เริ่มต้นธุรกิจจากการเป็นของขวัญและของที่ระลึก

จากนักสะสมความหอมเมื่อได้ทำความรู้จักกับสมุนไพรชนิดต่างๆ เรื่อยมา ตอนนี้เธอจึงคิดต่อยอดส่งต่อความหอมให้เป็นของฝากแด่คนที่รัก จนเป็นที่มาของธุรกิจแบรนด์ “มาลีพฤกษ์” ในวันนี้ “ตอนแรกที่เริ่มต้นทำสมุนไพรหอม คือการทำเพื่อแจกเพื่อนเป็นของขวัญปีใหม่ (ปี 2559) แต่ก็จริงจังมากถึงขั้นไปลงคอร์สเรียนเลย ตั้งแต่วิธีการสกัดสมุนไพร การผสมยาหม่อง ยาดม เพราะตั้งใจว่าถ้าเราให้เป็นของขวัญ ของชำร่วย หรือของที่ระลึกแจกใคร คนรับเขาต้องกล้าใช้กันจริงๆ เพราะเราเคยเห็นพวกยาดม ยาหม่องที่แจกทั่วไป คนที่ได้รับส่วนใหญ่เอาไปทิ้งไม่กล้าใช้ และไม่อยากให้ของเราเป็นแบบนั้น พอเราทำแจกก็ได้รับคำชมจากเพื่อนๆ ว่ากลิ่นหอมชื่นใจมาก ถึงขั้นเพื่อนให้สโลแกนว่า… ‘จากสลดเป็นสดชื่น’ ซึ่งก็ทำให้เรารู้สึกดีมาก มันเหมือนเป็นการมอบความสุข บำบัดคนอื่นได้ด้วยกลิ่น (หัวเราะ)”

สำหรับสมุนไพรหอมของมาลีพฤกษ์ มี 2 กลิ่น คือ “กลิ่นต้นตำรับ” ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นของสมุนไพร อย่าง เปลือกต้นชะลูด เปราะหอม และสมุนไพรอื่นๆ รวม 6 ชนิด นำมาเคล้ากับพิมเสน การบูร เมนทอล หมักทิ้งไว้นานราว 2 เดือน ทำให้ได้สมุนไพรที่กลิ่นหอมฟุ้ง โล่งจมูก แบบถึงใจ

ส่วนถ้าใครชอบความสดชื่นแบบละมุนก็ต้อง “กลิ่นส้ม” ที่มีส่วนผสมหลักจากกลิ่นต้นตำรับ แต่เพิ่มเปลือกส้มมือแห้งให้ความสดชื่นลงไปด้วย เพราะผิวผลส้มมือมีน้ำมันหอมระเหย สูดดมบรรเทาอาการเป็นลม หน้ามืดตาลายได้เป็นอย่างดี

แม้สมุนไพรหอม “มาลีพฤกษ์” จะได้รับคำชมจากผู้ใช้ จนทำให้เริ่มมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากการบอกปากต่อปาก แต่ด้วยขาดการวางแผนการตลาดที่ดีจึงทำให้สินค้าที่ผลิตเพื่อขายรอบแรก ขาดทุนตั้งแต่เริ่มต้น “ตอนนั้นไม่มีความรู้เรื่องการตลาดเลย ซื้อของมานับแค่ค่าขวดกับวัตถุดิบ ค่ารถ ค่าแรง ค่าสติ๊กเกอร์ปิดฝาขวดยังไม่นับ พอมีลูกค้าสั่งของเข้ามาส่งของให้ลูกค้าเสร็จกลับมานับสตางค์รู้เลยว่าขาดทุนตั้งแต่เริ่มแล้ว หรืออีกครั้งที่รู้สึกเสียดายมากคือ เราไม่มีการเตรียมสต๊อกของ พอมีลูกค้าโทรมาสั่ง 500 ขวด เอาไปแจกในงานศพ เราดันไม่มีของ เพราะยังหมักไม่เสร็จ ตอนนั้นเงินก็อยากได้ แต่ก็ไม่กล้าให้ของที่ยังไม่สมบูรณ์กับลูกค้า เลยตัดสินใจปฏิเสธไป คิดเลยว่าหรือเราจะไม่เหมาะกับการค้าขาย”

ความผิดพลาดทำให้เกิดการเรียนรู้

และถึงจะเจอกับบททดสอบอยู่หลายครั้ง แต่เพราะยังพอมีกำลังใจเล็กๆ ที่มาจากเสียงชื่นชมของลูกค้าที่ได้ใช้สมุนไพรหอม “มาลีพฤกษ์” ก็ทำให้คุณจอย ยังคงมีกำลังใจพัฒนาสินค้ามากขึ้น “ในเรื่องการผลิตเวลาเราทำของขายเหมือนกับคนทำกับข้าวกินเองที่บ้านคือ เล่นใหญ่ให้เยอะ ใช้วัตถุดิบดี คือเสียเงินไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ (หัวเราะ) การเลือกซื้อวัตถุดิบหลักๆ ทุกอย่างจะเลือกซื้อจากแหล่งที่สะอาดปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นร้านขายยาที่มีสมุนไพรไทย-จีน ที่มีแพทย์แผนไทยหรือเภสัชกรให้คำแนะนำ หรือบางส่วนก็ติดต่อกับเกษตรกรผู้ปลูก ตามวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ไปเลย เพราะเราอยากได้ของคุณภาพดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น พิมเสน หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเขามีหลายเกรด และมีเป็นพิมเสนแท้และเทียม ตอนเราไปซื้อก็ได้คำแนะนำจากเภสัชกร และเราก็ตัดสินใจเลือกเกรดที่ดีที่สุดมาใช้แม้จะราคาสูงก็ยอม

“หรืออย่างในเรื่องแพ็กเกจจิ้ง ที่เราต้องลบภาพว่าการใช้สมุนไพรต้อง ‘แก่’ ออกด้วยการใช้โลโก้ที่เป็นการวาดลายเส้นระบายสีไม้ (ฝีมือการวาดจากนักวาดภาพประกอบ PIYANUN) ตัวขวดเป็นขวดแก้วขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวก เห็นแล้วดูน่ารัก สดใส เหมาะเป็นสินค้าที่ระลึก ของฝาก หรือของชำร่วยแจกในงานพิธีต่างๆ ก็ทำให้เสียงตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดีไม่น่าห่วง

“แต่ที่ต้องปรับปรุงคือ เรื่องของงานบริหารและการตลาด ซึ่งในปีนี้เราขอมาลุยเต็มที่ และตั้งใจว่าจะทำให้แบรนด์ ‘มาลีพฤกษ์’ สามารถเจาะกลุ่มตลาดสินค้าของฝาก ของที่ระลึกขายชาวต่างชาติรวมถึงกลุ่มบริษัททัวร์เพิ่มขึ้น และได้มีการติดต่อ ‘วิสาหกิจชุมชนชมรมท่องเที่ยวดำเนินสะดวก’ เพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งในการผลิต ช่วยให้หมดปัญหาเรื่องการผลิตสินค้าไม่ทัน และที่สำคัญยังช่วยให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่ม”

สุดท้าย คุณจอยส่งกำลังใจถึงผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่เหมือนเช่นเธอ ว่าแม้ต้องเจออุปสรรคก็อย่าเพิ่งท้อ ขอให้ซื่อสัตย์ผลิตแต่สินค้าที่ดีมีคุณภาพคุ้มราคา และพัฒนาหาช่องทางการนำเสนอใหม่ๆ เสมอ

ปัจจุบัน สมุนไพรหอม “มาลีพฤกษ์” มีจำหน่าย 2 ขนาด คือ ขวดเล็ก ราคา 40 บาท และขวดใหญ่ ราคา 70 บาท กลิ่นต้นตำรับ กลิ่นส้มมือ มีสินค้าวางจำหน่ายที่ ตลาดเหล่าตั้กลัก-Soontarodom floating market จ.ราชบุรี ,ร้าน Souvenirs Japan ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ โกดัง 9 และขายผ่านออนไลน์

ซึ่งหากท่านใดสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ MaleePruk โทร.08-0592-5465, 09-4694-9964 FB: MaleePruk IG: MaleePruk Email: maleepruk.joy@gmail.com หรือที่ตั้ง: วิสาหกิจชุมชนชมรมท่องเที่ยวดำเนินสะดวก เลขที่ 144 หมู่ที่ 7 ต.ดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

อ.ต.ก. เตรียมจัดงาน “ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก. จังหวัดอุดรธานี” ยกทัพสินค้าเกษตร เสิร์ฟชาวอุดรฯ เชื่อมโยงผลผลิตระหว่างภูมิภาค ยกระดับสินค้าเกษตรไทย

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2562 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดงานแถลงข่าว โชว์ความพร้อมจัดงาน “ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก. จังหวัดอุดรธานี” เตรียมนำสินค้าผลผลิตจากเกษตรกร จัดแสดงและจำหน่ายที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตของเกษตรกรในระดับภูมิภาค ยกระดับสินค้าเกษตรไทย

นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน และเชื่อมโยงตลาดในทุกระดับ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้กลยุทธ์ “การตลาดนำการผลิต” ของกระทรวงเกษตรฯ เป็นแนวทางการดำเนินงานเชื่อมโยงระบบการผลิตกับระบบการตลาดในระดับพื้นที่ สร้างช่องทางจำหน่าย ส่งเสริมการตลาด เน้นจัดงานตลาดสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรเรียนรู้ด้านการตลาด การผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบัน อ.ต.ก. ได้ดำเนินงานในลักษณะการจัดกิจกรรมตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ ทั้งในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค อย่างต่อเนื่อง และได้รับการตอบรับจากเกษตรกร ในการสร้างมูลค่าการจำหน่าย การสร้างรายได้ ส่งผลถึงภาพรวมเศรษฐกิจด้านการเกษตร

ทั้งนี้ อ.ต.ก.เตรียมจัดงาน “ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก.จังหวัดอุดรธานี” ระหว่าง วันที่ 20-24 มีนาคม 2562 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เนื่องจาก เพราะ อ.ต.ก. เล็งเห็นโอกาสทางการตลาดในอุดรธานี ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ที่มีศักยภาพ จุดเด่น และความพร้อมต่างๆ ในด้านเศรษฐกิจ การค้าขาย และการคมนาคม ที่สามารถเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคในระดับพื้นที่ และในกลุ่มประเทศอินโดจีนได้

การจัดงานดังกล่าว นอกจากเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร/สถาบันเกษตรกร/ผู้ประกอบการด้านการเกษตร แล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายการตลาดและนำนวัตกรรมการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร จนพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับท้องถิ่น ก่อให้เกิดตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพแบบถาวรและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน “ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก.จังหวัดอุดรธานี” ได้คัดสรรสินค้าเกษตรคุณภาพ สินค้าแปรรูป จากเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรงกว่า 40 ร้านค้า และกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ การสาธิตการจัดสวน การปรุงอาหาร และชมการแสดงจากศิลปินรับเชิญที่มีชื่อเสียงมากมาย

อ.ต.ก. จึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจเข้าร่วมชมงาน“ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก. จังหวัดอุดรธานี” เพื่อเลือกซื้อพืชผักผลไม้สดใหม่ปลอดสารพิษรวมทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพดี สินค้าโอทอปจากเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรโดยตรง ในราคาที่เหมาะสม ระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม 2562 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

ความนิยมในการปลูกพืชแบบผสมผสานแพร่กระจายไปในหลายพื้นที่ เหตุผลสำคัญที่หลีกเลี่ยงการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะหากเกิดปัญหาใดที่ทำให้กิจการภายในพื้นที่เพาะปลูกดำเนินต่อไปไม่ได้ นั่นหมายถึง ต้องยุติการทำการเกษตรลงชั่วคราวหรือถาวร และเหตุผลนี้ก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่ คุณอำนาจ ศรีชุ่ม เกษตรกรชาวสวน วัย 66 ปี ตัดสินใจปลูก “กระท้อน” เป็นพืชแบบผสมผสาน ไว้ในแปลงเดียวกัน

คุณอำนาจ เป็นชาวอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โดยกำเนิด เกิดและเติบโตมากับการทำสวนหลายชนิด โดยเฉพาะสวนไม้ผลที่เป็นผลไม้นิยมและขึ้นชื่อของจังหวัดปราจีนบุรี อาทิ ทุเรียน กระท้อน เงาะ ส้มโอ มังคุด ทำให้ประสบการณ์การดูแลสวนไม้ผลแทรกซึมเข้าร่างกายอย่างปฏิเสธไม่ได้

พื้นที่ทำสวนไม้ผลของคุณอำนาจมีหลายแปลง แต่แปลงหนึ่งที่น่าสนใจ มีพื้นที่ 32 ไร่ ไม้ผลที่ปลูกเป็นหลักมี 3 ชนิด ได้แก่ กระท้อน ทุเรียน และไผ่ตง แต่ยังผสมผสานไปด้วย มังคุด เงาะ มะยงชิด มะปรางหวาน และไม้ประดับในกลุ่มจันทน์ผา

แต่ในที่นี้ คุณอำนาจ แนะนำไม้ผลเพียงชนิดเดียว คือ กระท้อน เนื่องจากเป็นผลไม้ที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำมากที่สุดกว่าไม้ผลชนิดอื่นที่มีอยู่

“เดิมผมซื้อที่ดินแปลงนี้ไว้เพื่อปลูกไผ่ตง เพียง 2 ปี ไผ่ตงออกดอก นั่นหมายถึง ไผ่ตงเจริญเติบโตเต็มที่และสุดท้ายก็ตาย ทำให้ผมต้องเปลี่ยนไปปลูกไม้ผล ในระยะแรกปลูกทุเรียนบ้าง เงาะบ้าง มังคุดบ้าง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเกิดปัญหาราคาตกต่ำ”

กระท้อน เป็นไม้ผลชนิดที่ไม่อยู่ในสายตาคุณอำนาจ กระทั่งในยุคที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ กระท้อน เป็นไม้ผลชนิดเดียวในละแวกนั้นที่สร้างรายได้ให้เห็น จากเหตุผลเดิมที่คุณอำนาจเห็นว่ากระท้อนเป็นไม้ผลที่มีความยุ่งยากในขั้นตอนการปลูกและดูแล กลับกลายเป็น กระท้อนเป็นไม้ผลที่สร้างรายได้ หากผู้ปลูกให้ความใส่ใจในการดูแล

กระท้อนทั้งหมดในแปลงมีประมาณ 150 ต้น เป็นไม้ผลจำนวนมากที่สุดของแปลง รองลงมา เป็นทุเรียน และไผ่ตง

เมื่อคุณอำนาจตัดสินใจปลูกกระท้อน จึงมองหาสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยม เพื่อประโยชน์ทางการตลาด จึงเลือกสายพันธุ์อีล่า และ ปุยฝ้ายอีล่า เป็นสายพันธุ์หนัก มีผลใหญ่กว่าพันธุ์อื่นๆ เมื่อแก่จัดเปลือกนอกจะเป็นสีเหลืองเข้มหรือสีน้ำตาลอ่อน เปลือกบาง เนื้อเป็นปุยสีขาว นิ่มมาก มีรสหวานอมเปรี้ยว ออกผลช้า เก็บผลผลิตขายได้ราวเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม

ปุยฝ้าย เป็นสายพันธุ์เบา เป็นกระท้อนผลใหญ่ ทรงกลมแป้น ผิวผลเนียนละเอียด จับดูนิ่มเหมือนกำมะหยี่ เนื้อในเป็นปุยสีขาว รสหวานสนิท เก็บผลผลิตขายในช่วงเดือนมิถุนายน

สาเหตุที่เลือก 2 สายพันธุ์นี้ คุณอำนาจบอกว่า เพราะสามารถเก็บผลผลิตขายได้เรื่อยๆ โดยเริ่มเก็บพันธุ์ปุยฝ้ายขายก่อน เพราะให้ผลผลิตก่อน เมื่อพันธุ์ปุยฝ้ายเริ่มน้อยลง ก็สามารถเก็บพันธุ์อีล่าขายได้ ทำให้มีกระท้อนขายต่อเนื่องหลายเดือน นอกจากนี้ ทั้ง 2 สายพันธุ์ หากได้รับการดูแลอย่างดี เพียง 2-3 ปี ก็ให้ผลผลิตเก็บขายได้แล้ว

การปลูกและการดูแล คุณอำนาจ บอกว่า ไม่ใช่เรื่องยาก ปลูกเช่นเดียวกับไม้ผลชนิดอื่น ส่วนการดูแลไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นอกจากการห่อผลกระท้อน ที่ควรทำ เพื่อให้ได้ผลกระท้อนที่ผิวสวย ขายได้ราคา

การปลูก ระยะห่างระหว่างต้นอย่างน้อย 12 เมตร ส่วนระยะห่างระหว่างแถว ผู้ปลูกควรพิจารณาเอง แต่ควรให้มีระยะห่างมาก เพราะกระท้อนเป็นไม้ผลทรงพุ่ม หากปลูกระยะชิดมาก จะทำให้ต้นสูง เมื่อต้องห่อผลกระท้อนจะทำได้ยาก

การให้น้ำ มีความสำคัญกับไม้ผลทุกชนิด กระท้อนก็เช่นกัน คุณอำนาจ แนะนำว่า การให้น้ำกระท้อน ควรเปิดสปริงเกลอร์วันละประมาณ 45 นาที ทุกวัน ให้น้ำชุ่มพื้น เป็นการรักษาความชื้นไว้ ไม่ควรให้ดินในสวนแห้ง แม้ฤดูฝนที่มีฝนตกต่อเนื่องทุกวัน ก็ยังคงให้น้ำตามเดิม

ปุ๋ย เป็นปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นต่อการทำเกษตรกรรม คุณอำนาจให้ปุ๋ยตามระยะเวลาที่ควรให้ โดยจะให้ปุ๋ยสูตรเสมอ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว และใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ก่อนออกดอก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสะสมอาหาร และใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 หลังติดผล เพื่อเร่งผลให้เจริญเติบโต

ขั้นตอนที่ดูเหมือนจะยุ่งยากที่สุดคือ ขั้นตอนการห่อผลกระท้อนคุณอำนาจ อธิบายว่า ความยุ่งยากของการห่อผลกระท้อน ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่แรงงานห่อผลกระท้อนต่างหากที่สำคัญ เนื่องจากปัจจุบันแรงงานห่อกระท้อนหายาก แม้จะเพิ่มค่าแรงห่อกระท้อนให้ตามกฎหมายแรงงานแล้วก็ตาม

การห่อผลกระท้อน เริ่มขึ้นหลังเริ่มติดผลผลิตประมาณ 1-2 เดือน

สังเกตผลกระท้อน หากกิ่งใดมีผลกระท้อนมาก 2-3 ผล ต้องพิจารณาปลิดทิ้ง เพื่อให้ผลเจริญเติบโตดี

ใช้ถุงห่อกระท้อน ซึ่งมีจำหน่ายทั่วไปห่อ มัดปากถุงห่อด้วยตอก ประมาณ 4-5 เดือน นับจากติดผล สังเกตผลกระท้อนที่ไม่ได้ห่อ หากบริเวณก้นของผลไม่มีสีเขียวเลย นั่นหมายถึง รสชาติดี นำไปจำหน่ายได้

ราคาค่าจ้างห่อกระท้อน อยู่ที่ ร้อยละ 50-60 บาท ถุงห่อกระท้อน ราคาร้อยละ 45 บาท ตอกมัดถุงห่อกระท้อน ราคาร้อยละ 2 บาท คุณอำนาจ แนะนำด้วยว่า หากต้องการราคาถูกกว่านี้ ควรซื้อถุงห่อกระท้อนและตอก หลังจากกระท้อนหมดฤดู

การเก็บผลกระท้อน จำเป็นต้องจ้างแรงงานเช่นกัน โดยราคาจ้างเก็บอยู่ที่ กิโลกรัมละ 2 บาท

โรคและแมลงในกระท้อน ไม่พบบ่อยนัก คุณอำนาจบอก

“โรคและแมลง มีหนอนกินใบ ที่พบในฤดูฝน ถ้าพบน้อยก็ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้ธรรมชาติดูแล ส่วนใหญ่สวนผมไม่ค่อยฉีดยาฆ่าแมลง ตั้งแต่ปลูกมา 15 ปี ยังไม่พบโรคและแมลงที่รุนแรงถึงกับต้องฉีดยาฆ่าแมลง”

คุณอำนาจ เล่าว่า กระท้อนผลใหญ่จะจำหน่ายได้ราคาดีกว่าผลเล็ก ซึ่งหากห่อผลให้ผิวสวย และปลิดผลที่ดกเกินความจำเป็นทิ้ง จะได้ผลกระท้อนใหญ่ น้ำหนักดี อาจได้กระท้อนน้ำหนักผลละ 1 กิโลกรัม ทีเดียว

“ผลผลิตที่เคยได้ต่อต้น อยู่ที่ 200 กิโลกรัม และกระท้อนจะให้ผลผลิตไปเรื่อยๆ หากดูแลดี” คุณอำนาจ กล่าว

สำหรับตลาดจำหน่ายกระท้อน คุณอำนาจ ตัดพ่อค้าคนกลางออก โดยมีแผงผลไม้จำหน่ายเอง ริมถนนสายปราจีนบุรี-ประจันตคาม ราคาขายตามแต่ปริมาณผลผลิต

“กระท้อน เป็นพืชที่ผมไม่คิดจะปลูก แต่เมื่อได้ปลูกก็ทำให้ทราบว่า เป็นไม้ผลที่ดูแลง่าย ไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อนอะไร มีปัญหาเดียวที่ต้องแก้ไข คือ ปัญหาแรงงานห่อกระท้อน ที่หายาก หากหมดปัญหานี้ไปแล้ว กระท้อนเป็นไม้ผลอีกชนิดหนึ่งที่ผมแนะนำให้ปลูก”

ประสบการณ์ปลูกไม้ผล สำหรับคุณอำนาจ ไม่ได้มีเฉพาะการปลูกกระท้อนเท่านั้น บริเวณสวนยังมีไม้ผลชนิดอื่นไว้สลับสับเปลี่ยนจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี ต้องการคำแนะนำการปลูกกระท้อน ติดต่อได้ที่ บ้านเลขที่ 101 หมู่ 8 ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ 081-861-8865

เมื่อเร็วๆ นี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาเสถียรภาพราคายาง ครั้งที่ 6 ของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (The Association of Natural Rubber Producing Countries: ANRPC) มุ่งให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีการผลิตยาง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมหามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราให้มีเสถียรภาพร่วมกัน ย้ำทุกมาตรการต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศสมาชิกผู้ปลูกยาง ณ โรงแรมแม่น้ำ รามาดาพลาซ่า กรุงเทพมหานคร

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาเสถียรภาพราคายาง ครั้งที่ 6 ของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (The Association of Natural Rubber Producing Countries: ANRPC) โดยในครั้งนี้มีผู้แทนจากประเทศสมาชิกทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวน 10 ประเทศ จากทั้งสิ้น 12 ประเทศ เข้าร่วม ประกอบด้วย บังกลาเทศ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา เวียดนาม และไทย โดยเป็นการหารือร่วมกันในการแก้ปัญหาสถานการณ์ราคายางที่ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต ส่งผลกระทบต่อประเทศในกลุ่มผู้ผลิตยางธรรมชาติ และวิเคราะห์ หาแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อผลักดันให้ราคายางของทั้ง 12 ประเทศสมาชิก มีเสถียรภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกควรมีการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีการผลิตยางให้มากขึ้น รวมถึงความร่วมมือในการวิจัยด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยพัฒนาเรื่องการนำยางพารามาใช้ในการทำถนน ซึ่งหลายประเทศให้ความสนใจ หากมีการพัฒนาร่วมกัน และนำไปใช้ให้เกิดขึ้นจริงจะส่งผลต่อการใช้ยางของแต่ละประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นนอกจากนี้ ยังมีมาตรการการกำหนดราคาส่งออกยางพาราขั้นต่ำ เพื่อแก้ปัญหาราคายางในปัจจุบันที่ไม่สะท้อนตามความเป็นจริง แต่เกิดจากการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ เป็นความเสี่ยงสำหรับผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้ซื้อยาง รวมถึงเกษตรกรชาวสวนยาง เสนอให้ประเทศสมาชิกเห็นควรออกกฎหมายควบคุมราคายางพาราขั้นต่ำ

ดร. เหงียน ง็อก บิช เลขาธิการ ANRPC ในฐานะประธานการประชุม กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง อาทิ มาตรการควบคุมปริมาณการ ส่งออก มาตรการการหยุดกรีด มาตรการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศของกลุ่มสมาชิกให้เพิ่มสูงขึ้น การร่วมกันในการพัฒนาด้านนวัตกรรมการแปรรูปยาง การพัฒนาด้านโลจิสติกส์เพิ่มเติมในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมถึงให้ ANRPC สมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการประสานงานด้านนโยบายและการดำเนินงานผลิตยางและค้ายาง

สนับสนุนส่งเสริมทางวิชาการยาง และดำเนินการเพื่อสร้างความเป็นธรรมและยกระดับราคายางธรรมชาติของประเทศสมาชิก มีมาตรการในการบริหารจัดการอุปทาน เพิ่มอุปสงค์ยางพารา เพื่อแก้ปัญหาหรือบรรเทาสถานการณ์ราคายางตกต่ำในขณะนี้ ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะต้องร่วมมือกันปฏิบัติในทุกประเทศสมาชิก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในทุกมาตรการจะต้องทำไปด้วยความรอบคอบระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางของประเทศสมาชิก และขอให้ประเทศสมาชิกทั้งหมดปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง ANRPC ที่ให้ทุกประเทศร่วมมือกันในการรักษาเสถียรภาพราคายาง เพื่อประโยชน์ของประเทศผู้ผลิตยางทั้งหมด

หลงเสน่ห์เมืองแห่งท้องทะเลสุดอันซีน จังหวัดกระบี่ กับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” สัมผัสวัฒนธรรมชาวนาตีน เที่ยวงาน “Green Village Festival” แวะชมศิลปะและการแสดง พร้อม ลิ้มลองขนมเด็ดแห่งแดนใต้

สัมผัสชุมชนเล็กๆ แสนอบอุ่นอย่าง “ชุมชนบ้านนาตีน” จังหวัดกระบี่ ไปกับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” ลัดเลาะทะเลใต้ ดื่มด่ำบรรยากาศความรื่นรมย์ สัมผัสเสน่ห์วิถีชุมชนมุสลิม พร้อมเรียนรู้วิชาชีพการกรีดยางแบบต้นฉบับจากชาวสวน แวะพักเหนื่อยกันที่โรงแรม มณีกระบี่ บีชฟร้อนท์ ห้องพักสุดหรูสไตล์โมเดิร์นติดริมทะเลอันดามัน จากนั้นไปร่วมงานชุมชนบ้านนาตีน “Green Village Festival” กับกิจกรรมการแสดงพื้นบ้านอย่าง “ลิเกฮูลู” และ “รองเง็ง” ที่เป็นการแสดงอัตลักษณ์สะท้อนวิถีชีวิตอันทรงคุณค่าของชุมชนบ้านนาตีน พร้อมลิ้มรสขนมอร่อย อย่าง ขนมถังแตก, ขนมทุ่งโพล้ง และขนมต้มใบพ้อ ที่เป็นสูตรเด็ดเลยก็ว่าได้ จากนั้นไปละลายทรัพย์กับผลิตภัณฑ์ OTOP จากกะลามะพร้าว ปิดท้ายความสนุกที่พลาดไม่ได้ คือการคั้นน้ำอ้อยแบบโบราณด้วยเครื่องคั้นรูปร่างใหญ่แปลกตาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน อีกทั้งภาชนะที่ใส่ยังเป็นกระบอกไม้ไผ่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และยังคงอนุรักษ์ความเป็นไทยอีกด้วย

ท่องเที่ยวทะเลงามเมืองกระบี่ สัมผัสวิถีชุมชนบ้านนาตีนไปกับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันที่ 23 มีนาคม 2562 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) พร้อมรับข่าวสารต่างๆ ของรายการได้ทาง

ดร. ธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงโรม (FAO, IFAD, WFP) และผู้อำนวยการสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ณ กรุงโรม ร่วมหารือกับ นายสุปรี เบ้าสิงห์สวย กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และ นายสุธี สมุทระประภูต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักบริหารและส่งเสริมด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เกี่ยวกับบทบาทของซีพีเอฟในการสนับสนุน โครงการ “เลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” และ โครงการ “ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” รวมทั้งแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรของไทย ตลอดจนความร่วมมือของบริษัทกับองค์กรสากล ณ อาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ สีลม