เราใส่ความสุข และตั้งใจมาก ทุ่มเททุกอย่างให้ดีที่สุดอะไรที่เรา

เคยพลาดก็ไม่ทำ และการที่เราใส่ใจกับความสำเร็จของเรา การที่เราคิดแทนผู้บริโภคทุกอย่าง ไม่ว่าเราจะปลูกผัก หรือทำอาหารให้ สิ่งที่ผมกับภรรยาผมคิดเหมือนกันก็คือ เราทำผลผลิตให้กับลูกค้าเหมือนกับเรากินเอง อย่างภรรยาผมจะละเอียดมาก ผักถ้าเสียไป จะคัดออกทันที ทำอาหารก็ตั้งใจทุกจาน อะไรไม่ดี เราก็เขี่ยทิ้ง ธุรกิจร้านอาหาร สำหรับเราก็มือใหม่ แต่เกษตรเราก็มือใหม่ แต่มันคือการเริ่มต้นและการเรียนรู้ ต้องตั้งใจกับมันและเรียนรู้ มันก็เป็นทางของมัน ร้านอาหารไม่ได้ตั้งใจตั้งแต่แรก ทำเกษตรก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะให้มาขนาดนี้ แต่มันก็มาของมันเอง ก็โอเค เพราะฉะนั้นจงตั้งใจกับทุกงานที่เราทำ เดี๋ยวมันก็มาเอง และเราตั้งใจในสิ่งที่ปัจจุบันที่เราทำ เดี๋ยวมันก็ออกมาเอง

ที่สำคัญ วันนี้ คุณเจก รัตนตั้งตระกูล ก้าวขึ้นมาผลิตสื่อการสอนให้กับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ “การปลูกผักสลัดด้วยวิธีไฮโดรโปรนิกส์” ผ่านการสอนแบบออนไลน์ ซึ่งเหมาะกับยุค 4.0 ที่อยู่ตรงไหนก็เรียนได้ และนำไปใช้ได้จริง โดยผู้ที่สนใจเรียนรู้เทคนิคปลูกผักสลัด และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงแวะเยี่ยมชม “โกดังผักสลัด ณ บางกะเจ้า” ได้ที่บ้านเลขที่ 99/4 ตำบลบางกอบัว อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทร. 090-465-8949 และที่เฟซบุ๊ก “โกดังผักสลัด ณ บางกะเจ้า ไฮโดรโปนิกส์”

ปลูกผักสลัดไฮโดรโปนิกส์

คุณเจก รัตนตั้งตระกูล เปิดใจถึงการนำความรู้ทางเกษตรกรรมไปต่อยอดสู่เส้นทางการเป็นผู้สอน หรือโค้ช ด้านการปลูกผักสลัดด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ เพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่มีแนวทางในการปลูกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนว่า คอร์สที่สอน อันดับแรก จะบอกให้ผู้เรียนมองตลาดก่อนว่า จะปลูกอะไร และอย่าปลูกพืชผักที่คนเขาปลูกกัน เพราะถ้าอะไรที่เราเริ่มเห็นว่าดี จะช้าไปแล้ว ต้องมองไปข้างหน้าว่า อะไรที่ยังไม่มี แล้วกำลังจะมา นั่นคือ ต้องตั้งจุดประสงค์ก่อนว่า เราปลูกพืชผลทางการเกษตรเพื่อขายใคร ถ้าพื้นที่เรามีการขายผลไม้ชนิดหนึ่งอยู่แล้ว และมีผู้ขายกันมากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าปลูกมาแล้ว จะขายใครต่อ เพราะผลผลิตทางการเกษตรอายุสั้น ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน

ดังนั้น ต้องคิดก่อนว่า เราปลูกไปแล้วเราขายใคร จริงๆ การตลาดนำการผลิตด้วยซ้ำ ยกเว้นคุณจะปลูกเป็นกิจกรรมยามว่าง ทำสนุกๆ ปลูกเล็กๆ พอ แต่ถ้าจะทำในเชิงธุรกิจที่จะค้าขาย ต้องเพียงพอในเรื่องการใช้การตลาดนำการเกษตร

โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงขุนสถาน ตั้งอยู่ที่บ้านแสนสุข หมู่ที่ 9 ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน พื้นที่ของหมู่บ้านตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ อยู่ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์โซนซีทั้งหมด มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 700-1,726 เมตร อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ประชากรบ้านขุนสถาน 198 ครัวเรือน และบ้านแสนสุข 182 ครัวเรือน ประชากรเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้งที่มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อาชีพและรายได้หลักจากการเกษตร ในระยะแรกจะประกอบอาชีพการปลูกข้าวโพดและกะหล่ำปลีและปลูกข้าวไร่เป็นส่วนใหญ่

ต่อมาโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงขุนสถาน ได้เข้าไปดำเนินงานโดยนำรูปแบบของโครงการหลวง เข้าไปพัฒนาชุมชนบนที่สูงครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ แบบบูรณาการ โดยมีเป้าหมายชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชุมชนได้รับความรู้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติสิ่งแวดล้อมโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน

เมื่อเร็วๆ นี้ โครงการฯ ขุนสถาน ได้จัดงาน “สืบสานศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอนาน้อย” โดยมี คุณสุจิโรจน์ คงเมือง นายอำเภอนาน้อย เป็นประธานเปิดงาน ที่บริเวณแปลงสาธิตของ คุณพงศกร แสนย่าง เกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ บ้านขุนสถาน ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน

การประกวดผลผลิตทางการเกษตร เช่น พริกหวานสามสี แดง เหลือง เขียว มะเขือเทศโทมัส องุ่น อะโวกาโด สตรอเบอรี่ เสาวรสหวาน กล้วยน้ำว้า พร้อมด้วยการศึกษาดูงานจากเกษตรกรพื้นที่อำเภอใกล้เคียง คุณพงศกร ได้จัดทำแปลงปลูกพืชอย่างเป็นระบบคือ แปลงปลูกองุ่น 1 เรือนโรง ปลูกพริกหวาน 1 เรือนโรง แปลงปลูกสตรอเบอรี่ 2 งาน ปลูกพีช 1 ไร่ แปลงปลูกอะโวกาโด 1 ไร่ รอบๆ พื้นที่จะปลูกต้นไม้ในรูปแบบป่าชาวบ้าน พริกหวาน เป็นพืชตระกูลเดียวกับมะเขือ มะเขือเทศ ยาสูบ และมันฝรั่ง เป็นพืชข้ามปีแต่นิยมปลูกฤดูเดียว

ในระยะแรกพืชจะเติบโตเป็นลำต้นเดี่ยว และกิ่งจะแตกแขนงเป็นแนวตั้งที่ปลายกิ่ง ผลผลิตจะขึ้นอยู่กับจำนวนกิ่ง ความสมบูรณ์ของต้นและจำนวนผลต่อต้น โดยทั่วไปพริกหวานจะมีความสูง 1.5-3.5 เมตร ในเรือนโรงจะปลูกพริกหวานเหลือง แดง จำนวน 3,200 ต้น ใช้ระยะปลูก 50×100 เซนติเมตร

การปลูกองุ่น เป็นการปลูกองุ่นแนวใหม่ตามรูปแบบของโครงการหลวง เป็นการพัฒนาขึ้นใหม่ที่มาจากการวิจัยเพื่อพัฒนาการจัดทรงต้นและการตัดแต่งกิ่ง ได้แก่ วิธีการผลิตต้นกล้า ระยะปลูกและรูปแบบการจัดทรงต้น วิธีการสร้างกิ่ง ระบบการตัดแต่งกิ่ง และวิธีการส่งเสริมการสร้างตาดอก และการปฏิบัติดูแลรักษาที่เหมาะสมกับนิสัยการเจริญเติบโตขององุ่นและสิ่งแวดล้อม การปลูกองุ่นในรูปแบบนี้ ทำให้มีการจัดวางกิ่งอย่างเป็นระบบระเบียบ สร้างและควบคุมกิ่งที่จะให้ผลผลิตให้มีจำนวน ความสมบูรณ์ และตำแหน่งของกิ่งได้ตามต้องการ ทำให้ต้นองุ่นได้ผลผลิตสูงมาก ผลผลิตมีคุณภาพ ให้ผลผลิตสม่ำเสมอและยาวนาน ง่ายต่อการจัดการเรื่องโรคแมลง

