เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า กิจกรรมค่าย

ข้าวจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา โดยรับสมัครเยาวชนที่เป็นลูกหลานชาวนา อายุระหว่าง 15-18 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับ ม.3-ม.5 หรือ ปวช. ปีที่ 1-2 มาเข้าค่าย ซึ่งมีครูของวิทยาลัยเกษตรเป็นวิทยากร มีนักศึกษาวิทยาลัยเกษตรเป็นพี่เลี้ยง เพื่อเรียนรู้เรื่องข้าวอย่างละเอียด นอกจากนี้ ยังให้เรียนรู้เรื่องของข้าวผ่านงานวิจัย และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาข้าวในปัจจุบันและอนาคตให้มีคุณภาพมากขึ้น ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการค้าข้าว ซึ่งจะทำให้เยาวชนเห็นแนวทางในการพัฒนาข้าวไทย และอาชีพการทำนายุคใหม่ที่มีขีดการแข่งขันสูง อีกทั้งยังเป็นการปลุกจิตสำนึกและบ่มเพาะแนวคิดแก่เยาวชนลูกหลานชาวนา ให้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวต่อวัฒนธรรมสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ที่สำคัญเป็นการจรรโลงอาชีพชาวนาไทยให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนและมีศักดิ์ศรี

สำหรับค่ายข้าวในปี 2559 นี้ มีเยาวชนที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 150 คน ชาย 51 คน หญิง 99 คน มาจาก 35 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ กำแพงเพชร ชลบุรี ชัยภูมิ เชียงราย ตรัง ตาก นครพนม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ ปทุมธานี พะเยา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แม่ฮ่องสอน ยโสธร ระนอง ลำปาง ศรีสะเกษ สกลนคร สิงห์บุรี สุโขทัย สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุตรดิตถ์ และอุบลราชธานี ซึ่งหลังจากการคัดเลือก มีผู้ผ่านเกณฑ์ จำนวน 120 คน ชาย 35 คน และหญิง 85 คน ซึ่งได้กระจายไปเข้าค่ายตาลภาคต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จำนวน 8 วัน

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษากล่าวส่งท้ายว่า หลังผ่านการเข้าค่ายข้าวแล้ว เยาวชนที่เข้าค่ายจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกของเครือข่ายอนุชนชาวนาไทยระดับชาติ ทำหน้าที่เป็น “ยุวทูตข้าว” ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เรื่องข้าวแก่เยาวชนและสาธารณไทยในเวทีต่างๆ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ชาวนาไทยได้อีกทางหนึ่ง

ในปี พ.ศ. 2521 กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับโครงการหลวง ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาปลูกกาแฟอาราบิก้า ซึ่งได้พันธุ์มาจากปาปัวนิวกินี โดยก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านมูเซอส้มป่อย อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีพระราชกระแสรับสั่งว่า “บริเวณนี้กาแฟน่าจะปลูกได้เหมาะสมดี ขอให้ช่วยกันแนะนำชาวเขาให้ปลูกกาแฟที่ถูกต้องและมีการจัดการที่ดี เพราะรู้สึกว่าชาวเขาจะปลูกอยู่ไม่เป็นระเบียบ และพันธุ์กาแฟที่จะส่งเสริมให้ชาวเขาปลูก ควรจะเป็นพันธุ์กาแฟที่แตกต่างจากภาคใต้”

ระหว่างปี พ.ศ. 2517-2523 กรมวิชาการเกษตร ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาค้นคว้าหาพันธุ์กาแฟอาราบิก้าที่ต้านทานโรคราสนิม การอารักขาพืช และเทคโนโลยีการปลูกที่เหมาะสมบนพื้นที่สูง พันธุ์กาแฟที่ได้จากการศึกษาวิจัยในครั้งนั้นคือ สายพันธุ์บาติมอร์ ซึ่งต่อมาภายหลังได้กระจายพันธุ์ไปสู่หน่วยงาน และโครงการต่างๆ บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือโดยทั่วไป

ในปี พ.ศ. 2527 พื้นที่ที่ปลูกกาแฟสายพันธุ์ที่ต้านทานโรคราสนิม โดยเฉพาะที่บ้านแม่หลอด ตำบลสบเป็ง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการยกฐานะเป็น “ศูนย์วิจัยและส่งเสริมกาแฟอาราบิก้า” ภายใต้การสนับสนุนของโครงการหลวงภาคเหนือ ดำเนินการโดยนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กาแฟอาราบิก้าต้านทานโรคราสนิมก็ได้กระจายไปยังสถานีส่งเสริมของโครงการหลวงต่างๆ สถานีทดลองเกษตรที่สูงวาวี เขาค้อ ขุนวาง และสถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ จนถึงปัจจุบัน

ต่อมา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังสถานีทดลองเกษตรหลวงขุนวาง มีพระราชดำรัสกับ นายสุนันท์ ละอองศรี หัวหน้ากลุ่มนักวิจัยกาแฟ เกี่ยวกับแปลงทดสอบ และศึกษาพันธุ์กาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์ต่างๆ ที่ต้านทานโรคราสนิมว่า

“สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นที่สุดในการปลูกกาแฟ แม้ว่าจะได้พันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคราสนิมแล้วก็ตาม คือระบบรากต้นกล้าต้องสมบูรณ์ ก่อนย้ายปลูก โดยเฉพาะรากแก้ว จะต้องไม่คดงอ และไม่ควรจะให้งอ แม้แต่เหมือนกับหางสุนัขก็ตาม” อลหม่านประมูลข้าวรัฐ หลังเกิดเหตุ “ทหาร” อ้างผู้ใหญ่สั่งห้ามนักข่าวตรวจสอบคลังสุดใจ จ.ชัยนาท ตามที่รับร้องเรียนว่าภายในบรรจุข้าวผิดชนิดกับที่ประมูลได้

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 ทางบริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลได้มีการเชิญสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามปัญหา และตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการรับมอบข้าวที่ประมูลได้จาก คลังสินค้าสุดใจ จ.ชัยนาท ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยระบุว่า ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จะร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย

แต่เมื่อไปถึงหน้าคลังกลับพบว่ามีเพียงนางอนุรี อธิคุณากร ผู้อำนวยการกองธุรกิจข้าว อ.ต.ก., คณะกรรมการตรวจสอบข้าวของ อ.ต.ก. , ตัวแทนจากบริษัท เซอร์เวย์เยอร์ และนายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูล เจรจาอยู่ด้านนอกคลัง และมีการหารือกันว่า จะให้ใครเข้าไปตรวจในโกดังได้บ้าง โดยช่วงแรกทางตัวแทน อ.ต.ก.จะไม่ให้นายบรรจงเข้าไป และบอกว่า อ.ต.ก.จะเป็นเข้าไปตรวจสอบเอง แต่นายบรรจงแย้งกลับว่า “ไม่เป็นธรรมหากไม่ให้ทางบริษัทซึ่งเป็นผู้ชนะประมูลเข้าไปตรวจสอบ แล้วทาง อ.ต.ก.จะนัดมาทำไม”

ระหว่างถกเถียงกันนักข่าวและช่างภาพทีวีก็มีการบันทึกภาพ โดยถ่ายจากด้านหน้าคลังที่เปิดประตูไว้เข้าไปด้านใน ทำให้เห็นสภาพกองข้าวที่เสื่อมสภาพจำนวนมาก เพียงได้ครู่เดียว ก็มีเกิดความชุลมุนขึ้น เมื่อมีบุคคลที่คล้ายตำรวจนอกเครื่องแบบ และบุคคลที่แต่งกายคล้ายทหาร 4 คน ออกมาแจ้งให้นักข่าวยุติการบันทึกภาพและให้ออกจากพื้นที่คลังสินค้าสุดใจทันที

