เลี้ยงปลาร่วมในสวนยาง ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงปลาดุก

เป็นหนึ่งในอาชีพเสริมที่น่าสนใจ เพราะช่วยลดรายจ่ายค่าอาหาร เพิ่มรายได้ทำเงินร่วมกับการทำสวนยางพารา เพราะปลาดุกเลี้ยงง่าย อัตราการเจริญเติบโตสูง มีความทนทานต่อโรคได้ดี สามารถเลี้ยงได้ในบ่อซีเมนต์ บ่อพลาสติก และบ่อดิน เกษตรกรนิยมเลี้ยงกันมากและมีการบริโภคเนื้อปลาดุกกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากปลาดุกมีรสชาติดี ราคาถูก เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคภายในครอบครัว หรือเลี้ยงเพื่อจำหน่ายก็ได้ เป็นการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย

เลี้ยงกบในกระชังบก

นอกจากนี้ กยท. ได้นำเสนอแนวคิด เรื่อง “การเลี้ยงกบในกระชังบก” ซึ่งเป็นอาชีพเสริมรายได้ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราในภาคอีสาน ทั้งเลี้ยงเพื่อบริโภคในครัวเรือนและเลี้ยงเพื่อการค้า โดยเลี้ยงในบ่อดิน เลี้ยงในคอก เลี้ยงในกระชังบกและเลี้ยงในบ่อซีเมนต์

ข้อดีของการเลี้ยงกบ คือ ดูแลรักษาง่าย เลือกพื้นที่วางบ่อได้ตามต้องการ การเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ไม่ยุ่งยาก ต้นทุนการผลิตก็ไม่แพง หลักสำคัญของการเลี้ยงกบคือ ต้องเลือกซื้อพันธุ์กบที่ดี คอยหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาด และคอยหมั่นสังเกตเรียนรู้นิสัยของกบ

นวัตกรรมแปรรูป เพิ่มมูลค่ายางพารา

ที่ผ่านมา รัฐบาลยังสนับสนุนให้เกิดการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยส่งเสริมด้านการตลาด สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยชดเชยอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี ให้แก่สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ ที่ดำเนินธุรกิจแปรรูปยาง ทั้งเป็นเงินทุนหมุนเวียน การปรับปรุงอาคาร การจัดหาเครื่องจักร อุปกรณ์สมัยใหม่ เพื่อจะพัฒนาศักยภาพในการส่งออกและแปรรูปยางในอนาคต

กยท. ได้จัดมุมนิทรรศการเรื่องนวัตกรรมการแปรรูปยางในรูปแบบต่างๆ เช่น ล้อยางรถยนต์ หุ่นจำลองฝึกหัดสำหรับช่วยชีวิต อาสนะยางพาราสำหรับนั่งสมาธิ ปืนยาง มีดยาง ลูกบอลสำหรับฝึกมือเพื่อสุขภาพ รวมทั้งแผ่นยางสำหรับปูพื้นประเภทต่างๆ เช่น แผ่นยางปูพื้นอิฐบล็อก หนึ่งในผลิตภัณฑ์ขายดีที่กำลังได้รับความนิยมในวงกว้าง เพราะสามารถใช้ปูพื้นในที่แจ้งหรือทางเดินเท้า แผ่นยางมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้การสัมผัสกับพื้นผิวของการเดินหรือการวิ่งลดการกระแทกบริเวณข้อเท้า ลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น มีความหนาสม่ำเสมอและมีความแข็งแรงติดตั้งง่าย อายุการใช้งานยาวนาน

แผ่นยางปูพื้นห้องน้ำ ใช้สำหรับปูพื้นห้องน้ำทดแทนการใช้กระเบื้องเซรามิก โดยยางปูพื้นห้องน้ำมีความยืดหยุ่นและสามารถป้องกันลื่นไถล ลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้สูงอายุ โดยทั่วไปแผ่นยางปูพื้นห้องน้ำจะใช้ยางธรรมชาติ 4 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร

แผ่นยางปูพื้นสนามฟุตซอล ติดตั้งง่าย สะดวก อายุการใช้งานยาวนาน แผ่นยางมีความยืดหยุ่นสูง และมีความหนาที่สม่ำเสมอ ทำให้ลูกบอลกระดอนไปในทิศทางที่เหมาะสม รองรับการขยายตัวของคอนกรีตได้ดี ช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหต ช่วยลดแรงกระแทกบริเวณข้อเท้า โดยทั่วไปแผ่นยางปูพื้นสนามฟุตซอล 1 ตารางเมตร จะใช้ยางธรรมชาติ ประมาณ 10 กิโลกรัม มีน้ำหนัก 3.8 กิโลกรัม ต่อแผ่น (ขนาด 33X33X0.30 เซนติเมตร) 1 ตารางเมตร ใช้ 9 แผ่น สนามฟุตซอลเล็กสุดขนาด 375 ตารางเมตร ขนาดใหญ่สุด 1,360 ตารางเมตร

ในระยะนี้อุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลแตง อาทิ แตงกวา แตงโม เมล่อน แคนตาลูป ฟักทอง มะระจีน และบวบ ให้เกษตรกรหมั่นสังเกตการเข้าทำลายของแมลงวันหนอนชอนใบ และด้วงเต่าแตงแดง ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืชตระกูลแตง

สำหรับแมลงวันหนอนชอนใบ มักพบตัวหนอนชอนไชอยู่ในใบ ทำให้เกิดรอยเส้นสีขาวคดเคี้ยวไปมา เมื่อนำใบพืชมาส่องดูจะพบหนอนตัวเล็กสีเหลืองอ่อนโปร่งใสอยู่ภายในเนื้อเยื่อใบพืช กรณีระบาดรุนแรง จะทำให้ใบเสียหายและร่วงหล่น ซึ่งอาจมีผลต่อผลผลิตได้

หากพบเริ่มระบาด ให้เกษตรกรเก็บเศษใบพืชที่ถูกทำลายนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จะสามารถช่วยลดการแพร่ระบาดได้ เนื่องจากหนอนชอนใบและดักแด้หนอนชอนใบที่อาศัยอยู่ตามเศษใบพืชบนพื้นดินจะถูกทำลายไปด้วย

จากนั้นให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพเบตา-ไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ เกษตรกรควรเฝ้าระวังด้วงเต่าแตงแดง จะพบตัวด้วงเข้าทำลายแทะกัดกินใบยอด หากระบาดรุนแรง อาจทำให้ต้นพืชชะงักการทอดยอดได้ หากพบการเข้าทำลายของด้วงเต่าแตงแดง เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจดูสวนในเวลาเช้าที่แดดยังไม่จัด โดยให้ใช้วิธีกลในการจับตัวด้วงเต่าแตงแดงมาทำลายด้วยมือ จะสามารถช่วยลดการระบาดลงได้มาก

ขณะเดียวกันภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรถอนทำลายต้นทิ้ง เก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือ และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อทำลายแหล่งอาศัยของด้วงเต่าแตงแดงต่อไป

สำหรับการใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดด้วงเต่าแตงแดง ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีดูแลกล้วยไม้แก่เกษตรกรผู้ประสบปัญหาฝนแล้ง – น้ำทะเลหนุนปะปนในแหล่งน้ำที่ใช้รดกล้วยไม้ หวั่นซ้ำรอยปี 58-59

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากเหตุการณ์ฝนแล้งน้ำทะเลหนุนเมื่อปลายปี 2558 – กลางปี 2559 ทำให้น้ำทะเลปะปนลงในแหล่งน้ำที่ใช้รดกล้วยไม้ จนสร้างความเสียหายให้กับชาวสวนกล้วยไม้ใน อำเภอบางเลน และอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม อำเภอไทรน้อย บางใหญ่ บางกรวย และอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยการใช้น้ำที่มีค่าความเค็มหรือค่าการนำไฟฟ้า (EC) สูงเกินกว่า 750 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร มารดต้นกล้วยไม้ ส่งผลให้รากกล้วยไม้เริ่มไหม้ ใบมีสีเหลือง เริ่มเหี่ยว และไม่เจริญเติบโต

กรมส่งเสริมการเกษตร เล็งเห็นความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายกับเกษตรกรซ้ำรอยกับเหตุการณ์ดังกล่าว จึงขอแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้เตรียมตัวรับมือเพื่อลดความเสียหายหากเกิดปัญหาฝนแล้งน้ำทะเลหนุนปะปน ด้วยวิธีดังนี้

1. เพิ่มพื้นที่ในการเก็บกักน้ำ เช่น ขุดบ่อเพิ่ม เพิ่มความลึกของบ่อเดิม หรือรักษาความสะอาดกำจัดวัชพืชบริเวณพื้นที่ว่างใต้โต๊ะเลี้ยงกล้วยไม้ ให้สามารถเก็บกักได้มากขึ้น

2. หมั่นตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าของน้ำที่จะใช้รดกล้วยไม้ หรือนำมาผสมปุ๋ย และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยใช้เครื่องวัด EC ตรวจวัดเองหรือส่งน้ำไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการของหน่วยงานราชการ

3. หากพบว่าแหล่งน้ำที่นำมารดกล้วยไม้ยังมีคุณภาพดี ให้สูบน้ำเข้ามาเก็บกักในบ่อพักให้เต็มเพื่อสำรองไว้กรณีเกิดน้ำทะเลหนุน

4. รักษาระดับน้ำในบ่อพักน้ำในสวนกล้วยไม้ให้สูงกว่าระดับน้ำข้างนอก เพื่อดันไม่ให้น้ำจากข้างนอกซึ่งอาจจะเป็นน้ำเค็มซึมเข้ามา

5. ปรับเปลี่ยนวิธีการให้น้ำอย่างประหยัด เช่น นำหัวสปริงเกอร์แบบประหยัดน้ำที่มีอัตราการใช้น้ำ 100 – 120 ลิตร ต่อ 1 หัว ในเวลา 1 ชั่วโมง มาทดแทนการใช้น้ำในอัตรา 600 ลิตร ต่อ 1 หัว ในเวลา 1 ชั่วโมง หรือ ระบบน้ำหยด

