่างดีจากชาวมาเลเซียและอินโดนีเซีย ขึ้นตามป่าตามเขา ชาวอินโดนีเซีย เรียกว่า เทอรูบุก ชาวบ้านชนบทที่ทำไร่อ้อย เวลาตัดอ้อยส่วนปลายอ้อยมักจะนำมาแกะยอดอ่อน นำไปต้มจิ้มน้ำพริก หรือนำไปแกงตามพื้นบ้านได้ ก็มีรสชาติหวานคล้ายหน่อไม้ แต่อ้อยไข่มีลักษณะต้นคล้ายกัน แต่ออกฝักคล้ายข้าวโพดอ่อน เรียกว่าดอก เรานำส่วนของฝักดอกไปรับประทาน ใน 1 กิ่ง จะให้ดอก 1 ฝัก

อ้อยไข่ นำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ผัด แกง ทอด เพราะรสชาติที่โดดเด่นมีความหวานในตัว เมนูอ้อยไข่ อ้อยไข่ผัดกุ้ง แกงป่าอ้อยไข่ใส่ปลา แกงกะทิอ้อยไข่ใส่กุ้ง อ้อยไข่ผัดน้ำมันหอย อ้อยไข่ฝานบางๆ ชุบแป้งทอด

ในปัจจุบันนี้ภาวะภัยแล้งและภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยและของโลก ในประเทศไทยเรามีปัญหามากทั้งปัญหาโรคระบาดโควิด-19 และซ้ำเติมด้วยภัยแล้ง เศรษฐกิจที่ตกต่ำอยู่แล้ว ปัญหาปากท้องเป็นปัญหาที่หนักมากในปัจจุบันนี้ พืชที่ใช้น้ำน้อยจึงเหมาะที่จะนำมาพัฒนาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อสร้างรายได้ แต่ต้องคำนึงถึงการเจริญเติบโตเร็ว ระยะการเก็บเกี่ยวไม่นานเกินไป ทำให้เกษตรกรมีรายได้เสริมในครัวเรือนได้ดี ต้องเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย อ้อยไข่จึงเป็นสายพันธุ์ที่น่านำมาปลูกทั้งรับประทานในครัวเรือน และทำเป็นอาชีพได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม