เลี้ยงกบ ได้ทำบ่อเลี้ยงกบ 1 บ่อ โดยนำกระเบื้องมุงหลังคาเก่า

เหลือใช้มาจัดวางที่ขอบบ่อให้สูงขึ้น ป้องกันกบกระโดดออก พร้อมกับปล่อยลูกกบลงเลี้ยง 20-30 ตัว เมื่อกบตัวโตขึ้นก็จับมาเป็นอาหารครัวเรือนหรือแบ่งปัน

ทำนา ได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งทำนา 13 ไร่ ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวแล้วจะนำข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสาร บรรจุใส่ถุงแบบสุญญากาศน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ขายส่งราคา 50 บาท แต่ละฤดูก็จะมีรายได้ 150,000-200,000 บาท เป็นรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนการผลิต

นาบัว ได้ทำนาบัว 1 งาน สายบัวที่เก็บได้นำไปขายตลาดนัดสายละ 1 บาท ก็จะมีรายได้ 300 บาท ต่อครั้ง การทำน้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยหมัก ได้ทำน้ำหมักชีวภาพสูตร พด.2 และทำปุ๋ยหมักสูตร พด.1 เพื่อนำมาใช้ในไร่นาสวนผสม ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ได้ผลผลิตปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค และมีรายได้มากขึ้น

แรงงาน ไม่ได้จ้างแรงงาน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในครัวเรือน เพราะเป็นงานทำไม่ยาก ทำแล้วสนุก

ตลาด ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ส่วนหนึ่งนำมาเป็นอาหารในครัวเรือน อีกส่วนหนึ่งจะมีพ่อค้าที่คุ้นเคยกันเข้ามาซื้อเพื่อนำไปขาย และอีกส่วนหนึ่งได้นำไปขายที่ตลาดนัด ทำให้ในแต่ละวันมีรายได้จากการขายผลผลิตตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป การตัดสินใจทำไร่นาสวนผสมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้สามารถดำรงชีพได้ด้วยวิถีที่มั่นคง

ศูนย์เรียนรู้ สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาทได้พิจารณาคัดเลือกการทำไร่นาสวนผสมแปลงนี้ ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้การทำไร่นาสวนผสมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ต้นแบบ สำหรับเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อยกระดับรายได้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต

จากเรื่องราวการ ทำไร่นาสวนผสม…แนวทางลดความเสี่ยงด้านการผลิตและตลาด เพื่อก้าวสู่วิถีที่มั่นคง เป็นการใช้ที่ดินเต็มพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ ใช้เงินทุนตามความจำเป็น ใช้แรงงานในครัวเรือนที่เหมาะสม และใช้ปัจจัยการผลิตผสมผสาน ซึ่งผลงานที่ได้รับคือมีอาหารบริโภคและขายเพื่อเสริมสร้างรายได้ และนำไปสู่การยังชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ คุณชยันต์ พิทักษ์พูลศิลป์ เลขที่ 263/1 หมู่ที่ 3 ตำบลตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท โทร. (086) 040-7686 หรือที่ คุณชมพูนุช หน่อทอง สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท โทร. (056) 476-720 ก็ได้ครับ

กรมวิชาการเกษตร ปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่ได้พันธุ์ใหม่ “พิจิตร 2” คุณสมบัติเข้าทางโรงงานผลิตซอสพริก ผลใหญ่ เรียว ยาว เนื้อหนา สีแดงเข้ม เผ็ดน้อย เกษตรกรถูกใจต้นสูงเก็บเกี่ยวง่าย แถมเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกรุ่นต่อไปได้แทนการซื้อใหม่ทุกปี

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า พริกใหญ่เป็นวัตถุดิบในการผลิตซอสพริกซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพริกเป็นส่วนประกอบที่มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 2 พันล้านบาท และมีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตาม แม้พริกใหญ่จะเป็นพริกที่ตลาดมีความต้องการในปริมาณมากเพื่อนำไปเป็นส่วนประกอบการผลิตซอสพริก แต่ที่ผ่านมายังขาดการพัฒนาพันธุ์พริกใหญ่ให้มีปริมาณและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะพริกใหญ่ที่มีรสชาติเผ็ดน้อยซึ่งเป็นพริกที่โรงงานผลิตซอสพริกมีความต้องการผลผลิตเป็นจำนวนมาก