โดยบุคคลเหล่านี้กล่าวอ้างว่า”ได้รับคำสั่งจากเจ้านายสั่งการมาว่าจะต้องมีการตรวจสอบข้าวในโกดังก่อน ขอความร่วมมือให้นักข่าวออกจากพื้นที่ และไม่ให้มีการบันทึกภาพ ส่วนภาพที่ถ่ายแล้วขอให้ลบทิ้ง” และได้พยายามปิดประตูคลัง จึงเกิดความชุลมุนขึ้น ส่งผลให้นักข่าวหนังสือพิมพ์และทีวีต้องขับรถห่างจากโกดังออกมาเพียงเล็กน้อย เพื่อรอให้ตัวแทนจากบริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าวเข้าไปตรวจสอบข้าวในโกดังให้เสร็จก่อน หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวย้อนกลับไปหน้าโกดังอีกครั้ง เพื่อรอสัมภาษณ์นายบรรจง ซึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ได้เพียงครู่เดียว มีบุคคลแต่งกายคล้ายทหารมาไล่ไม่ให้ทำข่าวอีก

นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมการตรวจข้าวในโกดังว่า ภายใน 2-3 วันนี้จะหารือกับ อ.ต.ก.อีกครั้ง ส่วนเรื่องจะเป็นไปในทิศทางใดจะทำเรื่องเรียนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว (นบข.) ซึ่งมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้รับทราบ ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ตนเข้าไปตรวจสอบสภาพข้าวในคลังสินค้าสุดใจ จ.ชัยนาท โกดังที่ 5 แล้วพบว่าข้าวมีสีเหลือง เสื่อมสภาพอย่างมาก ไม่สามารถรับประทานได้ และผิดประเภทจากที่ประมูลซื้อโดยสิ้นเชิง

“ที่ผ่านมาได้หารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง ทั้งปัญหาเรื่องสภาพข้าวเหลืองมาก ไม่ตรงสเปค หลายกระสอบไม่มีปีรหัสระบุ วันนี้เมื่อแทงข้าวออกมาเห็นสภาพแล้ว ผู้รับมอบจาก อ.ต.ก.ไม่มีใครเซ็นรับทราบว่าข้าวผิดชนิดจากที่แจ้งไว้ โดยตัวแทนจาก อ.ต.ก.อ้างว่า วันนี้ไม่ได้จ้างบริษัทเซอร์เวย์เยอร์กลางมาตรวจสอบด้วย ซึ่งผมจะต้องทำหนังสือแจ้งให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ โดยเฉพาะ นบข.และท่านายกฯ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการเซ็นรับทราบ จะต้องมีค่าปรับ เพราะทางบริษัทได้ขยายสัญญามาครั้งหนึ่งแล้ว” นายบรรจงกล่ว

อนึ่ง สำหรับการประมูลข้าวในคลังนี้ ผู้ประกอบการส่งออกข้าวที่ชนะการประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเคยแจ้งร้องเรียนมาว่า ประมูลซื้อข้าวขาว 5% จากโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557 ปริมาณ 220,000 ตัน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อ.ต.ก. ในระดับราคาตันละ 10,900 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่ชำระเงินและเข้าไปรับมอบข้าวตามสัญญาที่ชนะประมูล กลับพบว่าชนิดข้าวที่บรรจุอยู่ภายในคลังดังกล่าวไม่ตรงกับเสนอประมูลซื้อทั้งชนิดและปีการรับจำนำ แต่ภายหลังพบว่าข้าวมีลักษณะผิดปกติจากมาตรฐานข้าว 5% ที่ประมูลได้ เพราะเมื่อเทียบเท่าคุณภาพเป็นเพียงข้าว 35% และจากกระสอบที่บรรจุ ระบุว่า ข้าวนี้เป็นข้าวจากโครงการรับจำนำ โครงการปี 2554/2555 คนละปีการรับจำนำด้วย เมื่อประเมินแล้วราคาข้าวตามสภาพที่พบน่าจะมีราคาเพียงตันละ 5,000-6,000 บาท จึงได้ทำหนังสือแจ้งปัญหานี้ไปยัง อ.ต.ก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ไม้ยางนาในประเทศไทย ได้ถูกตัดฟันใช้สอยและทำเป็นสินค้ากันเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี เป็นที่น่าวิตกว่า หากมิได้บำรุงส่งเสริมและดำเนินการปลูกไม้ยางนาขึ้นแล้ว ปริมาณไม้ยางนาอาจจะลดน้อยลงไปทุกที จึงควรที่จะได้มีการดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับการปลูกยางนา เพื่อจะได้นำความรู้ไปใช้ในทางปฏิบัติ”

พระราชปรารภพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อพุทธศักราช 2504 ไม้ยางนา (Dipterocarpus alatus Roxb.) เป็นไม้พื้นเมืองของไทยที่เคยมีความสำคัญทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกับไม้สัก ทั้งในแง่ปริมาณที่ผลิตออกจากป่าและมูลค่าที่ส่งเป็นสินค้าออก ทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยมากกว่าไม้สักเสียอีก ยางนามีพบกระจายอยู่ทั่วประเทศ ตั้งแต่ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจรดภาคเหนือ ดังปรากฏชื่อ อำเภอ ตำบล วัด ที่เกี่ยวข้องกับยางนาทั่วประเทศ เช่น อำเภอยางชุมน้อย (ศรีสะเกษ) ยางตลาด (กาฬสินธุ์) ท่ายาง (เพชรบุรี) ท่าสองยาง (ตาก) เป็นต้น ไม้ยางและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางมีประโยชน์แก่คนไทยมากมาย เช่น เป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและเครื่องเรือน เป็นวัสดุที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงและให้แสงสว่าง (ไต้) เป็นวัสดุที่ใช้ในการต่อเรือ และกันน้ำ (ผสมชันยาเรือและภาชนะใส่น้ำ) เป็นอาหารและแหล่งของอาหาร (เห็ดเผาะ เห็ดยาง และน้ำผึ้ง) และใช้เป็นสมุนไพรและประโยชน์อื่นอีกมาก แต่ประโยชน์ที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งคือ ป่าไม้ยางนาเป็นป่าที่ให้ความร่มรื่น รักษาความชุ่มชื้น ร่มเงา และเพิ่มความสวยงามและความสมดุลแก่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่แพ้ป่าไม้ชนิดอื่น

นับตั้งแต่เสด็จฯ กลับมาประทับอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา ในช่วงฤดูร้อนเกือบทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ได้เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในระยะแรกจะเสด็จฯ ทางรถไฟ ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงเส้นทางถนนสายใต้ให้ดีและปลอดภัยขึ้น ได้เสด็จฯ โดยทางรถยนต์ โดยใช้เส้นทางผ่านนครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี และเมื่อผ่านอำเภอท่ายาง (ปัจจุบัน ประมาณระหว่างกิโลเมตรที่ 178-179) จังหวัดเพชรบุรี สองข้างทางจะมีต้นยางนาขึ้นอยู่จำนวนมาก เป็นระยะทางกว่า 2-3 กิโลเมตร จึงได้มีพระราชดำริที่จะสงวนบริเวณป่ายางนานี้ไว้เป็นสวนสาธารณะ และอนุรักษ์ป่ายางนาธรรมชาติ แต่ทางราชการไม่สามารถดำเนินการจัดถวายตามพระราชประสงค์ได้ เพราะมีราษฎรมาจับจองทำสวน ทำไร่ ในบริเวณนั้นจำนวนมาก จะต้องใช้จ่ายค่าทดแทนในการโยกย้ายราษฎรออกจากพื้นที่ในอัตราที่ไม่สามารถจัดหางบประมาณขณะนั้นได้

พระองค์จึงได้ทรงทดลองปลูกยางนาด้วยพระองค์เอง โดยรับสั่งให้มหาดเล็กไปเก็บเมล็ดยางนาบริเวณนั้น แล้วทรงเพาะยางนาส่วนหนึ่งในกระถาง ที่พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล และได้นำเมล็ดยางนาจำนวนหนึ่งมาเพาะที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน บริเวณใต้ต้นแคบ้านบ้าง ในแปลงเพาะชำบ้าง เมื่อเมล็ดงอกแล้วจึงได้ย้ายลงปลูกในกระถาง และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสถานที่ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ให้คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการวิจัยและทดลองปลูกยางนา โดยมี ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส คณบดีคณะวนศาสตร์ ในขณะนั้น เป็นหัวหน้าคณะผู้สนองโครงการพระราชดำริ