พันธุ์ที่นิยมปลูกคือ พันธุ์บิวตี้ซีดเล็สและพันธุ์เฟลมซีดเลส การปลูกมะเขือเทศ สายพันธุ์มะเขือเทศโครงการหลวง พันธุ์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกคือพันธุ์โทมัส เป็นมะเขือเทศผลโต เหมาะสำหรับรับประทานผลสด หรือเรียกว่ามะเขือเทศเนื้อ กิ่งก้านแตกแขนงสลับกัน และมีลำต้นตั้งตรง แต่เมื่อสูง 1-2 ฟุต ลำต้นจะทอดไปในแนวราบ จึงต้องทำค้างโดยใช้เชือกพันลำต้น

แปลงไร่องุ่นของ คุณยิ่งยศ สุวรรณคีรียง เกษตรกรผู้นำรายหนึ่งที่เป็นข้าราชการบำนาญ ปลูกองุ่นในรูปแบบโครงการหลวง เล่าให้ฟังว่า ปลูกองุ่นไว้ 1 เรือนโรง เป็นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส ปลูกมา 3 ปีแล้ว เก็บผลผลิตปีละ 2 ครั้ง ขายได้ครั้งละประมาณ 5 แสนบาท นอกจากทำสวนองุ่นแล้ว ยังมีโฮมสเตย์ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว จำนวน 5 หลัง สามารถรับนักท่องเที่ยวได้ 10-50 คน

จากการที่พื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบหลวงขุนสถาน ส่งเสริมอาชีพการปลูกพืชแนวใหม่แล้ว สามารถที่จะเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอนาน้อยได้อีกหลายแห่ง เช่น ถ้ำละโอ่ง ดอยธง สถานีวิจัยขุนสถาน ผากระทิงตก น้ำตกขุนสถาน พระธาตุพลูแช่ เสาดินคอกเสือ อ่างน้ำแหง แก่งหลวง ถ้ำหลวง ดอยซากุระ 120 ต้น อุทยานแห่งชาติขุนสถาน นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อได้ที่ (087) 575-6783, (082) 624-8610 หรือที่อุทยานฯ (054) 731-585, (087) 173-9549 หัวหน้าอุทยานฯ (085) 710-1919 หัวหน้าโครงการฯ ขุนสถาน

ว่าไปแล้วบ้านเราเพิ่งตื่นตัวเรื่องเกษตรอินทรีย์เมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่สำหรับ “โจน จันได” แห่งสวนพันพรรณ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เขาทำเกษตรอินทรีย์มากว่า 20 ปีแล้ว และยังเป็นผู้ขับเคลื่อนการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชผักพื้นเมือง ซึ่งถ้ามีโอกาสไปออกบู๊ธที่งานไหน เขาก็จะนำไปแจกแล้วแต่ผู้รับจะหย่อนเงินให้ตามศรัทธา นอกจากนั้น ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างบ้านดินอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศอินเดีย พม่า และศรีลังกา ได้เชิญให้ไปเป็นวิทยากรสอนเรื่องการสร้างบ้านดิน

หนุ่มใหญ่วัย 50 กว่าปีคนนี้ เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้การพึ่งตัวเอง สวนพันพรรณ อำเภอแม่แตง เมื่อปี 2546 ซึ่งมีผู้สนใจจากทั้งต่างประเทศและในประเทศแวะเวียนเข้ามาเรียนรู้จำนวนหลายพันคน มีสมาชิกอยู่ร่วมกัน 20 กว่าคน

