เรามีเป้าหมายที่จะเป็น ผู้นำไก่สายพันธุ์ดีระดับโลก : World Best

จึงมุ่งมั่นพัฒนาไก่บ้านสายพันธุ์ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ให้ผู้บริโภคได้รับความสุขจากการบริโภคเนื้อไก่รสชาติอร่อยและได้คุณค่าทางอาหารที่มีประโยนช์ไปพร้อมๆ กัน ” คุณกณพ กล่าว

บริษัทเริ่มรุกขยายตลาดในประเทศ ตั้งแต่ปี 2543 แต่ช่วงแรกของการพัฒนาตลาดไก่บ้านเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากพอสมควร เพราะต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเข้าใจความแตกต่างของไก่บ้านกับไก่เนื้อทั่วไป ในด้านรสชาติ และคุณประโยชน์ด้านสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ จนกระทั่งในปี 2547 ผลิตภัณฑ์ “ไก่บ้านตะนาวศรี” ก็เป็นที่รู้จัก แพร่หลายและได้รับความไว้วางใจเรื่อยมา และมาเติบโตเต็มที่ในช่วง 5-6ปีหลัง เมื่อกระแสสุขภาพมาแรง ทำให้กำลังซื้อขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและส่งออก

“ ทุกวันนี้ บริษัทผลิตเนื้อไก่สดแบบแยกชิ้นส่วน ทั้งเนื้อไก่แช่เย็น และเนื้อไก่แช่แข็ง ตอบสนองวิถีชีวิตคนไทยยุคใหม่ วางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ทั่วประเทศ และป้อนเข้าสู่ตลาดส่งออก เช่น ประเทศญี่ปุ่น และในปีหน้าจะพัฒนาอาหารแปรรูปจากเนื้อไก่พร้อมทานเข้าสู่ตลาดอีกทางหนึ่ง ” คุณกณพ กล่าว

นอกจากนี้ ทางบริษัทวางแผนพัฒนา สายพันธุ์ไก่ลูกผสมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ร่วมสนับสนุนทุนวิจัย “การพัฒนาสายพันธุ์ไก่สายพันธุ์สังเคราะห์ (Synthetic Lines) เพื่อรองรับการผลิตลูกผสมไก่บ้านไทย และไก่เนื้อไทย” มาแล้ว 2 ระยะ โดยพบว่า ไก่สายพันธุ์สังเคราะห์มีอัตราการเจริญเติบโตดีกว่าไก่พื้นเมืองและมีประสิทธิภาพในการสืบพันธุ์สูงขึ้น มีศักยภาพในการใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในการผลิตไก่ลูกผสมพื้นเมืองและไก่เนื้อไทยในอนาคต

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 ทางบริษัทกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือด้านการพัฒนาสายพันธุ์ไก่ลูกผสมพื้นเมือง เพื่อรองรับการผลิตระดับอุตสาหกรรม และโครงการ “ศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ (ไก่พื้นเมือง) ระยะที่ 3”

ที่ผ่านมา รศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา ศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ (ไก่พื้นเมือง) ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์ไก่สายพันธุ์สังเคราะห์ อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 5 ชั่วรุ่น ปัจจุบันมีฝูงไก่สายพันธุ์สังเคราะห์ 4 ฝูง ประกอบด้วย ไข่มุกอีสาน สร้อยเพชร สร้อยนิล และ แก่นทอง ซึ่งไก่พันธุ์ไข่มุกอีสานและสร้อยเพชร ที่มีเลือดไก่พื้นเมือง 50% มีผลตอบสนองต่อการคัดเลือกของลักษณะการเจริญของน้ำหนักตัวสูงสุด เหมาะที่จะใช้สร้างสายพันธุ์เพื่อผลิตไก่ลูกผสมพื้นเมืองที่มีเลือดพื้นเมือง 25% ที่มีศักยภาพ สำหรับผลิตเป็นไก่เนื้อเชิงการค้า ได้ในอนาคต

ผู้สนใจไก่บ้านตะนาวศรี สามารถติดตามข้อมูลได้ทางเฟสบุ๊ค “ครัวไก่บ้านbyไก่บ้านตะนาวศรี “ หรือทาง ไอจี tanaosree. Chicken หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ทางโทรศัพท์ 094-480-2733

กลุ่มแม่บ้านคำนางรวย หมู่ที่ 10 ตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี รวมกลุ่มปอกเปลือกมะขามยักษ์ที่มีรสเปรี้ยว เพื่อทำเป็นมะขามแช่อิ่ม เพิ่มรายได้หลังการเก็บเกี่ยวในฤดูทำนา ซึ่งแม้ปีนี้ ราคาข้าวเปลือกขายได้ราคาสูงกว่าปกติ แต่แม่บ้านกลุ่มนี้ก็อาศัยความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปถนอมอาหาร เพื่อสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะขายดีในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

คุณปิยะรัตน์ ยืนสุข หัวหน้ากลุ่มทำมะขามแช่อิ่ม ภายในยี่ห้อ “คุณยาย” ของบ้านคำนางรวย ซึ่งเป็นที่รู้จักดีของจังหวัด เล่าว่า มะขามยักษ์ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญใช้ในการผลิต ส่วนหนึ่งได้มาจากในพื้นที่ที่ชาวบ้านรวมตัวปลูกขึ้นมาเอง แต่ก็ยังมีจำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า

จึงต้องสั่งซื้อมะขามยักษ์เพิ่มมาจากอำเภอน้ำยืน เพราะวันหนึ่ง ต้องทำการผลิตมะขามแช่อิ่มออกวางจำหน่ายทั้งแบบขายปลีกกิโลกรัมละ 150 บาท ขายส่งกิโลกรัมละ 130 บาท ตกวันละเกือบ 100 กิโลกรัม ตามจำนวนคำสั่งซื้อเข้ามาในแต่ละช่วง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทำนาปลูกข้าวถึงเดือนละกว่า 10,000 บาท

ส่วนวิธีการทำให้มะขามแช่อิ่มของกลุ่มแม่บ้านคำนางรวยมีรสชาติอร่อยกว่าทุกที่ คือนำเอามะขามที่ปอกเปลือกออกจนหมด ไปผึ่งลมจนกว่าเนื้อมะขามจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำผึ้ง หลังจากนั้น นำไปแช่ในน้ำปูนใส 1 คืน เพื่อให้เนื้อมะขามมีรสชาติกรอบอร่อย ไม่นุ่มหรือเละ ต่อจากนั้นก็นำไปแช่ในน้ำเกลืออีก 1 วัน เพื่อลดความเปรี้ยวของเนื้อมะขาม

ก่อนนำไปแช่ไว้ในน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาล ห้ามลดต้นทุนด้วยการใช้สารหวานอื่นๆ มาใส่อย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้เนื้อมะขามมีรสชาติไม่เป็นไปตามธรรมชาติแล้ว ยังทำให้เนื้อมะขามเสียได้ง่าย

แต่หากทำตามวิธีของกลุ่มแม่บ้านคำนางรวยที่รับสืบทอดการทำมะขามแช่อิ่มมาจากรุ่นแม่ ซื้อไปแล้วรับประทานไม่หมด สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นนำกลับมารับประทานได้อีกเป็นเวลานานถึง 1 เดือน โดยไม่มีการใส่สารกันบูดใดๆ ด้วย

คุณปิยะรัตน์ กล่าวอีกว่า การทำมะขามแช่อิ่ม กลุ่มแม่บ้านจะเลือกทำในช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยว เพราะเป็นช่วงที่มีมะขามออกมาจำนวนมาก เพียงพอกับความต้องการของตลาด เพราะปัจจุบันนอกจากทำเพื่อวางจำหน่ายในชุมชนแล้ว ยังต้องส่งไปวางจำหน่ายในหลายพื้นที่ของจังหวัด ล่าสุดมีห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นได้ติดต่อให้กลุ่มแม่บ้านทำการผลิต เพื่อนำไปวางจำหน่ายในช่วงเทศกาลฤดูหนาว และเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2562

สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อมะขามแช่อิ่ม แบรนด์คุณยาย ของกลุ่มแม่บ้านคำนางรวย แต่มีเงินไม่มาก นอกจากซื้อตามจุดที่ร้านค้านำไปจำหน่ายแล้ว ชุมชนได้ทำเป็นแพ็กละครึ่งกิโลกรัมวางจำหน่าย เพราะต้องการให้ประชาชนได้รับประทานมะขามแช่อิ่มที่มีรสชาติดีและอร่อย สำหรับห้างร้านที่ต้องการนำมะขามแช่อิ่มนี้ไปจำหน่าย สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (091) 476-9500, (088) 129-0331

เกือบครบ 10 ทศวรรษ ของการก่อตั้งโรงเรียนเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางทุ่ง ในพื้นที่ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี และถึงปัจจุบัน ก็ยังคงเป็นโรงเรียนเล็กๆ อยู่เช่นเดิม เพราะมีการเรียนการสอนในระดับปฐมวัย และ ระดับประถมศึกษาเท่านั้น

อาจารย์วนิดา พิพัฒน์วัฒนะกุล ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลวัดอมฤตวารี ผู้ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการเรียนการสอนทั้งหมดของโรงเรียน พานักเรียนจำนวนหลายสิบคนให้การต้อนรับ พร้อมกับน้ำกระเจี๊ยบ ฝีมือนักเรียน จากวิชาเรียนการงานพื้นฐานอาชีพ มาเสิร์ฟคลายร้อน

นักเรียนทั้งหมดของโรงเรียน มีทั้งสิ้น 231 คน มีบุคลากรทางการศึกษา 18 คน

เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่โรงเรียนที่มีอยู่ไม่มากนัก กับ จำนวนนักเรียนและบุคลากร ก็ถือว่าเหมาะสม ซึ่งพื้นที่โดยรอบถูกบริหารจัดการเป็นอาคารเรียนส่วนใหญ่ รองลงมาเป็นอาคารอเนกประสงค์ โรงอาหาร และมีสนามหญ้าเล็กๆ พื้นที่ที่เหลือนอกจากนั้นเป็นพื้นปูนซีเมนต์ แต่ถึงอย่างนั้นโรงเรียนก็ยังให้ความสำคัญกับการเกษตร ยังคงทำแปลงผักสวนครัวและปลูกไม้ผล เลี้ยงปลา ไว้ในพื้นที่ส่วนหนึ่ง

อาจารย์วนิดา บอกว่า โรงเรียนก่อตั้งมานาน บุคลากรไม่มาก และไม่มีความถนัดเรื่องของการทำการเกษตรแม้แต่น้อย ทำให้การเกษตรในโรงเรียนมีเพียงการทำแปลงผักสวนครัว โดยเฉพาะพืชอายุสั้น ไว้สำหรับให้นักเรียนได้ศึกษาตามรายวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติจริงบ้างเท่านั้น เพราะโดยพื้นฐานเดิมของนักเรียนส่วนใหญ่ มีพื้นฐานจากครอบครัวที่ทำการเกษตรอยู่แล้ว เมื่อโรงเรียนเห็นความสำคัญแต่ขาดงบประมาณในการบริหารจัดการส่วนนี้ จึงทำให้แปลงเกษตร ยังคงเป็นแปลงเกษตรสำหรับรองรับการเรียนการสอนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพเท่านั้น

“ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณสำหรับบริหารจัดการเป็นปัญหาใหญ่ของโรงเรียน” อาจารย์วนิดา บอกเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา เป็นความโชคดีของโรงเรียนที่มีหน่วยงานเอกชนเห็นความสำคัญ จัดสรรงบประมาณและวัตถุดิบในการทำแปลงเกษตรมาให้กับโรงเรียน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสานต่อกิจกรรมการเกษตรของโรงเรียนเป็นต้นมา

การปลูกผักสวนครัวลงแปลง เป็นกิจกรรมที่ต้องมีอยู่แล้ว เพราะเดิมปฏิบัติมาก่อน สิ่งที่เพิ่มขึ้นหลังจากได้รับงบประมาณ คือ การทำแปลงปลูกพืชไร้ดิน การเพาะเห็ดนางฟ้า การเลี้ยงปลาดุก และการปลูกไม้ผล

กล้วย เป็นไม้ผลชนิดเดียวที่โรงเรียนเลือกมาปลูก เพราะดูแลง่าย ค่าใช้จ่ายในการดูแลไม่สูง มีเพียงการทำน้ำหมักชีวภาพมาใช้รดต้นกล้วย และการรดน้ำในทุกๆ วันเท่านั้น

การทำแปลงปลูกพืชไร้ดิน เป็นสิ่งที่โรงเรียนเลือกทำเป็นอันดับแรก เพราะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่นักเรียนยังไม่เคยทำมาก่อน และเป็นเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ที่จะทำให้เด็กนักเรียนได้รับประโยชน์มากกว่าการอ่านในจากหนังสือเรียน และเด็กนักเรียนจะมีแนวคิดในเรื่องของการทำการเกษตรสมัยใหม่ประยุกต์ได้จากกิจกรรมนี้

การเพาะเห็ด โรงเรียนเลือกทำโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้า เพราะเป็นเห็ดที่ง่ายต่อการจำหน่าย เป็นเห็ดในทางการตลาด ซื้อขายง่าย ราคาไม่สูง การดูแลง่ายกว่าเห็ดชนิดอื่น และเมื่อนำมาประกอบอาหารเด็กจะเลือกรับประทานไม่เหลือทิ้ง

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ เป็นการเลี้ยงสัตว์ชนิดเดียวในโรงเรียน เพราะโรงเรียนมีบุคลากรน้อยและไม่มีความถนัดทางการเกษตร การเลือกเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะการดูแลไม่มีขอบเขตกว้างมากนัก และอุปกรณ์หาซื้อได้ง่าย อีกทั้งการให้อาหารปลาหรือการทำความสะอาดบ่อซีเมนต์เลี้ยงปลาก็สามารถทำได้โดยง่าย

ปลาดุกในบ่อซีเมนต์ มีทั้งหมด 3 บ่อ บ่อละ 200-300 ตัว การให้อาหารทำในเวลาเช้าและเย็น และจับไปประกอบอาหารกลางวัน หากได้จำนวนมากเกินกว่าความต้องการสำหรับประกอบอาหารก็นำไปจำหน่าย

อาจารย์วนิดา บอกว่า การเลี้ยงไก่ไข่ ก็เป็นสิ่งที่โรงเรียนเคยมีแนวคิด แต่เมื่อพิจารณาจากต้นทุนแล้ว ไม่สามารถดำเนินการได้ และแม้ว่าจะมีผู้สนับสนุนงบประมาณ จำนวนนักเรียนและบุคลากรในการดูแลไก่ไข่ ก็ไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดปัญหา ดังนั้น การเลี้ยงไก่ไข่จึงไม่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมสำหรับโรงเรียน

ในการเรียนการสอนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพของทุกระดับชั้น อาจารย์ในวิชาจะพานักเรียนลงแปลงเกษตร เป็นเรื่องปกติ และเป็นส่วนหนึ่งของวิชา ให้นักเรียนได้ลงมือเพาะกล้า ถอนวัชพืช ให้อาหารปลาดุก เป็นการเก็บคะแนน แต่การดูแลพื้นที่เกษตรของโรงเรียน มีการจัดเวรนักเรียนไว้เรียบร้อย

การจัดเวรนักเรียนเพื่อดูแลกิจกรรมเกษตร แบ่งออกเป็น 5 กิจกรรม กิจกรรมละ 2 คน สลับเปลี่ยนหมุนเวียนทุกวันในรอบสัปดาห์ การทำหน้าที่ส่วนนี้เป็นหน้าที่ของเด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายเท่านั้น เพราะความรับผิดชอบมีมากกว่า

เมื่อถึงรอบเก็บผลผลิตจากกิจกรรมเกษตรในโรงเรียน เด็กนักเรียนที่เป็นเวรรับผิดชอบดูแล จะเก็บผลผลิตนำส่งเข้าโรงครัวก่อน จากนั้นเมื่อเหลือจากโรงครัว จึงจะนำมาคัด แล้วนำไปฝากแม่ค้าในชุมชนจำหน่าย แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีลูกค้าซื้อ เพราะผลผลิตที่เหลือนำไปฝากจำหน่าย แม่ค้าที่รับฝากจะซื้อไปทั้งหมด

เด็กหญิงศุภากร คนดี หรือ น้องฟ้า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อายุ 11 ปี และ เด็กหญิงจันทร์จิรา บุญธัญกิจ หรือ น้องน้ำตาล นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อายุ 11 ปี ช่วยกันเล่าว่า ทั้งน้องฟ้าและน้องน้ำตาล มีหน้าที่ดูแลปลาดุก จำเป็นต้องให้อาหารเช้าและเย็น และต้องสังเกตว่าปลากินอาหารมากน้อยแค่ไหน เมื่อถึงสัปดาห์ก็ต้องเปลี่ยนน้ำให้กับปลาดุก ต้องขัดขี้ตะไคร่น้ำที่เกาะขอบบ่อซีเมนต์ออกให้หมด ซึ่งทั้งน้องฟ้าและน้องน้ำตาล ต้องลงไปในบ่อซีเมนต์เพื่อล้างบ่อให้สะอาด เป็นการเปลี่ยนน้ำให้กับปลาดุก และน้องทั้งสองคน ระบุว่า แม้จะดูเหมือนเป็นงานสกปรก แต่จริงๆ แล้ว ได้ประสบการณ์ในการประกอบอาชีพที่ดีมาก และเป็นการเจริญรอยตามการทำเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 ด้วย

ด้าน น้องนัททิกานต์ เรืองผึ้ง หรือ น้องแบม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อายุ 11 ปี และ เด็กหญิงอรัญญา อุ่นใจ หรือ น้องออม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อายุ 11 ปี ทั้งคู่รับผิดชอบการเพาะเห็ดนางฟ้า เล่าให้ฟังว่า การดูแลเห็ดไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องรักษาความชื้นและต้องหมั่นรดน้ำสม่ำเสมอ เมื่อเห็ดเริ่มติดดอก ต้องรีบเก็บไปจำหน่ายก่อนเห็ดจะบาน หากบานแล้วจะขายได้ราคาถูก เมื่อเก็บเห็ดมาแล้วต้องนำมาคัดดอกยังไม่บานและดอกบานออกจากกัน แล้วนำเห็ดที่บานแล้วไปจำหน่ายก่อน โดยฝากขายกับแม่ค้าในราคากิโลกรัมละ 60-70 บาท

สำหรับ เด็กหญิงนภัสสร สันป่าแก้ว หรือ น้องภัส นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อายุ 11 ปี และ เด็กหญิงกณิศ นุ่มโต หรือ น้องข้าว นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อายุ 11 ปี ทั้งคู่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลผักสวนครัวในแปลง บอกว่า การปลูกผักสวนครัว เป็นการทำการเกษตรที่ง่ายที่สุด เพราะรดน้ำเช้าและเย็น เมื่อมีเวลาจะเก็บวัชพืชในแปลงออก และให้ปุ๋ยบ้างตามสมควร เพราะผักส่วนใหญ่เป็นพืชระยะสั้น การดูแลก็สั้นตามไปด้วย เช่น มะนาว ตะไคร้ กะเพรา มะม่วงหาวมะนาวโห่ ผักบุ้ง และมะเขือ

เด็กหญิงธนพรพรรณ ตระกูลอินทร์ หรือ น้องฟิว นักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 อายุ 11 ปี และ เด็กหญิงบุษรา คำพา หรือ น้องเฟิร์ส นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อายุ 11 ปี บอกถึงการเพาะถั่วงอกคอนโดฯ ว่า เป็นการทำกิจกรรมการเกษตรที่แปลกกว่าเพื่อน แต่ได้ผลดี ซึ่งน้องฟิวและน้องเฟิร์ส เล่าว่า หากต้องการเพาะถั่วงอกก็สามารถทำได้ง่าย โดยการนำอุปกรณ์ทุกชิ้นไปลวกน้ำเป็นการฆ่าเชื้อ ป้องกันเชื้อราที่อาจเกิดขึ้นและทำให้ผักเน่า จากนั้นนำอุปกรณ์ถังมาวาง นำตะแกรงเหล็กขนาดความสูง 2 นิ้ว มาวาง นำกระสอบตัดเป็นรูปวงกลม นำตะแกรงพลาสติกมาวาง แล้วนำเมล็ดถั่วเขียวที่แช่น้ำไว้นาน 24 ชั่วโมง มาโรยทิ้งไว้ เพียง 1 สัปดาห์ ถั่วเขียวจะงอกขึ้นมา ก็สามารถนำไปรับประทานหรือจำหน่ายได้

ทั้งหมดเป็นแนวคิดทางการเกษตรของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา ที่เป็นผู้ลงมือปฏิบัติเอง มีอาจารย์ที่พอมีความรู้แนะนำ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสทางการศึกษาของเด็กนักเรียนที่หาที่ไหนได้ยาก หากผู้สนใจสนับสนุนงบประมาณหรือส่งเสริมความรู้ทางการเกษตรให้กับโรงเรียน สามารถติดต่อได้ที่โรงเรียนเทศบาลวัดอมฤตวารี ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ในวัน และเวลาราชการ

ประเด็น ปราช์ญชาวบ้านตำบลบางเหรียง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา นำศาสตร์พระราชา หรือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้สร้างรายได้ให้ครอบครัวปีละเกือบหมื่นบาท สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติส่งทีมขยายผลต่อยอดไปยังชุมชนอื่นๆ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สร้างรากฐานชุมชนเข้มแข็ง

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ลงพื้นที่เยี่ยมงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์ของชุมชนบางเหรียง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ดูผลงานปราช์ญชาวบ้าน ผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ เศษอาหารเหลือในครัวเรือนใช้เอง และคัดแยกขยะรีไซเคิล ปลูกผักสวนครัวบนเนื้อที่ไม่ถึงไร่ สร้างรายได้และค่าใช้จ่ายในครัวเรือนปีละเกือบ 1 หมื่นบาท จากการทำบัญชีครัวเรือน ค่าก๊าซ 2 พัน คัดขยะพลาสติก ขวด 400 บาท ปลูกผักสวนครัวเก็บขายจากพื้นที่บริเวณรอบๆ บ้าน ปีละไม่ต่ำกว่า 5 พันบาท

ลุงวิจิตร อินทะสโร บอกว่า สมัยก่อน เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งให้ผลผลิตโตเร็ว เก็บขาย ภายหลังเริ่มศึกษาศาสตร์พระราชา และลองนำมาปรับใช้ในชีวิตทำให้ทุกวันนี้ครอบครัวมีฐานะดีขึ้น จากที่เคยมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก

เริ่มจากปุ๋ยเคมีมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ ต่อมาราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น จึงของบสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างบ่อผลิตก๊าซชีวภาพใช้ภายในครัวเรือนทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 2 พันบาท และเริ่มคัดแยกขยะพลาสติก ขวด ส่งขายให้พ่อค้าที่มารับซื้อ สร้างรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 400 บาท ก่อนขยายผลปลูกพืชผักสวนครัวบริเวณรอบบ้านเนื้อที่ไม่ถึงครึ่งไร่ เก็บขายในชุมชน แต่ละปีสร้างได้รายไม่ต่ำกว่า 5 พัน สามารถส่งเสียบุตร 5 คน เรียนจบชั้นปริญญาได้ทุกคน ทั้งหมดเกิดจากนำศาสตร์พระราชา หรือเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของคนไทย

(โดยพระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 และถูกนำมาใช้อย่างจริงจังเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ พ.ศ.2540 อย่างจริง)

หวาย เป็นพืชป่าตระกูลปาล์มที่เป็นเถาเลื้อยและมีหนาม เจริญเติบโตและกระจายพันธุ์ได้ดีในป่าเขตร้อนและกึ่งร้อน ใช้เป็นพืชอาหาร สมุนไพร เฟอร์นิเจอร์ และงานหัตถกรรมต่างๆ สามารถเป็นรายได้เสริมในชุมชนเป็นอย่างดี ปัจจุบันหวายเริ่มหายากและใกล้สูญพันธุ์

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้ศึกษาพัฒนาการปลูกหวายและการแปรรูป เพื่อให้ชุมชนมีแหล่งอาหารในท้องถิ่น เกษตรกรสามารถปลูกและขยายพันธุ์หวายให้เพียงพอต่อการบริโภคและใช้ประโยชน์ที่เป็นรายได้ของครอบครัว มีการพัฒนาคุณภาพของหวายให้เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ด้านหัตถกรรม

หวาย ในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความหลากหลายทางพันธุกรรมหวายมากที่สุดในโลก ในประเทศเราพบอยู่ประมาณ 60 ชนิด กระจายอยู่ทั่วทุกภาค มีการเรียกชื่อแตกต่างกันตามแต่ละท้องถิ่น เช่น หวายหนามขาว หวายหนามดำ หวายฝาดหรือหวายบุ่น หวายไส้ไก่หรือหวายขม หวายหก หวายน้ำล้อม หวายหม่นหรือหวายหยวก หวายเล็ก หวายติ้วดีดหรือหวายหางหนู หวายหลวง หวายหอม หวายสกลนคร หวายที่นิยมบริโภค คือ หวายพันธุ์หนามขาว เนื่องจากมีรสชาติอร่อยและหน่อใหญ่ หวายไส้ไก่นิยมใช้มัดสิ่งของ

จากพื้นที่ศึกษาวิจัยที่บ้านปางแดงใน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าปะหล่อง นิยมนำหวายมาทำเป็นเครื่องประดับของสุภาพสตรี ทำเป็นที่คาดเอวคล้ายเข็มขัด มีการลงรักเพื่อเพิ่มความคงทนและสวยงาม สานเป็นตะกร้าหรือเข่งบรรจุสิ่งของที่เรียกว่า ก๋วย ทำเป็นซองใส่มีด จากการศึกษาที่ชุมชนบ้านห้วยเป้า ส่วนใหญ่เป็นคน

พื้นเมืองและไทใหญ่ นำเส้นหวายทำประโยชน์หลายอย่าง เช่น ซองใส่มีด ชะลอม กระบุง ขันโตก ใช้แทนเชือกมัดสิ่งของ ใช้เป็นพืชสมุนไพรช่วยเจริญอาหารและเป็นยาอายุวัฒนะ

ที่จังหวัดน่าน บ้านโป่งคำ ส่วนใหญ่ปลูกหวายเพื่อการบริโภคจากหน่อหวาย ปลูกในครัวเรือนและปลูกเพื่อการค้า ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นจะนำหน่อหวายมาเผาเพื่อลดความขมก่อนนำไปประกอบอาหาร เช่น ตำหวาย แกงหวายใส่ไก่ แกงแคหวาย หวายผัดน้ำมันหอย ฯลฯ ใช้หวายเป็นสมุนไพร ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องของหญิงหลังคลอดบุตร ชุมชนมีทักษะในการสานหวายให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ตะกร้า ถาดใส่ผลไม้ พาน เก้าอี้ ซองใส่มีด ขันโตก ชุดรับแขก ฯลฯ แต่รูปแบบผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นแบบพื้นบ้านดั้งเดิม

จากการศึกษาเรื่องหวายของคณะดังกล่าว พบว่า หวายเริ่มใกล้จะสูญพันธุ์เนื่องจากป่าไม้และสภาพแวดล้อมถูกทำลายเพื่อปลูกพืชอื่น จึงควรหาแนวทางส่งเสริมให้ชุมชนได้เลือกพันธุ์หวายที่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ ด้านบริโภคและเป็นวัตถุดิบของงานหัตถกรรม เพิ่มผลผลิตและคุณภาพ พัฒนาการแปรรูปหวายเพื่อเป็นอาหาร มีการจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อให้ชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์จากหวายเป็นรายได้ของชุมชนอย่างยั่งยืน

ภาพลักษณ์ที่ผ่านหน้าจอของสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล และความน่ารักแบบไฮเปอร์ ทำให้หลายต่อหลายคน อยากครอบครองเป็นเจ้าของ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากนักหากจะซื้อสุนัขสักตัวมาเลี้ยง แต่สิ่งสำคัญของการเลี้ยงสุนัขอยู่ที่ ความเข้าใจในนิสัยของเจ้าสัตว์สี่เท้าชนิดนี้มากกว่า

“ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์” แปลตรงตัวได้ความว่า ฉันคือบ้านของสุนัขบ้านของสุนัขหลังที่ชื่อว่า “ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์” ตั้งอยู่ที่ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี แต่หลังนี้เป็นหลังที่เพาะเลี้ยงสุนัขเฉพาะสายพันธุ์บีเกิ้ล เจ้าตูบสี่ขาที่มีความฉลาดเฉลียวเป็นที่ตั้ง

คุณมงคล กลิ่นขจร หรือ คุณหมู หนึ่งในผู้ดูแลกิจการไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ ให้การต้อนรับอย่างดี เมื่อหนังสือเทคโนโลยีชาวบ้านไปเยือน พร้อมกันนี้ยังถ่ายทอดเทคนิคการเลี้ยง และเพาะพันธุ์สุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลอย่างไม่อ้อมค้อมเกือบ 5 ปีแล้ว ที่คุณมงคลและครอบครัว เริ่มเพาะเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล แม้จะเริ่มต้นด้วยความชื่นชมสุนัขสายพันธุ์อื่นมาก่อน

“ก่อนหน้านี้ผมเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ชิวาวา ศึกษานิสัยและวิธีการเลี้ยง และซื้อมาเลี้ยงเป็นเพื่อนเล่น แต่วันหนึ่งเมื่อชิวาวาตาย ก็ต้องหาตัวใหม่มาแทน ในตอนนั้นอยากได้สุนัขที่ว่องไว ฉลาด เป็นมิตร เข้ากับคนง่าย ผนวกกับมีคนแนะนำให้ซื้อสายพันธุ์บีเกิ้ลมาเลี้ยง เพราะมีนิสัยตามต้องการ จึงตัดสินใจซื้อจากฟาร์มแห่งหนึ่ง และเห็นว่าสุนัขสายพันธุ์นี้มีความไฮเปอร์สูงมาก จึงรู้ได้ทันทีว่า การเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้ต้องสนุกแน่”

บีเกิ้ล 2 ตัวแรก เป็นเพศเมีย และกลายเป็นแม่พันธุ์ไปในที่สุดคุณมงคล เล่าว่า จากความสนุกและต้องการเพื่อนเล่นในครอบครัว เติบโตขึ้น กลายเป็นฟาร์มเล็กๆ ทั้งที่จริงไม่ได้คิดเพาะขายแต่อย่างใด แต่เมื่อเริ่มศึกษาลักษณะนิสัยและการดูแลสายพันธุ์บีเกิ้ล ไม่ได้ยาก และน่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับครอบครัวได้ด้วย

“ตอนนี้มีบีเกิ้ลที่เป็นทั้งพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ทั้งหมด 11 ตัว บางตัวซื้อมาจากฟาร์มที่มีชื่อ บางตัวเพาะเลี้ยงไว้เอง ซึ่งตลาดของการเพาะเลี้ยงสุนัขสำหรับผมมองว่ามี 3 ระดับ คือ ระดับประกวด ระดับเพาะ และระดับผลิต สำหรับ ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ ไม่เน้นการประกวด จึงเป็นการเลี้ยงแบบเพาะขยายพันธุ์และจำหน่าย”

คุณมงคล เน้นย้ำเรื่องความสะอาดของคอกสุนัขเป็นหลัก เนื่องจากโรคที่สุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลควรระวังอย่างหนึ่ง คือ โรคผิวหนัง โดยคอกสุนัขที่ ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ ทำความสะอาดบริเวณคอกและกรงเลี้ยงด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเดทตอลผสมน้ำ และอาศัยแสงแดดในเวลากลางวันฆ่าเชื้อซ้ำอีกรอบ ส่วนสุนัขจะอาบน้ำให้ทุก 2 สัปดาห์ และปล่อยให้วิ่งเล่นกลางแดด เพื่อให้ผิวและขนแห้งไปตามธรรมชาติ

ส่วนที่เป็นกรงและพื้นคอนกรีต ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเดทตอลผสมน้ำ และฆ่าเชื้อด้วยแสงแดดธรรมชาติส่วนที่เป็นหิน ซึ่งสุนัขจะถ่ายรด จะตักทิ้งทุกครั้ง ซึ่งอาจมีหินติดไปบ้าง หากจำนวนหินน้อยลงก็เติมหินใหม่เข้าไป และทำความสะอาดด้วยสารอีเอ็ม ลดกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคปัญหาเรื่องกลิ่นสำหรับ ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ จึงไม่มี

นอกเหนือจากความสะอาดของคอกและกรงเลี้ยง คุณมงคล ยังให้ความสำคัญเรื่องโรคที่มักเกิดขึ้นกับสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล คือ โรคเชอรี่อาย ที่ต้องระมัดระวังตั้งแต่เริ่มเป็นด้วยการหยอดตา หากปล่อยทิ้งไว้การรักษาอาจถึงขั้นผ่าตัดได้