เยี่ยมชม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯรองอธิบดีกรมชล

คุณสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้การต้อนรับ คณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากนานาประเทศที่เข้าร่วมงานประชุมชลประทานโลก ครั้งที่ 2 เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

“ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2525 โดยเริ่มต้นจากการศึกษาพัฒนาป่าไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้ผล ไม้เชื้อเพลิง ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ กรมชลประทานได้ช่วยพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยการจัดทำฝายต้นน้ำ สำหรับเก็บกักน้ำไว้ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของพื้นดินในฤดูแล้ง และทำระบบกระจายน้ำแบบก้างปลา เพื่อกระจายน้ำออกไปเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน เพื่อประโยชน์ในการปลูกป่าและเป็นแนวป้องกันไฟป่าเปียกและน้ำที่ไหลมาเบื้องล่าง จะทำอ่างเก็บน้ำไว้ ใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนกิจกรรมการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การประมง

แม้ภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก คือ ภาคอุตสาหกรรม แต่การประชุมหอการค้า 5 ภาค ที่จังหวัดอยุธยาครั้งล่าสุด ยุทธศาสตร์ภาคตะวันออกกลับชูธงเรื่องเกษตร วางแผน 5 ปี ไว้ถึง 5 ยุทธศาสตร์ 34 กลยุทธ์ และ 65 โครงการ

สำหรับกลุ่มภาคตะวันออก แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มจังหวัด ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สมุทรปราการ และสระแก้ว

Flag Ship ภาคเกษตร

“ปรัชญา สมะลาภา” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก กล่าวว่า จากโครงการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ดในอดีต ทำให้ภาคตะวันออกได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่กลับทิ้งคนไว้ข้างหลังจำนวนมาก ดังนั้นวันนี้จะไม่พูดเรื่องซูเปอร์คลัสเตอร์ หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เนื่องจากรัฐบาลเดินเครื่องอย่างเต็มที่แล้ว แต่เราจะกลับไปดูคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งส่วนมากคือคนที่อยู่ในภาคเกษตร

สำหรับกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกจะใช้จันทบุรีเป็นเซ็นเตอร์เรื่องผลไม้ปลอดภัยมุ่งสู่ออร์แกนิกคือมังคุดและทุเรียน ส่วนกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลางจะเน้นเรื่องสมุนไพร กับมะม่วง เพราะเป็นพืชที่มีศักยภาพ โดยการผลิตจะเปลี่ยนมาเป็นผลิตตามความสามารถรองรับของตลาด จากเดิมที่ผลิตตามความสามารถของเกษตรกร ซึ่งเป็นพืชที่มีมูลค่าต่ำ และราคาผันผวนจะไม่เกิดประโยชน์กับเกษตรกร

ปรัชญาบอกอีกว่า กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกมีศักยภาพเรื่องผลไม้ มีผลผลิตกว่า 2 ล้านตัน เฉพาะจังหวัดจันทบุรีมีผลผลิตครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมด เฉพาะทุเรียน 3 แสนกว่าตัน และลำไยอีก 3 แสนตัน ทำให้มูลค่าผลผลิตภาคตะวันออกสูงเป็นอันดับ 1 ของไทย อาเซียน เอเชีย และของโลก โดยปี 2558 ผลไม้เกือบ 1 ล้านตันของจังหวัดจันทบุรี มูลค่าเกือบ 4 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้าเป็น 1 แสนล้านตันภายใน 5 ปี เป็นที่มาของการจัดงานจันทบุรีมหานครผลไม้ พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ยกระดับการผลิต แปรรูป การตลาดผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2560-2564 โดยได้เสนอผ่านที่ประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการ กรอ.กลาง กรอ.กลุ่มภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา

ขณะที่สมุนไพร จังหวัดปราจีนบุรีจะผลิตป้อนโรงพยาบาลอภัยภูเบศรเป็นหลัก โดยขณะนี้บางกลุ่มได้ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์พัฒนาสมุนไพรแล้ว ปัจจุบันสมุนไพรไม่ได้เป็นแค่เรื่องยา แต่เป็นเรื่องของอาหาร เครื่องสำอาง และสปาด้วย เมื่อมองแล้วดีมานด์กว้าง จึงเป็นเรื่องการพัฒนาตามความต้องการ

