เราเรียกว่า พลังงานไฟฟ้า ใช้ถ่านไผ่เป็นเชื้อเพลิง เวลาใส่ถ่าน

ไผ่เข้าไปที่เครื่องก็ควรใส่ให้เต็ม เป็นการเผาไหม้ที่ 1,500 องศาเซลเซียส เริ่มจากการจุดไฟที่ด้านล่างของอุปกรณ์บรรจุถ่านไผ่ 3-4 วินาที จากนั้นปิดฝา การจุดไฟที่ด้านล่างของอุปกรณ์ตามช่องที่มี เป็นการไล่ความชื้นจากถ่านออก เมื่อความชื้นหายไปจะทำให้ติดไฟ หากใช้แทนก๊าซหุงต้มก็สามารถเชื่อมต่อท่อจากเครื่องไปยังเตาแก๊ส แล้วจุดไฟตามปกติ ก็ได้แก๊สสำหรับหุงต้ม”

มิสเตอร์ Koen Uan Looken อธิบายว่า การเผาไหม้ของถ่านเมื่อใช้กับแก๊สหุงต้มจะไม่เกิดเขม่าหรือขี้เถ้า แต่จะหลงเหลือซิลิกาขนาดเล็กไว้แทน ซึ่งส่วนนี้ทางวิสาหกิจชุมชนผาปังก็นำไปจำหน่ายให้กับโรงงานทำกระจก เป็นรายได้จากไผ่อีกทอดหนึ่ง เมื่อถ่านไผ่ปริมาณลดลงตามการใช้งานก็สามารถเติมถ่านไผ่เข้าไปได้อีก

เมื่อมีโอกาสได้เห็นกับตาและพูดคุยกับคุณรังสฤษฏ์ และมิสเตอร์ Koen Uan Looken แล้ว เชื่อว่า ถ่านไม้ไผ่ให้พลังงานที่สะอาด และสามารถนำไปใช้ได้หลากหลายมากกว่าที่คิด ซึ่งคุณรังสฤษฏ์ ยืนยันว่า หากท่านใดมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมถึงชุมชนผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง แล้ว จะสามารถกลับไปทำด้วยตนเองได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายท่านอาจจะยังไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมถึงเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง แห่งนี้ ก็สามารถจัดสรรเวลามาร่วมการเสวนา “สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย” ที่จะได้พบกับความมหัศจรรย์ของพันธุ์ไผ่ งานแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชั้นยอดจากไผ่ รวมถึงเครื่องผลิตพลังงานจากถ่านไผ่ ซึ่งผลิตขึ้นโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผาปัง จะมาร่วมในงานนี้ด้วย โดยงานนี้จะมีขึ้นใน วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 ที่ห้องประชุม หนังสือพิมพ์ข่าวสด กรุงเทพฯ

ผ่านไปแล้ว งานเสวนามะม่วง ที่ทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้จัดขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ณ ห้องโถง มติชนอคาเดมี โดยหัวข้อในการเสวนาครั้งนี้คือ มะม่วงต่างประเทศพันธุ์ใหม่ในไทย “รสชาติสากล ตลาดสดใส คนทั่วไปนิยม” ถึงแม้ว่างานเสวนาจะจบลงไปแล้ว แต่ทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านไม่ลืมที่จะหยิบยกเนื้อหาสาระบางช่วงบางตอนมาให้แฟนๆ ได้อ่านกัน

มะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศ สามารถตอบโจทย์เกษตรกร ทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ไหม และการที่จะทำให้ตอบโจทย์ได้ ควรทำอย่างไร มีวิธีการทำอย่างไร

ก่อนอื่นต้องขอแนะนำผู้ให้ความรู้กับการเสวนาครั้งนี้ คุณวารินทร์ ชิตะปัญญา ผู้ผลิตมะม่วง อาร์ทูอีทู ส่งไปต่างประเทศ ปลูกมาหลายสายพันธุ์ มาลงตัวที่สายพันธุ์ อาร์ทูอีทู

คุณทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ นักพัฒนาไม้ผลยุคใหม่ มาในฐานะเจ้าของสวนคุณลี ระยะหลังผันตัวเองมาทำสวนมากขึ้น มะม่วงที่ปลูกจะนำมาจากต่างประเทศ มีการนำมาทดสอบว่าปลูกบ้านเราเป็นอย่างไร และมีมะม่วงหลายแปลง แต่เปลี่ยนเป็น อาร์ทูอีทู แล้ว และยังมีมะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ ด้วย

งานเสวนาครั้งนี้ ดำเนินรายการโดย คุณเสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน ผู้ช่วยบรรณาธิการ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน คุณวารินทร์ ปลูกมะม่วง อาร์ทูอีทู อยู่ที่จังหวัดระยอง จำนวน 50 ไร่ เริ่มปลูกตั้งแต่เมื่อไหร่ ใช้เวลากี่ปี

“ดั้งเดิมผมปลูกมะม่วงแบบเพื่อนบ้านทั่วๆ ไป มีมะม่วงอกร่อง น้ำดอกไม้ มะม่วงเปรี้ยวธรรมดา ต่อมาก็มีการศึกษาเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ ทำให้เริ่มมีความคิดที่กว้างขวาง ผมปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง 650 ต้น ในพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ แต่พอมาถึงช่วงหนึ่งผ่านมา 10 ปี ได้แล้ว ผมมองว่ามะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในอนาคตจะไม่ดีเท่าไหร่ ผมจึงเปลี่ยนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองโดยการเสียบยอดเป็นพันธุ์ อาร์ทูอีทู ทั้งหมด ซึ่งตรงกับแนวคิดที่เราคิดเอาไว้ ปัจจุบัน ผมถือว่าไปได้ดีในการทำมะม่วง แรกๆ เราก็ส่งมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทู มาลองตลาด ส่งไปที่ ตลาด อ.ต.ก. ตลาดวิลล่ามาร์เก็ต เดอะมอลล์ ท็อปส์ แต่เป็นไปไม่ได้ที่มะม่วงจะมีเกรดดีทุกลูก ทีนี้เราจะไปส่งให้ใคร เพราะห้างต้องรับแต่ของเกรด เอ อยู่แล้ว แต่ผมได้พ่อค้าจีนเขามารับซื้อ มีเท่าไหร่ก็รับ มีรถมารับถึงหน้าสวน ราคาก็ดีเหมือนที่เราขับมาส่งที่ตลาด อ.ต.ก. เพราะฉะนั้นเราถือว่าเราได้เดินถูกทางแล้ว และเขาก็ต้องการมากพันธุ์นี้ ผมจะไปขายให้พ่อค้าคนอื่น ทางพ่อค้าที่รับซื้อเราเป็นประจำก็ขอไว้ว่าอย่าขายให้คนอื่นอีกด้วย” คุณวารินทร์ กล่าว

คุณวารินทร์ เล่าว่า หลังจากบิดาเสียชีวิต ตนเองได้ไปบวช ขณะที่บวชก็ได้เจออะไรหลายๆ อย่าง เริ่มคิดว่า เราต้องกลับไปอยู่กับแม่ ไม่อยากปล่อยให้แม่อยู่กับน้อง 2 คน เลยพร้อมที่จะลาออกจากข้าราชการ เพราะเขาเป็นพี่ชายคนโต และประจวบเหมาะกับที่คุณวารินทร์มีแนวคิดที่จะทำเกษตรอยู่นานแล้ว โดยช่วงแรกคุณวารินทร์เริ่มทำเกษตรแบบชาวบ้านทั่วไป ปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งมันสำปะหลังเป็นพืชล้มลุกในท้องถิ่น ขายง่าย เพราะมีโรงงานรับซื้อ พอปลูกไปเรื่อยๆ กลับพาคุณวารินทร์ล้มลุกไปด้วย คุณวารินทร์จึงเริ่มเปลี่ยนแนวคิดหันมาทำน้อยหน่า ปี 2520 โดยถือว่าคุณวารินทร์เป็นคนแรกที่ทำน้อยหน่าเชิงการค้า ให้ออกปีละ 2 ครั้ง

คุณวารินทร์ เป็นคนชอบเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ พอหมดน้อยหน่า ก็ปลูกมะนาว ชมพู่ พุทรานมสด และปลูกมะม่วง คุณวารินทร์ได้มะม่วงสายพันธุ์อาร์ทูอีทู มาจากออสเตรเลีย ปี 2532 มาลองปลูกได้ 3 ปี จึงรู้เลยว่า มะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูในอนาคตน่าจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค เพราะด้วยรสชาติที่ไม่หวานมาก และในออสเตรเลียนักวิชาการเขามองว่าเขาจะลดเรื่องความหวาน และเรื่องการตลาดคุณวารินทร์มองว่าที่ต่างประเทศเขามีความชำนาญกว่า เราอาจจะสู้ของเขาไม่ได้ เช่น มะม่วงสีแดงของเขาจะแดงกว่าเรา เพราะมีสภาพภูมิอากาศไม่เหมือนกัน และเทคโนโลยีเขาอาจจะเหนือกว่าเรา

“การที่มะม่วง อาร์ทูอีทู จะออกในบ้านเรา จะเริ่มออกต้นเดือนมีนาคม และหมดกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นประโยชน์กับเรา เพราะในช่วงที่ออก มะม่วงได้โดนแดด เพราะถ้าโดนแดดจะทำให้สีขึ้น เมื่อส่งไปตลาดต่างประเทศก็จะตอบโจทย์ได้ดี และแนะนำให้ทำมะม่วง อาร์ทูอีทู เพื่อการส่งออกจะดีกว่า เพราะมะม่วงพันธุ์นี้หวานน้อย อาจจะไม่ค่อยถูกปากคนไทย” คุณวารินทร์ กล่าว

ที่พิจิตร เน้นมะม่วงไต้หวัน

“ผมได้เปลี่ยนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็น อาร์ทูอีทู หมดแล้ว และเนื่องจากผมเป็นสื่อมวลชน จึงได้มีโอกาสไปดูงานที่ต่างประเทศหลายครั้ง ประเทศที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นแบบอย่างได้ดีคือ ไต้หวัน ได้ไปเห็นมะม่วงในแปลงของเขา ตอนนั้นไม่ได้เตรียมอะไรไปเลย ต้องขโมยยอดกลับมาบ้าน เพื่อเอามาเสียบยอด พอเสียบยอดเรียบร้อยแล้ว ต้องรอ เอายอดมาแปะกับมะม่วงพันธุ์อะไรก็ได้ ถ้าภาษาชาวบ้านเรียกว่าฝากท้อง ใช้ระยะเวลา 2-3 ปี อันไหนออกก่อน เราก็ดูไปอันนี้คือ พันธุ์ T1 และสิ่งที่ผมไม่ชอบคือ คนที่ได้พันธุ์มะม่วงมาแล้วชอบเปลี่ยนชื่อ ซึ่งทำให้คนปลูกสับสน สมัยก่อนบอกพันธุ์ยู่เหวิน ต่อมาเปลี่ยนเป็นแดงจักรพรรดิ จริงๆ แล้วคือพันธุ์เดียวกัน ตอนหลังผมเริ่มขยายพื้นที่เสียบมากขึ้นเพราะว่าสวนผมตอนนี้ทาง ททท. ยกให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วย ก็ต้องมีความหลากหลาย จึงเปลี่ยนสายพันธุ์มะม่วง จริงๆ มะม่วง T2 เป็นมะม่วงที่ผมรักมากที่สุด จะพยายามไม่ขายพันธุ์เลย เพราะว่าผมจะทำตลาดพรีเมี่ยมในวันข้างหน้า เพราะมะม่วง T2 สีแดง ไม่เหี่ยว” คุณทวีศักดิ์ กล่าว

ทำไม มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง

มีการส่งออกเยอะ

แต่เกิดปัญหาในระดับเกษตรกร

“โดยส่วนตัวผมคิดว่า ในอนาคตถ้าจะปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเชิงการค้า อยากให้ชะลอการปลูกไว้ก่อน เพราะน้ำดอกไม้เป็นกระแสมีการส่งออกมาก ต้องคิดว่าของที่ทำง่ายๆ จะล้นตลาด มะม่วงต้องการคนเอาใจใส่ อ่านตำรา ถึงจะไปได้ ในขณะเดียวกันต้องมีการรวมกลุ่มปรึกษาคนที่เขาทำส่งออก แล้วได้ผลดี เขาทำยังไง เราต้องเรียนรู้” คุณวารินทร์ กล่าว

คุณทวีศักดิ์ มีข้อสังเกตอะไรที่เกี่ยวกับน้ำดอกไม้สีทองบ้าง ที่จังหวัดพิจิตร เป็นพื้นที่ปลูกน้ำดอกไม้สีทองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ราคาน้ำดอกไม้สีทองจะดีเฉพาะคนที่ทำคุณภาพ เขามองว่าเกษตรกรรายย่อยจะแย่ ถ้ายังคิดจะทำน้ำดอกไม้สีทอง เพราะฉะนั้นถ้าจะทำน้ำดอกไม้สีทอง ผมแนะนำให้ทำแค่บางส่วน ควรจะเปลี่ยนเป็นมะม่วงสายพันธุ์อื่นบ้าง เพราะฉะนั้นคนที่ตัดสินใจจะปลูกมะม่วงในอนาคต น้ำดอกไม้สีทองไม่น่าจะเป็นสายพันธุ์หลักในอนาคต เพราะคนปลูกมาก และการปลูกมะม่วงในบ้านเรายังอยู่ในกระแสแบบเดิมอยู่ คือฮือฮาตามกัน ไม่ใช้การตลาดนำการผลิต นิยมปลูกมะม่วงตามใจตนเอง เราไม่ได้เป็นผู้บริโภคนะครับ เราเป็นผู้ขาย มะม่วง อาร์ทูอีทู ไม่ต้องทำตลาดต่างประเทศเลย ออสเตรเลียทำตลาดให้เราอยู่แล้ว เราเพียงเข้าไปแทรก” คุณทวีศักดิ์ กล่าว

สถานการณ์มะม่วงในประเทศ

“ที่ทางกรมส่งเสริมการเกษตรคำนวณไว้กว่า 2 ล้านไร่ ก็มากที่สุดในบรรดาไม้ผลทั้งหมด ต้องตอบตัวเองว่า ปลูกมะม่วงจะขายให้ใคร ส่งให้ใคร สำหรับผมมีคำตอบแล้ว พื้นที่ส่วนหนึ่งปลูก อาร์ทูอีทู ผมจะขายใคร ผมก็ทำคุณภาพตามที่เขาต้องการ” คุณทวีศักดิ์ กล่าว

คุณวารินทร์ บอกว่า ต่อไปในอนาคตรุ่นลูกรุ่นหลานจะมีการเปลี่ยนแปลงการบริโภค จะเปลี่ยนแปลงไปทางสากลมากขึ้น เราควรมองแบบนี้ด้วย อย่ามองว่าเราพอใจจะกินมะม่วงอกร่อง ก็จะปลูกอกร่องอย่างเดียว แต่บางทีผู้บริโภคเขาไม่ได้ชอบเหมือนเรา อย่างพันธุ์ อาร์ทูอีทู ผมปลูกมีแขกมาเยี่ยมที่บ้าน เขาเรียนที่ต่างประเทศ ผมลองเอามะม่วง อาร์ทูอีทู ให้เขากิน เขาชอบมาก เขาถามว่ามะม่วงนี้คือสายพันธุ์อะไร อร่อย เขาไม่เคยกิน นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมมองว่าแนวโน้มในอนาคตคนรุ่นใหม่ๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงการบริโภคมะม่วง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเรามีแนวคิดที่เหนือกว่า เราก็ลองดูมะม่วงยังไปได้ ยังไม่ถือว่าเป็นทางตัน แต่ควรเลือกพันธุ์ปลูกให้เป็นสากล แต่มะม่วงที่มีกลิ่นขี้ไต้แรงๆ ก็ไม่ควรปลูก เพราะมะม่วงที่เหม็นกลิ่นขี้ไต้ในไทยจะไม่นิยม

ตลาด จะเป็นอย่างไร

คุณทวีศักดิ์ “ผมแนะนำให้แบ่งพื้นที่การปลูก มะม่วงจินหวงจะนิยมมากทางภาคเหนือ ลองสังเกตล้งมะม่วงที่พิจิตร จะเห็นได้ว่ามีล้งเยอะมาก เพราะฉะนั้นคนปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ก็ปลูกไป แต่อย่าขยายเพิ่ม ให้ปลูกมะม่วงพันธุ์อื่นแทรกไป ยกตัวอย่างเช่น อาร์ทูอีทู เพราะการซื้อขายง่าย ดูแลง่าย แต่จะติดตรง อาร์ทูอีทู ออกดอกยาก”

คุณวารินทร์ “มะม่วงจะไม่ล้นตลาด แต่มะม่วงต้องมีคุณภาพ ผิวสวย มะม่วงที่ควรลดคือ มะม่วงที่ขาดการดูแล ปัจจุบันคนจีนมีกำลังซื้อมาก มะม่วงอาร์ทูอีทูขายที่กวางโจว ประเทศจีน คิดเป็นเงินไทย ตกลูกละประมาณ 400-500 บาท แต่คนจีนก็มีกำลังซื้อ”

ปัจจุบัน และอนาคต?

“ถ้าคิดเป็น น้ำดอกไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ จะมี อาร์ทูอีทู 5 เปอร์เซ็นต์ มะม่วงไต้หวันแทรกเข้ามา 2-3 เปอร์เซ็นต์ มะม่วงไต้หวันที่ปลูกกันเยอะที่สุดตอนนี้ น่าจะเป็น พันธุ์จินหวง อาร์ทูอีทู มีปลูกกระจัดกระจายมากขึ้น แต่ก็ยังสามารถขยายได้ เปลี่ยนใจกลับไปเปลี่ยนยอดน้ำดอกไม้สีทองเป็น อาร์ทูอีทู ยังทัน น้ำดอกไม้สีทองไม่ควรขยายเพิ่มเติม แต่ถ้าหากท่านใดทำอยู่แล้ว คือต้องทำให้สวย ได้คุณภาพส่งออก” คุณทวีศักดิ์ กล่าว

ทิศทางมะม่วงสายพันธุ์ไทย

ยังน่าสนใจอยู่หรือไม่

คุณทวีศักดิ์ กล่าวว่า ผมเห็นข่าวล่าสุด ญี่ปุ่นมีการรับมะม่วงเขียวเสวยและมหาชนก เพราะฉะนั้นมะม่วงเขียวเสวยก็มีช่องทางการตลาดของตัวเองอยู่ เพราะผมได้คุยกับทางห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ว่าส่งสินค้าให้เขา มีขนาด 200-300 กรัม ขึ้นไป ในตลาดทางเวียดนาม มาเลเซีย ยังมีช่องทางการตลาดอยู่ เขียวเสวยก็ยังออกดอกยาก ต้องการน้ำเยอะ ส่วนมหาชนกต้องดูแนวโน้มว่าปลูกทางนี้จะสู้ของทางภาคเหนือได้ไหม

ที่บ้าน ต้อง ขาวนิยม

คุณวารินทร์ แนะนำว่า ถ้าปลูกไว้กินเองต้องขาวนิยม ดั้งเดิมชื่อ น้ำดอกไม้มัน แต่ถูกทักท้วงเลยต้องเปลี่ยนชื่อพันธุ์เป็นขาวนิยม มะม่วงพันธุ์นี้ลักษณะใบเหมือนเขียวเสวย แต่ถ้าปลูกจะได้กินถึง 3 ระยะ ถ้าทำมะม่วงน้ำปลาหวานนี้เหมาะเลย แม้กระทั่งทะวายเดือนเก้าก็เทียบไม่ได้ ถ้าจะปลูกมะม่วงทะวายเดือนเก้าให้หยุดเลย เพราะถูกมะม่วงทางเขมรมาตีตลาดหมดแล้ว ขาวนิยมทิ้งได้ระยะหนึ่งจะแก่ และผลสุกกินกับข้าวเหนียวมะม่วงยังได้เลย มีที่ไม่มากถ้าคิดจะปลูกให้ปลูกขาวนิยม หรือน้ำดอกไม้มัน คือตัวเดียวกัน ส่วนถ้าจะปลูก อาร์ทูอีทู ไม่ต้องกลัวขาดทุนถ้าทำดีๆ

แนะนำสำหรับท่านที่จะปลูก

มะม่วงพันธุ์ไทย เชิงการค้า

คุณวารินทร์ กล่าวว่า สายพันธุ์น้ำดอกไม้มันตลาดเริ่มรู้จักแล้ว มันขุนศรีก็ถือว่าเป็นมะม่วงที่น่าปลูกสีสันสวย ตลาดให้ผลตอบรับดีพอสมควร มันขุนศรีเป็นสายพันธุ์ผสมระหว่างเขียวเสวยกับศาลายา จะออกดอกง่ายกว่าเขียวเสวย

คุณทวีศักดิ์ “โดยส่วนตัวผมชอบเขียวเสวย ถ้าปลูกกินเองในบ้าน เชิงการค้าถ้าในตลาดใหญ่ อาร์ทูอีทู อยู่ในดวงใจเลย เน้นมะม่วงที่มีสีสันในอนาคต และไม่มีกลิ่นขี้ไต้” หากใครสนใจเริ่มต้นปลูก

มะม่วงในเชิงการค้า ควรทำ

อย่างไร และต้องมีพื้นที่เท่าไหร่

“ท่านที่จะปลูกต้องมีพื้นที่พอสมควร ต้องมีแหล่งน้ำ ถ้ามีเครือข่าย สัก 50 ไร่ขึ้นไปจะดีมาก ถ้าติดขัดมีปัญหาก็ให้สอบถามไปหาคนที่เขามีประสบการณ์ ต้องมีความตั้งใจและอดทน” คุณวารินทร์ กล่าว

สำหรับคุณทวีศักดิ์แนะนำให้ปลูกเมล็ดก่อนแล้วเปลี่ยนยอดทีหลัง ไม่ควรยึดอยู่กับพันธุ์เดียว เรื่องคุณภาพการดูแลรักษาก็สำคัญ…คนที่ปลูกเยอะๆ เขาแนะนำให้ปลูกเมล็ดไปก่อนเลย ใช้มะม่วงตลับนาคแล้วก็มาเปลี่ยนยอดทีหลัง ปลูกเมล็ดไปก่อน เพราะจะทำให้รากแก้วแข็งแรง แล้วค่อยเปลี่ยนยอด

น้องเฟลม หรือ คุณเกียรติศักดิ์ คำวงษา หนุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปี 4 เรียกได้ว่าเป็นเยาวชนที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ เพราะจุดเริ่มต้นจากเด็กนักเรียนที่ครอบครัวล้มเหลวจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของพ่อกับแม่ จนพ่อเสียชีวิต ส่วนแม่ก็ต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกมาตามลำพัง แต่ปัจจุบันน้องเฟลม สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สานต่อสิ่งที่มีอยู่และต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่า กระทั่งมีแบรนด์เป็นของตนเอง

“แม่ผมเป็นข้าราชการและวิศวกร หลังจากพ่อเสียชีวิต เราเป็นหนี้ธุรกิจในตอนนั้นประมาณ 50 ล้านบาท ผมจึงออกจากโรงเรียนในสายสามัญมาเรียนสายอาชีวศึกษา เพื่อเอาเวลาที่มีไปช่วยแม่คุมงานก่อสร้าง และเริ่มเรียนการเขียนแบบ การออกแบบ การก่อสร้าง จบจากนั้นก็เข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย”

ด้วยพื้นฐานเดิมของแม่ที่มีพื้นที่จัดสรรทำกินเพื่อการเกษตรบนเนินเขา ประมาณ 400 ไร่ ซึ่งใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกกาแฟ น้องเฟลมเองเลือกศึกษาต่อในคณะการสร้างเจ้าของกิจการและการบริหารกิจการ (School of Entrepreneurship and Management: BUSEM) ซึ่ง น้องเฟลม บอกว่า การเลือกศึกษาต่อในเส้นทางที่คิดว่าจะช่วยปูทางให้อาชีพในอนาคตข้างหน้าได้ เป็นส่วนประกอบสำคัญส่วนหนึ่ง เช่นตัวของเขาเองที่เลือกเรียนก็เพราะได้ลงมือทำจริง ซึ่งสุดท้าย น้องเฟลมเองก็พัฒนาสิ่งที่มีอยู่ นั่นคือ ไร่กาแฟ ให้เป็นธุรกิจในแบรนด์ของตนเอง

“ระหว่างที่เรียน ผมหันมามองสิ่งที่เรามีอยู่คือ ไร่กาแฟ ปกติการทำไร่กาแฟของครอบครัวก็เป็นการทำไร่กาแฟทั่วๆ ไป คือ ปลูกทิ้งไว้ ถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็จ้างคนงานมาเก็บ มีพ่อค้าคนกลางมารับเหมาซื้อถึงที่ ผมก็มาคิดว่าทำยังไงจะเพิ่มมูลค่ากาแฟที่มีอยู่ได้ ก็ไปปรึกษาอาจารย์ ทำให้ได้ความคิดการผลิตกาแฟชะมด เพราะเป็นสินค้าหายาก ราคาแพง”

น้องเฟลม เล่าให้ฟังว่า เคยเลี้ยงชะมดเมื่อตอนยังเด็ก ชะมดเป็นสัตว์ตัวหอม มีกลิ่นหอมเฉพาะของมันเอง กาแฟชะมดจึงมีกลิ่นหอมต่างไปจากกาแฟทั่วไป และมีกาเฟอีนต่ำกว่าด้วย ทำให้คนที่ดื่มไม่เกิดอาการใจสั่น แต่ได้รสชาติกาแฟแท้ๆ จึงศึกษาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับกาแฟชะมด ดูสภาพธุรกิจในไทยและในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแรกของกาแฟชนิดนี้ ทำให้คิดถึงไร่กาแฟของที่บ้าน อาจารย์แนะนำว่าให้คิดในสิ่งที่ต่างออกไป กาแฟชะมดใช่ว่าจะไม่มีในเมืองไทย แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปในการทำกาแฟชะมดของน้องเฟลมคือ วิธีการผลิต ซึ่งเป็นจุดขายที่ชัดเจนว่า กาแฟบลูโกลด์ เป็นกาแฟชะมดแท้ 100% เลี้ยงตามระบบนิเวศธรรมชาติ

จุดแข็งของการทำกาแฟชะมดของน้องเฟลม แม้ว่าจะไม่ใช่กาแฟชะมดเจ้าแรกก็ตาม โดยน้องเฟลมบอกว่า พื้นที่ปลูกกาแฟมีมากถึง 400 ไร่ และเป็นพื้นที่ติดต่อกันทั้งแปลง ซึ่งไร่กาแฟอยู่ติดกับจุดผ่อนผันการนำเข้าสัตว์ป่าตามกฎหมาย ทำให้สามารถเลี้ยงชะมดในไร่กาแฟโดยไม่ขังกรง ปล่อยให้ชะมดใช้ชีวิตภายในไร่กาแฟตามธรรมชาติ ชะมดจะเลือกกินเมล็ดกาแฟเอง ทำให้คุณภาพเมล็ดกาแฟที่ขับถ่ายออกมากับมูลของชะมดได้คุณภาพ

“กาแฟธรรมดาที่เราปลูกและจ้างคนงานเก็บขาย ได้ราคากิโลกรัมละ 500 บาท แต่กาแฟชะมดราคาขายกิโลกรัมละ 50,000-100,000 บาท”

น้องเฟลม ใช้เวลา 2 ปี ในการเลี้ยงชะมด 200 ตัว เพื่อเก็บเมล็ดกาแฟจากการถ่ายมูลของชะมด นำมาทำความสะอาด ตากแห้งและแยกเมล็ดกาแฟที่คงสภาพเมล็ดที่ดีเอาไว้ โดยเก็บสต๊อกสินค้าไว้ให้มาก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตลาดขายในปีถัดมา

ทันทีที่เปิดตัวสินค้าสู่ตลาด ภายใต้แบรนด์ Blue Gold Coffee น้องเฟลม ใช้ช่องทางการจำหน่ายทางเดียว คือ ออนไลน์ โดยเปิดเว็บไซต์ www.bluegoldcoffee.com และเฟซบุ๊ก BlueGold Coffee ได้ผลตอบรับจากตลาดเกินความคาดหมาย

ในทุกเช้า น้องเฟลม จะต้องตื่นมารับออเดอร์สินค้าทางเฟซบุ๊ก สินค้าขายดีในช่วงแรกคือ แพ็กเกจเล็กที่สุด (normal set) ราคา 990 บาท ชงกาแฟได้ 4 ถ้วย ส่วนคอกาแฟตัวจริงจะสนใจสินค้าพรีเมี่ยมเซ็ต และลักซ์ชัวรีเซ็ต ซึ่งมียอดสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งมีออเดอร์เฉพาะเมล็ดกาแฟดิบ

ปัจจุบัน มียอดสั่งสินค้าพุ่งถึงเลขแปดหลัก ด้วยการวางแผนธุรกิจมาแล้วอย่างดี ทำให้มีสต๊อกสินค้ามากเพียงพอกับความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันก็มีแผนการสร้างแบรนด์บลูโกลด์คอฟฟี่อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเตรียมเปิดร้านกาแฟบลูโกลด์เป็นของตนเอง เพื่อใช้เป็นหน้าร้านสำหรับขายเมล็ดกาแฟ รวมทั้งการพัฒนาสูตรกาแฟชะมดหลากหลายเมนูตามสไตล์ความชอบของคอกาแฟ โดยกำหนดจะเปิดร้านแรก ในปี 2560 และเตรียมแผนขยายสาขาในอนาคตไว้อีก 10 สาขา พร้อมการวางแผนส่งออกกาแฟชะมดในตลาดต่างประเทศ

เกษตรกร อ.ท่าอุเทน นครพนม สร้างรายได้จากการหันมาปลูกสับปะรด เปรยผลผลิตไม่พอขาย เพราะพื้นที่ปลูกน้อย ช่วงก่อนหน้านี้เกษตรกรส่วนใหญ่เปลี่ยนมาปลูกยางพารา ตั้งเป้าส่งเสริมให้กลับมาปลูกสับปะรดมากขึ้น

นายสุขสันต์ พรรษวงษ์ ผู้ใหญ่บ้านกุดกุมน้อย หมู่ 4 กล่าวว่า ตนมีพื้นที่ปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย 4 ไร่ แซมในสวนยางพาราที่เพิ่งอายุได้แค่ 3 ปี เริ่มปลูกช่วงต้อนฤดูฝน โดยใช้หน่อ 4,000-5,000 หน่อต่อไร่ ลงทุนเริ่มแรกอยู่ที่ประมาณ 60,000-70,000 บาท ข้อดีของสับปะรดอยู่ที่ให้ผลผลิตติดต่อกันถึง 3 ปี ให้ลูกดก รสหวานฉ่ำ ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. โดยจะมีพ่อค้าจาก มุกดาหาร อุบลฯ ร้อยเอ็ด และยโสธร มารับซื้อถึงสวน ซึ่งผลผลิตในปีนี้แทบไม่พอขาย เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เปลี่ยนมาปลูกยางพารามากขึ้น ปีนี้ได้ผลผลิต 3-5 ตันต่อไร่ ราคาหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 20-25 บาทเป็นราคาที่พุ่งสูงในรอบ10 ปี คิดเป็นกำไรไร่ละ 50,000 บาท เตรียมขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 8 ไร่

ด้านนายมานะ บุญระมี กล่าวว่า เดิมทีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดอยู่ที่ ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน และ ต.นาใน
อ.โพนสวรรค์ มีพื้นที่ปลูกมากกว่า 7,000 ไร่ แต่เกษตรกรหันมาปลูกยางพารากันเป็นจำนวนมาก ทำให้เหลือพื้นที่ปลูกสับปะรดแค่ 3,000 ไร่ จึงตั้งเป้าส่งเสริมให้โค่นต้นยางพาราที่แก่แล้วและไม่มีน้ำยางทิ้ง และกลับมาปลูกสับปะรดเหมือนเดิม หลังตลาดมีความต้องการสูงไม่เพียงพอต่อผู้บริโภค โดยในปี 2557 ที่ผ่านมา ได้จดลิขสิทธิ์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีรสชาติหวานฉ่ำ กลิ่นหอม ไม่กัดลิ้น ตาตื้น ทำให้ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมากกว่า 500 ตันไม่เพียงพอ สร้างรายได้แก่เกษตรกรมากกว่า 10 ล้านบาท

นายศรชัย วิพรรณะ เกษตรกรกล่าวว่า ตนปลูกสับปะรด 2ไร่ ได้ผลผลิต 8-10 ตัน หลังจากที่ราคายางตกต่ำ จึงได้ไปเช่าพื้นที่ของเพื่อนบ้าน 9 ไร่ เพื่อปลูกสับปะรดเพิ่มในช่วงฤดูฝนที่ไม่สามารถกรีดยางพาราได้ เป็นการหมุนเวียนกัน ปีนี้สับปะรดราคาพุ่งสูงลิ่วแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ขายได้กำไรงามไร่ละร่วม 50,000 บาท การดูแลรักษาก็ง่าย เพราะเป็นพืชที่ชอบแสงแดด หากต้นยางใหญ่มีร่มเงาแล้วก็ไม่สามารถปลูกสับปะรดได้ มีพ่อค้าจาก จ.ประจวบฯ นำรถบรรทุก 6 ล้อมาเหมาซื้อถึงสวน เพื่อแปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง ทำแยมและใส่ในขนมปี๊บ

เศรษฐกิจไทยคึก ชาวนาได้เฮแน่ กรมชลประทานคาดน้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ลุ่มเจ้าพระยาสิ้นเดือนตุลาคมนี้พุ่งเป็น 10,000 ล้าน ลบ.ม. ระบุหากน้ำไหลผ่านนครสวรรค์เพิ่มเป็น 300 ลบ.ม./วินาที พร้อมยกระดับน้ำเขื่อนเจ้าพระยา และบีบอัดด้วยประตูระบายน้ำปล่อยน้ำให้ชาวนาปลูกข้าวนาปี คาดแล้งหน้านี้ทำนาทั่วประเทศได้ประมาณ 7 ล้านไร่

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ถึงสถานการณ์น้ำในขณะนี้ว่า ทางกรมชลประทานได้ทำแบบจำลองถึงปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยอิงจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาที่คาดการณ์ปริมาณฝนที่จะตกในแต่ละเดือนของปีนี้พบว่า ทั้ง 4 เขื่อนจะมีปริมาณน้ำที่ใช้การได้จริงรวม 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเศษ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2559 ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล ประมาณ 4,000 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ 4,200 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เต็มความจุของเขื่อนที่ 1,060 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เต็มความจุของเขื่อนที่ 960 ล้านลบ.ม. ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยายังคาดการณ์ว่าจะมีพายุจากทะเลจีนใต้พัดเข้าสู่ภาคอีสานตอนบนและภาคเหนือ 1 ลูก ในเดือนสิงหาคมนี้ และอีก 1 ลูกพัดเข้าภาคใต้ในเดือนตุลาคมศกนี้ และเรื่องนี้ อธิบดีกรมชลประทานได้รายงานต่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแล้ว

ปริมาณน้ำทั้ง 4 เขื่อน หากมีน้ำใช้การได้จริงที่ 5,000 ล้าน ลบ.ม. สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง เหมือนสิ้นเดือนตุลาคม 2558 ที่มีน้ำใช้การได้จริงอยู่ประมาณ 4,000 ล้าน ลบ.ม.เศษ ต้องระงับการปล่อยหรือจัดสรรน้ำเพื่อทำนาปรัง หากมีน้ำใช้การได้จริง 7,000 ล้าน ลบ.ม.ขึ้นไปจะดี พอที่จะจัดสรรให้เกษตรกรได้ ฉะนั้นหากมีน้ำสิ้นเดือนตุลาคมศกนี้ถึงระดับ 10,000 ล้าน ลบ.ม. แผนการจัดสรรน้ำให้กับการทำนาปี ปีการผลิต 2560/2561 จะปลูกได้เร็วขึ้น ไม่ต้องออกข้อแนะนำเหมือนปีนี้ ที่จะให้ชาวนาลุ่มเจ้าพระยาเริ่มทำนาในเดือนกรกฎาคม 2559 จากปัญหาน้ำในเขื่อนทั้ง 4 แห่ง เหลือในขณะนี้ประมาณ 1,350 ล้าน ลบ.ม.

“น้ำในเขื่อนภูมิพลเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนนี้ เหลือใช้การได้จริง 2% หรือ 207 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์เหลือ 8% หรือ 744 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักฯเหลือ 20% หรือ 188 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนแควน้อยฯเหลือ 23% หรือ 203 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนทั้ง 4 แห่งเท่าเดิมที่วันละ 18 ล้าน ลบ.ม.”

ต่อประเด็นจะให้ชาวนาในลุ่มเจ้าพระยาที่ไม่ได้อยู่ในเขตที่ลุ่มทำนาได้เมื่อใดนั้น ดร.ทองเปลวกล่าวว่า ต้นสัปดาห์ก่อนน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ที่ 170 ลบ.ม./วินาที หากไหลผ่าน 300 ลบ.ม./วินาที กรมชลฯจะใช้ระบบบีบอัดน้ำด้วยประตูระบายน้ำที่มีอยู่ให้สูงขึ้น รวมทั้งยกระดับน้ำในเขื่อนเจ้าพระยาให้สูงขึ้นด้วย เพื่อปล่อยน้ำให้กับชาวนาทำนา ซึ่งเหตุที่ทำได้เพราะไม่ต้องกังวลน้ำเค็มจะรุกไล่เข้าเขตภาคกลางตอนล่างแล้ว เนื่องจากมีฝนตกในบริเวณกว้างและสม่ำเสมอที่ช่วยผลักดันอยู่

“แผนการปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/2560 ทั่วประเทศ รัฐมนตรีเกษตรฯได้กำหนดร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ไว้ที่ 54.8 ล้านไร่ ส่วนการปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้งหน้าทั่วประเทศจะมีประมาณ 7 ล้านไร่ อยู่ในเขตชลประทาน 4 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 3 ล้านไร่ แต่ที่น่าเป็นห่วงและต้องรีบดำเนินการก่อนฤดูฝนจะหมดลงคือ การผันน้ำทางท่อของกรมชลประทานจากคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิตเติมลงอ่างบางพระ ที่ปริมาณน้ำเหลือน้อยมากเพียง 3%” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว หลายวันก่อน มีโอกาสพูดคุยกับคุณเสถียรภัค นวลกา ดีเจคลื่น 107.0 MHz และเป็นเกษตรกรปลูกมะเยาหิน อยู่ที่ 168 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดพะเยา ที่เวทีวิชาการเรื่อง การปลูกมะเยาหินเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ผศ.ดร. ณัฐวุฒิ ดุษฎี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ข้อมูลว่ามีพืชน้ำมันชนิดหนึ่งที่มีการนำเข้ามาจากทางเหนือของประเทศลาว เรียกว่า “มะเยาหิน” มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน จึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า china wood oil หรือ kalo Nut tree

จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า พืชชนิดนี้มีปลูกกันพอสมควรในลาว มีผลผลิตปีละ 200-300 ตัน โดยส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศเวียดนาม จากการนำตัวอย่างน้ำมันที่ได้ส่งไปวิเคราะห์คุณสมบัติทางเชื้อเพลิงที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) พบว่า ค่าความร้อนใกล้เคียงกับสบู่ดำและปาล์มน้ำมัน

คณะวิจัยได้นำเข้ามะเยาหินมาปลูกในประเทศไทย ในปี 2551 ด้วยความร่วมมือของศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และสหกรณ์พืชพลังงานทดแทน ประมาณ 100 ไร่ และปลูกกระจายในภาคเหนือไม่ต่ำกว่า 500 ไร่ ปัจจุบันแปลงที่มีอายุสูงที่สุดประมาณ 2-3 ปี และให้เริ่มให้ผลผลิตในปีแรกแล้ว จากการสำรวจผลผลิตในประเทศลาวพบว่า ให้ผลผลิตสูงประมาณ 800-1,200 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า พืชชนิดนี้ นอกจากเมล็ดจะนำมาหีบน้ำมันแล้ว ยังมีร่มเงา และดอกที่สวยงาม และใบไม่ร่วงในฤดูหนาวเหมือนสบู่ดำ การตัดแต่งกิ่งยังสามารถใช้เป็นชีวมวลได้อีก และยังเป็นไปได้ที่จะปลูกเพื่อขายคาร์บอนเครดิต

ต่อมาในปี 2553 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยโครงการวิจัยประเภททุนวิจัยนวมินทร์ ด้านพลังงานทดแทน ได้สนับสนุนวิจัยให้ศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดำเนินโครงการ “การศึกษาศักยภาพ ในการปลูกมะเยาหินเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมแบบครบวงจรและการส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซลด้วยเทคนิคไมโครเวฟ/อตราโซนิค”

จากการศึกษาพบว่า มะเยาหินมีผลผลิตที่สูงกว่าสบู่ดำ เมล็ดสามารถนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพมีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันดีเซล และสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำยาเคลือบไม้ (แล็คเกอร์) กิ่งก้านให้ร่มเงา และยังสามารถใช้เป็นชีวมวล ระบบรากสามารถอุ้มน้ำได้ดี เปลือกหุ้มเมล็ดสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าผลิตเป็นถ่านกัมมันต์ได้ มีความเหมาะสมที่จะส่งเสริมในการปลูกเพื่ออนุรักษ์ดินน้ำ และใช้พัฒนาเป็นเชื้อเพลิงใช้ในครัวเรือนหรือชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ผลการวิจัย

ผลการศึกษาศักยภาพในการปลูกมะเยาหิน เว็บเล่นบาคาร่า เพื่อควบคุมอุณหภูมิแวดล้อมแบบครบวงจร และการผลิตไบโอดีเซลด้วยเทคนิคไมโครเวฟ/อัลตราโซนิค ซึ่งในการศึกษาโครงการวิจัยนี้ได้สรุปรายละเอียดผลการศึกษาดังต่อไปนี้ลักษณะทางพฤกษศาสตร์