เริ่มจากไถเปิดหน้าดิน จากนั้นก็ตีดินอีกครั้งให้ก้อนเล็กละเอียด

พร้อมผสมขี้วัวไปด้วย ขึ้นรูปแปลงขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 60 เมตร (หรือตามขนาดพื้นที่จริงของแต่ละท่าน) วางสายน้ำ PE ที่เจาะรูเป็นน้ำฝอยตรงกลางแปลง ทดลองเปิดให้น้ำพุ่งเป็นฝอยให้ครอบคลุม ที่นี่ใช้หอมแบ่งพันธุ์โคราช ตัดปลายเหลือแต่หัว แช่น้ำผสมน้ำยาเร่งรากไว้ 2 ชั่วโมง ปลูกระยะห่างประมาณ 15 เซนติเมตร หลุมละ 1 หัว ดังนั้น 1 แถว จะปลูกได้ประมาณ 10 หัว ยาวไปจนสุดปลายแปลง หลังจากปลูกเสร็จ ฉีดพ่นสารคุมวัชพืช 1 ครั้ง เพื่อควบคุมเมล็ดหญ้าไม่ให้งอกในแปลง จากนั้นคลุมด้วยฟางบางๆ 1 ชั้น เปิดน้ำรดให้ชุ่ม

หลังจากหอมงอกได้ 15 วัน หรือความสูงประมาณ 7 เซนติเมตร จะให้ปุ๋ยอีกครั้ง ที่นี่จะเน้นขี้วัวแห้งบดละเอียดและเสริมด้วยปุ๋ยมูลไส้เดือน รดน้ำวันเว้นวัน หรือในช่วงที่แดดแรงอากาศร้อนจะให้น้ำทุกวัน หอมแบ่งชอบชื้นแต่ไม่แฉะ หากให้น้ำมากเกินไปจนแฉะ ใบหอมจะเหลือง ต้องงดน้ำโดยด่วน

ราคาหน้าแปลง หอมแบ่งราคาแกว่งไม่ต่างจากพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ หากมีการวางแผนการปลูกให้ดี ผลตอบแทนในแต่ละรอบก็ไม่ทำให้เกษตรกรต้องประสบปัญหาเหมือนปลูกพืชชนิดอื่น

นายกฯ ถิ่น “เราต้องนับย้อนหน้าย้อนหลัง 35-45 วัน สมมุติจะปลูกรับสงกรานต์ เราจะต้องปลูกในช่วงไม่เกิน วันที่ 1-5 มีนาคม เพื่อให้ตั้งแต่ วันที่ 10-15 เมษายน จะมีหอมแบ่งไว้จำหน่ายไม่ขาด”

นายกฯ ถิ่น “หอมแบ่ง เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย”

ทิดโส “อ้าว! ทำไมเป็นงั้นล่ะครับ ท่านนายกฯ”

นายกฯ ถิ่น “เพราะหอมแบ่งอยู่ไม่ทน ทิ้งไว้ 2-3 วัน ก็เหี่ยวก็เน่าไปแล้ว ต้องซื้อใหม่”

ทิดโส “เอาไปดองสิ”

นายกฯ ถิ่น “โอ๊ย! ไม่มีใครเขาทำกันหรอกครับ ทุกวันนี้อยากกินหอมดองก็รอรถขายกับข้าว ใครจะมาเสียเวลาดองหอมกิน”

ทิดโส “แล้วราคาขายของหอมแบ่งที่ว่าแกว่งนี่ขนาดไหนครับ”

นายกฯ ถิ่น “ปีที่แล้วที่ตลาดสุรนารี เคยสูงสุด ที่โลละ 180 บาท ต่ำสุดเคยเจอที่ 25 บาท”

ทิดโส “1 ไร่ ได้ประมาณเท่าไรครับ”

นายกฯ ถิ่น “2 ตัน ครับ จากลงทุนหัวมาปลูกไร่ละ 200 โล”

ทิดโส “หมายถึงได้ประมาณ 10 เท่า ปลูก 200 กิโลกรัม ได้ผลผลิต 2,000 กิโลกรัม”

นายกฯ ถิ่น “ใช่ครับ” “แล้วที่ว่าเงินด่วน”

นายกฯ ถิ่น “เอ๊า! ทิดโสก็ดูสิ ปลูกแค่เดือนเดียวก็ได้จับเงินแล้ว ปกติขายจากสวนได้โลละ 30 บาท เกษตรกรก็อยู่ได้แล้ว”

ทิดโส “แล้วปีนี้จะดีไหมครับ”, “ตอนนี้หอมโลละ 48-50 บาท แล้วนะ”

ทิดโส “อะโห! จับเงินแสนเลยนะ แล้วตอนนี้ท่านนายกฯ ลงไว้กี่ไร่”

นายกฯ ถิ่น “ปลูกวนๆ คราวละ 3-4 ไร่ ให้ไม่ขาดแปลงทั้งปีน่ะแหละ”

ทิดโส “คำถามสุดท้าย หากหอมแบ่งราคาตก”

นายกฯ ถิ่น “ก็ไม่ขาย เลี้ยงไปต่ออีก 2 เดือน ครบ 3 เดือนเมื่อไร ถอนขายเป็นหัวพันธุ์ ได้โลละ 80 บาท”

“พริก” กับคนไทยเป็นของคู่กันมาช้านาน ในสำรับกับข้าวของคนไทยจึงไม่เคยขาดอาหารจานเผ็ด ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด แกง แม้แต่ของทอดยังต้องมีน้ำจิ้มรสเผ็ดเป็นของคู่กัน แต่ในวันนี้วันที่คนกินหวาดหวั่นพรั่นพรึงกับสารเคมีที่ปะปนอยู่กับผลผลิตเกษตร พริกที่คนไทยกินใช้กันเยอะก็ถูกตั้งข้อกังขาไปด้วย

ดังนั้น ฉบับนี้ “รันตี” จึงขอนำท่านบุกเข้าไปในแนวป่า ฝ่าถนนลูกรัง ลัดตัดหลังทุ่งเพื่อมุ่งหน้าไปหาสวนพริกที่กาญจนบุรี สวนพริกที่นี่พยายามจะใช้สารอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น ลดสารเคมีให้น้อยลง อยู่ในระดับที่สมดุลเพื่อไม่ให้ตกค้างมาถึงคนกินอย่างเราท่าน เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่นี่มีดีอย่างไร จึงทำให้รันตีต้องพาหนังหน้าสวยๆ ไปตากแดด ตากลม ก้นระบมกับการนั่งรถ เดี๋ยวจะได้รู้กันค่ะ

ปลูกพริกอาศัยน้ำฝน
พาท่านมาพบกับ คุณสมยศ นิลเขียว เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่บ้านโป่งกะอิฐ ตำบลหนองขาว อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี

คุณสมยศ เล่าว่า มีพื้นที่ปลูกพริกอยู่ 3 ไร่ ในแต่ละปีจะปลูกพืชหมุนเวียนคือ ปลูกผักชีสลับกับพริก โดยจะหว่านผักชีก่อนในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากหว่านแล้ว 45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผักชีได้ จากนั้นจึงตัดหญ้าโดยใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย ตัดหญ้าออกให้หมดก่อนที่จะปลูกพริกต่อไป

สำหรับพริกที่คุณสมยศปลูกจะใช้พริกพันธุ์ดวงมณี ซึ่งเป็นพริกพันธุ์เบา ข้อดีของพริกพันธุ์นี้คือ ออกผลผลิตได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ มีต้นเตี้ย แต่มีปัญหาอยู่บ้างคือ พริกพันธุ์นี้ไม่ค่อยทนต่อโรค