ขับเคลื่อน Value Chain

การขับเคลื่อนแบบ Value Chain หรือ ห่วงโซ่คุณค่า เป็นแนวโน้มใหม่ในการพัฒนาโครงการ จะเป็นการทำต่อเนื่องให้ครบ เช่น ศูนย์กลางผลไม้เกษตรปลอดภัยมุ่งสู่ออร์แกนิก มังคุด และทุเรียน จะมี Value Chain ตั้งแต่ 1.การขยายผล และถ่ายทอดเทคโนโลยี มีโครงการ อาทิ โครงการอบรมผู้ประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน การขยายผล และถ่ายทอดเทคโนโลยี 2.การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ อาทิ โครงการพัฒนาหน่วยคัดเลือกและจัดเก็บพันธุ์คุณภาพเชิงเศรษฐกิจ 3.การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต อาทิ โครงการพัฒนามาตรฐานการผลิต การจำหน่ายผลไม้ 2 ชนิด 4.การจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวการแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหลือใช้ อาทิ โครงการศึกษาวิจัยกระบวนการจัดเก็บผลไม้เพื่อการส่งออกที่มีประสิทธิภาพ 5.การตลาด เช่น โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งตลาดกลางผลไม้ของประเทศไทย โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการผลไม้ในตลาดพาณิชย์ดิจิทัล 6.การขนส่ง เช่น โครงการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเส้นทางการขนส่งผลไม้ประสิทธิภาพสูงของมหานครผลไม้

การทำงาน คือ หากมี 65 โครงการ จะต้องพิจารณาว่าโครงการไหนสามารถทำได้ก่อน เช่น งบประมาณปี 2561 อาจจะดึงมาทำก่อน 12 โครงการ ภายใน 4 ปีก็จะครบทั้งหมด จากในอดีตที่ส่งเสริมเป็นโครงการไป โดยไม่ได้ทำเรื่องอื่นไปด้วย ไม่ได้มองทั้ง Value Chain ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จแม้จะเสียเงินไปมากก็ตาม แต่การทำทั้งระบบนี้เป็นแนวโน้มใหม่ที่ทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็เห็นด้วยในหลักการ

“อย่างปัญหาล้ง ที่ผ่านมายอมรับว่ามีทั้งผลดี ผลเสีย ผลเสียคือเขาครองตลาด แต่ผลดีคือเขาหาตลาดให้เราด้วย เกษตรกรก็ได้ราคาดี แต่หากตัดล้งจีนออกไปวันนี้ โดยที่ตัวเองยังไม่มีตลาดอาจจะพัง ราคาร่วงทันที ซึ่งขณะนี้เรามีโครงการตลาดกลางผลไม้ด้วย ในอนาคตจะค่อย ๆ สามารถลดบทบาทของล้งจีนได้”

ปัจจุบันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับกระทรวงมหาดไทยมีความสำคัญอย่างมากเพราะหากเอกชนเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจแล้วกระทรวงมหาดไทยถือว่าผู้ที่อำนวยความสะดวกเพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วงไปด้วยความฉับไวซึ่งอุปสรรคในอดีต คือ เรื่องการตรวจสอบโครงการต้องผ่านหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กรอ.จังหวัด ส่งเข้า กรอ.กลาง จากนั้นเข้าไปกระทรวงมหาดไทย สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ กว่าจะรู้ว่าโครงการผ่านหรือไม่ต้องใช้เวลาเกือบปี ทำให้ผู้เสนอโครงการไม่ได้เตรียมความพร้อมเนื่องจากไม่แน่ใจว่าโครงการจะผ่านหรือไม่

ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยปรับการทำงานโดยเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนต่างๆมาร่วมทำ “พรีแอปพรูฟ” หากทุกหน่วยงานไม่มีใครคัดค้าน เจ้าของโครงการก็มั่นใจได้ว่าโครงการผ่านตามกระบวนการแน่นอน เป็นการให้เตรียมตัวล่วงหน้า ถือเป็นฟ้าใหม่ของการทำงานเชิงปฏิบัติ