6. หากน้ำมีค่าความเค็มสูงขึ้น ควรลดอัตราการผสมปุ๋ยลงจากเดิม เนื่องจากปุ๋ยเป็นเกลือชนิดหนึ่งซึ่งจะเพิ่มความเค็มของน้ำ และหากน้ำที่ผสมปุ๋ยแล้วมีค่าความเค็มสูงเกินไป ปุ๋ยจะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่รากหรือต้นกล้วยไม้

7. ควรเพิ่มปุ๋ยที่มีธาตุอาหารรองประเภทแคลเซียมและแม็กนีเซียม ซึ่งสามารถลดความเป็นพิษของเกลือโซเดียมและคลอไรด์ที่มาจากน้ำทะเลได้ในระดับหนึ่ง

8. น้ำในแหล่งผลิตกล้วยไม้ส่วนใหญ่นอกจากมีความเค็มเนื่องจากเกลือโซเดียมและคลอไรด์แล้วยังมีเกลือไบคาร์บอเนต ซึ่งการปรับความเป็นกรดเป็นด่างขอให้อยู่ในช่วงระหว่าง pH 5.2 – 6.2 ซึ่งจะทำให้เกลือไบคาร์บอเนตลดลงและทำให้ธาตุอาหารต่างๆ ละลายออกมาในรูปที่เป็นประโยชน์กับกล้วยไม้มากขึ้น

9. หากเกษตรกรผลิตกล้วยไม้ที่มีราคาสูงและต้องการกล้วยไม้ที่มีคุณภาพดี อาจจะพิจารณาใช้เครื่อง reverse-osmosis ซึ่งมีราคาแพง แต่สามารถกรองเกลือที่ละลายในน้ำอย่างได้ผล

ปลูกมะละกอฮอลแลนด์แซมในสวนมะพร้าวรายได้งามเก็บเกี่ยว 3 วันฟัน 1 แสนบาท

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายเชาวลิต สวียานนท์ อายุ 69 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติอังกฤษ ชาวบ้านโคกตาหอม ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า เดิมบิดาเป็นชาวอังกฤษต้นตระกูล ”สวิซเซอร์ “ ที่เดินทางเข้ามาทำหน้าที่วิศวกรก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายใต้ในสมัยรัชกาลที่ 7 จากนั้นได้แต่งงานอยู่กินภรรยาเป็นชาวไทย และต่อมาได้ตั้งรกรากที่ อ.ทับสะแกโดยมีมีอาชีพทำสวนมะพร้าว และปลูกพืชไร่เป็นอาชีพหลัก

หลังจากจบการศึกษาเพียงชั้นประถมปีที่ 4 ล่าสุดได้เช่าพื้นที่ 13 ไร่ แซมในสวนมะพร้าวน้ำหอม ริมถนนสายเพชรเกษม – โคกตาหอม เส้นทางไปบ้านกรูดแหล่งท่องเที่ยวตากอากาศชื่อดัง เพื่อปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ขายส่งให้พ่อค้าคนกลางที่ จ.นครปฐม

แม้ว่าเมื่อปีที่ผ่านมา ได้ตัดสินใจปลูกมะละกอฮอลแลนด์ครั้งแรกในชีวิต แต่เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ทำให้มีโรคระบาดเพราะไม่ทราบวิธีป้องกัน ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหายทั้งหมด ขาดทุน 4 แสนบาท แต่ล่าสุดผลผลิตได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ภายในไร่กลายเป็นสถานที่ศึกษาดูงานและสถานที่ท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ความสนใจ

“ หลังจากลงทุนใหม่เพิ่มอีก 3 แสนบาท ขณะนี้เก็บผลผลิตจำหน่ายมีรายได้ครั้งละ 1 แสนบาท จากการเก็บผลผลิตทุก 3 วัน ขายส่งกิโลกรัมละ 25 บาท เก็บขายแล้ว 2 เดือน ขณะที่ช่วงเดือนกันยายนและตุลาคมช่วงผลผลิตขาดแคลน พ่อค้าคนกลางจะรับซื้อกิโลกรัมละ 50 บาท เพื่อนำไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังและส่วนหนึ่งส่งไปขายในประเทศจีนโดยผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานคุณภาพสินค้าจากทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งยอมรับว่ามีตลาดรองรับไม่อั้น ทำให้ปัจจุบันมีผลกำไรดีพอสมควรคุ้มค่ากับต้นทุน แต่ต้องดูแลผลิตเป็นอย่างดีอย่าให้ผิวช้ำ

ผมปลูกครั้งแรกแม้ว่าขาดทุนมากถึง 4 แสนบาท แต่ไม่คิดท้อใจพยายามไปศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตที่ จ.สุพรรณบุรี และอีกหลายพื้นที่เพื่อหาความรู้เพิ่มเติม สำหรับมะละกอพันธ์ฮอลแลนด์ ซื้อหน่อพันธ์ต้นละ 6 บาท จะให้ผลผลิตเมื่อมีอายุ 8 เดือน และ สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดกระทั่งต้นสูงกว่า 3 เมตรหรือหลังจากปลูกแล้ว 2 ปี จากนั้นจะใช้วิธี”ทำสาว” โดยตัดต้นเดิมทิ้งเพื่อให้แตกหน่อใหม่ ก็จะเก็บผลผิตได้ต่อเนื่องได้นานถึง 4 ปี จึงจะนำต้นกล้าไปปลูกใหม่อีกครั้ง“ นายเชาวลิต กล่าว

