เร่งแก้ปัญหาศัตรูมะพร้าวระบาด จี้จุดพื้นที่ประจวบ แหล่งปลูก

อันดับ 1 เดินเครื่องมาตรการแก้ปัญหา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ลุยต่อเนื่อง ลงพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ แหล่งปลูกมะพร้าวสำคัญของไทย รวม 457,285 ไร่ ซึ่งพบการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว 8 อำเภอ รวม 102,121 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 22.36 ของพื้นที่ปลูก ด้านกระทรวงเกษตรฯ เร่งกำหนดแนวทางการไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว ด้วยการบูรณาการ รูปแบบประชารัฐ

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ของ สศก. เพื่อร่วมติดตามสถานการณ์ศัตรูมะพร้าวระบาดของทีมรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) ประธานกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช โดยหลังจากติดตามสถานการณ์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้วเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ต่อเนื่อง ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อีกหนึ่งแหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญในภาคใต้ และกำลังประสบปัญหาศัตรูมะพร้าวเข้าทำลายต้นมะพร้าว โดยเฉพาะแมลงดำหนามและหนอนหัวดำ ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตมะพร้าวของไทย และไม่สามารถสนองความต้องการของตลาดได้เพียงพอ

สำหรับพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั้งประเทศ มีจำนวน 1,240,874 ไร่ ใน 55 จังหวัด พบการระบาดของหนอนหัวดำ 28 จังหวัดพื้นที่รวม 78,954 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 6 ของพื้นที่ปลูกมะพร้าวทั้งประเทศ โดยในส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 44,296 ครัวเรือน มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 1,924,963 ไร่ พืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ สับปะรด และมะพร้าว ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวมากที่สุดในประเทศ จำนวน 457,285 ไร่ เกษตรกร 24,798 ครัวเรือน ปลูกมากที่สุดที่อำเภอบางสะพาน 162,120 ไร่ รองลงมาอำเภอทับสะแก 141,554 ไร่ อำเภอบางสะพานน้อย 71,267 ไร่ และอำเภอเมือง46,713 ไร่

ทั้งนี้ การระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มี 8 อำเภอ รวม 102,121 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 22.36 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ซึ่งหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช และกรมวิชาการเกษตร รวมทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรกรและเอกชน ได้มีการบูรณาการทั้งด้านงบประมาณและบุคลากรรูปแบบประชารัฐร่วมกันรณรงค์ในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวดังกล่าว ซึ่งเบื้องต้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดแนวทางการไขปัญหา คือ เร่งตัดทางใบที่ถูกหนอนหัวดำทำลายและนำมาเผา พ่นด้วยเชื้อ BT ปล่อยแตนเบียน พ่นสารเคมีทางใบ และฉีดสารเคมีเข้าต้นตามหลักวิชาการที่ไม่ส่งผลต่อต้นมะพร้าว ผู้บริโภค และสภาพแวดล้อม

วันที่ 17 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีชาวบ้านปลูกมะนาวยักษ์หนักถึง 2.5 กิโลกรัม ที่บ้านเลขที่ 44 หมู่ 6 ต.ทุ่งใหญ่ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร จึงเดินทางไปตรวจสอบพบนายเสริม แลเรือง อายุ 67 ปี เจ้าของบ้าน พร้อมเปิดเผยว่า ตนปลูกมะนาว 3 ต้น ที่เห็นตอนนี้มานานกว่า 30 ปี ซึ่งจำได้ว่าได้นำต้นมะนาวมาจากภาคอีสานทั้งหมด 5 ต้น ตายไป 2 ต้น หลังจากที่ปลูกก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งผลผลิตออกมาคือเป็นลูกมะนาวยักษ์ หนักลูกละ 2.5 กิโลกรัม

นายเสริม กล่าวต่อว่า เมื่อลองผ่ามะนาวยักษ์ออกมารสชาติก็เปรี้ยวไม่แตกต่างจากมะนาวทั่วไป น้ำมะนาวจะเยอะมาก เพราะผลใหญ่ผิดปกติ หลังจากนั้นก็ได้ตอนกิ่งแจกจ่ายให้กับเพื่อนๆ และคนที่รู้จักกัน เพื่อนำไปปลูก แต่ปรากฏว่าลูกไม่ใหญ่เท่าที่ตนปลูก ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ทราบสาเหตุเหมือนกัน