คุณสมยศ บอกว่า การปลูกพริกของเกษตรกรในเขตนี้จะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก โดยจะเริ่มต้นปลูกพริกช่วงเดือนเมษายน เกษตรกรจะใช้ต้นกล้าพริกที่เพาะไว้ ซึ่งมีอายุประมาณ 1 เดือน ปลูกเป็นแถว ระยะห่างประมาณ 30×30 เซนติเมตร หลังจากปลูกแล้วจะให้ปุ๋ยหมักชีวภาพ ที่มีสูตร ขี้หมู น้ำหมักหมู (ขี้หมู ผสมน้ำแช่เศษผัก 1 คืน) ฉีดพ่น ในส่วนวัชพืช หญ้าต่างๆ ก็จะใช้วิธีถอนเอา แทนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช

ใช้เคมีผสมอินทรีย์
เก็บผลผลิตได้เกือบ 7 เดือน
คุณสมยศ เล่าต่อไปว่า “ผมพยายามเรียนรู้และสนับสนุนให้เกษตรกรในเขตนี้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น โดยตัวของผมเองได้พยายามนำมาใช้ก่อน เพื่อให้คนอื่นๆ เห็นผล ใช้อินทรีย์ชีวภาพผสมกับปุ๋ยเคมีซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ”

วิธีการดูแลแปลงพริกของคุณสมยศมีดังนี้ ก่อนพริกออกดอกจะให้ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 หรือ ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอก็ได้ ให้ในอัตรา ไร่ละ 5 กิโลกรัม โดยโรยปุ๋ยใต้ทรงพุ่มพริก ส่วนสารเคมีฆ่าหญ้า กำจัดวัชพืชนั้น คุณสมยศจะไม่ใช้ แต่ใช้การถอนเป็นหลัก

พริกที่ปลูกคุณสมยศจะเก็บครั้งแรกหลังจากปลูกไปได้ประมาณ 3 เดือน ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้จนถึง 7 เดือน คือสิ้นสุดที่เดือนธันวาคม ผลผลิตก็จะลดลงจนไม่คุ้มค่าจ้างเก็บเกี่ยว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับฝนด้วย หากปีไหนฝนดีก็อาจจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานกว่านั้นด้วย

ผลผลิต ไร่ละ 1 ตัน
คุณสมยศ บอกว่า ในช่วงเริ่มต้นเก็บเกี่ยวผลผลิตจะเก็บได้น้อยหน่อย แต่หลังจากนั้นผลผลิตจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การเก็บเกี่ยวจะเลือกเก็บเฉพาะพริกเมล็ดแดง หรือแบบที่ชาวบ้านเรียกว่า มันปู หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกแล้วก็จะเก็บเกี่ยวได้อีกทุกสัปดาห์ ปริมาณผลผลิตที่เก็บได้คือ ครั้งละประมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่

ในช่วงที่พริกให้ผลผลิตคุณสมยศจะฉีดน้ำหมักหมูทุกสัปดาห์ และจะต้องหมั่นตรวจสอบโรคระบาดในแปลงพริกอย่างสม่ำเสมอ จะต้องคอยตรวจดูว่ามีโรคระบาดในแปลงข้างเคียงหรือไม่ ระบาดในแปลงของเราหรือไม่ หากมีโรคแอนแทรกโนสระบาดให้ใช้เคมีป้องกันกำจัด แต่คุณสมยศบอกว่าเรื่องโรคระบาดของพริกในพื้นที่โซนนี้มีไม่มากนัก โรคระบาดไม่หนัก ในส่วนแมลงศัตรูพืชก็ยังมีน้อย มีปัญหาไส้เดือนฝอยระบาดอยู่บ้าง แต่ก็แก้ไขได้โดยต้องทิ้งดินไว้สักระยะก่อนจะปลูกใหม่ ไส้เดือนฝอยก็จะหายไป ส่วนหนอนมีการระบาดบ้างแต่ยังไม่ถึงกับเสียหายมากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากมีการปลูกพืชหมุนเวียนหลายชนิดในพื้นที่ จึงทำให้ศัตรูพืชต่างๆ ยังไม่รุนแรง สำหรับปริมาณผลผลิตพริกของคุณสมยศ ตั้งแต่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จนถึงต้นพริกตาย จะได้ผลผลิตประมาณ ไร่ละ 1 ตัน