สหกรณ์ หัวใจพัฒนาเกษตร

ปรัชญากล่าวว่า สำหรับโครงการ 1 สหกรณ์ 1 หอการค้า ขณะนี้มีครบทุกจังหวัดที่มีความร่วมมือกับสหกรณ์ และตั้งใจว่าสหกรณ์จะเป็นหัวใจของการพัฒนาเกษตร

สำหรับกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง คือ 1.สมุทรปราการ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรบางพลี สหกรณ์บางบ่อ เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้ากลุ่มอาชีพ 2.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ สหกรณ์ไก่ไข่แปดริ้ว เพื่อส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงไข่ 3.สระแก้ว ได้แก่ สหกรณ์เมืองสระแก้ว สหกรณ์เขื่อนพระปรง สหกรณ์คลองน้ำเขียว 4.นครนายก ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรจังหวัดนครนายก สหกรณ์การเกษตรเมืองนครนายก 5.ปราจีนบุรี ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเมืองปราจีนบุรี สหกรณ์การเกษตรกลุ่มสตรีเมืองปราจีนบุรี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลเพื่อแปรรูป

กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก คือ 1.ชลบุรี ได้แก่ สหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชลบุรี เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ปลานิล 2.ระยอง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรศรีเมืองระยอง เพื่อพัฒนาการดำเนินธุรกิจการผลิตน้ำดื่ม 3.จันทบุรี ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรท่าใหม่ เพื่อส่งเสริมพัฒนากระบวนการผลผลิตผลไม้ และ 4.ตราด ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออก จำกัด เพื่อส่งเสริมเข้าระบบ GAP และปรับปรุงโครงการทุเรียนเพื่อการส่งออก

สำหรับผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ 1.ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าผลไม้ และผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐานในระดับสากล โดยมีจังหวัดจันทบุรี และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกนำร่อง 2.เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลไม้สด และผลิตภัณฑ์แปรรูป ทำให้มีมูลค่าการส่งออกรวมเพิ่มขึ้นจาก 45,000 ล้านบาทในปี 2558 เป็น 100,000 ล้านบาทในปี 2564 และ 3.เพิ่มผลตอบแทนให้แก่เกษตรกร และสร้างเสถียรภาพราคาผลไม้เป้าหมาย ผู้ปลูกผลไม้เศรษฐกิจหลัก 8 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ มะม่วง ลำไย กล้วยไข่ สละ และสับปะรด ทำให้มีกำไรสุทธิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น

เพราะหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ คือ คน แน่นอนว่าการพัฒนาก้าวต่อไปของภาคตะวันออกจึงไม่เน้นหนักแค่ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ภาคการเกษตร ที่นอกจากจะมีศักยภาพที่จะเติบโตแล้ว คนในภาคส่วนนี้ยังเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศด้วย

นับเป็นอีกหนึ่งโครงการระยะยาวของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กับโครงการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชุมชมบ้านเขาสมอคอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายและผลกระทบจากมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 โดยบ้านปูเข้าไปให้ความช่วยเหลือชุมชนหมู่ 1, 2 และ 3 ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี

5 ปีที่ผ่านมา ชุมชนแห่งนี้มีพัฒนาการตามลำดับ เริ่มต้นจากกิจกรรมระยะเร่งด่วนด้วยการซ่อมแซมและพื้นฟูชุมชนหลังน้ำลดให้กลับคืนสภาวะปกติโดยเร็ว หลังจากนั้นเข้าสู่กิจกรรมระยะกลาง ซึ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของชุมชน และพัฒนาทักษะเกษตรกร ปิดท้ายด้วยกิจกรรมระยะยาวกับการพัฒนาบ้านเขาสมอคอนให้เป็นชุมชนต้นแบบในการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืนในโครงการนาอินทรีย์ข้าวสินเหล็กเขาสมอคอนที่ทำให้เกษตรกรมีแบรนด์สินค้าของตนเอง

“อุดมลักษณ์ โอฬาร” ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ บมจ.บ้านปู สะท้อนภาพโครงการว่า เรามองถึงความต้องการของชุมชนเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรมีรายได้ระยะยาว และสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคง ดังนั้น เพื่อให้ชุมชนปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง จึงแนะนำให้ทำเกษตรกรรมด้านอื่นนอกเหนือจากการปลูกข้าวตามปกติ เราจึงดึงผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพ ทั้งการทำน้ำหมัก ปุ๋ย และฮอร์โมนชีวภาพ รวมถึงการปลูกมะนาว ชะอม และข้าวสินเหล็ก ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนั้น ยังสนับสนุนเกษตรกรไปเปิดโลกทัศน์กับชุมชนอื่นด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักคือชาวบ้านไม่มีเงินเก็บ และต้องกู้เงินตลอดสำหรับไปซื้อปุ๋ย จึงมีการจัดตั้งกองทุนปุ๋ยภายใต้ชื่อ “กลุ่มสัจจะชาวนาบ้านเขาสมอคอน” บ้านปูตั้งต้นเงินกองทุนกว่า 2.4 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้กู้ยืมปุ๋ยไปใช้ในการทำนา แล้วนำเงินค่าปุ๋ยมาคืนกองทุนหลังจากขายผลผลิตได้ ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกเรื่องความรับผิดชอบในการออมเงินของเกษตรกรไปในตัว ทั้งนี้ กองทุนดำเนินงานมาแล้วประมาณ 4 ปี มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนมีเงินทุนหมุนเวียนโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินทุนสนับสนุนจากบ้านปูอีก

“การอุ้มชูแบบเก่าไม่จำเป็นอีกแล้วเพราะการดำเนินงานทุกอย่างมาจากกองทุนของเขาสิ่งที่เราไม่ทิ้งกันคือการสอบถามเพิ่มเติมกับชุมชนเป็นระยะ แม้ว่าจะขยับออกมาจากหมู่บ้านหรือจบโครงการแล้ว โดยส่วนตัวมองว่ากุญแจความสำเร็จของโมเดลแห่งนี้คือองค์ความรู้ เพราะแม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม แต่หากไม่สามารถเข้าถึงความรู้อาจไม่ประสบความสำเร็จได้”

บ้านปูจึงเปรียบเหมือนคนกลางที่เข้ามาเชื่อมโยงระหว่างผู้เชี่ยวชาญและชุมชนเพื่อให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจทำให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและยั่งยืน ส่วนเรื่องของเงินทุน เกษตรกรสามารถหาได้เอง กระนั้น แม้จะมีเงิน แต่หากไม่เปิดใจที่จะเรียนรู้ และใส่ใจ ก็ไม่สามารถทำให้โครงการเดินมาถึงเป้าหมาย

“เราไม่ได้มองแค่การได้มาซึ่งผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ แต่เราพอใจกับการที่เกษตรกรได้เปลี่ยนแปลงวิธีคิด มุ่งแสวงหาความรู้ และมีการถกเถียงกัน ซึ่งบ้านปูจะนำโมเดลของบ้านเขาสมอคอนไปแบ่งปัน และบอกเล่ากับพื้นที่ต่าง ๆ เพราะรัฐบาลได้ส่งเสริมให้เอกชนเข้าไปพัฒนาท้องถิ่น เหมือนเป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชน ซึ่งจากฐานรากของการมาร่วมสร้าง 3 ชุมชนนี้จะทำให้เกษตรกรเติบโตไปได้เร็ว และสามารถเป็นกรณีศึกษาให้กับชุมชนแห่งอื่นได้”

ทั้งนี้ นอกจากการดำเนินงานโครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งแล้ว ยังมีคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดย “อาริต รวบรวม” นักพัฒนาชุมชนผู้รับผิดชอบกองทุนปุ๋ย บอกว่า ปัจจุบันกองทุนปุ๋ยมีสมาชิก 46 คน ตอนนี้ทำเรื่องการให้กู้ยืมปุ๋ยเป็นหลัก และมีการรับซื้อข้าวสินเหล็กจากเกษตรกรแล้วนำไปแปรรูป นอกจากนั้น ยังสำรวจความต้องการของสมาชิกเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะมีการให้กู้ยืมเมล็ดพันธุ์ในอนาคต

“การบริหารงานกองทุนดีขึ้นตามลำดับ โดยมีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น อีกทั้งเรามีคณะกรรมการที่เข้มแข็ง มีการวางกฎระเบียบที่ชัดเจน รวมถึงสมาชิกมีความรับผิดชอบ และซื่อสัตย์ในการส่งเงินเมื่อยืมปุ๋ยไป จึงมองว่านี่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยับกองทุนให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกรในวงกว้างกว่าเดิม กระนั้น เราต้องรักษาความมั่นคงของกองทุนให้ได้ก่อน และทำให้เป็นที่ยอมรับของชุมชน ซึ่งเมื่อมีความเข้มแข็งมากขึ้นก็จะนำไปสู่การขยายเครือข่ายสมาชิกเพิ่มเติม”

จากการร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนและเกษตรกรรวมถึงแรงผลักดันของผู้นำชุมชนส่งผลให้ชุมชนบ้านเขาสมอคอน หมู่ 1 ได้รับเลือกให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ระดับพออยู่พอกิน โดยเป็น 1 ใน 9 ชุมชนจากจำนวนทั้งหมด 128 ชุมชน ของอำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีการยึดถือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นรากฐานของชีวิต 6 ด้าน ได้แก่ การลดรายจ่าย, การเพิ่มรายได้, การประหยัด, การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน, การเรียนรู้ และการเอื้ออารีต่อกัน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม นายศักดิ์สฤษดิ์ ศรีประศาสตร์ แกนนำเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ เปิดเผยว่าไม่เห็นด้วยต่อมาตรการของการยางแห่งประเทศไทยล่าสุด ที่ออกมาประกาศขายยางในสต๊อก 3 แสนกว่าตัน รวมทั้งประสานไปยังสหกรณ์ชาวสวนยางให้รีบนำยางในสต็อกออกมาเทขายในตลาดทั้งหมด จนส่งผลให้ราคายางที่เคยขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลับต้องมาสะดุดลดลงในวันเดียว 2-3 บาท ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ไม่เหมาะสม และเสมือนกับเป็นการทำไปเพื่อช่วยเหลือพ่อค้าคนกลางรายใหญ่ แทนที่จะเปิดโอกาสให้ชาวสวนยางที่ต่างประสบปัญหาวิกฤตราคายางตกต่ำมานานหลายปีแล้ว ได้ลืมตาอ้าปากจากเม็ดเงินที่กำลังไหลเข้ามาในช่วงระยะนี้บ้าง

นายศักดิ์สฤษดิ์ กล่าวต่อว่าสาเหตุที่ยางมีราคาพุ่งสูงขึ้นกว่าช่วงปกติกิโลกรัมละ 10-20 บาท ความจริงแล้วก็เป็นไปตามกลไกตลาด อันเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้มีการโค่นสวนยางเก่า 4-5 แสนไร่ ขณะที่เกษตรกรรายใหม่ก็หันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนยางกันมากขึ้น รวมทั้งยังเกิดมาจากการใช้ในประเทศที่ลดลง และสถานการณ์น้ำท่วมสวนยางในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ซึ่งมิได้มีเหตุปัจจัยอื่นใดที่ทำให้ราคายางพุ่งสูงขึ้นจนผิดปกติ จนต้องนำมาตรการขายยางในสต็อกมาใช้ เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนักแล้ว ยังส่งผลเสียต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรที่กำลังมีแนวโน้มสดใส แถมทำให้กลไกด้านราคาในท้องตลาดบิดเบือนด้วย

นายกิตติพงษ์ เจริญคงธรรม เลขาธิการสภาหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า ได้ร่วมกับ นายศักดิ์ชัย ไชยพุทธ สหกรณ์จังหวัดสมุทรสาคร, นายพรเทพ เสียงไพเราะ ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์โคกขาม ตำบลโคกขาม, นายเลอพงษ์ จั่นทอง รองประธานสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด, นายสมพงษ์ รอดดารา ประธานสหกรณ์การเกษตรนาเกลือสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร แถลงผลงานความร่วมมือ MOU การแปรรูปสินค้าตามโครงการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มภาษีมูลค่าเกลือทะเลขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ของใช้ชนิดต่างๆ ตามนโยบายโครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตรของหอการค้า เพื่อร่วมแก้ปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำ โดยพัฒนาวัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีอยู่