“เป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกันว่าทำไมมะนาวที่ตนปลูกถึงลูกใหญ่ผิดปกติ พรรคพวกที่ขอกิ่งไปและเอาไปปลูกแต่ก็ลูกไม่ใหญ่เหมือนที่ตนปลูก ตอนนี้ยังมี่ทราบสายพันธุ์เลยว่ามะนาวที่ตนปลูกนั้นเป็นสายพันธุ์อะไร ตอนนี้ก็ตอนกิ่งไว้เยอะแยะ แจกจ่ายให้กับคนรู้จักบ้าง เพื่อโปรโมทให้กับคนที่รู้จัก ครั้งแรกคิดว่าจะตอนกิ่งขายแต่เปลี่ยนใจ แจกกิ่งมะนาวไปขยายพันธุ์ดีกว่า” นายเสริม กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มอีกว่า สำหรับต้นมะนาวที่ออกผลยักษ์หนักกว่า 2.5 กิโลกรัมของนายเสริม เกษตรกรบ้านทุ่งใหญ่ ที่ปลูกมานานกว่า 30 ปีนั้น ลักษณะต้นมะนาว สูงประมาณ 2.5 เมตร ออกผลผลิตออกมาเต็มต้น ที่น่าแปลกคือแต่ละลูกนั้นมีผลที่ใหญ่มาก ซึ่งนายเสริม ได้ปลูกเอาไว้ 3 ต้น ผลผลิตที่ออกมา ส่วนใหญ่จะแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้าน เพื่อนำไปปรุงอาหาร โดยเฉพาะรสชาตินั้นไม่ผิดเพี้ยนไปจากมะนาวแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีเจ้าของสวนกล้วยเขียนป้ายด่าโจรแขวนติดไว้กับผ้าถุงติดไว้ริมถนน ซอยวัดดงเกตุ ต.สามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม จึงเดินทางไปตรวจสอบพบที่รั้วสวนฝรั่งและสวนกล้วย พบป้ายกระดาษเขียนด้วยปากกาเมจิก 4 ป้ายและผ้าถุงแขวนติดกับป้าย 1 ตัว โดยในข้อความทั้ง 4 ป้ายบรรยายถึงโจรที่มาขโมยตัดกล้วยไปตลอดเวลา 3 ปี ไม่คิดทำมาหากิน ขโมยของคนอื่น เจ้าของเขาเดือนร้อน ผู้หญิงแก่ๆเขาทำมาหากินตากแดด ตากร้อน และมีการสาปแช่งรวมถึงนำผ้าถุงมาแขวนไว้ให้โจรที่มาขโมยตัดกล้วยเอาไปนุ่งให้อาย ที่มาขโมยกล้วยของเจ้าของสวนที่เป็นผู้หญิงแก่ๆ

นางนนทิยา จันทร์ประเสริฐ อายุ 60 ปี ชาว ต.สามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม เจ้าของสวนกล้วย เปิดเผยว่าที่สวนนี้อยู่ในเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ปลูกกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ฝรั่ง มีกล้วยประมาณ 400-500 ต้น ถูกโจรขโมยตัดกล้วยมา 3 ปี แล้ว ปกติจะตัดกล้วยทุกวันพุธ เมื่อวานนี้ (15 มี.ค.) ได้เข้าสวนจะมาตัดกล้วยไปขาย แต่เมื่อเห็นก็ลมแทบจับ ถูกคนร้ายเข้ามาขโมยกล้วยหอมไป 7 เครือ เลยไม่รู้จะทำอย่างไร สุดจะทนแล้ว จึงปรึกษาลูกและสามีว่าจะเขียนป้ายด่า สามีบอกว่าเขียนไปก็ไม่ช่วยอะไร ตนบอกทนไม่ไหวแล้วตัดสินใจเขียนด่าและระบายความรู้สึก จากนั้นได้มาแขวนที่ทางเข้าสวนริมถนน พร้อมผ้าถุงกางไว้อยู่ด้านหลังป้าย เพื่อให้โจรมันเอาไปนุ่งอีกผืนเพราะมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย มันแสบมากที่รู้ว่าป้าจะเข้ามาตัดกล้วยวันพุธ มันก็ชิงมาตัดวันอังคารเสียก่อน เป็นเช่นนี้มานานกว่า 3 ปีแล้ว

นางนนทิยา กล่าวอีกว่า โดนขโมยบ่อยๆแต่ก็ไม่เคยไปแจ้งความ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆ หากเทียบกับงานอื่นๆที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมารับผิดชอบ แต่ทนไม่ไหวจริงๆ 3 ปี หากคิดเป็นเงินก็หลายหมื่นบาท ป้าต้องตากแดด รดน้ำ บำรุงดิน ทำไมต้องมาขโมยไป หยาดเหงื่อของเราทั้งนั้น ไม่มีกินมาขอกันกินจะดีกว่า อยากฝากบอกโจรด้วยให้ไปทำมาหากินสุจริต อย่ามาเบียดเบียนกัน น่าละอายใจ สำหรับราคากล้วยน้ำว้านั้น 1 เครือมีประมาณ 10-12 หวี หวีละ 25-30 บาท ส่วนกล้วยหอม 1 เครือ มี 5-7 หวี ราคาปกติ หวีละ 50-60 บาท แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลจะตกราคาหวีละ 85-110 บาท

ออมสิน-ธ.ก.ส. พร้อมเต็มที่รับลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ เริ่ม 3 เมษายนนี้ จ้างพนง.ชั่วคราวเพิ่มอีกหลายพันคน ซื้อเครื่องอ่านชิปในบัตรประชาชนเพื่อความรวดเร็ว ไม่ต้องกรอกข้อมูล มั่นใจปีนี้มีคนแห่มาเยอะ ทะลุ 14 ล้านคน

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารพร้อมลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบที่ 2 ระหว่าง วันที่ 3 เมษายน-15 พฤษภาคม 2560 คาดว่าจะมีประชาชนมาลงทะเบียนราว 4 ล้านคน แยกเป็นคนที่ลงทะเบียนรอบแรกต้องมาลงทะเบียนซ้ำทุกปี ซึ่งในปี 2559 มีประชาชนมาลงทะเบียนกับธนาคารออมสิน 2.5 ล้านคน กับผู้ที่ต้องการมาลงทะเบียนครั้งแรกอีกราว 1.5 ล้านคน

ธนาคารเตรียมจ้างพนักงานและลูกจ้างชั่วคราว 1,500-2,000 คน พร้อมซื้อเครื่องอ่านชิปในบัตรประชาชนสาขาละ 8 เครื่อง กระจายทั่ว 1,065 สาขาทั่วประเทศ รวม 8,520 เครื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกในการกรอกข้อมูลประชาชน ช่วยลดความผิดพลาดได้ เพราะเครื่องจะอ่านข้อมูลจากชิปการ์ดในบัตรประชาชนแล้วถ่ายลงระบบของธนาคารออมสิน ไม่ต้องเสียเวลาในการกรอกเอกสารด้วยกระดาษ

สำหรับการโอนเงินเพื่อรับสวัสดิการของผู้ที่มาลงทะเบียนในรอบแรก 2.5 ล้านราย เมื่อปี 2559 ธนาคารโอนเงินสวัสดิการไปทั้งหมด 2.37 ล้านราย ในจำนวนนี้ 7,000-8,000 ราย พบว่ากรอกข้อมูลผิดพลาด ทำให้ได้เงินสวัสดิการล่าช้า ที่เหลือเป็นพวกที่เสียชีวิตไปแล้วคุณสมบัติไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ โดยหลังจากปิดรับลงทะเบียน ธนาคารจะส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับกระทรวงการคลังเป็นผู้คัดกรองคุณสมบัติของแต่ละรายต่อไป