เกษตรกรปรับตัว
ขานรับอินทรีย์ชีวภาพ
พาท่านมาพบกับ คุณสุกัญญา อำนวย เกษตรกรผู้ปลูกพริกอีกท่านหนึ่งที่หันมาสนใจการผลิตพริกแบบอินทรีย์ชีวภาพควบคู่กับการใช้เคมีในแบบที่เหมาะสม คุณสุกัญญา เล่าว่า หันมาใช้ปุ๋ยแบบอินทรีย์ชีวภาพ ควบคู่กับการใช้เคมีมาหลายปีแล้ว พบว่าปริมาณผลผลิตก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และยังลดต้นทุนได้อย่างดี ก็เพราะเราปลูกพริกแบบอาศัยน้ำฝน หากปีใดฝนดี ผลผลิตเราก็ดีไปด้วย หากช่วงที่ฝนหมดไปยังมีความชื้นสูง พริกของเราก็ยังได้ความชื้นจากน้ำค้างมาช่วย แต่หากปีไหนฝนน้อย ความชื้นต่ำ ผลผลิตพริกก็มีน้อย ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนของลมฟ้าอากาศที่เรากำหนดไม่ได้ แต่เรายังสามารถกำหนดต้นทุนได้จากการปรับเปลี่ยนไปใช้สารอินทรีย์ชีวภาพเพิ่มขึ้น ก็เป็นการลดต้นทุนลงได้เป็นอย่างดี

เพิ่มการใช้สารอินทรีย์ชีวภาพ
ลดต้นทุนลงได้ 60%
คุณสมยศ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับผลผลิตพริกในเขตนี้จะมีคนซื้อคือ พ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะมาพร้อมคนงานเก็บผลผลิต ผลผลิตส่วนใหญ่จะส่งไปที่ตลาดไทและส่งโรงงาน ราคาผลผลิตจากไร่แต่ละปีจะต่างกันไป ตั้งแต่ราคาค่อนข้างต่ำ ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ไปจนถึงราคาสูงที่สุดที่เคยขายได้ อยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท คุณสมยศนั้นปลูกพริกมาเป็นปีที่ 4 แล้ว ขายผลผลิตรวมได้ไร่ละประมาณ 50,000 บาท ต่อปี ตัวเลขนี้คุณสมยศยืนยันว่ามาจากการที่พยายามใช้สารอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น ผสมผสานกับการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีเท่าที่จำเป็น

คุณสมยศ บอกว่า จากการทดลองทำอย่างนี้มาหลายปี พบว่าผลผลิตพริกที่ได้มีปริมาณไม่แตกต่างจากการผลิตแบบใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี อย่างเดียว แต่ต้นทุนการผลิตแบบใช้สารอินทรีย์ชีวภาพต่ำกว่ามาก นอกจากนั้น เมล็ดพันธุ์ที่ใช้คุณสมยศยังเลือกใช้พริกสายพันธุ์ธรรมชาติ ไม่ใช้พันธุ์ลูกผสม จึงสามารถเก็บเมล็ดตากแห้งไว้ทำพันธุ์ได้ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี

รันตีว่านี่เป็นการเกษตรวิถีที่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ปฏิเสธสารเคมี ไม่บ้าจี้แต่เรื่องชีวภาพ เอาทั้ง 2 ทางแบบพอดี พอเหมาะ เป็นวิถีการเกษตรของคนรุ่นใหม่ที่สนใจในความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ รอบตัว ใครอ่านแล้วสนใจใคร่เรียนรู้ อยากสอบถามพูดคุยกับ คุณสมยศ นิลเขียว โทร.ไปได้ที่ (087) 082-9088 ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้ว ขอลากันไปก่อน สวัสดีค่ะ

คุณณัฏฐนันท์ วรรณศิริ หรือ “คุณแหม่ม” อยู่ที่ ซอยเทอดไท 59/1 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