“ที่มาโครงการดังกล่าว เนื่องจากก่อนหน้าได้เกิดปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำ จึงตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ช่วยบรรเทาปัญหาและพัฒนาสินค้าแก่เกษตรกรนาเกลือ โดยยกระดับผลผลิตขึ้นให้มีรายได้เพิ่ม ผลิตสินค้าประเภทกลุ่มเครื่องใช้ประเภทผลิตภัณฑ์เสริมความงาม อาทิ เกลือสปาขัดผิว, สบู่ดอกเกลือ, ครีมสบู่เกลืออาบน้ำ, เกลือปรับอากาศ, สบู่อาบน้ำ และอโรม่าขัดผิว เป็นต้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่นี้สามารถจำหน่ายเป็นของขวัญและชุดของฝาก ผู้สนใจสอบถามได้ที่ โทร. (034) 820-737, (034) 820-822, (087) 577-7948”

ด้าน นายเลอพงษ์ กล่าวว่า ส่วนยี่ห้อหรือแบรนด์เบื้องต้นใช้เป็นเอกลักษณ์ตราของจังหวัดสมุทรสาคร (Sumutsakhon Sea Salt ขวัญปีใหม่) ก่อน ซึ่งใช้นำร่องเป็นปีแรก ทั้งนี้ หากต้องการใช้เป็นชุดของฝากของขวัญช่วงปีใหม่นี้ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ หอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร

ข้อมูลจากมติชนรายวัน วันที่ 21 ธันวาคม 2559 จากสภาพอากาศที่หนาวเย็น ได้ส่งดีต่อพืชผลการเกษตร ของเกษตรกร ต.โพนสา อ.ท่าบ่อ และเกษตรกรจาก ต.เวียงคุก อ.เมือง จ.หนองคาย จำนวนกว่า 400 ครอบครัว ที่เข้าไปปลูกพืชผลทางการเกษตร หลายชนิด ทั้งพุทรา มะเขือ พริก และยาสูบ ที่ดอนต่ำดอนแตง ซึ่งเป็นดอนของไทยพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่กลางแม่น้ำโขง ให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี โรคและแมลงรบน้อย และที่สำคัญผลผลิตจะออกก่อนที่ปลูกตามริมแม่น้ำโขงเกือบ 1 เดือน เนื่องจากพื้นที่ของดอน จะมีความพร้อมในการปลูกพืชเร็วกว่าพื้นที่ริมตลิ่ง ดินก็ดีกว่าเพราะในช่วงที่น้ำท่วมดอนจะพัดพาอินทรีย์สารมาไว้ที่บริเวณผิวหน้าดิน ส่งผลให้เกษตรกรแทบไม่ต้องใช้ปุ๋ยในการบำรุงพืชผลที่ปลูกมาก ต้นทุนในการปลูกจึงต่ำกว่า แม้ราคาพืชผลการเกษตรปีนี้จะตกต่ำ แต่เกษตรกรที่ไปปลูกพืชที่ดอนก็สามารถอยู่ได้

โดยช่วงนี้ในแต่ละวันเกษตรกรจะเก็บพืชผลการเกษตรที่ปลูกไว้ภายในดอนฯ บรรจุในถุงน้ำหนักถุงละ 10 กก. ใส่เรือข้ามแม่น้ำโขงกลับมายังท่าเทียบเรือบ้านท่ามะเฟือง ต.โพนสา อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย จะมีพ่อค้า-แม่ค้านำรถมารอรับพืชผลการเกษตรถึงริมท่า ซึ่งพืชผลการเกษตรที่ออกผลผลิตมากในช่วงนี้คือพุทรา ที่แต่ละวันจะมีมากกว่าพืชชนิด รองลงมาจะเป็นมะเขือ พริกหยวกและพริกฮอตหรือพริกชี้ฟ้า ในแต่ละวันเกษตรกรจำนำผลผลิตที่ได้ใส่เรือข้ามมาส่งขาย วันละไม่ต่ำกว่า 10 ตัน ส่งผลให้ท่าเทียบเรือบ้านท่ามะเฟือง คึกคักเป็นพิเศษ มีเงินสะพัดนับแสนบาท แม้ปีนี้ราคาพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่บางชนิดราคาดีกว่าปีที่ผ่านมา เกษตรกรต่างบอกว่ายังอยู่ได้ เนื่องจากมีต้นทุนในการผลิตต่ำ

นายกองแพง นันทะ อายุ 55 ปี เกษตรกรชาวบ้านท่ามะเฟือง career-evolution.net ที่ไปปลูกพืชที่ดอนกลางโขงบอกว่า ช่วงนี้พุทราที่ปลูกไว้เนื้อที่กว่า 3 ไร่กำลังให้ผลผลิตเต็มที่ ตนมีแรงเก็บส่งขายทุกวันได้วันละ 10 – 20 ถุง (ถุงละ 10 กก.) ราคาปีนี้เท่ากับปีที่ผ่านมาในช่วงเดียวกันคือกิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้

วันที่ 21 ธันวาคม นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ สยยท.ได้มีมติจากเสียงส่วนใหญ่ เห็นชอบให้ สยยท.ทำการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองฉุกเฉินให้ยุติการขายยางค้างสต๊อก 310,000 ตันของรัฐบาล โดยชะลอไปถึงเดือนมีนาคม 2560 ทั้งนี้ จากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ทำการเชิญชวนประมูลยาง ที่ค้างสต๊อกของรัฐบาลยู่จำนวน 310,000 ตัน แล้วส่งผลกระทบต่อชาวสวนยางทั่วประเทศในขณะนี้ ทำให้ราคายางทยอยลง ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม จนถึงขณะนี้แล้ว 5-6 บาท / กก. ทำให้เงินของชาวสวนยางหายไปวันละประมาณ 70 ล้านบาท

“ในการยื่นฟ้องฉุกเฉินต่อศาลปกครองให้ยุติการขายยาง โดยชะลอไปถึงเดือนมีนาคม 2560 โดยยึดต้นแบบที่เคยฟ้องฉุกเฉินต่อศาลปกครอง สมัยนายยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2554 ขณะนั้นยางชุดนี้ มีอยู่จำนวน 210,000 ตัน แต่ตอนนี้ขยับเป็น 310,000 ตัน ในการเชิญชวนประมูลยาง 310,000 ตันครั้งนี้ ทางประเทศจีน กลับรู้ก่อนประเทศไทย ทำให้ราคายางในระเทศจีน ตกไปตั้งแต่ 200 – 700 หยวน / ตัน”

นายวีระศักดิ์ สินธุวงศ์ ประชาสัมพันธ์ สยยท. เปิดเผยว่า ประเด็นการเปิดประมูลยาง 3.1 แสนตัน ของ กยท. โดยเริ่มแรกเนื่องจากบริษัทอุตสาหกรรมแปรรูปยางรายใหญ่ในประเทศมาเลเซีย และในประเทศจีน มีการประสานงานมายังสถาบันเกษตรกรยางจะขอซื้อยางในสต๊อกของรัฐบาล 3.1 แสนตัน โดยทาง กยท. ต้องออกแบบในการประมูลแบบอีอ๊อคชั่น บริษัทอุตสาหกรรมยางในประเทศมาเลเซียและจีน จึงถอนตัว

“สำหรับราคายางที่บริษัทอุตสาหกรรมแปรรูปยางจะซื้อในราคา 80 บาท / กก.”

นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า ยางราคาลงทุกวัน โดยเฉพาะก้อนถ้วยสดกว่า 30 บาทมาเหลือที่ 26 บาท / กก. และจากยางราคาลงทำให้สถาบันเกษตรกรกลุ่มยาง กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจยาง ขาดทุนขนาดหนัก โดยกลุ่มขนาดใหญ่บางกลุ่ม กว่า 1 ล้านบาท ขนาดกลาง บางกลุ่ม 300,000 บาท และขนาดเล็ก 50,000 – 70,000 บาท และยางโดยเฉพาะทางภาคเหนือ อีสาน อีก 2 เดือนกว่า จะถึงฤดูกาลปิดหน้ากรีด กว่ายางขยับขึ้นในระดับเดิม ทำให้ชาวสวนยางสูญเสียเงินไปประมาณ 2,500 ล้านบาท

นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขอให้กลุ่มยางต่าง ๆ รวบรวมความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อดำเนินยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อหาผู้รับผิดชอบและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น