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่โรงงานผลิตซอสพริกต้องการ คือผลสุกมีสีแดงเข้ม เนื้อหนา ผลมีขนาดใหญ่ ยาว และรสชาติเผ็ดน้อย

โดยการปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่เริ่มดำเนินการผสมข้ามพันธุ์ในปี 2540 การคัดเลือกพันธุ์ การเปรียบเทียบพันธุ์กับพันธุ์พริกพื้นเมืองและพันธุ์การค้า และการทดสอบพันธุ์ทั้งในแหล่งปลูกภายในศูนย์วิจัยของกรมวิชาการเกษตรและแปลงเกษตรกรหลายจังหวัดที่เป็นแหล่งที่เหมาะสมกับการปลูกพริกเพื่อทำซอสพริก

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่ประสบความสำเร็จและผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร ในปี 2562 ใช้ชื่อว่า “พริกใหญ่พันธุ์พิจิตร 2” ซึ่งมีลักษะเด่น คือ ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝน โดยในฤดูแล้งให้ผลผลิต 3,675 กิโลกรัม/ไร่ ฤดูฝนให้ผลผลิต 1,465 กิโลกรัม/ไร่ มีต้นสูง 78 เซนติเมตร ซึ่งสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์การค้าทำให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว ที่สำคัญผลมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด คือมีขนาดใหญ่เรียวยาว ยาว 11.7 เซนติเมตร เนื้อหนาเฉลี่ย 1.95 มิลลิเมตร มีผลยาวกว่าพริกพันธุ์อื่นๆ ผลมีสีแดงเข้มและเผ็ดน้อย โดยมีความเผ็ด 26,800 สโควิลล์ ซึ่งเหมาะสำหรับนำไปผลิตเป็นซอสพริกตรงกับความต้องการของโรงงาน

พริกใหญ่พันธุ์พิจิตร 2 เป็นพันธุ์ที่มีความทนทานต่อสภาพน้ำขัง และสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ รวมทั้งยังเป็นพันธุ์ผสมเปิดทำให้เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ปลูกในรุ่นต่อไปได้ แทนการใช้พันธุ์ลูกผสมที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี ซึ่งราคาเมล็ดพันธุ์ลูกผสมที่เกษตรกรซื้อในปัจจุบันจะมีราคาประมาณ 37,500 บาท ต่อกิโลกรัม โดยเกษตรกรจะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 30-40 กรัม ต่อไร่

จากการประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์ สุโขทัย แพร่ และอุทัยธานี พบว่าเกษตรกรมีความพอใจพริกพันธุ์ใหญ่พิจิตร 2 มากที่สุดในด้านความสูงของต้นที่ทำให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว และความทนทานต่อความแปรปรวนของสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเมื่อฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขัง ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์พริกใหญ่พิจิตร 2 ได้ปีละ 10 กิโลกรัม/ปี ซึ่งเพียงพอสำหรับพื้นที่ปลูก จำนวน 300 ไร่ ในเขตภาคเหนือตอนล่าง

“สตรอเบอรี่” เป็นชื่อของผลไม้ที่ถูกจัดอยู่ในวงศ์ของกุหลาบ มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา และแพร่กระจายไปยังทวีปยุโรป ก่อนจะเข้ามาเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย มีลักษณะเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กที่มีลำต้นสั้นและหนา เป็นทรงพุ่มกว้าง มีดอกสีขาว ผลมีก้านยาวเชื่อมกับต้น มีเสี้ยนเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วผล นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ถือเป็นจุดเด่นของสตรอเบอรี่ คือผลสีแดงสด กลิ่นหอมหวาน อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และรสชาติที่มีทั้งหวานจัดและหวานอมเปรี้ยว ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์

นอกจากสี กลิ่น และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว สตรอเบอรี่ยังมีส่วนช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค บำรุงประสาทและสมอง ช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจางและโรคหลอดเลือดอุดตัน ทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดและคอลลาเจน ที่ช่วยในเรื่องของการลดริ้วรอยอีกด้วย

คุณบรรจง แซ่คำ เจ้าของสวนสตรอเบอรี่ “ไร่นายต้องแวะ” ที่บ้านบุเจ้าคุณ ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ปลูกสตรอเบอรี่ เน้นการทำสวนโดยไม่ใช้สารเคมี และทำเป็นสวนเชิงท่องเที่ยวโดยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้าไปเก็บสตรอเบอรี่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ “ไร่นายต้องแวะ” เลยทีเดียว

จากอาชีพค้าขาย
สู่เจ้าของสวนสตรอเบอรี่
ถิ่นฐานเดิมของคุณบรรจงอยู่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

เมื่อมาปลูกสตรอเบอรี่ ที่วังน้ำเขียวได้ผลดี จึงปักหลักอยู่นาน คุณบรรจง เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำสวนว่า ก่อนที่จะมาทำสวนสตรอเบอรี่นั้นเคยทำมาแล้วทั้งอาชีพค้าขายและเกษตรกรรม โดยจะทำสลับกันไปคือ ช่วงไหนที่ไม่ได้ทำสวนก็จะหันไปรับสินค้ามาขาย โดยจะขายตามตลาดนัดทั่วไป แต่ช่วงไหนที่เป็นช่วงเพาะปลูกหรืออยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวก็จะกลับมาทำสวน แต่ต่อมาประสบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีนัก จึงหันกลับมายึดอาชีพเกษตรกรรมอย่างเต็มตัวอีกครั้ง ส่วนเหตุผลที่เลือกปลูกสตรอเบอรี่นั้น เนื่องจากมีความสนใจทั้งยังมีประสบการณ์ด้านการทำสวนอยู่เป็นทุนเดิม จึงเลือกที่จะหันมาปลูกสตรอเบอรี่และสร้างสวน “ไร่นายต้องแวะ” ขึ้น บนพื้นที่กว่า 5 ไร่

อย่างที่ทราบกันดีว่า สตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่จะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศหนาว ทำให้ในประเทศไทยนิยมปลูกกันในภาคเหนือ แถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เป็นต้น แต่ในบางจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง จังหวัดเลย เพชรบูรณ์ หรือกาญจนบุรี ก็สามารถปลูกได้เช่นกัน นอกจากนี้ สายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมและปลูกกันอย่างแพร่หลาย จะแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ปลูกเพื่อการบริโภคสด และกลุ่มที่ปลูกเพื่อการแปรรูป สำหรับพันธุ์ที่นิยมปลูกไว้เพื่อบริโภคสดนั้น ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน เบอร์ 70 เบอร์ 80 เบอร์ 50 และ เบอร์ 20 เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง มีสีแดงสด และให้รสชาติดี

“สำหรับพันธุ์ที่เราเลือกปลูก จะเป็นพันธุ์พระราชทาน 80 เพราะเป็นอีกพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมสูง และมีจุดเด่นคือต้นที่ใหญ่ แข็งแรง ต้านทานโรคและแมลงได้อย่างดี สามารถปลูกได้ในแทบทุกสภาพอากาศ ให้ผลผลิตค่อนข้างสูงแม้ว่าจะไม่สูงเท่าบริเวณภาคเหนือ แต่ก็ถือว่าให้ผลผลิตสูงพอสมควร นอกจากนี้ ผลยังมีสีแดงสด เนื้อแน่น รสชาติดีและมีกลิ่นหอมจัดเมื่อสุกเต็มที่ ส่วนเหตุผลที่เลือกมาทำสวนที่อำเภอวังน้ำเขียว เพราะอากาศดี ไม่ร้อนจัด และไม่หนาวจัด ทั้งยังมีบรรยากาศดีเหมาะกับการทำสวนเชิงท่องเที่ยวตามที่ได้วางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกด้วย” คุณบรรจง เล่าถึงเหตุผลในการเลือกพื้นที่ในการทำสวน