ชื่นชมสามพรานโมเดล
เขาเล่าที่มาที่ไปของสวนนี้ให้ฟังว่า เริ่มทำเกษตรอินทรีย์มา 20 กว่าปีแล้ว โดยเริ่มตั้งกลุ่มที่จังหวัดยโสธร หลังจากนั้น 4-5 ปี เมื่อกลุ่มอยู่ได้แล้วก็ย้ายมาที่เชียงใหม่ พร้อมทำเรื่องเก็บเมล็ดพันธุ์ และมีการฝึกอบรมตลอดมาอย่างต่อเนื่อง

เขาฉายภาพปัจจุบันและในอนาคตของเกษตรอินทรีย์ในบ้านเราว่า เกษตรอินทรีย์บ้านเราเติบโตค่อนข้างมั่นคงมาก มันโตไม่เร็วแต่มีความมั่นคงสูง คนที่มาทำมาด้วยใจที่เชื่อมั่นมาก ทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าทางเกษตรอินทรีย์สูงกว่าทุกประเทศ อย่างในอเมริกาเองเป็นการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้า ซึ่งไม่ถือว่ายั่งยืน แต่ในบ้านเราเป็นเกษตรอินทรีย์เพื่อมีอยู่มีกินก่อน เหลือแล้วค่อยๆ ขาย ทำให้เห็นถึงความยั่งยืนพอสมควร เกษตรกรส่วนมากที่มาทำเกษตรอินทรีย์สามารถจะอยู่ได้อย่างสบาย ปลดหนี้ปลดสินได้หลายๆ คน แต่ถ้าทำแบบอเมริกาเพื่อการขายอย่างเดียวจะยังอยู่ในวงจรหนี้สินอยู่

ตอนนี้ปริมาณที่คนทำแบบนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ทำให้เครือข่ายเติบโตขึ้น แต่เป็นเครือข่ายที่ไม่หนักแน่น มีการรู้จักกัน ไม่ใช่เครือข่ายที่มีการประชุมกันแบบทั่วไป ไม่มีการผูกขาดทางความคิด มีการทดลองที่แตกต่าง

“คนไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์สูงกว่าทุกประเทศ เพราะไทยเป็นประเทศที่มีการทำจุลินทรีย์สูงที่สุดในโลก จุลินทรีย์จากปลวก จุลินทรีย์โน่นนี่มากมาย ไม่มีที่ไหนหลากหลายเท่า ทุกวันนี้ที่อื่นยังมาเรียนรู้ ตรงนี้เรามีนวัตกรรมทางการเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างก้าวหน้ากว่าทุกประเทศบนโลกใบนี้ เพราะแม้ไม่มีเงินมาก แต่ใช้จินตนาการ ใช้นวัตกรรมมากขึ้น จึงเกิดเทคนิคทางเกษตรอินทรีย์แบบทำนาปล่อยให้หญ้าขึ้น ตัดทั้งหญ้าและข้าว และมีอะไรต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งเป็นการเลิกใช้สารเคมีที่น่าสนใจมาก และเติบโตอย่างรวดเร็วท่ามกลางกระแสของสารเคมีที่บีบคั้นอย่างรุนแรง แต่ก็เดินหน้าไปอย่างมั่นคง”

หลายปีมานี้ทางสวนพันพรรณได้มาเชื่อมโยงกับทางโครงการสามพรานโมเดล ที่มี คุณอรุษ นวราช เจ้าของโรงแรมสามพรานฯ เป็นประธาน โดยก่อนหน้านี้ทางโรงแรมสามพรานฯ ได้ส่งพนักงานหลายร้อยคนไปฝึกอบรมที่ศูนย์การพึ่งพาตนเอง

“สามพรานเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จสูงมาก เขาสามารถสร้างกลุ่มได้เข้มแข็ง มีการติดตามประเมินผลได้ชัดเจน การทำงานมีระบบ ทำให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและรวดเร็ว เป็นโมเดลหนึ่งที่คนไทยต้องมาเรียนรู้กันมากขึ้น ผมเห็นว่าหลายๆ ที่ ที่พยายามทำแต่ความสามารถในการบริหารจัดการที่ต่างกัน เขามีศักยภาพทำให้เติบโตได้ ผมว่าที่นี่มันเป็นโมเดลที่น่าสนใจที่สุดในเมืองไทย”

ปลูกพืชผักผลไม้ผสมผสาน
ในสวนพันพรรณนั้นปลูกพืชผักผลไม้หลากหลายชนิดเพื่อไว้ใช้บริโภคเอง ส่วนที่เหลือก็ขาย และมีการแปรรูปด้วย ดังที่คุณโจนบอกว่า ไม่ได้ปลูกเพื่อขาย แต่ปลูกเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์เป็นหลัก นั่นคืองานหลัก ที่เหลือจากการทดลองแล้วขาย มีมันฝรั่ง ลำไย ฝรั่ง ไม่มากนัก ไม่ได้ขายในตลาดกว้างๆ แต่ถ้าเหลือมากจะขายที่ในเชียงใหม่

พืชเด่นๆ ของสวนพันพรรณที่น่าสนใจคือ มันฝรั่ง ซึ่งคุณโจนให้รายละเอียดว่า ในการปลูกมันฝรั่งอินทรีย์นั้นไม่ได้ยากอะไร แต่คนกลัวกันไปเอง และจะป้องกันไว้ก่อน เนื่องจากเกษตรเคมีจะสอนอย่างนั้น จะบอกฉีดเคมีไว้ก่อน พอฉีดจะทำให้เสียสมดุลทันที

ในขณะที่สวนเริ่มด้วยการไม่ฉีดอะไรเลย โดยทำมา 3 ปีแล้ว ยังไม่เห็นปัญหาใหญ่โตที่เกิดจากตรงนี้เลย อีกทั้งผลผลิตก็ใช้ได้คือ ไร่หนึ่งได้ตันกว่าๆ เพราะไม่ได้เร่งปุ๋ยมาก จำนวนผลผลิตใกล้เคียงกันมากกับการใช้สารเคมี แต่หัวอาจจะเล็กลง เนื่องจากไม่ได้เร่งใส่ปุ๋ยอินทรีย์มาก เป็นการใส่แบบธรรมดาไม่ต้องการให้หัวมันโตมาก

คุณโจนบอกถึงวิธีการบำรุงรักษาว่า ที่ผ่านมาไม่ได้บำรุงรักษาอะไรเลย เริ่มจากการทำยกร่องเอาหัวฝังลงพร้อมกับปุ๋ยหมัก ทิ้งไว้จนหญ้าขึ้นประมาณ 3 เดือน พอปลูกรอบแรกประมาณ 1 เดือนกว่า จะใส่ปุ๋ยหมักโรยรอบโคน ตักดินถมให้คลุมหญ้าเพื่อให้หญ้าเป็นปุ๋ยต่อไป แล้วเพิ่มปุ๋ยอินทรีย์ (ขี้วัวผสมใบไม้) อีกนิดหน่อย

“เนื่องจากมันฝรั่งกินปุ๋ยเยอะกว่ามันชนิดอื่นๆ จึงต้องให้มันรอบสอง หลังจากนั้น ก็ทิ้งไว้พอครบ 3 เดือน สามารถเก็บได้เลย ไม่มีโรคแมลง แต่จะมีปัญหาโรคราน้ำค้างบ้างในบางช่วง แต่ถ้าไม่ใช้สารเคมีก็ไม่ระบาดมาก แต่ถ้าใช้สารเคมีจะเกิดโรคระบาดทั้งหมด นี่คือจากประสบการณ์ที่ทดลองทำมา”

ในการปลูกมันฝรั่งอินทรีย์สามารถขายได้ราคาดีกว่ามันฝรั่งที่ปลูกแบบใช้เคมี อย่างที่คุณโจนแจกแจงว่า ถ้าปลูกแบบเคมีขายได้กิโลกรัมละ 30 บาท แต่มันฝรั่งอินทรีย์ขายได้กิโลกรัมละ 40-50 บาท ได้ราคามากกว่า เพราะปลูกไม่เยอะประมาณ 3-4 ไร่ ปลูกกันเองได้ 2-3 ตัน ซึ่งถือว่าได้ราคาดี

อีกอย่างค่าใช้จ่ายน้อย แต่เนื่องจากมีค่าขนส่งมากและมีค่าแพ็กเกจจิ้งด้วย จึงต้องเพิ่มส่วนนั้นเข้าไปทำให้ราคาจะแพงขึ้น แต่ถ้าชาวบ้านทั่วไปมีรถไปรับซื้อถึงที่ ขายกิโลกรัมละ 11-13 บาทก็มี ทำให้ต้นทุนที่ปลูกประมาณกิโลกรัมละ 8-9 บาท จะมีกำไรไม่กี่บาท ส่วนของต้นทุนน้อยกว่าเคมีมาก กิโลกรัมหนึ่งไม่ถึง 5 บาท ทำให้มีกำไรมากกว่าการปลูกด้วยสารเคมี

สำหรับช่วงระยะเวลาการปลูกมันฝรั่งนั้น คุณโจนบอกว่า ต้องเป็นฤดูเกี่ยวข้าวเสร็จ มันฝรั่งไม่ชอบหน้าฝน ใช้เวลาปลูก 3 เดือน เป็นพืชที่ทำเงิน ทำได้ดี แต่คนไทยกินมันฝรั่งน้อย ตลาดแคบขายยาก ปกติจะปลูกส่งโรงงานทำมันฝรั่งทอดเป็นหลัก จึงปลูกมากไม่ได้ ถ้าจะปลูกมากเราจะส่งที่บริษัทและจะถูกกดราคาลงเรื่อยๆ จึงไม่สามารถปลูกจำนวนมากได้

ชาวต่างชาติแห่อบรม
เขาพูดถึงผู้คนที่มาอบรมที่ศูนย์ว่า ส่วนมากคือคนเมืองที่อยากทำการเกษตร ไม่มีพื้นฐานและประสบการณ์มาก่อน สิ่งที่ทุกคนอยากรู้นั้นคือ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ทางศูนย์จะพามาทำการเตรียมดินปลูกผักจะทำอย่างไร เป็นพื้นๆ แต่ไม่ได้อบรมเรื่องเกษตรอย่างเดียวเป็นเรื่องของการพึ่งตนเอง เพราะว่าการที่คนๆ หนึ่งออกจากงานมาเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่บนที่ดินผืนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ปลูกเป็นอย่างเดียวแต่ต้องทำมาหากินด้วย

ดังนั้น จะสอนเรื่องการทำบ้าน ทำสวน ทำอาหาร แปรรูปผลิตภัณฑ์ การดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่งมีหลายอย่างรวมกัน พอคนเหล่านี้มาเรียนแล้ว ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรง่ายๆ หลายอย่างในชีวิตที่พึ่งตนเองได้ และทำให้เกิดความกล้าที่จะนำไปทดลองทำ

ในการอบรมนี้จะใช้เวลา 4-5 วัน แต่ละครั้งอบรมประมาณ 30 คน เสียค่าใช้จ่ายคนละ 3,500 บาท แต่ถ้าใครไม่สามารถจ่ายได้ก็ให้เรียนฟรี ผู้ก่อตั้งสวนพันพรรณเล่าว่า ช่วง 7 ปีแรก ที่เริ่มตั้งที่เชียงใหม่มี 70% เป็นชาวต่างชาติเข้ามาอบรม เช่น ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี โดยเก็บเงินคนละ 3,500 บาทเหมือนกัน พอมีที่ว่างจะทำฟรีให้กับคนไทย ทำมา 7 ปี ต่อมาคนไทยอยากมาอบรมเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ทางศูนย์ดูแลไม่ไหวเลยลดจำนวนคนต่างชาติลง และเก็บเงินจากคนไทยเพิ่มมากขึ้น ทุกวันนี้จึงมีคนไทยเป็นส่วนมาก

สาเหตุที่คนต่างชาติอยากมาเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์และการพึ่งตัวเองนี้ คุณโจนอธิบายว่า “เขาเหนือกว่าเราเรื่องของเทคโนโลยี แต่เรื่องภูมิปัญญาพึ่งตนเองเขาแย่มาก การทำเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีมันไปไม่รอดเพราะต้นทุนสูง ผลผลิตราคาต่ำมาก ทั่วโลกจึงไปไม่รอด เลยหันมาสนใจเรื่องเหล่านี้มากขึ้น”

เปิดศูนย์แห่งใหม่ที่ยโสธร

ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าการทำเกษตรอินทรีย์ไม่สามารถตอบในระบบอุตสาหกรรมได้ ประเด็นนี้คุณโจนให้ความเห็นว่า เป็นความคิดของนักวิชาการ หรือคนที่ไม่เคยทำเกษตรอินทรีย์ แต่คนที่เคยทำจะพบว่าเกษตรอินทรีย์ผลผลิตที่ได้สูงมีต้นทุนที่ต่ำกว่าเกษตรเคมี สามารถที่จะเลี้ยงโลกได้ แต่เกษตรเคมีทำผลิตข้าว 1 ตัน พื้นที่ 1 ไร่ มีต้นทุนที่สูงมาก ทั้งค่ารถไถ น้ำมัน ยาเคมี ค่าปุ๋ย แต่ขายข้าวได้กิโลกรัมละ 6 บาท ดังนั้น จะอยู่ได้อย่างไร

ต้นทุนตรงนี้ไม่มีใครคิดถึง ทั้งรัฐบาลและนักวิชาการ คิดแต่ว่าทำอย่างไรถึงจะขายของให้ได้มากที่สุด จึงทำให้เกษตรเคมีจึงไปไม่รอด เลยทำให้ประชากรเกษตรเคมีปัจจุบันลดลงมากทั่วโลก แต่เกษตรอินทรีย์ไม่ได้ปลูกพืชชนิดเดียวขาย มีการปลูกหลายอย่าง เนื่องจากหลายคนทำจึงรวบรวมผลผลิตได้ และตอบสนองต่ออุตสาหกรรมได้ ไม่ต่างกัน อีกทั้งจะแก้ปัญหาได้มากกว่า ทุกคนลงทุนน้อยมาก และขายราคาถูกได้ในอนาคต แต่ทุกวันนี้สินค้าเกษตรอินทรีย์แพงเพราะตลาดแคบ ค่าขนส่งแพง

เมื่อไรคนบริโภคเพิ่มขึ้น เกษตรกรสามารถทำให้ราคาลดลงได้ แต่ปัจจุบันอยู่ที่การขนส่ง การจัดการตลาด ผลิตผัก มาแล้วจะไปขายที่ไหน หาตลาดยากมาก ค้าข้าวอินทรีย์จากภาคอีสานขนมากรุงเทพฯ รถปิกอัพคันหนึ่งขายได้กำไร 6-7 พันบาท ค่ารถ 4,000 บาทแล้ว จะเหลืออะไร ค้าข้าวต้องมีปริมาณมากจึงต้องขนด้วยรถพ่วง วันละหลายๆ พ่วง ถึงจะได้กำไรตรงนั้น จึงเป็นปัญหา จนต้องขายแพง แต่ถ้ามีปริมาณมากสินค้าอินทรีย์ก็สามารถขายได้ถูกลง

คุณโจนยังบอกอีกว่า ปีนี้จะเปิดศูนย์ที่ยโสธรบ้านศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว ประมาณ 20 ไร่ เป็นโมเดลบ้านทางเลือกและการออกแบบพื้นที่ สร้างบ้านดิน บ้านก้อนฟาง บ้านกระสอบแกลบ อะไรก็ได้ที่อยู่รอบตัวสามารถสร้างบ้านได้หมด เป็นที่ให้คนมาดูเรียนรู้ได้ในเรื่องบ้าน การออกแบบพื้นที่ให้เห็นว่าการเป็นชาวนาไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้ ชาวนาสามารถมีรายได้อย่างภาคภูมิใจได้ เลยออกแบบพื้นที่ให้มีรายได้ทุกวัน รายวัน รายอาทิตย์ รายเดือน รายปี มีบำนาญได้อย่างไร

เขาให้เหตุผลถึงการตั้งศูนย์การเรียนรู้พึ่งตนเอง สมัครสโบเบ็ต ที่บ้านเกิดว่า เนื่องจากคนทางภาคอีสานที่จะเดินทางไปศูนย์เชียงใหม่ระยะทางไกล จึงอยากให้มีโมเดลทางภาคอีสานเพื่อง่ายต่อคนในพื้นที่เข้ามาดู ซึ่งก่อนจะไปอยู่เชียงใหม่ก็ตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์ไว้ และกลุ่มเหล่านี้อยากจะต่อยอดเกษตรแปรรูปมากขึ้น เพราะขายของสดมีปัญหามาก คาดว่าไม่น่าจะเกินกลางปีนี้ศูนย์ก็จะสร้างเสร็จสมบูรณ์

“ในอนาคตจะเปิดเป็นคอร์สของคนต่างประเทศมาอบรม เพราะคนไทยจะไปเชียงใหม่กันมาก ทางภาคอีสานไม่มีฝรั่ง ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีการเคลื่อนไหวในด้านนี้ จึงอยากจะดึงมาทางอีสานจะช่วยให้กลุ่มเกษตรอินทรีย์รู้สึกมีกำลังใจ ได้ภาคภูมิใจที่แม้เป็นชาวไร่ชาวนาได้มาสอนฝรั่งบ้าง เป็นการเพิ่มพลังให้อีกทาง” เจ้าของสวนพันพรรณกล่าว

ทั้งหมดนี้คงทำให้เห็นแล้วเกษตรอินทรีย์ในบ้านเรานั้น มีทิศทางดีขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อว่าอีกหน่อยราคาพืชผักผลไม้พวกนี้ก็จะถูกลงเพราะตลาดเปิดกว้าง ในขณะที่เกษตรกรมีความรู้และมีประสบการณ์ในการปลูกเพิ่มมากขึ้น

อากาศร้อนและแดดจัดในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน มักพบการเข้าทำลายในช่วงที่ทุเรียนมีผล รุ่นที่ 2 อายุ 65-70 วัน หลังดอกบาน

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนในระยะนี้ จะพบตัวเต็มวัยหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนวางไข่เป็นฟองเดี่ยวบนผลทุเรียนช่วงที่ผลยังอ่อน จากนั้น ตัวหนอนที่เพิ่งฟักจากไข่จะเจาะเข้าไปกัดกินเมล็ดภายในผล และไม่สามารถสังเกตเห็นร่องรอยการเข้าทำลายจากผิวผลภายนอกได้ เนื่องจากหนอนมีขนาดเล็กมากและเปลือกทุเรียนที่กำลังขยายจะปิดรูเจาะของหนอน

สำหรับทุเรียนที่ถูกทำลายส่วนใหญ่อยู่ในระยะที่เมล็ดแข็งแล้ว การทำลายของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนจะเจาะเข้าไปในเมล็ดกัดกินและถ่ายมูลออกมาทำให้เนื้อทุเรียนเปรอะเปื้อนเสียหาย หนอนจะอาศัยอยู่ภายในผลทุเรียนจนกระทั่งผลทุเรียนแก่ เมื่อหนอนโตเต็มที่ขนาดยาวประมาณ 4 เซนติเมตร หรือถ้าผลร่วงก่อนหนอนจะเจาะผลทุเรียนเป็นรูกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-8 มิลลิเมตร ออกมาภายนอกเพื่อเข้าสู่ระยะดักแด้ในดินที่ชื้นนาน 1-9 เดือน (กรณีที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมหนอนอาจอยู่ในดักแด้นานกว่านั้น) จึงฟักเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งตรงกับช่วงใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน