เร่งยุทธศาสตร์ข้าว คุมข้าวเปลือกไม่เกิน 33 ล้านตัน/ปี

ปั้นไทยศูนย์กลางค้าโลก นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทย 5 ปี (2560-2564) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการผลิตและการตลาดให้สอดคล้องกัน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยแผนภายใน 5 ปี ให้สอดคล้องกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่สวนทางกับแนวโน้มการบริโภคข้าวที่ลดลงส่งผลให้เป้าหมายผลผลิตข้าวให้เหลือไม่เกิน 33 ล้านตันข้าวเปลือก ใกล้เคียงกับผลผลิตในปัจจุบัน แบ่งเป็น ข้าวนาปี 23 ล้านตันข้าวเปลือก นาปรัง 10 ล้านตันข้าวเปลือก และจะเสนอให้ พล.อ.ฉัตรชัย พิจารณาในสัปดาห์หน้า

แหล่งข่าวในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงรายละเอียดยุทธศาสตร์ข้าวไทย 5 ปี ที่มีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและส่งออกข้าว เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคข้าวทุกคุณภาพและระดับราคาในตลาดโลก แม้ตลาดข้าวจะมีการแข่งขันกันรุนแรง แต่ชาวนาจะขายข้าวได้ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ตามกรอบและระบบการค้าที่มีภาครัฐเป็นผู้รักษากฎระเบียบ และสนับสนุนกลไกการตลาด โดยปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกเท่ากับความต้องการ หรือหากสูงกว่าความต้องการได้จะไม่เกิน10 % และแบ่งเป็น 8 ด้าน คือ 1.การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชาวนาและองค์กรชาวนา ยกระดับความสามารถในการผลิตข้าวให้ชาวนาสามารถพึ่งพาตนเองได้ไม่น้อยกว่า 80% และสนับสนุนการสร้างศูนย์กลางชาวนาในระดับท้องถิ่น

2.การควบคุมพื้นที่เพาะปลูกและปริมาณผลผลิตข้าวให้เหมาะสม โดยปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม จัดระบบการปลูกข้าวแบบมีส่วนร่วมในเขตชลประทาน และควบคุมปริมาณข้าวเปลือกแต่ละปีที่ออกมาให้สูงกว่าความต้องการของผู้บริโภคไม่เกิน10%

3.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว โดยปี2564 ผลผลิตต่อไร่ของข้าวทุกพันธุ์ ต้องไม่ต่ำกว่า 516 กิโลกรัม(กก.)ต่อไร่ ต้นทุนการผลิตต่อไร่ไม่เกินไร่ละ 3,600 บาท และต้นทุนการผลิตต่อตันไม่เกินตันละ 7,000 บาท

4.การยกระดับคุณภาพการผลิตและมาตรฐานสินค้าข้าว โดยปริมาณข้าวเปลือกที่มีคุณภาพและปลอดภัยจากแปลงข้าวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพี ไม่น้อยกว่า 10 ล้านตัน ข้าวสารที่วางจำหน่ายในท้องตลาดต้องมีมาตรฐานการค้าและมาตรฐานความปลอดภัยจีเอ็มพี ไม่น้อยกว่า 60% ของปริมาณทั้งหมด ภายในปี 2564 รวมทั้งพัฒนาระบบการซื้อขายข้าวในประเทศและการส่งออกให้มีการซื้อขายข้าวตามมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับไม่น้อยกว่า 80%ของปริมาณที่วางจำหน่าย นอกจากนี้ระบบการผลิตข้าวสาร(โรงสีและโรงปรับปรุง) ที่มีกำลังผลิตมากกว่า 60ตันต่อ 24 ชั่วโมง ต้องได้รับมาตรฐานความปลอดภัยในการผลิตจีเอ็มพี ครบทุกแห่ง

5.เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านระบบการจัดการการส่งสินค้าหรือโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนการบริหารจัดการข้าวทั้งระบบไม่น้อยกว่า 4% ภายใน 5 ปี

6.พัฒนาศักยภาพและสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าข้าว ระบายข้าวเพื่อส่งออกไม่น้อยกว่าปีละ 9 ล้านตัน และส่งเสริมให้ชาวนามียุ้งฉางกลางเพื่อเก็บสต็อกข้าว และจัดการระบบโรงสีและตลาดกลางให้มีครอบคลุมเพื่อรองรับกับผลผลิตในแต่ละพื้นที่ไม่น้อยกว่า80% ภายใน 5 ปี และจัดการระบบการซื้อขายข้าวเพื่อสร้างความเป็นธรรมทั้งระบบภายใน 3 ปี

7.สร้างค่านิยมการบริโภคข้าว สนับสนุนสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว และเพิ่มการบริโภคข้าวไม่น้อยกว่า 5% 8.วิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรมข้าว โดยสนับสนุนให้สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมทำหน้าที่นำผลวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับข้าวมาพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ โดยนำเข้าสู่กระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูปเป็นสินค้านวัตกรรมและผลิตภัณฑ์จากข้าวไม่น้อยกว่าปีละ 5% และได้พันธุ์ข้าวที่มี่ศักยภาพสูงไม่น้อยกว่า 8 พันธุ์ รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อใช้ในการทำเกษตรเพิ่ม

สืบเนื่องกรณีนายศุภกิจ ปั้นแปลก อายุ 43 ปี ชาวบ้าน หมู่ 3 ต.วังสำโรง อ.บางมูลนาก ผูกคอตายสาเหตุเกิดจากปัญหาเรื่องหนี้สินรุงรังมานานหลายปี ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.นายจรัญ ด้วงจุ้ย อายุ 55 ปี อาของผู้ตายเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า กรณี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข่าวว่านายศุภกิจผูกคอตายนั้นไม่ได้เป็นชาวนาเป็นเพียงช่างซ่อมแอร์เท่านั้น ขอให้อย่ากล่าวหาลอยๆ หรือฟังจากหน่วยงานบางหน่วยที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง

นายจรัญกล่าวอีกว่า เมื่อคืนมีกลุ่มชาวนาในพื้นที่และต่างพื้นที่มาร่วมงานศพเป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่ที่มาร่วมงานเห็นและดูข่าวที่ เสธ.ไก่อูพูดออกมาว่า นายศุภกิจไม่ได้เป็นชาวนา เป็นเพียงแค่ช่างซ่อมแอร์ จึงมาให้กำลังใจภรรยาผู้ตายเต็มศาลาวัด โดยสาเหตุที่นายศุภกิจผูกคอตายเพราะเครียดเรื่องหนี้สิน แต่กลับมีการให้ข่าวว่าผูกคอตายหนีโรคประจำตัว คนตายเป็นคนขยันทำมาหากิน ร่างกายแข็งแรง เป็นคนเก่ง ไม่เคยทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ที่โดนจับเรื่องปืนเถื่อนนั้น คือ คนตายพกปืนพ่อไปด้วย เพราะเป็นช่วงกลางคืน จึงพกปืนของพ่อเอาไว้ป้องกันตัว ไม่ได้เอาไปยิงใคร แค่ปืนผิดมือเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจรัญพาผู้สื่อข่าวไปชมแปลงนาของนายศุภกิจ ชาวนาที่ผูกคอตาย ยืนยันว่าเป็นชาวนาจริง ช่างแอร์เป็นแค่อาชีพเสริม ชาวบ้าน-ทหาร ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวนาหนุ่มสุรินทร์ 16 ไร่ ที่ประกาศบริจาคส่งไปท้องสนามหลวงเพื่อหุงเลี้ยงประชาชนที่ไปสักการะพระบรมศพได้รับประทาน ทหารหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 นำทหารมาช่วยพร้อมขนไปตาก และสีนำ ขณะที่ชาวบ้านช่วยบริจาคข้าวเปลือกเพิ่มอีก รวมแล้วได้ข้าวกว่า 15 ตัน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9 คาดแล้วเสร็จสัปดาห์หน้า

กรณีนายสราวุธ อินทร์แพง อายุ 38 ปี บ้านเลขที่ 170 หมู่ 1 บ้านตาอ็อง ต.ตาอ็อง อ.เมือง จ.สุรินทร์ หนุ่มวัย 38 เจ้าของแปลงนาข้าวหอมมะลิ จำนวน 16 ไร่ ที่ประกาศมอบข้าวเปลือกหอมมะลิอินทรีย์ 16 ไร่ ประมาณ 10 ตัน บริจาคให้กับโรงทานที่ท้องสนามหลวง ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่ขาดเพียงกำลังคนที่จะมาร่วมเก็บเกี่ยวข้าว ตากข้าว โรงสีข้าว รถบรรทุกที่จะนำข้าวไปยังท้องสนามหลวง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 พ.ย. พ.อ.เจษฎา ศรีหมอก ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 สำนักงานพัฒนาภาค 5 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย นำหน่วยงานประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ทหารจากมลทลทหารบกที่ 25 เกษตรจังหวัด ฝ่ายปกครองอำเภอเมือง ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาอ็อง รวมทั้งชาวบ้านในพื้นที่ รวมกว่า 200 คน และนายสราวุธ อินทร์แพง อายุ 38 ปี บ้านเลขที่ 170 หมู่ 1 บ้านตาอ็อง ต.ตาอ็อง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เจ้าของแปลงนาข้าวหอมมะลิ จำนวน 16 ไร่ ร่วมกันเก็บเกี่ยวข้าวในแปลงนาดังกล่าว

โดยก่อนการเก็บเกี่ยวมีการกล่าวไว้อาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าวในแปลง โดยมีรถเกี่ยวข้าวจากโครงการพิเศษจังหวัดสุรินทร์ และรถเกี่ยวจากจังหวัดปทุมธานี และอยุธยา เข้าร่วมในการเกี่ยวข้าวให้ฟรี รวมทั้งหมด 3 คัน โดยมีรถบรรทุกจำนวน 2 คัน จากหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 มารอรับข้าวเปลือกออกจากรถเกี่ยวข้าว พร้อมบรรทุกไปตากและสีที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 ก่อนนำบรรจุกระสอบไปทำพิธีมอบให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ส่งต่อไปยังโรงทานท้องสนามหลวงต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเกี่ยวข้าวครั้งนี้ยังมีนายกิตติศักดิ์ ประดับ และภรรยา ชาวบ้านแจรน ต.ตาอ็อง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ร่วมบริจาคข้าวเปลือกเพิ่มเติมอีก 2.5 ตัน นางอรญา ยิงยงยุทธ ภรรยานายกอบต.ตาอ็อง มอบอีก 1 ตัน และชาวบ้านที่มาบริจาคข้าวอีกจำนวนหนึ่งด้วย ซึ่งบรรยากาศเกี่ยวข้าวตลอดทั้งวันเป็นไปอย่างอบอุ่น ซึ่งคาดว่าจะได้ข้าวเปลือกจากการเกี่ยวในพื้นที่นา 16 ไร่ รวมกับข้าวเปลือกที่ชาวบ้านบริจาคเพิ่มเติมอีก ทั้งหมดประมาณ 15 ตัน

นายสราวุธ กล่าวว่า “ตนขอฝากขอบคุณทุกหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั้งที่มา และไม่ได้มา ที่ส่งแรงใจกำลังใจมาจากทั่วประเทศ วันนี้นอกจากจะเห็นคนที่มาช่วยสานความตั้งใจของตนจนสำเร็จแล้ว ยังเห็นภาพของพ่อแม่พี่น้องที่มาร่วมแรงร่วมใจกัน เรามองเห็นความสามัคคี สิ่งที่ในหลวงพระองค์ท่านเคยตรัสไว้เสมอๆ ว่าให้คนไทยสามัคคี วันนี้ตนก็เห็นแล้ว และประทับใจทั้งหมด ฝากขอบคุณทุกแรงใจด้วยครับ”

นายสายยุทธ์ อินทร์แพง พ่อของนายสราวุธ กล่าวว่า “ตนปลื้มและยินดีที่ลูกชายบริจาคข้าวเปลือก ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงของเรา รู้สึกดีใจมากครับ”

ขณะที่ พ.อ.เจษฎา กล่าวว่า หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 ได้รับมอบหมายจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ให้เข้ามาช่วยประสานและดำเนินการในการเกี่ยวข้าว ตากข้าวและสีข้าวช่วย นายสราวุธ อินทร์แพง ในวันนี้ ซึ่งนอกจากนี้ยังมีหน่วยงานในพื้นที่และประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจกันในการเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งข้าวเปลือกที่ได้ในวันนี้จะนำไปตากและสี และจะดำเนินการนำไปส่งที่ท้องสนามหลวง เพื่อหุงให้กับพี่น้องชาวไทยที่เดินทางไปสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะไปถึงไม่น่าเกินสัปดาห์หน้า

นายสมบัติ ทำละเอียด นายกสมาคมอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย เปิดตัว ‘เจ้าเก้ามงคล’ ควายไทย เพศผู้ อายุ 14 ปี สูง 170 เซนติเมตร มีน้ำหนักกว่า 1,300 กิโลกรัม ที่ได้มาใหม่จากจังหวัดชลบุรี เพื่อนำมาพัฒนาศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามในการโคลนน้ำเชื้อ เพื่อสร้างควายไทยรุ่นใหม่ที่สวยงามและสุขภาพดี สำหรับเจ้าเก้ามงคลผ่านการประกวดเป็นควายไทยสุขภาพ และได้แชมป์ ปี 2558 มีลักษณะควายไทยที่สวยงาม คือตรงใต้คอต้องเป็นบั้งสีขาว มีจุดแต้มบนใบหน้า มีข้อเท้าขาว หนังและขนมีสีเทา เทาดำหรือเทาแดง สัดส่วนร่างกายสวยงาม ซึ่งเป็นลักษณะควายไทยชั้นดีจึงอยากพัฒนาสายพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นควายที่มีนิสัยเชื่อง ที่สำคัญยังสามารถเทียมเกวียน ไถนา

นายสมบัติ กล่าวว่า ตนอยากจะส่งเสริมให้เกษตรกรหันกลับมาใช้แรงงานควาย เพื่อไถนาและทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมีตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อสร้างรายได้และสร้างความมั่นคงแก่ชีวิตเกษตรกร รวมทั้งในอนาคตได้พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องควายไทย แล้วยังสร้างการเรียนรู้ในหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเกษตรอีกด้วย

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยส่งหนังสือเวียนสมาชิก หลังหารือกระทรวงพาณิชย์ กำหนด 3 แนวทางหลักแก้ปัญหาราคาข้าวโพดในประเทศตกต่ำ

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า 3 แนวทางดังกล่าวประกอบด้วย 1.)ให้สมาชิกกลุ่มที่มีการนำเข้าข้าวสาลี ทำการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงเดือน ต.ค-ธ.ค. ในจำนวนสัดส่วนเทียบเคียงการนำเข้าเฉลี่ยในอัตรา 1: 1.5 คือนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.5 ส่วน เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนเดิมที่ 1 : 1 ทั้งนี้เพื่อช่วยระบายข้าวโพดและผ่อนคลายสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ล้นตลาดในปัจจุบัน

2)กรมการค้าภายในจะเชิญบริษัทที่ไม่ให้ความร่วมมือ มาพูดคุยถึงข้อเท็จจริงของสถานการณ์ปัจจุบันและจะวางมาตรการเป็นรายบริษัทต่อไป

3.)ทางสมาคมได้เสนอให้รัฐพิจารณาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับจัดเก็บสต็อกข้าวโพดให้นานขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์รับจะนำไปพิจารณาต่อไป กรมการค้าภายในทราบดีว่ามีผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใดบ้างที่ให้ความร่วมมืออย่างดีโดยเฉพาะรายใหญ่ๆอย่าง ซีพี, เบทาโกร, แหลมทอง, ไทยฟู้ดส์, คาร์กิลล์ มีทส์ ก็ปฏิบัติตามด้วยดีมาโดยตลอดและไม่เคยรับซื้อข้าวโพดที่ความชื้น 14.5% ในราคาต่ำกว่า 8.- บาทเลย ขณะเดียวกันกรมฯก็รู้ด้วยว่าอีกหลายบริษัทงดซื้อข้าวโพดหรือซื้อในอัตราที่น้อยมาก” นายพรศิลป์กล่าวและขอให้สมาชิกสมาคมฯนำแนวทางไปปฏิบัติโดยทั่วกัน.

นายรักสกุล สุริโย เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุดรธานี เผยการช่วยเหลือเกษตรกรพยุงราคาข้าวของชาวนาจังหวัดอุดรธานี ว่ามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมเป็นกรณีเร่งด่วน ในฤดูการเพาะปลูก ปี 2559/2560 ผลการผลิตข้าวเปลือกออกมาน้อย เป็นข้าวเบา ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิจะมีการเก็บเกี่ยวในราคากลางเดือนพฤศจิกายน คาดว่าจะมีผลผลิตข้าวเปลือกออกสู่ตลาดประมาณ 942,295 ตัน ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงสี ให้ซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ในตอนนี้

ทางจังหวัดจัดตลาดนัดข้าวเปลือก เชิญผู้ประกอบการโรงสีในจังหวัดและใกล้เคียงให้มากที่สุดเพื่อให้ข้าวที่จะออกสู่ตลาดให้ได้ราคาสูงมากที่สุด เบื้องต้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน ขายข้าวสารทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวที่หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซ่า จะประสานเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ให้รวบรวมข้าวของชาวนามาขาย พร้อมกันนี้จะประชาสัมพันธ์แก่ผู้บริโภคให้มาซื้อข้าว นอกจากนี้ จะจัดตลาดนัดขายข้าวให้พี่น้องชาวนาได้มาขายข้าวโดยตรงทุกเดือนหรือเดือนละครั้ง

ด้าน นางหนูนา เหล่าราช เกษตรกรบ้านเซ ตำบลบ้านเซ เผยว่า ในการช่วยเหลือขายข้าวของภาครัฐ ให้ขายข้าววันเดียวมันคงไม่ได้ช่วยเหลือชาวนาได้มากนัก หรือชาวนาจะได้มาขายข้าวของตัวเองได้ทุกคน เพราะชาวนาบางคนก็เก็บข้าวเปลือกไว้กิน บางคนชะลอเก็บข้าวเปลือกเอาไว้เพื่อให้ราคาข้าวดีกว่านี้ จำเป็นต้องขายข้าวเปลือกบางส่วนไปก่อน เนื่องจากต้องนำเงินไปใช้จ่าย ช่วยเหลือ อย่าทำแบบฉาบฉวย เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นเอง ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดถ้าปลูกตามกระแสปลูกเยอะ จะล้นตลาด ต้องกลับมาวิถีชีวิตที่เราเคยทำปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ครึ่งหนึ่งปลูกข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว ไม่ใช่ว่าจะปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่อย่างเดียว

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. สื่อลาวรายงานว่า รัฐบาลลาวได้สั่งยุติการปลูกกล้วย ภายหลังพบว่ามีนักลงทุนต่างประเทศร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นบางแห่งนำสารเคมีอันตรายมาใช้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งคน สัตว์ และพืชพันธุ์ทางธรรมชาติ รวมถึงดิน ในระยะยาว

นอกจากนี้ เมื่อ ‘มติชนออนไลน์’ ได้ย้อนกลับไปค้นข้อมูลเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ร้องเรียนผ่านเฟซบุ๊กเพจดังอย่าง ‘ໂທລະໂຄ່ງ THOLAKHONG ’ และ All About Bokeo Province (ແຂວງ ບໍ່ແກ້ວ ຄົນ ບໍ່ແກ້ວ)ว่าสวนกล้วยในเขตบ้านปุง เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก เนื่องจากมีการใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดมลพิษทั้งทางน้ำและทางอากาศ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวบ้าน โดยระบุว่ามีผู้ป่วยจากเหตุดังกล่าว จึงต้องการสอบถามถึงความคุ้มครองจากภาครัฐ ซึ่งต่อมาทาง ‘เจ้าแขวง’ ได้มีคำสั่งยุติการปลูกกล้วย โดยไม่อนุญาตให้ขยายพื้นที่การปลูกกล้วยเพิ่มเติมอีก ส่วนที่ปลูกไปแล้วประมาณ 10,000 ไร่สามารถดำเนินต่อไปได้ แต่เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจตราอย่างเข้มงวด

ท่าน ดร. คำพัน เผียยะวง เจ้าแขวงบ่อแก้ว เปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในระยะที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากการปฏิบัติงานของภาครัฐซึ่งไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้มีการใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า และยาปราบศัตรูพืชที่เป็นอันตรายร้ายแรง และสิ่งสำคัญคือ เคมีที่ทั่วโลกไม่ได้ใช้แล้ว แต่นักลงทุนยังมีการลักลอบนำมาใช้ ดังนั้น ทางแขวงจึงตั้งคณะกรรมการติดตามแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น การตรวจตราการใช้สารเคมีให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่เป็นอันตรายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยุติการขยายเนื้อที่การปลูก อย่างไรก็ตาม ทางแขวงอนุญาตให้ดูแลกล้วยที่ปลูกไปแล้วจนออกผลในระยะเวลาสัมปทาน

ที่กระทรวงพาณิชย์ วันที่ 7 พฤศจิกายน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากพล.อ.ประยุทธฺ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์หาแนวทางในการดูแลและช่วยเหลือเกษตรกรเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาตกต่ำ

แหล่งข่าวในกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมาตรการชะลอการนำเข้าข้าวสาลี ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์นำเข้ามาใช้แทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่ไม่ถึงขั้นเพิ่มภาษีนำเข้าและปัจจุบันภาษีนำเข้าข้าวสาลีอยู่อัตรา 0% เนื่องจากการนำเข้าข้าวสาลีสูงจะส่งผลต่อการซื้อรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ รวมถึงได้หารือถึงแนวทางการบริหารจัดการเอกสารสิทธิ์ของเกษตรกรปลูกข้าวโพด ที่พบว่าไม่มีเอกสารสิทธิ์ถึง 50% ของผู้ปลูกข้าวโพดทั้งหมด เรื่องนี้เป็นแผนระยะยาวที่ต้องร่วมมือกันหลายกระทรวง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยจะนำมาตรการรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 8 พฤศจิกายนนี้

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะมีการตรวจสอบมาตรการที่มีอยู่แล้ว ที่ได้ขอความร่วมมือโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์(ความชื้นไม่ต่ำกว่า 14.5%)ในราคากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท ซึ่งเป็นราคาที่โรงงานผลิตอาหารสัตว์ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลระบุว่ารับซื้อได้ ก็จะขอความร่วมมือโรงงานผลิตอาหารสัตว์รับซื้อในราคาใกล้เคียงกันนี้ทั่วประเทศ

หมายเหตุ ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา ผู้เขียนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรื่อง “การจัดสถาบันของนโยบายจำนำข้าว” คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไขปัญหาสามคำถามเรื่องข้าวในสถานการณ์ปัจจุบัน

1. จำนำยุ้งฉางคืออะไร ต่างกับจำนำข้าวสมัยนายกฯยิ่งลักษณ์อย่างไร
นโยบายจำนำข้าวที่มีมาตั้งแต่ในอดีตสมัยตั้งแต่ พ.ศ.2527 อาจจำแนกการจำนำข้าวได้ 2 กรณี คือ กรณีแรก “จำนำยุ้งฉาง” ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้จ่ายเงินค่าจำนำให้กับโกดังหรือยุ้งฉางของเกษตรกรเองและยุ้งฉางของสถาบันการเกษตร เช่น สหกรณ์การเกษตร เป็นต้น กับกรณีสอง “จำนำใบประทวน” ของเกษตรกรรายบุคคล ภายใต้กระบวนการตามแผนภาพที่ 1 และ 2

โดยจำข้าวแบบใบประทวนจะเน้นการประสานงานระหว่างเกษตรกร-หน่วยรับฝากข้าว (อคส. ผ่านโรงสี) – ธ.ก.ส. ในการดำเนินธุรกรรมจนได้เงินจำนำข้าว แต่การจำนำข้าวแบบยุ้งฉางจะตัดขั้นตอนการรับฝากข้าวกับ “หน่วยรับฝากข้าว” ออกไปโดยให้ชาวนาเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางของตนเองหรือของกลุ่มเกษตรกร และสามารถนำข้าวดังกล่าวมาตรวจสอบปริมาณและรับเงินจำนำข้าวจาก ธ.ก.ส. ได้ทันที ความแตกต่างดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าการจำนำข้าวแบบยุ้งฉางพยายามตัดขั้นตอนของ “หน่วยรับฝากข้าว” ซึ่งคือ อคส. ที่จ้างให้โรงสีเป็นผู้รับฝากข้าวและออกใบประทวน อันเป็นขั้นตอนที่ถูกวิพากษ์จิจารณ์ว่าเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นจำนวนมาก ให้ข้าวอยู่กับยุ้งฉางของชาวนาและให้หัวหน้ากลุ่มเกษตรกรและ ธ.ก.ส. เป็นผู้ตรวจสอบแทน

อ้างอิง วีระ หวังสัจจะโชค (2556) การจัดสถาบันของนโยบายจำนำข้าว, ดุษฎีนิพนธ์ในรัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หน้า 4.

2.ทำไมข้าวราคาตก สถานการณ์ราคาข้าวทุกประเภทผันผวนเหมือนกันหรือไม่
ข้าวถือว่าเป็นสินค้าเกษตรที่มีการเคลื่อนไหวของราคาตามฤดูกาล โดยมีลักษณะของการเคลื่อนไหวของราคาขึ้นและลงตามช่วงเวลาในหนึ่งปีผ่านแบบแผนการขึ้นลงที่คล้ายคลึงกันทุกปี เนื่องมาจากปัจจัยด้านอุปทานของผลผลิตที่จะออกมาจากช่วงฤดูการผลิตข้าวที่ใช้น้ำฝนเป็นหลัก หรือช่วง “ช่วงนาปี” ซึ่งผลผลิตจะออกมาในช่วงปลายปี อย่างตารางที่ 1 จะพบว่าผลผลิตจำนวนมากออกมาในเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้กลไกตลาดหากมีอุปทานมากเกินไป (over-supply) ย่อมปฏิเสธไม่ได้ที่ราคาข้าวจะตกลงอย่างมากในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว หลังจากนั้นเมื่อปริมาณผลผลิตลดลงราคาจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง

แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงว่าประเทศไทยสามารถปลูกข้าวได้ทุกฤดูกาล ทั้งนาปรัง (double cropping) หรือการปลูกข้าวสามรอบ (triple cropping) หากจำเป็นต้องเน้นเรื่องปริมาณมากกว่าคุณภาพอย่างช่วงที่มีจำนำข้าวราคาสูง แต่พื้นที่ที่จะปลูกข้าวได้หลายรอบจำเป็นต้องอาศัยการชลประทานและพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างภาคกลางในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนผลผลิตข้าวส่วนใหญ่ของไทยในทุกภูมิภาคยังคงพึ่งพิงกับการผลิตข้าวตามฤดูกาล ตามตารางที่ 2 ผลผลิตข้าวทั้งปี 2558/59 อยู่ที่ 27.42 ล้านตัน โดยในช่วงนาปีผลิตได้ 23.48 ล้านตัน แต่ในช่วงนาปรังผลิตได้เพียง 3.94 ล้านตัน หรือกล่าวอย่างง่ายคือข้าวนาปีข้าวไทยขึ้นราคาผันผวนตามฤดูกาล เพราะผลผลิตส่วนใหญ่ยังคงเป็นข้าวนาปีนั้นเอง

ตารางที่ 2 ผลผลิตข้าวช่วงปี 2556/57-2558/59 (หน่วย: ล้านตันข้าวเปลือก) จากตัวเลขตารางที่ 2 จะพบว่าประเทศไทยมีปริมาณการผลิตข้าวลดลงตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2557 ที่เกิดการรัฐประหารและรัฐบาลชุดใหม่ยกเลิกนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด มาเป็น “สินเชื่อชะลอการขาย” ที่ทำงานในลักษณะของการจำนำข้าวแบบยุ้งฉางเฉพาะข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว

นอกจากนี้ ราคาข้าวที่ราคาตกต่ำในช่วงปลายปี พ.ศ.2559 อาจอธิบายได้ถึงปัญหาข้าวคงคลังที่ยังเหลืออยู่จากนโยบายจำนำข้าว ส่งผลให้เกิดปัญหาที่ข้าวชุดใหม่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบตลาดในราคาปกติได้ จนทำให้ราคาข้าวตกต่ำลงไปอีก อย่างไรก็ดี ปัญหาอาจจะช่วงบรรเทาลงได้หากรัฐบาลสามารถชี้แจงตัวเลขที่แน่นอนว่าตอนนี้รัฐบาลเหลือข้าวคงคลังเท่าไหร่ อันนำไปสู่ความมั่นใจในตลาดข้าวและแนวทางในอนาคตในการระบายข้าวต่อไป

สำหรับชาวนาผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงจำนำข้าวที่ต้องขึ้นตรงกับอำนาจรัฐ หรือช่วงที่ไม่มีจำนำข้าวที่ต้องมาพึ่งพิงอำนาจทุนท้องถิ่นอย่างโรงสีที่ทำงานร่วมกับทุนระดับชาติอย่างบริษัทส่งออกข้าวชั้นนำไม่กี่แห่งในประเทศไทย จึงนำมาสู่คำถามที่อาจจะน่าสนใจที่สุดว่า หากทั้ง “รัฐและตลาด/ทุน” ต่างเป็นสิ่งที่ทำให้ชาวนาต้องเผชิญกับความยากลำบาก ทางออกของชาวนาอาจต้องกลับมาพิจารณาถึงการสร้างความเข้มแข็งในชุมชน การสร้างเครือข่ายในการผลิตและการขายในตลาดแบบวิสาหกิจชุมชน และร่วมกันสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมโดยเอาชุมชนเป็นพื้นฐาน

3. แนวทางในการช่วยเหลือชาวนาควรทำอย่างไร
ข้าวเป็นสินค้าที่ยังคงอาศัยผลผลิตจากฤดูกาล footballsoftpro.com ส่งผลให้เกิดสภาวการณ์ที่ผลผลิตออกมาสู่ตลาดจำนวนมากในบางช่วงเวลาและส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำลง ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องเข้ามามีบทบาทในทางใดทางหนึ่งเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างเสถียรภาพทางราคา ด้วยเหตุนี้ทางออกและทางเลือกเชิงนโยบายในอนาคตจึงควรอยู่ภายใต้กรอบชุดนโยบาย ดังนี้
1) มาตรการทางกฎหมาย รัฐบาลควรอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยปรับหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับชุดนโยบายของรัฐบาล
2) มาตรการสนับสนุนการเก็บข้าวคงคลังและนโยบายด้านกลไกราคาอาจมีแนวทางดังนี้

a. มาตรการยกระดับราคาสินค้าเกษตรอาจเป็นการรับซื้อโดยตรงจากหน่วยงานของรัฐ หรือกำหนดระดับราคาเป้าหมายสำหรับข้าวที่ซื้อขายในประเทศหรืออาจตั้งราคาข้าวผ่านเพดานราคาขั้นต่ำ (price floor) สำหรับการรับซื้อข้าวเปลือกของภาคเอกชน

b. นโยบายรับจำนำข้าว ในราคาตลาด หรือ “ต่ำกว่า” ราคาตลาดเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในสภาวะที่ราคาข้าวตกต่ำ และแก้ไขปัญหาการกดราคาจากนายหน้าค้าข้าวเปลือกนโยบายดังกล่าวเป็นการสร้างมูลภัณฑ์กันชน (buffer stock) ให้กับกลไกตลาด

c. นโยบายรับจำนำข้าวในราคาที่ “สูงกว่า” ราคาตลาด ทำได้ภายใต้วงเงินที่จำกัดเท่านั้น เพื่อพยุงราคาข้าว (price support) แต่ต้องกำหนดวิธีการและพันธุ์ข้าวอย่างเข้มงวด อาจใช้เมื่อราคาข้าวตกต่ำ หรือเกิดวิกฤตเท่านั้น ไม่ควรใช้อย่างต่อเนื่องทุกปี

d. นโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร(price guarantee)เป็นการใช้กลไกทางนโยบายในการช่วยเหลือเกษตรกรผ่าน “ส่วนต่าง” ของราคาตลาดและราคาอ้างอิงโดยเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวนจากหน่วย “ที่ดิน/ครัวเรือน” มาเป็น “ปริมาณ/ผลผลิต” ข้าว เพื่อป้องกันปัญหาชาวนาปลอมและให้ชาวนาไร้ที่ดินซึ่งเช่าที่ดินทำนาได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ด้วย

3) มาตรการเร่งการส่งออก เช่น การให้สินเชื่อเพื่อการส่งออก การขยายสินเชื่อ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในการสต๊อกข้าวสำหรับส่งออก การมุ่งแสวงหาคู่ค้าและตลาดใหม่ๆ การติดตามการค้าของประเทศคู่แข่ง และเพิ่มการแลกเปลี่ยนข้าวกับสินค้าอื่นๆ เพื่อเพิ่มการส่งออก เป้าหมายของนโยบายดังกล่าวเพื่อลดจำนวนข้าวคงคลังของรัฐบาลให้มากที่สุด และสามารถขายข้าวออกให้รวดเร็วที่สุด แต่ต้องระวังเรื่องอาจเอื้อประโยชน์ระหว่างรัฐและบริษัทส่งออกข้าว

4) มาตรการระบายข้าวแบบต่างตอบแทน (Counter-trade) อาจเป็นลักษณะการใช้สินค้าแลกสินค้า (barter) การกำหนดเงื่อนไขอนาคตในการซื้อสินค้าอื่นกับสินค้าข้าว (counter-purchase) การขายข้าวบนเงื่อนไขผูกพันว่ารัฐบาลไทยจะซื้อสินค้าจากประเทศคู่ค้าด้วย (switch trading) หรืออาจใช้วิธีหักลบกลบหนี้ทางบัญชีด้วยข้าว (offset) เป็นต้น

5) มาตรการในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และการรวมกลุ่มของชุมชนในการสร้างตลาดเมล็ดพันธุ์และตลาดข้าวในวิสาหกิจชุมชน เพื่อลดห่วงโซ่อุปทานให้ผู้ผลิตข้าวอย่างชาวนาสามารถได้ประโยชน์จากการขายข้าวมากที่สุดในระบบการค้าที่เป็นธรรม (fair trade) และสามารถสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมในชุมชนและการสร้างความหลากหลายของนิเวศเกษตรกรรมผ่านกลไกตลาดชุมชน

ทางเลือกทั้งหลายดังกล่าว เป็นแนวทางในอนาคตที่ผู้กำหนดนโยบาย และทุกภาคส่วนของสังคมต้องนำมาวิเคราะห์และพิจารณาเพื่อเป็นทางเลือกในเชิงนโยบายว่าชุดนโยบายใดเหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร โดยประชาชนได้รับผลประโยชน์ และรัฐบาลไม่มีภาระด้านงบประมาณมากเกินความจำเป็น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในปัจจุบันคือ “จำนำข้าว” ไม่ใช่ทางเลือกเดียว แต่ยังมีทางเลือกที่หลากหลายในเชิงนโยบายอีกมาก ที่อาจช่วยปรับปรุงให้นโยบายจำนำข้าวรัดกุมมากยิ่งขึ้น หรืออาจนำมาทดแทนนโยบายจำนำข้าวก็ได้