สตรอเบอรี่
ปลูกแค่ 2 เดือน เก็บขายได้
ก่อนจะพูดถึงเรื่องการดูแลต้นสตรอเบอรี่ คงต้องเกริ่นก่อนว่า การขยายพันธุ์สตรอเบอรี่นั้นสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไหล ขยายต้นไหลจากแม่พันธุ์ วิธีการแยกต้นหรือแยกกอจากต้นหลัก การใช้เมล็ด โดยวิธีนี้จะใช้ในกรณีที่มีการผสมพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ขึ้นมา รวมไปถึงการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เมื่อต้องการต้นพันธุ์ปลอดโรคและมีความสมบูรณ์ที่สุดอีกด้วย

นอกจากวิธีการปลูกแล้ว การให้น้ำและการดูแลต้นสตรอเบอรี่ก็ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเช่นกัน โดยที่ไร่นายต้องแวะนั้น ในช่วงเริ่มต้นปลูกจะให้น้ำด้วยวิธีการใช้สปริงเกลอร์ เนื่องจากเป็นระยะที่ต้องให้น้ำมากเป็นพิเศษ แต่หลังจากที่เริ่มออกดอกหรือช่วงที่เริ่มให้ผลผลิต ก็จะเปลี่ยนมาให้น้ำด้วยระบบน้ำหยดแทน เพราะหากให้น้ำด้วยสปริงเกลอร์อาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับดอก ทำให้ผลสตรอเบอรี่มีแผลและไม่สวยงาม ซึ่งจะส่งผลต่อราคาเมื่อต้องเก็บไปจำหน่ายอีกด้วย

“เราเริ่มปลูกในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งจะใช้ระยะเวลาการปลูกและดูแลประมาณ 1-2 เดือน และจะออกผลผลิตตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ซึ่งก่อนที่จะปลูกเราก็จะมีการให้ปุ๋ยมูลวัวที่ทางสวนผสมเอง เพื่อเป็นการเตรียมดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังมีการนำใบไม้มาใช้รองเพื่อกันวัชพืชและป้องกันไม่ให้ผลสตรอเบอรี่เปื้อนอีกด้วย สำหรับเรื่องศัตรูพืชนั้นมีปัญหาแค่เฉพาะหญ้าเท่านั้น และมีวิธีแก้ปัญหาด้วยการดายทิ้ง จึงไม่ถือว่าเป็นปัญหามากนัก” คุณบรรจง บอก

เทคนิคการตลาด
เดินชม เด็ดชิม สดๆ จากต้น
ในส่วนของผลผลิตต้องยอมรับว่า สตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่ต้องปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น เนื่องจากอากาศที่เย็นจะเป็นตัวกระตุ้นให้ออกผล จึงเป็นเหตุผลที่มักจะปลูกในบริเวณภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น เมื่อนำมาปลูกที่วังน้ำเขียว คุณบรรจง จึงทำใจเอาไว้ส่วนหนึ่งแล้วว่า ผลผลิตที่ออกมานั้นคงจะไม่เทียบเท่ากับทางภาคเหนือ ทั้งในเรื่องของรสชาติและปริมาณ แต่เมื่อมีผลผลิตออกมา กลับพบว่ามีความแตกต่างแค่ในเรื่องของปริมาณที่น้อยกว่าเท่านั้น แต่สำหรับรสชาติ สี และความสวยงามของผลก็มีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน

“ตอนแรกที่ตัดสินใจเริ่มต้นทำสวนสตรอเบอรี่ผมกับครอบครัววางแผนเอาไว้แล้วว่า ตั้งใจจะทำสวนให้ออกมาในรูปแบบของแหล่งท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงแค่ทำสวนเพื่อเก็บผลผลิตขายเพียงอย่างเดียว โดยเราจะเปิดให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาเก็บผลสตรอเบอรี่ได้ด้วยตัวเอง ส่วนผลผลิตที่เก็บได้ก็จะมีวางจำหน่ายแค่หน้าร้าน เพราะต้องการสื่อว่า หากอยากลิ้มรสสตรอเบอรี่ก็ต้องแวะมาที่สวน ‘ไร่นายต้องแวะ’ เท่านั้น”

สำหรับสตรอเบอรี่ที่เก็บจากสวนนั้น จะต้องเอามาคัดขนาดของลูกก่อน ลูกไหนที่เล็กก็จะแยกไว้ เพื่อให้ลูกค้าเลือกได้เองว่าชอบผลขนาดประมาณไหน ส่วนราคาจะอยู่ที่ กิโลกรัมละ 400 บาท และมีแยกขายเป็นกล่อง น้ำหนักครึ่งกิโลกรัม ราคา 200 บาทด้วย โดยสตรอเบอรี่ที่ขายจะมีทั้งที่สุกจนเป็นสีแดงสดทั้งลูก กับที่ยังไม่สุกมาก ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อไปเป็นของฝาก เพราะจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน จึงจะสุกเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมี มะระหวาน ฟักทอง และน้ำสตรอเบอรี่สดที่ทางสวนผลิตเองวางจำหน่ายอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเยี่ยมชมและชิมสตรอเบอรี่สดๆ หรือต้องการซื้อผลผลิตจากสวน ผัก ผลไม้ ถือเป็นเมนูโปรดที่คนรักสุขภาพนึกถึงเป็นอันดับแรก ส่งผลให้ตลาดหันมานิยมและมีความต้องการผักสลัดมากขึ้น เกษตรกรที่ติดตามข่าวสารหลายท่านได้ช่วงชิงโอกาสจากกระแสต่างๆ เหล่านี้ คิดผลิตเป็นรายได้ หันมาปลูกผักสลัดส่งตลาดกันยกใหญ่ แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าทำเกษตรแล้ว ไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ต้องคำนึงถึงพื้นที่ ดิน ฟ้า อากาศ ใครอดทน ขยัน หมั่นพัฒนา และหมั่นหาการตลาดก็รอด ครั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาท่านมารู้จักการปลูกผักปลอดสารให้ได้ผล ที่สวนผักครูสรรเสริญ ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

อาจารย์สงบ เพียรทำดี เลขที่ 72 หมู่ที่ 13 ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี จาก ผอ. ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร เล่าว่า ตนจบการศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรกรรมบางพระ หลังจากนั้นได้บรรจุเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมสิงห์บุรี สอนทางด้านสัตวศาสตร์ จนกระทั่งรับตำแหน่งสุดท้ายคือ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ซึ่งเป็นวิทยาลัยเกษตรเฉพาะการ หมายความว่าโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานการอาชีวศึกษากับศูนย์ศิลปาชีพบางไทร และ ศปก. ดำรงตำแหน่งนาน 17 ปี ได้ลาออกก่อนเกษียณ 1 ปี เพื่อมาทำเกษตร

อดีต ผอ. ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เปลี่ยนวิถีมาปลูกผัก
อาจารย์สงบ หรือคนเกษตรรู้จักกันดีในนามครูสงบ ลาออกก่อนเกษียณ 1 ปี เพื่อมาปลูกผักปลอดสาร จุดเริ่มต้นคือ ทำเพื่อเอาไปใช้เอง

“ก่อนหน้านั้น เราทำบาร์สลัดในห้างโมเดิร์นเทรด บิ๊กซี โลตัส ทำตั้งแต่โลตัสที่แม่สายถึงบิ๊กซีปัตตานี ก็ต้องใช้ผักเยอะวัตถุดิบเยอะ เกิดปัญหาได้วัตถุดิบไม่ตรงต่อความต้องการของเรา ผักถือเป็นวัตถุดิบตัวแรกที่จำเป็นในบาร์สลัด เพราะฉะนั้นคุณภาพ ปริมาณ ต้องเพียงพอ เมื่อเกิดปัญหาซ้ำบ่อยๆ จึงตัดสินใจที่จะออกมาปลูกเอง พูดง่ายๆ ว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากไฟต์บังคับเรื่องวัตถุดิบไม่ตรงต่อความต้องการของเรา” อาจารย์สงบ เล่า

เตรียมแปลงปลูก ปรับปรุงสภาพดิน จากพื้นที่ใช้สารเคมีมาก่อน
อาจารย์สงบ เล่าว่า พื้นที่ตรงนี้เริ่มจากการปลูกพืชไร่ มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย จึงมีการใช้สารเคมีในปริมาณมากมาก่อน แต่สาเหตุที่มาเลือกพื้นที่ปลูกตรงนี้ เพราะเมื่อก่อนตนเป็นอาจารย์สอนด้านสัตวบาล สอนทางด้านโคเนื้อ โคนม มาตลอด เวลามาดูงาน หรือมีลูกศิษย์ส่วนใหญ่แล้วเขามีพื้นเพอยู่แถวนี้กันทั้งนั้น จึงเกิดความคุ้นเคยกับที่นี่ ช่วงมาใหม่ๆ มีปัญหามาก เพราะจุดมุ่งหมายของเราคือ ปลูกผักปลอดสารบนดิน แต่พื้นที่ตรงนี้มีการใช้สารเคมีเยอะ พื้นที่ถูกใช้มานาน และถูกใช้ไม่ตรงงานหลัก จึงเริ่มวางแผนปรับปรุงดินยกใหญ่ โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์ ขี้ไก่หมัก ขี้วัว ผสมปรับให้ดินร่วนซุ่ยขึ้น มาใหม่ๆ ดินแข็ง รดน้ำไม่ได้เลย ทำแบบนี้อยู่หลายเดือน จนเริ่มปลูกผักได้ดีขึ้น

ปลูกผักสลัด ปลอดสารทุกชนิด บนเนื้อที่ 27 ไร่
ปัจจุบัน มีพื้นที่ทั้งหมด 47 ไร่ แบ่งปลูกผักปลอดสาร 27 ไร่ เนื่องจากว่าพื้นที่ตรงนี้อากาศถ่ายเท ระดับความสูงจากน้ำทะเล ประมาณ 300-400 เมตร สภาพดินหลังปรับปรุงมีช่องอากาศ ดินร่วน ระบายน้ำได้ดี เหมาะกับการปลูกผัก

ที่นี่เริ่มจากการปลูกผักสลัดปลอดสาร มีทั้ง กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ฟิลเล่ เรดคอรัล บัตเตอร์เฮด ไอซ์เบิร์ก คอส เบบี้คอส

จากผักสลัด ก็มองเห็นว่าน่าจะปลูกผักชนิดอื่นที่นำไปใช้ประกอบกันได้ ประกอบกับเคยอ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เรื่องต้นอ่อนทานตะวัน จึงเป็นการจุดประกายให้เริ่มปลูกเพิ่มอีกชนิด ใหม่ๆ จินตนาการว่าเหมือนถั่วงอก ลองล้อมคอกเลี้ยง และความที่ไม่คุ้นชินกับผักประเภทนี้ ไปซื้อเมล็ดมาก็ไม่งอก ทำแล้วก็ทิ้ง จึงเริ่มแกะรอยตามนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน แล้วนึกถึงหลักความจริง ในเมื่อมีสีเขียว ต้องมีแสง ก็ดูเรื่องแสง สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ

และอีกประการที่เราเรียนรู้จากการปลูกต้นอ่อนทานตะวันคือ เมื่อปลูกถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ต้องมีเทคนิค เราเคยอ่านมาว่าให้ใช้กรรไกรตัด จริงๆ แล้วถ้าใช้กรรไกรตัดรากจะช้ำ ส่งผลให้เน่าเร็ว พอช้ำเก็บไว้ไม่ได้นาน ส่งไปที่บาร์สลัด เก็บไว้ได้เพียง 1-2 วัน ก็เสีย จากจุดนั้น จึงเริ่มศึกษาว่าเกิดจากอะไร และได้คำตอบมาว่า

การตัด
อุณหภูมิ ความชื้น เมล็ดพันธุ์ เราค่อยศึกษา เปลี่ยนจากการตัดด้วยกรรไกรเป็นมีด แต่ต้องเป็นมีดที่คมกริบ และยึดความสะอาดเป็นสำคัญ
จนกระทั่งทุกวันนี้ ต้นอ่อนทานตะวันของอาจารย์เรียกได้ว่า อยู่แนวหน้าในเรื่องของคุณภาพ หากแช่ตู้เย็น อยู่ได้ 1 สัปดาห์ แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากการปลูกผักสลัดและต้นอ่อนทานตะวัน อาจารย์สงบ ได้มีการพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้มีแปลงปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ แปลงถั่วพู มะระ และแตงกวาญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นมา เรียกได้ว่ากำลังไปได้ดีในทุกผลผลิตที่ทำ

เลิกทำสลัดบาร์ หันมาปลูกผัก ส่งร้านอาหารแทน
อาจารย์สงบ เล่าว่า หลังจากทำธุรกิจสลัดบาร์ตามห้างโมเดิร์นเทรดเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี เริ่มเกิดปัญหาค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้น สู้ไม่ไหว จึงหยุดทำธุรกิจสลัดบาร์ ช่วงที่เลิกทำ เกิดความกลุ้มใจว่า จะนำผักที่ปลูกจำนวนมากขนาดนี้ไปส่งที่ไหน แต่ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น และบวกกับเงินที่ลงทุนไปเยอะแล้ว จึงไม่เสียกำลังใจ อย่าง ต้นอ่อนทานตะวัน รับช่วงต่อจากพ่อค้าเดิม ส่วนผักสลัดก็ส่งตามร้านอาหาร โอท็อป แต่ส่วนมากแล้วนำสินค้าไปเสนอที่ไหน ไม่ค่อยมีคนปฏิเสธ เพราะของมีคุณภาพ ขายไปขายมาไม่น่าเชื่อว่าต้องตัดต้นอ่อนขาย วันละ 80-100 กิโลกรัม รวมกับผักชนิดอื่นที่ต้องตัดส่งด้วย วันหนึ่งแล้วต้องตัด วันละ 300-400 กิโลกรัม แต่ก็ยังไม่พอขาย

ปลูกผักปลอดสารลงดินไม่ยาก
อาจารย์สงบ เล่าถึงการผลิตว่า ขั้นตอนการเตรียมดิน เริ่มจากไถพรวนหน้าดิน ตากแดดไว้ประมาณ 7-14 วัน ทุกครั้งที่ปลูกจะรองด้วยปุ๋ยอินทรีย์ เน้นขี้ไก่หมักเป็นหลัก เพราะในขี้ไก่มีแกลบเยอะ ทำให้ดินร่วนซุย ช่วยเติมช่องอากาศในดิน ทำให้ระบายน้ำดี พืชผักได้รับอากาศที่เหมาะสม

หลังจากรองพื้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์เสร็จ ให้ใช้รถไถโรตารี่ ทำแปลงให้เหมาะกับอุปกรณ์ของเรา ขับถอยหลังเข้าไปร่องหนึ่งใช้เวลาไม่เกิน 2-3 นาที หลังจากนั้น ใช้คนแต่งให้เป็นร่องสวยงาม

เมื่อแต่งแปลงปลูกเสร็จแล้ว ให้เริ่มเอาฟางมาคลุมเพื่อรักษาความชื้น และเมื่อเวลารดน้ำถือเป็นการป้องกันไม่ให้ดินแซะเข้าไปในกาบใบผักได้ ผักจะสะอาด ถ้าไม่มีฟางช่วยในกาบใบขี้ดินจะเต็มไปหมด

มีข้อแม้ว่า ก่อนนำฟางมาคลุมต้องนำมาสางก่อน เว็บจีคลับ เพื่อให้เม็ดข้าวที่ติดมาหลุดออก ไม่งั้นเมื่อนำไปคลุมต้องมานั่งถอนต้นข้าวทิ้งแย่เลย ระยะห่างระหว่างหลุม 30×30 เซนติเมตร แล้วแต่ช่วงฤดูกาล หากเป็นช่วงฤดูหนาวจะปลูกให้ห่าง เพื่อให้ใบกางแผ่ได้ดี ถ้าเป็นหน้าร้อน หรือหน้าฝน ผักจะไม่ค่อยโต ให้ปลูกระยะชิด คือประมาณ 25×25 เซนติเมตร ตามสภาพ ระยะห่างมีผลต่อการเจริญเติบโต ถ้าปลูกห่างโอกาสเกิดโรคน้อย เพราะมีการระบายอากาศที่ดี ถ้าปลูกชิดจนเกินไป อากาศอบอ้าวถือว่าเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ดี ทำให้เกิดโรคได้ง่ายยิ่งขึ้น

การดูแล รดน้ำ เช้า-เย็น ในเวลาที่เหมาะสม ระบบน้ำใช้สปริงเกลอร์ วางท่อหลักตามถนน ยาวประมาณ 300-400 เมตร หลังจากนั้น ต่อระบบให้น้ำออกซ้าย-ขวา เป็นก้างปลา เพราะฉะนั้นเราจะไปปลูกตรงไหนน้ำก็เข้าถึง

ปุ๋ย มีการนำผักที่เหลือไปหมัก มาทำปุ๋ยไว้ใช้เองบ้าง แต่ปลูกจำนวนมาก ปุ๋ยที่เราทำไม่พอใช้ จึงต้องซื้อปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์จากทางบริษัท ที่ต้องมีเลขกำกับของกรมวิชาการเกษตร เพราะผักของเราเป็นผักมาตรฐาน GAP

โรคและแมลง ผักประเภทนี้แมลงไม่กวน นอกจากอากาศไม่เหมาะสมเลย คือ ร้อนแดดจ้า ก่อให้เกิดเพลี้ยไฟบ้าง โรคจะเจอช่วงที่อากาศร้อนชื้น เหมาะกับการเจริญเติบโตของโรค วิธีป้องกันช่วงหลังมีอินทรียวัตถุที่เป็นออร์แกนิก ช่วยได้เยอะ บางทีถ้าเยอะมากให้ชิงตัดก่อน แต่อาจไม่ได้น้ำหนักตามที่ต้องการ

ใช้ซาแรนคลุม ประโยชน์ 3 อย่าง
ในช่วงที่เริ่มปลูกใหม่ ให้ใช้ซาแรนสีดำ 60 เปอร์เซ็นต์ ช่วยพรางแสงผักที่เกิดใหม่ให้เสียหายน้อยลง คลุมให้พอตั้งตัวได้ก็เริ่มเปิด วิธีเปิด ให้เปิด 1 เว้น 1 ไม่ใช่เปิดหมด 100 เปอร์เซ็นต์

ผักสลัดใบกว้าง บางตัวเวลาพายุเข้า ลมแรง ฝนเม็ดใหญ่ จะตีทะลุใบผัก เพราะฉะนั้นซาแรนช่วยได้

ผักประเภทนี้ ถ้าฤดูกาลไม่เหมาะสม อย่างหน้าร้อน ผักจะขม คือเครียด จะสร้างยางขึ้นมา ทำให้พืชผักขม เราก็ใช้ซาแรนช่วยบังแดดให้ขมน้อยลง คือมีอะไรที่ละเอียดปลีกย่อยเยอะ ถ้าหน้าหนาว ผักจะรัดแน่น มีผลตอนขาย ในขณะที่ผักน้ำหนักเท่ากัน แต่ด้วยความที่ผักรัดแน่น ทำให้ดูขนาดเล็ก ถ้าเทียบกับอีกอันดูใหญ่ ใบแผ่ ผู้รับซื้อจะดูว่าไม่แพงได้เยอะ น่าซื้อกว่า