คุณศรีพรรณ คำสงค์ เกษตรอำเภอบึงโขงหลง ให้ข้อมูลว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญเป็นรายได้หลักของเกษตรกรในจังหวัดคือ ยางพารา รองลงมาคือ การทำนาข้าว ซึ่งภายในอำเภอบึงโขงหลงในช่วงฤดูแล้ง เกษตรกรจะนิยมปลูกพืชล้มลุกที่ว่างจากการทำนาเป็นการสร้างรายได้ ซึ่งการปลูกพืชริมฝั่งโขงแม้จะปลูกในช่วงแล้ง แต่ก็ยังมีน้ำให้สามารถเพาะปลูกได้อยู่ตลอดทั้งปี จึงทำให้มีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดได้

“น้ำที่ใช้ปลูกพืช จะเป็นน้ำที่ได้จากแม่น้ำโขง น้ำมีตลอดทั้งปี พืชที่เกษตรกรปลูก ก็จะปลูกสลับกันไป หรือบางรายก็จะปลูกแบบหมุนเวียน ไม่เน้นทำเป็นพืชเชิงเดี่ยว เพราะจะช่วยในเรื่องของสินค้าล้นตลาดได้ เช่น ราคาพืชชนิดไหนไม่ดี ก็ยังมีพืชอีกชนิดที่ราคาดีขายได้ราคา จึงทำให้เกษตรกรมีรายได้ไม่ขาดช่วง แม้พืชผลทางการเกษตรจะตกต่ำในบางช่วงก็ตาม” คุณศรีพรรณ กล่าว

คุณนวลจันทร์ กงเกต อยู่บ้านเลขที่ 316 หมู่ที่ 3 ตำบลดงบัง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เป็นเกษตรกรที่ได้ปลูกพืชอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงสร้างรายได้ เน้นปลูกมะเขือเทศพันธุ์พรีเมี่ยมโกลด์เป็นหลัก เพราะผลมีขนาดใหญ่ ได้น้ำหนักดี ตลาดมีความต้องการ จึงเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี

เห็นการทำเกษตรกรรมมาตั้งแต่เด็ก

คุณนวลจันทร์ เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานประกอบอาชีพของชีวิตก็เริ่มทำสวนทำไร่มาโดยตลอด เพราะเมื่อครั้งเป็นเด็กเห็นอาชีพทางด้านเกษตรกรรมเป็นงานหลักของครอบครัว ต่อมาเมื่อเธอถึงวัยที่สามารถประกอบอาชีพได้ ก็จึงเลือกทำงานทางด้านนี้ด้วยเช่นกัน โดยทำเกษตรให้มีความหลากหลาย จึงเป็นการหมุนเวียนของรายได้

“การทำเกษตรที่นี่ พอถึงช่วงที่ทำนาก็จะทำนาก่อน ว่างจากทำนาแล้วก็จะเริ่มมาทำเป็นปลูกพืชล้มลุก เช่น มะเขือเทศ ฟักทอง พอผลผลิตบางตัวเก็บเสร็จแล้ว ก็จะเตรียมพักหน้าดิน เพื่อทำนาต่อไป เรียกได้ว่าที่ดินของเราจะทำแบบสลับไปมา จึงไม่ได้ยึดว่าต้องปลูกพืชอย่างใดอย่างเดียว จึงทำให้มีการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด” คุณนวลจันทร์ เล่าถึงที่มา

ใช้เวลาปลูก 3 เดือน มะเขือเทศจะเริ่มให้ผล

ขั้นตอนแรกของการปลูกมะเขือเทศ คุณนวลจันทร์ บอกว่า เตรียมดินด้วยการนำรถไถมาพรวนดิน พร้อมทั้งยกร่อง เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับปลูกต้นมะเขือเทศ โดยในขั้นตอนของการเตรียมแปลงปลูกนั้น จะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ลงไปด้วย เพื่อเป็นปุ๋ยในช่วงแรกให้กับพืชได้นำไปใช้ในการเจริญเติบโต

“พอเราเตรียมแปลงปลูกเสร็จแล้ว ก็จะนำกล้ามะเขือเทศที่เพาะไว้ ที่มีอายุประมาณ 1 เดือน มาลงปลูกในแปลง โดยหลังปลูกเสร็จก็จะรดน้ำ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง เมื่อเห็นพืชเจริญเติบโตเต็มที่ ก็จะรดน้ำทุก 15 วันครั้ง มะเขือเทศพอเริ่มมีอายุ 20 วัน หลังปลูก ก็จะเริ่มออกดอกมาให้เห็น ก็จะปรับสูตรปุ๋ย เป็นสูตร 13-13-13 จากนั้นดูแลต่อไปอีกประมาณ 2 เดือนกว่าๆ มะเขือเทศก็จะมีผลให้เก็บขายได้” คุณนวลจันทร์ บอก