ด้านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แจ้งว่า ขณะนี้ธนาคารเตรียมพร้อมรับมือการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐให้กับผู้มีรายได้น้อยเช่นกัน โดยว่าจ้างพนักงานชั่วคราวมารับลงทะเบียนประมาณ 2,000 คน เนื่องจากคาดว่าจะมีประชาชนเข้ามาลงทะเบียนถึง 10 ล้านคน สูงกว่าปีก่อนที่เข้ามาลงทะเบียน 4.5 ล้านคน เนื่องจากปีนี้ประชาชนรับรู้และเข้าใจในโครงการความช่วยเหลือของภาครัฐ ทำให้สนใจลงทะเบียนมากขึ้น

พร้อมกันนี้ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศจะประสานงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น อบต. รวมถึงเทศบาล จัดชุดเคลื่อนที่ไปรับลงทะเบียนแก่ชาวบ้านและเกษตรกรถึงชุมชน จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเข้ามาเชื่อมต่อกับระบบกลางของธนาคารอีกที

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงาน สภาพอากาศที่ร้อนจัดในระยะนี้ ทำให้แหล่งท่องเที่ยวชายหาดได้รับความสนใจ ประชาชนนำครอบครัวบุตรหลานนั่งรับลมทะเล ผ่อนคลายความร้อน สภาพอากาศในจังหวัดสงขลาระยะนี้ มีสภาวะที่ร้อนจัด ทำให้ประชาชนต่างต้องหาวิธีการบรรเทาความร้อนตามความเหมาะสม โดยทางเลือกหนึ่งคือการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจบริเวณชายหาด โดยเฉพาะหาดสมิหลา และ หาดชลาทัศน์ ในเขตเทศบาลนครสงขลา ซึ่งมีพื้นที่เชื่อมต่อกันระยะทางยาวประมาณ 9 กิโลเมตร ทำให้ในระยะนี้ บริเวณชายหาด

ซึ่งมีต้นสนให้ร่มเงา มีประชาชนนำครอบครัว บุตรหลาน มาปูเสื่อนั่งพักผ่อนริมหาด พร้อมนำอาหาร เครื่องดื่ม ขนมมานั่งพูดคุยทำกิจกรรมชายหาดกันเป็นจำนวนมาก โดยต่างบอกว่านอกจากจะได้ผ่อนคลายความร้อนแล้ว ยังถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวอีกด้วย ทางเทศบาลนครสงขลาได้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณชายหาดให้มีความสวยงามและมีจุดนั่งพักผ่อนหย่อนใจเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่มักจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงหน้าร้อนเพิ่มมากขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตามมีการคาดการณ์ว่าสภาพอากาศหลังจากนี้จะยังร้อนจัดอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจึงควรระมัดระวังสุขภาพเอาไว้ด้วย

วันที่ 18 มีนาคม 2560 นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ แถลงทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ณ เรือนแม่แจ่ม สำนักชลประทานที่ 1 อำเภอเมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 ว่า ในปี 2560 จังหวัดเชียงใหม่กำหนดแนวทางการพัฒนาที่เป็นจุดเน้น (Focus) และทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Direction) สำคัญในระยะยาว หวังผลักดันให้เชียงใหม่เป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการสุขภาพ (Tourism and Health Hub) เชื่อมโยงสู่เมืองท่องเที่ยวในภูมิภาค เนื่องจากเชียงใหม่มีความหลากหลาย ทั้งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประเพณี การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงผจญภัยและกีฬา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยว MICE และการเป็นศูนย์กลางการส่งเสริมธุรกิจบริการด้านสุขภาพทั้งการแพทย์ปัจจุบัน และแพทย์ทางเลือกซึ่งจะสามารถรักษาและต่อยอดภูมิปัญญาการแพทย์พื้นถิ่นสู่รูปแบบการบริการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์โดดเด่น

“จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยมรดกทางศิลปวัฒนธรรม เป็นแหล่งของงานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านประเภทต่างๆ ทั้งงานเครื่องเขิน งานเครื่องเงิน เครื่องปั้นดินเผา งานหล่อ และบุดุนโลหะ งานทอผ้า งานแกะสลักและผลิตภัณฑ์จากไม้ งานจักสาน และงานศิลปะกระดาษต่างๆ ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐ และประชาชน จึงต้องการผลักดันให้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองสร้างสรรค์ (Creative City) สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Creative City of Crafts and Folk Art) ของ UNESCO ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำใบสมัครเพื่อจัดส่งให้กับคณะกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติผ่านไปยัง UNESCO” นายปวิณ กล่าว

นายปวิณกล่าวว่า ในส่วนการขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่เมืองมรดกโลก (World Heritage) ถือเป็นวาระการพัฒนาที่สำคัญร่วมกันของคนเชียงใหม่ที่ได้มีการวางแผน และกำหนดทิศทางการพัฒนาของเมือง ให้สามารถเติบโตโดยยังคงรักษาคุณค่า หรือมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมให้คงอยู่ ความตื่นตัวและความตั้งใจของภาคส่วนต่างๆ ทำให้จังหวัดเชียงใหม่ได้รับการขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลก (Tentative list) เมื่อปี 2558 จากผลการศึกษาความเป็นไปได้ของคณะทำงานฯ พื้นที่ที่จะมีการกำหนดเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตมรดกโลก (Nomination Property) ประกอบด้วย 3 แหล่งมรดกที่มีคุณค่าของเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ 1) เวียงเชียงใหม่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เมืองเก่าชั้นในและพื้นที่เมืองเก่าชั้นนอก 2) พื้นที่เวียงสวนดอก และ 3) พระธาตุดอยสุเทพและองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของแต่ละพื้นที่ ภายใต้แนวคิดการขึ้นทะเบียนแบบกลุ่ม (Serial Nomination)

นายปวิณกล่าวอีกว่า รัฐบาลมีนโยบายให้ 2 เมืองท่องเที่ยวระดับโลกของไทย คือ จังหวัดภูเก็ต และเชียงใหม่ เป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบ หรือ SMART CITY เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิตอล ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ให้มีความปลอดภัย และสะดวกสบายในการดำรงชีวิต เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของพื้นที่โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมเป็นตัวนำ จังหวัดเชียงใหม่ได้กำหนดเป้าหมายการขับเคลื่อน Smart City คือ กินดี อยู่ดี มีสุข โดยมีกลยุทธ์การขับเคลื่อน ได้แก่ 1) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตัล โดยการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับ และ ลดต้นทุนภาคการผลิตและบริการ ทั้งในภาคการเกษตร ภาคการท่องเที่ยว และภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และหัตถอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางการตลาด และการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอลในรูปแบบใหม่

2) การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการส่งเสริมการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการด้านสาธารณสุข การดูแลผู้ป่วย รวมถึงการติดตามดูแลผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆ 3) ยกระดับความมั่นคง ด้วยการยกระดับระบบกล้อง CCTV ด้วยงบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการนำนวัตกรรมมาใช้ในการป้องกันและเตือนภัยด้านภัยพิบัติต่างๆ ได้แก่ ปัญหาอุทกภัย และดินโคลนถล่ม ปัญหาหมอกควัน ปัญหาภัยแล้ง ฯลฯ 4) รวมถึงการพัฒนาการบริหารและการบริการภาครัฐ เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและบริการประชาชน การพัฒนาบุคลากรให้สอดรับการบริบทการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

“ที่ผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเกษตร เพราะมีศักยภาพทั้งเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เกษตรแปรรูป พืชผักเมืองหนาว เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย คือ การเป็น Northern Food Valley โดยหนึ่งในสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพสูงที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ต้องการยกระดับเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประชาชน ก็คือ กาแฟ ด้วยเหตุนี้ จึงได้กำหนดให้การเป็น Coffee Hub เป็น flagship project ของจังหวัด เพราะเรามีแหล่งกาแฟดี มีกลิ่นเฉพาะถิ่นที่หายาก เช่น อมก๋อย ดอยสะเก้ด และแม่แตง โดยกำหนดกิจกรรมการขับเคลื่อนในลักษณะ value chain ตั้งแต่ การพัฒนาปัจจัยพื้นฐานการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม วิจัยและนวัตกรรม และการส่งเสริมการตลาด โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2560 ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จำนวน 97 ล้านบาท” นายปวิณ กล่าวอีก

ทั้งนี้ นายปวิณกล่าวว่า การขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด จะทำได้หรือไม่นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน คนเชียงใหม่ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขอเพียงทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง การสร้างเมืองเชียงใหม่ให้ก้าวหน้าควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ ก็ทำได้ไม่ยาก

วันที่ 18 มีนาคม 2560 นายตระการ คุณาวุฒิ เอ็นจีโอพิจิตร เปิดเผยว่ากับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาบึงสีไฟ ว่า เรื่องการพัฒนาบึงสีไฟ ตนเองในฐานะคนพิจิตร ขอสนับสนุนแนวความคิดต่างๆ ใครก็ได้ที่เข้ามาพัฒนาบึงสีไฟ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้เป็นแหล่งระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติที่ดี ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ในอดีตที่ผ่านมานั้น บึงสีไฟมีปัญหาต่างๆมากมาย โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องการพัฒนา ที่อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ และไม่ครบวงจร ทำเป็นท่อนๆ แล้วขาดการดูแลรักษา

นายตระการ กล่าวว่า ในครั้งนี้ ผมชื่นชมท่านผู้ว่าฯที่มาใหม่ ซึ่งได้ประกาศตัวว่าจะทำบึงสีไฟให้ยั่งยืน เพราะท่านรู้ว่า บึงสีไฟนั้นคือหัวใจของคนพิจิตร ที่สามารถต้อนรับคนต่างจังหวัด ที่เดินทางเข้ามาในจังหวัดพิจิตรได้ โดยเฉพาะเรื่องการขุดลอกบึงสีไฟ ให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ชาวพิจิตรอยากจะเห็นว่าการพัฒนาบึงสีไฟให้เจริญหู เจริญตามากกว่า โดยเฉพาะอควอเรี่ยม เป็นศูนย์เรียนรู้ เกี่ยวกับสัตว์น้ำ ผมเคยไปเที่ยวที่บึงฉวาก ก็ขอชื่นชมคนที่คิดริเริ่มทำอควอเรี่ยมที่บึงฉวาก ทำให้คนรู้จักบึงฉวากกันทั่วประเทศ จากบึงเล็กๆ ที่ดูไม่สวยงาม แต่สามารถพัฒนาให้เป็นบึงที่สวยงามได้

“ผมอยากเห็นบึงสีไฟของเรา ไม่ใช่มีเฉพาะน้ำ มีบัว www.sbobetsix.com แต่เพียงอย่างเดียว นอกเหนือจากน้ำ และบัวแล้ว ทำอย่างไรที่เราจะให้บึงสีไฟเป็นแหล่งเรียนรู้ทางระบบนิเวศน์ เกี่ยวกับสัตว์น้ำ ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กๆในจังหวัดพิจิตร ซึ่งตอนนี้เรามีบ่อจระเข้ ซึ่งก็อยากให้มีสัตว์ต่างๆมากมาย เราต้องมีแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำด้วย ซึ่งเราต้องแบบระบบบูรณาการ แล้วมาทำร่วมกัน ซึ่งโรงเรียนต่างๆในจังหวัดพิจิตรของเรา ตั้งแต่ระดับประถมยันมัธยม เรามีหลายร้อยโรงเรียน เอาเด็กๆมาเรียนรู้ระบบนิเวศน์ มาเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตสัตว์น้ำ โดยไม่ต้องไปไกล ตรงนี้นอกจากเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนแล้ว ยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดได้อีกทางหนึ่งด้วย” นายตระการ กล่าว

นายตระการ กล่าวอีกว่า การท่องเที่ยวของจังหวัดพิจิตรนั้น ต้องยอมรับว่า การท่องเที่ยวของเรานั้นยังอ่อนด้อย หากเราสามารถพัฒนาบึงสีไฟ ก็ถือว่าเป็นการต่อยอด กับคนที่จะมาเที่ยวที่วัดท่าหลวง เพื่อไหว้หลวงพ่อเพชร ผมว่าจะเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของเมืองพิจิตร ซึ่งตรงนี้อยากวิงวอนที่คนพิจิตรมีความคิดเห็นต่างว่า ทำอย่างไรที่จะทำให้บึงสีไฟของเราพัฒนาเดินไปข้างหน้า อยากให้มาตั้งโจทย์กันใหม่ มาช่วยกันคิด มาพัฒนาเพื่อหาทางออก

ส่วนปัญหาเรื่องบึงสีไฟคนพิจิตรยังไม่ลืมนั้น นายตระการระบุว่า มีนายทุนแอบลักลอบขุดหน้าดินบึงสีไฟขาย จนสภาพบึงสีไฟได้รับความเสียหายนับพันไร่ จนกระทั้งมีการจับกุม แต่เรื่องก็เงียบหายไป แต่ปัจจุบันนี้ยังพบว่า ยังมีกลุ่มและบุคล ยังแอบลักลอบขุดหน้าดินบึงสีไฟไปขายอีก โดยอ้างว่าเป็นวัชพืช หรือสนุ่นในบึงสีไฟ ซึ่งตรงนี้ทางจังหวัดพิจิตรเอง ควรจัดระเบียบให้ดี ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันผิดกฎหมาย ผิดข้อระเบียบ ทางจังหวัดจะต้องเอาจริงเอาจัง อย่าปล่อยให้เข้าไปขุดหรือนำดินในบึงสีไฟออกมาขาย

“ที่ผ่านมามีประชาชน มาสอบถามผม เป็นจำนวนมากว่าจังหวัดพิจิตร ปล่อยให้ชาวบ้านขุดบึงสีไฟไปขายได้หรือไม่ หากได้ จะเข้าไปขุดบ้าง เพราะมีคนเขาเห็นว่ามีกลุ่มบุคล เข้าไปขุดดินในบึงมาขาย โดยใส่กระสอบถุงปุ๋ยขายในราคา ถุงละ 20 บาท ซึ่งตนตอบไปว่าไม่ได้ มันเป็นทรัพย์สินในบึงสีไฟ เท่ากับเป็นของหลวง ใครจะเข้าไป ขุดไม่ได้ จะมาอ้างว่าทำเพื่อปาก เพื่อท้องไม่ได้ เพราะเป็นของหลวง ดังนั้นภาครัฐเอง ควรมีมาตรการ เอาจริง เอาจัง อย่าปล่อยให้มีกลุ่ม หรือ บุคคล เข้าไปลักเอาดินมาขาย จังหวัดพิจิตรควรที่จะเข้าไปดูแลตรวจสอบอย่างจริงจัง อย่าให้คนเข้าไปบุกรุก ขุดดินบึงมาขาย อย่าปล่อยปะละเลย เดียวจะเกิดการขัดแย้งมึงขุดได้ กูขุดไม่ได้ ที่ผ่านมานั้น เราก็มีบทเรียนจากปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องการลักลอบขุดดินที่บึงสีไฟ” นายตระการ กล่าว

ด้านนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า เกี่ยวกับกรณีลักลอบการขุดดินในบึงสีไฟไปขายนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมได้รับการร้องเรียนเข้ามา ซึ่งก็ได้สั่งการให้นายอำเภอเมืองพิจิตร และป้องกันจังหวัดพิจิตร ออกไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน หากตรวจสอบพบว่า มีกลุ่ม หรือ บุคคลแอบลักลอบเอาดินในบึงสีไฟ ไปทำประโยชน์ โดยการขาย หรือ จำหน่าย ก็จะกล่าวตักเตือนให้หยุดการกระทำนั้นเสีย แต่เมื่อตักเตือนแล้วยังแอบเข้าไปขุดดินอีก ตรงนี้เราก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที นายวีระศักดิ์ กล่าวเพราะว่าดินบึงสีไฟถือว่า เป็นทรัพย์สินทางราชการใครจะเข้าไป บุกรุกหรือ ขุดดินไปขายไม่ได้ทั้งนั้น