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ยังแปลงทดลองเพื่อทอดพระเนตรนิสิตคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตรียมแปลงปลูกยางนา

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ทรงช่วยเตรียมแปลงทดลองพร้อมพระสหายร่วมชั้น โรงเรียนจิตรลดา อย่างแข็งขันและสนพระทัย

ต่อมา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2504 ซึ่งเป็นคล้ายวันประสูติ ปีที่ 9 ของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ได้ทรงปลูกกล้ายางนาที่เพาะไว้เป็นปฐมฤกษ์ในแปลงทดลอง พร้อมกับคณาจารย์และนิสิตคณะวนศาสตร์ ขณะนั้นกล้ายางนามีอายุ ประมาณ 4 เดือน และมีจำนวนที่ปลูกทั้งหมด 1,096 ต้น โดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้น และระหว่างแถวห่างกัน 2.50×2.50 เมตร เป็นพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ 1 งาน แต่ใช้เพื่อการศึกษาและเก็บข้อมูลเพียง 432 ต้น เท่านั้น

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้คณาจารย์และนิสิตคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้ามาวัดขนาดต้นยางนาและปลูกต้นไม้ประจำปีในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ทุกปี และบางปีพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรและได้พระราชทานพระบรมราโชวาทและคำแนะนำด้วย

ผลการวิจัยโครงการต่างๆ เบื้องต้นพอสรุปได้ว่า กล้าไม้ยางนาเมื่อยังเล็กอยู่เป็นไม้ชอบร่มปานกลาง และจัดว่าเป็นไม้ที่เติบโตเร็วพอสมควร เมื่ออายุได้ 2 ปี 4 เดือน ปรากฏว่ามีความสูงเฉลี่ย 1.40 เมตร และมีอัตราการรอดตาย 93.50 เปอร์เซ็นต์

ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นำพันธุ์ไม้ต่างๆ ทั่วประเทศมาปลูกในบริเวณที่ประทับสวนจิตรลดาและในแปลงทดลองปลูกยางนา ในลักษณะป่าไม้สาธิต กับได้สร้างพระตำหนักเรือนต้นในบริเวณป่าไม้สาธิต เมื่อ พ.ศ. 2508 และสร้างสำนักสงฆ์ด้วยไม้มะค่าทั้งหลัง ที่บริเวณสวนป่ายางนา เมื่อ พ.ศ. 2524

สำหรับต้นยางนา เมื่อมีอายุระหว่าง 5-10 ปี ได้มีการขุดย้ายออกไปปลูกบริเวณอื่นๆ เพื่อขยายระยะระหว่างแถวและระหว่างต้นกับได้พระราชทานแก่ผู้ที่ขอมา เพื่อนำไปปลูกในสถานที่ต่างๆ เช่น วัดและโรงเรียน เป็นต้น

ปัจจุบัน แปลงทดลองยางนาแปลงนี้ได้กลายเป็นป่ายางนาที่ใหญ่ และมีเพียงแห่งเดียวในกรุงเทพมหานคร ผู้ที่ผ่านไปตามถนนพระรามที่ 5 หรือถนนศรีอยุธยา จะสังเกตเห็นป่ายางนาแปลงนี้ทางด้านมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน (ระหว่างสนามม้าราชตฤณมัย วัดเบญจมบพิตร และกองบัญชาการทหารสูงสุด) แต่ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจจากการวัด 3 ครั้ง ดังนี้

เดือนตุลาคม 2526 อายุ 22 ปี ความสูงเฉลี่ย 11.98 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางวัดความสูงเพียงอกเฉลี่ย 18.00 เซนติเมตร

17 ธันวาคม 2530 อายุ 26 ปี ความสูงเฉลี่ย 13.30 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางวัดความสูงเพียงอกเฉลี่ย 13.30 เซนติเมตร

4 สิงหาคม 2533 อายุ 29 ปี ความสูงเฉลี่ย 13.07 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางวัดความสูงเพียงอกเฉลี่ย 16.02 เมตร