คุณแหม่ม บอกเริ่มต้นสำหรับแรงบันดาลใจในครั้งนี้เกิดขึ้นจาก น้องใบพลู ลูกสาวคนเดียวของเธอ วัย 5 ขวบ ตัวน้องนั้นเป็นเด็กชอบรับประทานผักต้ม ในฐานะพ่อและแม่ อยากส่งเสริมให้ลูกมีนิสัยกินผักติดตัวตลอดไป เพื่อสุขภาพของตัวน้องเอง แต่ความจริงข้อหนึ่งที่เราๆ ท่านๆ ทราบเป็นอย่างดีแล้วว่า มักจะมีสารเคมีและยาฆ่าแมลงที่แฝงมากับผัก ผลไม้ต่างๆ ที่เราซื้อหามานั้น เป็นภัยเงียบที่คืบคลานเข้ามาเยี่ยมหาเราและคนที่เรารักได้ตลอดเวลา

ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุด เราสามารถทำได้คือ ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง เริ่มที่ตัวเรา จากที่บ้านของเรา และหากเป็นไปได้ชวนคนใกล้ตัวหรือเพื่อนร่วมงานให้เห็นประโยชน์จากการปลูกผักสวนครัว ถึงแม้ว่าบางครั้งเราจะมีเนื้อที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยก็ตาม นี่คือ ประเด็นแรก และให้มีความมั่นใจว่าสามารถลงมือทำด้วยตัวเองได้อย่างง่าย สะดวก สนุก นี่คือประเด็นต่อมา

เธอบอกต่อไปว่า เริ่มจากการหาข้อมูลจากสื่อต่างๆ หนังสือ อินเตอร์เน็ต และจากประสบการณ์ตรงจากสถานที่จริงที่ได้ไปเยี่ยมหาเพื่อให้ได้สัมผัสจริงด้วยตัวเอง ใช้ระยะเวลาหลายเดือน รวมถึงการศึกษาในเรื่องการเตรียมวัสดุที่นำมาใช้ การปรับสภาพดิน เรื่องราวของปุ๋ยและเรื่องอื่นๆ ที่ต้องการ หลังจากเมื่อมีความมั่นใจว่าได้คำตอบสุดท้ายว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ยาก หากได้ลงมือทำ

เนื่องจากบริเวณบ้านพักอาศัยมีเนื้อที่ว่างเหลืออยู่แค่ 20 ตารางวา เท่านั้น จึงต้องคิดใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เพราะว่าเบื้องต้นที่คิดไว้นั้นต้องการจะปลูกผักให้ได้หลายชนิด เช่น กวางตุ้ง พริก มะเขือ ผักหวานป่า เป็นต้น และหนึ่งในนั้นที่ต้องการอย่างมากคือ ชะอม

จึงได้ลงมือสืบค้นจากโลกโซเชียลอีกครั้งสำหรับเรื่องราวของชะอม พบว่า เรื่องราวของชะอมนี้มีอยู่หลายแห่ง แต่ก็เหมือนเป็นพรหมลิขิต (เธอบอกอย่างนี้จริงๆ ครับแฟนๆ) เมื่อได้ดูคลิปเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 ที่มีผมอยู่ด้วย พร้อมมีที่ติดต่อไว้ ดูคลิปจบ เธอจึงติดต่อไปหาผมทันที หลังจากพูดคุยกันอย่างได้อรรถรสในเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 เมื่อได้รายละเอียดในเรื่องราวที่เธอต้องการทราบ ในวันนั้นเองเธอจึงตัดสินใจสั่งกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 ทางไปรษณีย์จากทีมงานของผมทันที

เมื่อกล่องไปรษณีย์ที่บรรจุกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 ถึงมือเธอ “หลังจากเปิดกล่องออกมาต้องยอมรับว่าเป็นกิ่งพันธุ์ที่ดีมากทุกกิ่ง ไม่มีใบ แต่มีรากเต็มทุกกิ่ง เมื่อลองดมดูจะมีกลิ่นหอมของชะอมด้วยคะ” ต่อมา เธอพร้อมสามีและน้องใบพลู ได้ลงมือช่วยกันปลูกชะอมไม้เค็ด 2009 และมีหลายๆ ท่านที่ทราบข่าวว่าจะปฏิบัติเช่นนี้พร้อมให้กำลังใจโดยพูดเป็นเสียงเหมือนกันว่า ปลูกชะอมหนามมันเยอะนะ? จะปลูกได้เหรอในเข่ง? แล้วมันจะโตได้อย่างไร? ปลูกแล้วจะแตกงามไหม? ล้วนเป็นคำถามที่รอคำตอบจากเธอทั้งสิ้น

หลังจากที่ลงมือปลูกชะอมไม้เค็ด 2009 ในเข่งพลาสติก ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ เริ่มมีแตกยอดเล็กออกมาเป็นที่อัศจรรย์มากจริงๆ (นี่ก็เป็นเนื้อความที่เธอเล่าให้ผมเช่นนี้เหมือนกัน) แถมไม่มีเสียหายแม้แต่ต้นเดียว ในที่สุดต่อมาชะอมค่อยๆ แตกออกบานจนเต็มเข่ง เธอบอกต่อไปอีกด้วยว่า นี่หมายถึงรอยยิ้มและความสุขใจจากความสำเร็จเล็กๆ ที่เยี่ยมมาก แต่มีความยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับน้องใบพลูนั่นคือ จะสามารถได้นำสิ่งที่เห็นไปหยอดกระปุกสะสมไว้ในความสำเร็จของเธอได้อีกด้วย สำหรับคุณแม่แหม่มบอกกับผมเช่นนี้จริงๆ

เธอบอกต่อไปว่า วันนี้ทุกท่านที่เคยกล่าวอย่างนั้นได้เห็นความจริงที่เป็นคำตอบแล้วว่าเป็นเช่นไร? เธอเน้นย้ำอีกว่า เธอได้ทดลองปลูกชะอมที่ได้จัดหาจากที่อื่นลงในเข่งควบคู่กันไปด้วยก่อนหน้าที่เธอจะได้รู้จักและนำกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 มาปลูก สุดท้าย สามารถเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนมาก เธอจึงสรุปสุดท้ายกับผมว่า ชะอมไม้เค็ด 2009 คือชะอมที่เยี่ยมมากจริงๆ ไม่ผิดหวัง

และเธอบอกต่อไปอีกถึงขั้นตอนและวิธีการปลูก เป็นอย่างนี้ครับแฟนๆ ก่อนอื่น ต้องจัดหาซื้อวัสดุที่ต้องการปลูกไว้ให้พร้อมเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นเข่งพลาสติกที่จะนำมาใช้ปลูก สำหรับเธอ ใช้ขนาด เบอร์ 1 ดินที่ใช้สำหรับปลูกควรเลือกที่มีดินเยอะๆ หน่อยจะดีมาก พวกดินขุยไผ่ ดินใบก้ามปู ดินมูลไส้เดือน และปุ๋ยคอก หาซื้อได้จากร้านขายต้นไม้ทั่วไป

ลงมือกันเลยนะครับ หลังจากนั้นใส่ดินลงไปประมาณ 7 ถุง ใน 1 เข่ง พร้อมใช้มะพร้าวสับ ประมาณ 2 ใน 6 และปุ๋ยขี้ไก่ 1 ถุง คลุกเคล้ากับดิน เมื่อทุกอย่างลงเข่ง สุดท้ายรดน้ำให้ชุ่มฉ่ำ นี่คือเรียบร้อยสำหรับการเตรียมดิน ที่เธอบอกอีกว่า ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนลงปลูกชะอมไม้เค็ด 2009 จะเยี่ยมมาก

สำหรับขั้นตอนการปลูก หลังจากนำกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 ใช้มีดที่มีความคม ตัดเชือกพลาสติกที่รัดถุงพลาสติกที่หุ้มรากไว้อีกทีอย่างเบามือ เพื่อมิให้รากชะอมเสียหาย เพราะจะทำให้ชะอมฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ขุดหลุม นำกิ่งพันธุ์ลงไป กลบดินเสมอโคนต้นเป็นพอ ส่วนการวางตำแหน่งของต้นชะอมนั้น เธอปลูกลงไปในเข่งแบบว่าวางให้มีต้นที่อยู่ตรงกลางเป็นประธานแล้วล้อมรอบด้วยบริวาร ได้เข่งละ 9 ต้น ใช้เข่งทั้งสิ้น 13 ใบ ท้ายสุด รดน้ำให้คุณชะอมได้สดชื่น ทุกเข่งวางไว้ทั่วบริเวณส่วนนอกบ้านให้โปร่งเพื่อรับแดดได้เต็มที่

สำหรับการดูแลนั้นเธอบอกต่อไปอีกว่าง่ายมาก คือ ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อต้นชะอม 1 ต้น เดือนละ 1 ครั้ง โดยใช้โรยไปรอบๆ ต้น หลังตัดยอดไปรับประทานจะตัดใบล่างที่เห็นว่าแก่ออกเสียบ้าง เพื่อที่จะทำให้ชะอมเริ่มแตกยอดได้อีก หรือเมื่อมีหนอนหรือมดมาเยี่ยมหาในบางครั้ง เธอจะทำยาฆ่าแมลงสมุนไพรมาใช้จัดการ คือ ยาเส้น 2 ห่อ พริกแกง 1 ขีด ผสมน้ำ 3 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำมากรอง นำไปฉีดทุก 3 วัน หรือบางครั้งจะใช้น้ำส้มควันไม้ หรือน้ำสะเดา ตามแต่สะดวกก็ไม่มีปัญหา

คุณกรกต มรรคสมุทร และ คุณวสันต์ แสงอินทร์ เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่เปิดตลาดการขายต้นไม้บนตลาดออนไลน์ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน โดยกลุ่มสินค้าหลักคือ พืชกินแมลงประเภท หม้อข้าวหม้อแกงลิง, หยาดน้ำค้าง, พิงกุย, กาบหอยแครง, ซาราซีเนีย ฯลฯ กระบองเพชรและไม้ประดับนานาชนิด

คุณกรกตและคุณวสันต์เริ่มขายพืชกินแมลงและไม้ประดับ ผ่านตลาดออนไลน์โดยใช้เพจกลางเป็นพื้นที่สำหรับซื้อขายออนไลน์แบบเฉพาะกลุ่ม เช่น เพจไม้กินแมลง (http://www.thaicps.com/thaicpscafe/read.) ในชื่อคุณ san ซึ่งเว็บไซต์แห่งนี้ เน้นแลกเปลี่ยนซื้อขายเฉพาะพืชกินแมลงเท่านั้น นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเปิดขายไม้ประดับผ่านช่องทาง facebook ในชื่อ (https://web.facebook.com/ไม้ประดับราคาไม่แพง) และทาง Instagram ในชื่อ (gamkorrakot) เมื่อลูกค้าสั่งซื้อต้นไม้และโอนเงินเข้าบัญชี โดยผู้ขายบวกค่าขนส่งเพิ่มอีก 80 บาทต่อครั้ง (สินค้ามีน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม) หากมีน้ำหนักมากกว่านี้จะคิดตามราคาขนส่งจริงจากทางไปรษณีย์

การนำเสนอขายสินค้าบนตลาดออนไลน์เป็นเรื่องง่าย segerpark.net แต่จุดที่ควบคุมได้ยากที่สุดคือ การขนส่งสินค้าทางไปรษณีย์ ต้องคำนึงว่า ทำอย่างไรให้ต้นไม้กระทบกระเทือนน้อยที่สุด สินค้าไม่เสียหายระหว่างการขนส่ง เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจคุณภาพสินค้า เกิดการซื้อซ้ำ และเป็นลูกค้าประจำในที่สุด

เทคนิคการแพ็กกล่องบรรจุภัณฑ์พืช
เทคนิคการแพ็กต้นไม้ประดับและพืชกินแมลงลงกล่องบรรจุภัณฑ์ มีจุดแตกต่างกัน ทั้งรูปร่างทางกายภาพของใบและวัสดุที่ใช้ปลูก สำหรับห่อบรรจุภัณฑ์พืชกินแมลง วัสดุปลูกควรชื้นแต่ไม่แฉะ เพื่อให้ต้นไม้ยังพอมีน้ำสำหรับดูดซึมได้ แต่ไม่ควรชื้นแฉะจนซึมออกไปนอกกล่องขนส่ง