โดยผลมะเขือเทศที่สามารถเก็บจำหน่ายได้ จะเก็บตามที่ลูกค้าสั่ง ว่าต้องการผลที่มีสีเขียวหรือสีแดง การเก็บแต่ละครั้งจึงขึ้นอยู่ที่ลูกค้ากำหนด หรืออาจเก็บทุก 3 วันครั้ง

ในเรื่องของโรคและแมลงในมะเขือเทศ คุณนวลจันทร์ บอกว่า จะควบคุมดูแลโรคราน้ำค้าง หากเกิดขึ้นกับผลมะเขือเทศจะทำให้ลูกค้าไม่รับซื้อ และผลผลิตจะเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ดังนั้น จึงต้องหมั่นดูแลในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

หลังจากนั้น จะเก็บมะเขือเทศส่งจำหน่ายได้ประมาณ 2 เดือน เมื่อมะเขือเทศให้ผลผลิตได้เต็มที่ครบกำหนด เมื่อเห็นว่าต้นเริ่มโทรม เธอจะถอนทิ้งทั้งหมดเพื่อเตรียมปลูกพืชชนิดอื่นต่อไป

เน้นส่งผลผลิตเข้าสู่โรงงาน

คุณนวลจันทร์ เล่าถึงเรื่องการจำหน่ายมะเขือเทศสู่ตลาดว่า พื้นที่สวนปลูกมะเขือเทศของเธอจะมีโรงงานมารับซื้อผลผลิต ดังนั้น ตลาดที่ส่งจำหน่ายส่วนใหญ่จึงเน้นเข้าโรงงาน และบางส่วนที่มีขนาดไซซ์ไม่ได้มาตรฐานก็จะส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อไปจำหน่าย

โดยราคาที่ส่งจำหน่ายให้กับโรงงาน อยู่ที่กิโลกรัมละ 2-3 บาท ราคาขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด เธอบอกว่าต้นทุนต่อไร่ อยู่ที่ 10,000 บาท เมื่อผลผลิตสมบูรณ์สามารถจำหน่ายได้เต็มที่ จะได้เงินที่ยังไม่หักต้นทุนอยู่ที่ 50,000 -60,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งจะได้กำไรมากหรือน้อยขึ้นอยู่ในช่วงนั้นว่าราคาของตลาดเป็นเช่นไร

“มะเขือเทศ ที่ส่งโรงงานก็จะไปแปรรูปเป็นซอสมะเขือเทศ ส่วนผลที่ไม่ได้เข้าโรงงานก็สามารถขายให้กับแม่ค้าได้อีกช่องทาง ซึ่งการปลูกพืชแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ โดยเฉพาะคนที่นี่ ถ้าไม่ปลูกมะเขือเทศ บางบ้านก็ปลูกฟักทอง ข้าวโพด บวบ เรียกว่าทำตามที่ตนเองถนัด สำหรับคนที่อยากปลูกพืชก็จะแนะนำว่า น้ำเป็นส่วนสำคัญ โดยพืชที่บริเวณนั้นต้องมีน้ำ พืชก็จะเจริญเติบโตดี ซึ่งที่ดินเราโชคดีตรงที่อยู่ริมแม่น้ำโขง จึงสามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างเต็มที่” คุณนวลจันทร์ แนะนำ

นายไวย เบ็ญมาศ อยู่บ้านเลขที่ 4/2 หมู่ที่ 6 ตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี เกษตรกรผู้มีอาชีพเป็นนายฮ้อยมากว่า 10 ปี แต่ด้วยความที่มีภรรยาและลูกที่ต้องส่งเสียให้เรียน อาชีพนายฮ้อยไม่ตอบโจทย์ จึงเริ่มมองหาอาชีพใหม่พอดีกับมีเพื่อนแนะนำให้ลองมาทำเกษตรเขาแนะนำว่าอาชีพนี้ดีมีรายได้ทุกวัน สามารถหาเงินส่งลูกเรียนได้ทัน จึงตัดสินใจลองเปลี่ยนมาทำเกษตรตั้งแต่ตอนนั้นนับเป็นเวลาร่วม 10 ปีแล้ว

ตอนที่ตัดสินใจมาทำเกษตรเริ่มแรกคือปลูกมันสำปะหลังก่อน แต่ปลูกมันสำปะหลังต้องรอนาน 1 ปี ถึงจะเก็บขายได้ ซึ่งไม่ทันแน่ที่จะส่งลูกเรียน จึงเริ่มมองหาปลูกพืชอายุสั้นอย่างอื่นแทน เพราะพื้นที่ตรงนี้มีดินดี น้ำดี ตลาดก็อยู่ใกล้บ้าน จะปลูกอะไรคงไม่ยาก

มะเขือเปราะเป็นพืชทนแล้ง อายุสั้นปลูก 3 เดือน ให้ผลผลิต เก็บได้นาน 1 ปี สามารถปลูกได้ทุกสภาพอากาศ ถือว่าเป็นพืชอายุสั้น และให้ผลผลิตดี

เริ่มปลูกมะเขือขาว 2 ปี จำนวน 10 ไร่

มะเขือที่คุณไวยปลูกคือมะเขือขาวหยก เป็นพันธุ์ที่ได้มาจากจังหวัดสระบุรี ข้อดีของพันธุ์นี้คือจุกใหญ่ เหี่ยวช้า หากวันไหนเหลือขายไม่หมด สามารถเก็บไว้ได้ยังไม่เหี่ยว รสชาติหวาน ลูกใหญ่ เป็นที่ต้องการของตลาด ปลูก 10 ไร่ ผลผลิตดกเก็บขายวันละ 300 กิโลกรัมต่อวัน

การเตรียมดิน ไถตากดินไว้ 1 เดือน เมื่อไถเสร็จให้ขึ้นร่องใหญ่กว่าร่องอ้อย ความกว้างประมาณ 150 เซนติเมตร ยกร่องสูงทำเป็นร่องน้ำ โดยสวนทั่วไปจะใช้ระบบน้ำหยดแต่ถ้าสายตันขึ้นมาจะลำบากมะเขือจะไม่ชุ่ม พอไม่ชุ่มจะเกิดไรแดง เพลี้ยหนอน แต่ถ้าเราขุดร่องน้ำไว้ถึงเวลาฝนตก หรือปล่อยน้ำเข้าก็วิดน้ำรดได้เลยมะเขือจะชุ่มความชื้นจะเยอะเขาจะชอบ

การปลูก ที่สวนคุณไวยใช้วิธีซื้อต้นกล้าที่เขาเพาะไว้แล้วมาปลูก 1 ถาด มี 120 ต้น ราคาถาดละ 100 บาท นำกล้าลงหลุมความห่างระหว่างหลุม 70 เซนติเมตร ความกว้าง 150 เซนติเมตร เพื่อจะได้เดินในร่องทางซ้ายและขวาได้สะดวก

การดูแล ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 16-16-16 พอลูกออกให้หยุดแล้วเปลี่ยนมาใช้ชีวภาพแทน หมั่นถางหญ้าให้เตียน

“เรื่องแมลงมีบ้างดูแลโดยการใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดไล่ แต่ถ้าใช้ชีวภาพต้องฉีดบ่อย วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือให้ขยันเก็บ หนอนจะชอบกินลูกใกล้เก็บ ถ้าเราเก็บเร็วโอกาสที่หนอนจะฟักไข่เป็นตัวได้มีน้อยมาก แต่ถ้ารอให้ลูกใหญ่มากหนอนจะเจาะทัน สมมุติแทนที่จะเก็บวันนี้แต่ไม่เก็บรออีก 2 วัน วันที่ 2 นี่แหละหนอนก็กินแล้ว ให้เก็บหนี แล้วลูกใหม่ก็โต เพราะเราเก็บทุกวัน”

ส่งตลาดแถวบ้าน ผลผลิตไม่เคยเหลือ

คุณไวยเริ่มการตลาดด้วยการส่งที่ตลาดแถวจังหวัดลพบุรี คือตลาดวังเพลิง และตลาดสระโบสถ์ แต่ละที่จะมีวิธีการส่งที่แตกต่างกันอย่างที่ตลาดวังเพลิงจะเป็นการนำผลผลิตใหม่ไปเงินเก่ามาเพราะเราตั้งราคาเองไม่ได้อย่างถ้าที่ตลาดใหญ่ตั้งราคา 10 กิโลกรัม 150 บาท เราก็ได้ 150 บาท ถ้าพรุ่งนี้เหลือกิโลกรัมละ 120 บาท เราก็ได้ 120 บาท ไม่มีราคาตายตัว แต่ถ้าเป็นที่ตลาดสระโบสถ์เราสามารถตั้งราคาได้เลย เพราะเราไปส่งถึงหน้าร้าน ทุกวันนี้คุณไวยมีรายได้จากการขายมะเขือวันละไม่ต่ำกว่า 3000 บาท ใครจะไปคิดว่าปลูกมะเขือไม่กี่ไร่จะสามารถส่งลูกเรียนจบปริญญาได้ 2 คน แบบไม่ต้องกู้เงินใคร

สำหรับเกษตรกรที่อยากปลูกเป็นรายได้เสริม

ไม่ยากขอให้คำนึงเพียง 1.แหล่งน้ำต้องดี 2. ปลูกแล้วต้องมีตลาดรองรับ เรื่องเงินลงทุนไม่มาก มีค่าไถ 700 บาท ค่ากล้า 1 ไร่ ใช้ 9 ถาด ถาดละ 100 เป็นเงิน 900 บาท รวมค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคนงาน ตกไร่ละ 2500 บาท ไม่ต้องทำเยอะ สมมุติมีน้ำพอแค่ทำ 2 ไร่ ก็ทำแค่ 2 ไร่ อาจจะเอาพืชอย่างอื่นผสมไปอย่างข้าวโพดอายุสั้น 60 วันเก็บได้ มะเขือเราร่องห่างก็เอาข้าวโพดไปปลูกพอข้าวโพดโตเก็บผลผลิตเราก็เอาต้นออกมะเขือก็โตพอดี ถือเป็นการสร้างรายได้ 2 ทาง ด้วย เกษตรกรยุคนี้ต้องปลูกพืชแซมถึงจะอยู่ได้ คุณไวยกล่าว

นักวิจัยกรมวิชาการเกษตร ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้นระดับดีเด่นสภาวิจัยแห่งชาติ ปี 2560 จากผลงานเรื่อง ชุดตรวจสอบไส้เดือนฝอยในพรรณไม้น้ำ โดยใช้คลื่นความถี่เหนือเสียง ดร. นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร และ คุณวาณิช คำพานิช นักวิชาการชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช ได้ประดิษฐ์ชุดตรวจสอบไส้เดือนฝอยในพรรณไม้น้ำ จนสามารถแก้ปัญหาการส่งออกพรรณไม้น้ำไปยังสหภาพยุโรป (EU) ไม่ต้องถูกเผาทำลายเนื่องจากมีไส้เดือนฝอยติดไป

เรามารู้จักเรื่องของไส้เดือนฝอยพอสังเขป ไส้เดือนฝอยและไส้เดือนดินมีความเกี่ยวข้องกับดินและพืช ไส้เดือนฝอยทั้งสองชนิดแตกต่างกันอย่างไร

ดร. นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด ทำงานด้านศึกษาวิจัยเกี่ยวกับไส้เดือนฝอยมาตั้งแต่ ปี 2528 อธิบายให้ฟังว่า ไส้เดือนฝอยกับไส้เดือนดินอยู่คนละกลุ่มกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย ไส้เดือนดินตัวใหญ่เราเคยเห็นกันแล้วในแปลงหรือตามพื้นดิน ในแปลงปลูกพืชถ้ามีไส้เดือนดินอยู่มาก ก็จะทำให้ดินร่วนซุยมีประโยชน์ต่อพืช แต่ไส้เดือนฝอยตัวเล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ต้องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ส่วนไส้เดือนฝอยจะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือไส้เดือนฝอยที่กินพืชและแมลง ไส้เดือนฝอยที่กินพืชจะทำลายพืช ส่วนไส้เดือนฝอยที่กินแมลงคือทำลายแมลง ไส้เดือนกลุ่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเกษตร

ไส้เดือนฝอย ที่เป็นศัตรูพืชและศัตรูแมลง

ไส้เดือนฝอยที่เป็นศัตรูพืชมีอยู่มากมายหลายชนิด แยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ทำให้รากพืชเป็นปุ่มเป็นปม กลุ่มที่ทำให้เกิดรากเป็นแผล มีการทำลายพืชให้เสียหายมากมาย ส่วนไส้เดือนฝอยที่เป็นศัตรูพืชนั้นต่างกับไส้เดือนฝอยที่เป็นศัตรูแมลง

ดร. นุชนารถ อธิบายต่อไปว่า ไส้เดือนฝอยที่เป็นศัตรูพืชจะมีหลอดดูดอาหารที่หัว เรียกว่า สไตน์เลท หลอดนี้จะจี้ดูดเอาน้ำเลี้ยงจากรากพืชมาสู่ลำตัวของมัน แต่ไส้เดือนฝอยที่เป็นศัตรูแมลงจะไม่มีสไตน์เลท ปากจะเป็นช่องว่างเพื่อจะดูดกลืนเนื้อเยื่อหรือน้ำเมือกมาสู่ตัว ความต่างของไส้เดือนทั้งสองชนิด คือ มีหลอดดูดอาหารกับไม่มีหลอดดูดอาหาร

“ไส้เดือนฝอย ที่เป็นศัตรูพืชจะทำลายพืชเกือบทุกชนิด ทั้งพืชสวน พืชไร่ ไม้ผล มันทำลายได้หมด จะทำลายมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความอ่อนแอของพืช”

กรณีพืชผัก ก็จะเป็นปัญหากับไส้เดือนฝอยที่ทำให้รากเป็นปุ่มปม พรรณไม้น้ำที่มีรากอวบจะทำให้รากเป็นแผล อันนี้เป็นไส้เดือนฝอยอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งทำให้เป็นปัญหาในเรื่องการส่งออกพรรณไม้น้ำที่มีไส้เดือนฝอยติดไป

ไทยมีรายได้จากการส่งออก พรรณไม้น้ำ 50-100 ล้านบาท/ปี ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกพรรณไม้น้ำปีหนึ่งประมาณ 50-100 ล้านบาท/ปี ดร. นุชนารถ บอก ผู้นำเข้าจะเป็นประเทศในกลุ่ม EU พรรณไม้น้ำและไม้ประดับที่ส่งออกจะมีรากติดไปด้วย พรรณไม้น้ำและไม้ประดับเป็นพืชที่ต่างประเทศนำเข้าเพื่อเอาไปปลูกต่อ กลุ่มประเทศที่นำเข้า หรือ EU จะมีข้อกำหนดไว้ว่า ต้องไม่มีเชื้ออะไรติดอยู่ในราก โดยเฉพาะไส้เดือนฝอย พรรณไม้น้ำเขาจะนำไปเลี้ยงในตู้ปลา จึงไม่อยากให้มีไส้เดือนฝอยปนเปื้อนไป เพราะฉะนั้นกล่าวได้เลยว่า ไส้เดือนฝอย เป็นปัญหาสำคัญในการส่งออกพืชไป EU หรือตลาดสหภาพยุโรป หากมีการตรวจพบการปนเปื้อนไส้เดือนฝอยแม้แต่ตัวเดียว จะต้องถูกส่งกลับคืนหรือถูกเผาสินค้าในรอบนั้นทั้งหมด ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียรายได้อย่างมหาศาล

“สิ่งสำคัญประเทศไทยจะหมดความเชื่อถือ และสูญเสียศักยภาพการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรปอย่างไม่ควรจะเกิดขึ้น” ดร. นุชนารถ กล่าว สหภาพยุโรป (EU) เริ่มเข้มงวดในปี 2552

ที่มาของการประดิษฐ์ชุดตรวจหาไส้เดือนฝอย เนื่องจากเมื่อปี 2550-2551 กลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าพรรณไม้น้ำและไม้ประดับจากประเทศไทย ได้ตรวจพบไส้เดือนฝอย 2 สกุล ซึ่งเป็นศัตรูพืชกักกันติดไปกับพรรณไม้น้ำ และพรรณไม้น้ำของไทยถูกระงับการนำเข้า ณ ด่านตรวจพืชของ EU และถูกเผาทั้งหมดที่ตรวจพบ จากนั้นมา EU เพิ่มมาตรการเข้มงวดในการสุ่มตรวจมากขึ้น และมีการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง

ดร. นุชนารถ บอกว่า EU เริ่มสุ่มตรวจการนำเข้าพรรณไม้น้ำ ในปี 2550 ตรวจพบไส้เดือนฝอยศัตรูพืชกักกันอยู่ในรากไม้น้ำที่ส่งเข้าไป ประมาณ 5 ครั้ง ปี 2551 พบ 11 ครั้ง EU ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาประเมินพรรณไม้น้ำในประเทศไทย เตือนให้เราหาวิธีการแก้ปัญหาไม่ให้มีไส้เดือนฝอยปนเปื้อนไปโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นจำเป็นจะต้องสั่งห้ามนำเข้าพรรณไม้น้ำเข้า EU ถือว่าเป็นปัญหาร้ายแรงสำหรับประเทศไทย

ไทยมีการส่งออกพรรณไม้น้ำเป็นจำนวนมาก แต่กรมวิชาการเกษตรมีเครื่องมือตรวจสอบแยกไส้เดือนฝอยออกจากรากพืช โดยการใช้เครื่องพ่นหมอกซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบเดิม ต้องใช้เวลาในการตรวจถึง 48 ชั่วโมง จึงจะสามารถนำมาตรวจได้ และตรวจสอบได้วันละ 16 ตัวอย่าง เท่านั้น

“ขณะนั้นเรามีเครื่องมืออยู่เพียงตู้เดียว สมัคร GClub ไม่สามารถตรวจสอบได้ทันต่อความต้องการของผู้ประกอบการค้า ซึ่งสัปดาห์หนึ่งส่งออกเป็นจำนวน 10,000-100,000 ต้น ไม่สามารถตรวจสอบได้ทันการ ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการพัฒนาวิธีการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว”

พัฒนาจากเครื่องล้างแว่นที่ใช้คลื่นความถี่ของเสียง

เครื่องล้างแว่นมีความถี่ของเสียง 20 กิโลเฮิรตช์ สามารถล้างเศษเล็กๆ ที่ติดอยู่บนแว่นได้ง่าย ดร. นุชนารถ จึงทดลองเอาเครื่องล้างแว่นมาใส่ในอ่างพรรณไม้น้ำดู เมื่อนำมาตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ปรากฏว่า มีไส้เดือนฝอยออกมาอยู่ในน้ำ

ดร. นุชนารถ กล่าวว่า ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในการตรวจหาไส้เดือนฝอย ซึ่งเป็นกระบวนการแยกไส้เดือนฝอยออกจากรากพรรณไม้น้ำด้วยคลื่นเสียง อัลตราโซนิก (Ultrasonic) ที่ความถี่ 40 กิโลเฮิรตช์ ผลักดันให้ไส้เดือนฝอยที่อาศัยอยู่ภายในรากให้เคลื่อนที่ออกมา โดยมีน้ำเป็นตัวกลางส่งคลื่นความถี่สู่รากพืช มีผลทำให้โมเลกุลของน้ำซึ่งเป็นของเหลวเกิดการบีบอัดและคลายตัวเป็นจังหวะ เกิดเป็นฟองเล็กๆ จำนวนมากที่มีพลังงานแฝง สามารถเข้าไปซอกซอนในราก และรบกวนหรือผลักดันไส้เดือนฝอยให้เคลื่อนที่ออกมาสู่น้ำ โดยใช้เวลาเพียง 20 นาที

“เมื่อเราทำเป็นเครื่อง อัลตราโซนิกขนาดใหญ่ วันหนึ่งเราสามารถทำได้ถึง 80 ตัวอย่าง จากการที่เราได้พัฒนาและประสบความสำเร็จในการตรวจหาไส้เดือนฝอย โดยใช้คลื่นความถี่ของเสียง เจ้าหน้าที่จาก EU มาตรวจเป็นที่พอใจที่เราสามารถแก้ปัญหาเรื่องไส้เดือนที่ติดไปกับพรรณไม้น้ำได้” ผู้วิจัยบอก