ซึ่งปรากฏว่า ค่าเส้นผ่านศูนย์กลางวัดความสูงเพียงอกเฉลี่ยจะลดลง และค่าความสูงเฉลี่ยไม่สูงเท่าที่ควรและเพิ่มไม่มากนัก ทั้งนี้ เนื่องจากการแก่งแย่งแข่งขันตามธรรมชาติ รวมทั้งต้นยางนาขนาดใหญ่บางต้นถูกลมพัดล้มลง จึงต้องตัดออก แล้วนำยางนาและต้นไม้อื่นที่มีขนาดเล็กมาปลูกแทน

นอกจากนี้ อาจจะเป็นการแสดงว่า SBOBETG8.COM การปลูกยางนาในบริเวณกรุงเทพมหานคร ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง (ประมาณ 1.00-1.50 เมตร จากผิวดิน) ไม่เหมาะกับการปลูกไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มากนัก เพราะระบบรากไม่สามารถชอนไชลงลึกและขยายตัวได้เหมือนการปลูกในที่ดอน (ระดับน้ำใต้ดินต่ำ) ทำให้ระบบรากไม่แข็งแรงและไม่ทนทานต่อลมพายุ และระบบเรือนยอดไม่สามารถเติบโตพัฒนาได้อย่างเต็มที่เหมือนในถิ่นกำเนิดเดิม

แปลงทดลองปลูกไม้ยางนาในพระตำหนักจิตรลดารโหฐานแปลงนี้ ปัจจุบัน (17 พฤศจิกายน 2542) มีอายุย่างเข้าปีที่ 39 แล้ว นอกจากจะเป็นแปลงวิจัยและทดสอบทางวนวัฒนวิทยา ตามพระราชดำริและสนองพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังได้ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาไม้ป่า เช่น คณะวนศาสตร์ กรมป่าไม้ และศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง ได้เกิดแรงดลใจให้ริเริ่มงานวิจัยเกี่ยวกับยางนาและพืชต่างๆ ในวงศ์ไม้ยาง (Dipterocapceae)

อีกมากตามมา เช่น การศึกษาเปรียบเทียบความเจริญเติบโตของกล้ายางนาในธรรมชาติ ที่ป่าภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา การศึกษาสรีรวิทยาของไม้ยางนาในป่าธรรมชาติที่สถานีวนกรรมพุแค สระบุรี การรวบรวมและเปรียบเทียบสายพันธุ์ยางนาที่หาดวนกร ประจวบคีรีขันธ์ การวิจัยวิธีการเพาะกล้า การเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของกล้ายางนา การศึกษาวิธีการปลูกยางนาร่วมกับไม้ชนิดต่างๆ ได้แก่ ไม้สัก แดง ตะเคียนทอง หรือร่วมกับไม้ยูคาลิปตัส สะเดาเทียม สะเดา หรือร่วมกับพืชตระกูลถั่ว ได้แก่ กระถินณรงค์ กระถินเทพา แคบ้าน และกระถินยักษ์ เป็นต้น นอกจากนี้ ก็มีงานอนุรักษ์ไม้ยางนาทั้งในสภาพธรรมชาติ (In situ) และสภาพนอกถิ่น (Ex situ) ของกรมป่าไม้ และของเอกชนอีกเป็นจำนวนมากในท้องที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ผลงานเหล่านี้ค่อยทยอยเกิดผลต่อการอนุรักษ์และรณรงค์ให้มีการปลูกยางนาเพิ่มขึ้นตามลำดับ

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่ได้ทรงมีพระเนตรอันกว้างไกล พระราชทานพระราชปรารภและพระราชดำริให้คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้สนองเบื้องพระยุคลบาท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 เป็นต้นมา ซึ่งยังประโยชน์ให้เกิดแก่นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ และปวงประชาชนชาวไทยทั่วประเทศตามมาเหลือคณานับ

วันที่ 26 ต.ค. นางอารีวรรณ แก้วคำมา อายุ 50 ปี เข้าแจ้งความกับร.ต.อ.สมเกียรติ บุญมีจิว รองสว.(สอบสวน) สภ.ย่อยมหาวิทยาลัยนเรศวร ต.ท่าโพธิ์ อ.เมืองพิษณุโลก ว่ามีคนร้ายเข้าไปลักตัดกล้วยภายในสวนของนายขำ เอี่ยมเย็น อายุ 81 ปี ซึ่งเป็นบิดา หลังรับแจ้งจึงได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมประสานตำรวจสายสืบ สภ.เมืองพิษณุโลก ลงพื้นที่หาข้อมูลหลักฐานและรายละเอียดทั้งหมด

จากการตรวจสอบบริเวณเกิดเหตุ ซึ่งเป็นไร่นาสวนผสม เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ อยู่ในพื้นที่ ม.1 ต.ท่าทอง อ.เมืองพิษณุโลก มีการปลูกข้าว มะม่วง มะนาว และพืชผักอีกจำนวนหลายชนิด โดยรอบพื้นที่มีการปลูกกล้วยไว้ประมาณ 2 ไร่ มีทั้งกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอม จาการตรวจสอบพบว่าคนร้ายลักตัดกล้วยน้ำว้าที่แก่ทั้งหมดไป 12 เครือ ที่ยังคงหลงเหลือเอาไว้เฉพาะเครือกล้วยที่ยังไม่แก่จัดเท่านั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ถ่ายรูปพร้อมเก็บหลักฐาน ตลอดทั้งสอบสวนรายละเอียดเพิ่มเติม

จากการสอบสวนทราบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีนายขำนอนเฝ้าอยู่เพียงลำพัง ส่วนลูกๆต่างมีงานทำและอยู่คนละทีกัน ซึ่งจะมาหาในช่วงวันหยุดหรือเสาร์อาทิตย์ ส่วนวันเกิดเหตุเป็นช่วงกลางคืนวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา มีคนร้ายแอบย่องเข้ามาลักตัดกล้วยที่แก่ทั้งหมดไป แต่ละเครือจะมีกล้วยประมาณ 7-8 หวี ถ้านำไปขายจะได้อย่างต่ำราคาหวีละ 20-25 บาท รวมกล้วยทั้งหมดประมาณ 80-90 หวี คิดเป็นเงินกว่า 2,000 บาท

นางอารีวรรณ กล่าวว่า ตนทราบเรื่องหลังจากที่พ่อโทรมาบอกว่ามีคนร้ายเข้ามาลักตัดกล้วยในสวนเวลากลางคืน จึงเข้าไปตรวจสอบ พบว่าคนร้ายจะเลือกตัดเครือกล้วยที่แก่ไปทั้งหมด โดยขนไปไม่หมดเหลือทิ้งเอาไว้ 1 เครือ ซึ่งก่อนหน้ามีคนร้ายแอบมาตัดเช่นกัน แต่เอาไปเพียงแค่ 1-2 เครือ จึงไม่คิดอะไรมาก แต่ปรากฏว่าคราวนี้มาลักตัดไปถึง 12 เครือ จึงต้องเข้าแจ้งความ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายดังกล่าว

วันที่ 26 ตุลาคม ความคืบหน้าหลังจากนายไกรสร กองฉลาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวต่อต้านการปลูกมันฝรั่งบนภูทับเบิก โดยชี้ว่าเป็นเกษตรพันธสัญญาผูกมัดชาวบ้าน และยังสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพราะต้องใช้ปุ๋ยและยาค่อนข้างเยอะ โดยขัดต่อแนวทางที่ทางจังหวัดกำลังเร่งขับเคลื่อนเรื่องผักปลอดภัย จากนั้นยังปลุกกระแสผู้บริโภคให้ช่วยกันกดดันให้เอกชนมีความรับผิดต่อสังคมให้มากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด นายใจ แซ่เถา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 14 บ้านทับเบิก ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ และเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งบนภูทับเบิก กล่าวว่า การปลูกมันฝรั่งในพื้นที่ภูทับเบิกนั้นทางเอกชนได้มาส่งเสริมให้ปลูกเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว โดยพื้นที่ปลูกแต่ละปีจะไม่เท่ากันต่ำสุดราว 400 ไร่ และสูงสุดราว 1,000 ไร่ ส่วนการใช้สารเคมีก็ใช้น้อยกว่าการปลูกกะหล่ำปลี