ก่อนแพ็กต้นไม้ลงกล่อง มีข้อแนะนำดังนี้ คือ

1.พืชกินแมลง งดให้น้ำพืชกินแมลงเป็นเวลา 3 วัน เพื่อลดความชื้นของวัสดุปลูก แต่ยังคงมีความชื้นบริเวณรอบรากของพืช ก่อนใส่ต้นพืชพร้อมวัสดุปลูกลงกล่อง ให้ห่อต้นไม้ด้วยกระดาษเพื่อปกปิดส่วนของใบเลี้ยงทั้งหมด ติดกระดาษที่ห่อด้วยสก๊อตช์เทปเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดาษห่อ จากนั้นห่ออีกชั้นด้วยถุงพลาสติกใส มัดปากถุงให้พองเพื่อกันกระแทกขณะขนส่ง วิธีนี้ช่วยให้พืชสามารถอยู่ได้นานถึง 7 วัน

2.กลุ่มไม้ประดับ ใช้หลักการเดียวกับการแพ็ก “พืชกินแมลง” เริ่มจากงดการให้น้ำเป็นเวลา 1 วัน จากนั้นนำต้นพืชออกจากกระถาง เหลือดินติดบริเวณโคนต้นให้พอประมาณ เพื่อให้รากพืชดูดซับความชื้นได้ในระหว่างการขนส่ง วิธีนี้ ช่วยให้พืชมีชีวิตอยู่ได้ 7 วัน ระหว่างอยู่ในกล่องขนส่ง จากนั้นห่อต้นพืชด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ห่อด้วยถุงพลาสติกพองลมมัดด้วยหนังยางเพื่อป้องกันการกระแทกในระหว่างขนส่ง

3.ต้นกระบองเพชร ก่อนแพ็กลงกล่อง ต้องล้างรากให้เหลือเพียงต้นเปลือยแล้วห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ จัดลงกล่องเพื่อขนส่งทางไปรษณีย์ได้ เนื่องจากต้นตะบองเพชรเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก เมื่อห่อสินค้าแล้วแนะนำให้ขนส่งแบบ EMS เพื่อลดการสูญเสียระหว่างการขนส่งทางไปรษณีย์

สภาพอากาศในตอนนี้ที่มีอากาศเย็นในตอนเช้า และมีลมแรง กรมวิชาการเกษตร เตือนภัยโรคไรขาวพริก ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกระยะการเติบโตของพริกในช่วงนี้

อาการที่เกิดขึ้นจะพบว่า ใบและยอดของต้นพริกจะหงิกงอ ขอบใบม้วนงอลงด้านล่าง ใบมีลักษณะเรียวแหลม ก้านใบยาว เปราะหักง่าย เนื่องจากตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ยอด และดอก โดยอาการขั้นรุนแรง ส่วนยอดของต้นพริกจะแตกเป็นฝอย ถ้าทำลายดอก กลีบดอกจะบิดแคระแกร็น ชะงักการเกิดดอก หากระบาดรุนแรง ต้นพริกจะแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต กรณีนี้มักพบระบาดในช่วงที่มีอากาศชื้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

สำหรับแนวทางป้องกันนั้น สถาบันวิจัยพืชสวน กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร แนะนำว่า ควรสุ่มสำรวจพริกทุกๆ สัปดาห์ หากพบอาการใบหงิกม้วนงอลง ที่เกิดจากการทำลายของไรขาวพริก ให้ทำการป้องกันกำจัด โดยเมื่อพบการระบาดให้ใช้สารฆ่าแมลง-ไร ที่มีประสิทธิภาพ อะมิทราซ 20% EC อัตรา 40-60 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 10-20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไพริดาเบน 20% WP อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สไปโรมีซิเฟน 24% SC อัตรา 8 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ กำมะถัน 80% WP อัตรา 60-80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร