เลี้ยงผึ้งโพรง แบบภูมิปัญญาชาวบ้าน เลี้ยงง่าย ต้นทุนต่ำ

มาเลี้ยงผึ้งโพรงกันเถอะ เลี้ยงง่าย รังเลี้ยงแบบไหนก็ใช้ได้ ต้นทุนไม่กี่บาท แต่สิ่งแวดล้อมต้องเหมาะสมตามธรรมชาติ คุณวุฒิชัย นาซ้าย หรือที่ชาวบ้านแถบนี้เรียกว่า ลุงถนอม อยู่บ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 8 บ้านฝั่งตื้น ตำบลม่วงคำ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เล่าให้ฟังว่า ตนเองประกอบอาชีพทำนาและทำสวนลำไย ประมาณปี 2535 ได้มีผึ้งโพรงเข้ามาอาศัยในโพรงไม้ที่เก็บไว้ในบริเวณบ้าน จำนวน 1 รัง จึงเกิดแนวคิดว่า บ้านเราเองมีความร่มเย็น สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของผึ้งโพรง

หากมีการเลี้ยงอย่างจริงจัง น่าจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงสร้างและขยายรังออกเป็น 6 รัง โดยอาศัยรังเลี้ยงที่ทำจากต้นมะพร้าว ตัดเป็นท่อนๆ วางตั้ง หรือวางนอนก็ได้ แล้วหาไม้แผ่นหรือไม้อัดก็ได้ ปิดหัวท้ายของท่อนมะพร้าว เจาะรูที่ข้างท่อนมะพร้าวเพื่อให้ผึ้งมีทางเข้าออก รูเข้าออกนี้จะต้องอยู่ทางทิศตะวันออก หลังจากผึ้งโพรงเข้าไปอาศัยแล้ว ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ก็จะได้รวงผึ้งเต็มรัง นอกจากใช้ไม้จากต้นมะพร้าวเป็นรังเลี้ยงผึ้งโพรงแล้ว อาจจะใช้วัสดุอื่นๆ ก็ได้ เช่น ท่อระบายน้ำเก่าที่เป็นปูนซีเมนต์

ทำรังไม้ตีประกบเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ความสูงไม่ควรเกิน 45 เซนติเมตร หรือใช้ต้นไม้ที่เป็นโพรง ฯลฯ ที่สำคัญคือ จะต้องมีรูขนาดพอเหมาะให้ผึ้งโพรงบินเข้าออกได้สะดวก และจะต้องให้ผึ้งอาศัยอยู่เองตามธรรมชาติ อย่าไปรบกวนรังบ่อยมากนัก รักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมตามธรรมชาติ ไม่ตากแดดตากฝนตลอดทั้งวัน

หากรังเลี้ยงผึ้งรังไหนที่มีรวงผึ้งเต็มแล้วนั้น จะสังเกตที่รูเข้าออก จะมีผึ้งบินออกมาอยู่นอกรังมากกว่าปกติ จึงเปิดฝาที่ปิดนั้นออก แล้วแกะหรือแคะรวงผึ้งที่ห้อยอยู่ภายในรังที่เลี้ยง ออกมาคั้นน้ำผึ้งไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายได้

คุณวุฒิชัย เล่าต่อว่า ผึ้งที่เลี้ยงนี้เขาเรียกผึ้งโพรงไทย หรือผึ้งโพรงธรรมชาติ หรือผึ้งโก๋น แต่ละพื้นที่เรียกแตกต่างกัน เป็นผึ้งที่เลี้ยงง่าย ไม่ดุร้าย หากเจอตัวผึ้งหรือรังที่ดุร้าย เพียงใช้ควันจากกาบมะพร้าวเพียงชิ้นเดียวก็จะบินหนีไปแล้ว

สำหรับวิธีการเก็บรวงผึ้งนั้น ในหนึ่งรังจะมีรวงผึ้งห้อยอยู่ประมาณ 7 รวง การเก็บจะต้องไม่เก็บทั้งหมด จะต้องเหลือติดรังไว้ 1 รวง เพื่อให้ผึ้งโพรงขยายพันธุ์ต่อไปและเป็นที่อยู่อาศัยของตัวนางพญาผึ้ง วิธีการเก็บน้ำผึ้งทำได้ง่ายแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่เหมือนกับการนำแผ่นรวงผึ้งไปสลัดน้ำผึ้งของการเลี้ยงผึ้งพันธุ์

หลังจากแกะรวงผึ้งออกมาจากรังแล้ว นำไปใส่ในกะละมังแล้วผ่ารวงผึ้งออกเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปห่อไว้ในผ้าขาวบางที่มัดอยู่ด้านบนของถุงพลาสติก ใช้มือขยี้ให้รวงผึ้งแตกหรือให้ไขผึ้งที่ปิดปากรวงแตกออก มัดห้อยไว้ประมาณหนึ่งวัน น้ำผึ้งที่อยู่ในถุงผ้าขาวบางก็จะหยดลงในถุงพลาสติกที่รองรับนั้น จากนั้นจึงนำน้ำผึ้งที่ได้ไปบรรจุในขวดตามขนาดที่ต้องการ

สำหรับรวงผึ้งที่เหลือในผ้าขาวบางนั้น จะนำไปแปรรูปเป็นไขผึ้งโดยนำไปต้มให้ร้อน ส่วนที่ลอยอยู่ด้านบนจะมีกลิ่นของผึ้งโพรงอยู่ นำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง ไขผึ้งที่ได้จะนำไปใช้เป็นไขผึ้งหรือสารล่อให้ผึ้งมาทำรังใหม่ หรือการทำรังใหม่และขยายพันธุ์ จะใช้ไขผึ้งนี้ทาบริเวณด้านในของรังผึ้งใหม่ เกษตรกรรายใหม่ที่ริเริ่มเลี้ยงผึ้งโพรง จะขอซื้อในราคากิโลกรัมละ 500 บาท มีคุณสมบัติดีกว่าการใช้สารล่อสำเร็จรูปที่ใช้ฉีดพ่นและมีขายทั่วไปในท้องตลาด

สำหรับศัตรูของผึ้งโพรงนั้น ได้แก่ จิ้งจก มด สำหรับจิ้งจกจะป้องกันโดยใช้สารไล่จิ้งจกโดยเฉพาะ ส่วนมดนั้น จะใช้สารไล่แมลงที่เป็นแป้งที่ใช้ไล่เห็บ หมัด ของสุนัข

ขณะนี้คุณวุฒิชัย ได้ขยายการเลี้ยงผึ้งโพรงมากถึง 200 กว่ารัง สำหรับน้ำผึ้งที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำผึ้งจากเกสรลำไย เพราะนำรังผึ้งโพรงไปวางไว้ในสวนลำไย และไม่มีการพ่นสารเคมีแต่อย่างใด น้ำผึ้งที่เหมาะสมจะต้องเก็บมาคั้นอยู่ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี หรือที่เรียกว่าน้ำผึ้งเดือนห้า

หากเกินกว่านี้อาจจะมีน้ำฝนปะปนในน้ำผึ้ง น้ำผึ้งจากผึ้งโพรง จำหน่ายที่บ้านราคาขวดละ 250 บาท/750 ซีซี ปัจจุบันนี้ที่สวนของ คุณวุฒิชัย นาซ้าย เป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงผึ้งโพรงจากทั่วประเทศ ติดต่อได้ที่โทร. (080) 501-5987

ทุเรียน ผลไม้ยอดนิยมของไทย ถูกยกย่องให้เป็น “ราชาแห่งผลไม้ ”(king of fruit) เพราะมีลักษณะเด่นโดนใจผู้บริโภค ทั้งเนื้อสีเหลืองทอง ดูสวยงาม รสชาติหวานมัน เคี้ยวนุ่มลิ้น เคี้ยวอร่อยกินเพลินจนแทบหยุดไม่ได้ ทำให้ทุเรียนไทยเป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะ “หมอนทอง” เป็นทุเรียนพันธุ์ดีที่สุด เหมาะสำหรับกินผลสดและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

สำนักงานเกษตรอำเภอแกลง จังหวัดระยอง โทร. (038) 671-379 ได้ยกย่องให้สวนทุเรียนหมอนทองของ ลุงเสด ใจดี ปราชญ์ไม้ผล แห่งอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการดูแลจัดการสวนทุเรียนคุณภาพ เพราะมีลักษณะเด่นที่น่าสนใจไว้ดังนี้

1.การเตรียมสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์พวกขี้ไก่ ปุ๋ยหมักชีวภาพ และใช้ประโยชน์จากกิ่งและใบทุเรียนที่ตัดแต่งออก โดยสุมไว้ใต้ทรงต้น ปล่อยให้ผุพัง ทำให้ดินดีขึ้นแล้วก็กลายเป็นปุ๋ยทุเรียน

2.ปุ๋ยหมักชีวภาพทำจากวัสดุหาง่ายในพื้นที่ เช่น ใบตำลึงหรือผักบุ้ง กล้วยน้ำว้า น้ำตาลทรายแดง นำไปหมักให้สลายตัวจนได้ที่ สามารถใช้เป็นปุ๋ยทางใบ หรือทางดิน ทำให้ทุเรียนได้รับฮอร์โมนและธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์และเป็นสารไล่แมลงศัตรูทุเรียนบางชนิดได้อีกด้วย

3.มีการให้น้ำทุเรียนตลอดปี แต่ให้ในระดับที่เหมาะสมตามช่วงเวลา แสงแดด และฤดูกาล ช่วยให้ทุเรียนมีความแข็งแรง สามารถได้รับธาตุอาหารจากดินตลอดฤดู ช่วยในการย่อยสลายอินทรียวัตถุ และปรับสภาพแวดล้อมในดินให้เหมาะสม มีผลต่อจำนวนประชากรของไส้เดือนดินที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อต้นทุเรียนแบบถาวร

4.การใส่ปุ๋ยเคมีพิจารณาตามความต้องการของต้นทุเรียน โดยการสังเกตดูใบและปริมาณผลผลิตที่ตัดออกจากสวน/ต้น การใส่ปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยหมักชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนการผลิต

5.การตัดแต่งผลทุเรียนเพื่อเลี้ยงไว้ในปริมาณที่พอเหมาะ เลือกขนาดของกิ่งที่ไว้ผล จำนวนผลทุเรียน/กิ่ง จำนวนผลทุเรียน/ช่อ และการเลือกตัดแต่งผลที่ไม่ต้องการทิ้งไป

6.มีการวางแผนการผลิตและบริหารจัดการสวนอย่างเป็นระบบ ตรวจสอบค่าใช้จ่าย รายรับทางระบบบัญชี และประยุกต์ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่โดยการเรียนรู้และประเมินผล 7.จุดเน้นที่พัฒนาคุณภาพผลผลิตอย่างเคร่งครัด มีความซื่อสัตย์ต่อคู่ค้า และเป็นผู้นำด้านความรู้และการปฏิบัติในชุมชนและบุคคลทั่วไป

ตัดแต่งช่อผล : เทคนิคการเพิ่มคุณภาพ

จากประสบการณ์การทำสวนทุเรียนกว่า 50 ปี ทำให้ลุงเสดได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงว่า ไม่ควรเก็บทุเรียนจนเต็มต้นเพราะจะทำให้อาหารไม่พอไปเลี้ยงผล ทำให้ผลทุเรียนมีขนาดเล็ก พูไม่เต็มและผลบิดเบี้ยว ปัจจุบันสวนลุงเสด เลือกที่จะตัดแต่งผลทุเรียนไว้เพียง 60-80 ผล ต่อต้น เท่านั้นโดยคำนวณขนาดของต้นทุเรียนและดูจำนวนกิ่งใหญ่ที่จะเอาไว้ผลด้วย

การตัดแต่งลูกทุเรียน จะทำการตัดแต่งผล 4 ครั้ง ตามระยะการเติบโตของลูกทุเรียน

ครั้งที่ 1 ระยะที่ผลทุเรียนอ่อนมีขนาดเท่ากับไข่นกกระทา จะตัดผลอ่อนที่มีหางแย้ (ส่วนที่ยื่นจากปลายผลทุเรียนอ่อนยาวประมาณ 1-2 นิ้ว ดูคล้ายปลายหางแย้) ที่โค้งบิดเข้าหาผลทิ้งไป เลือกเอาไว้เฉพาะผลทุเรียนที่มีหางแย้ตรงเท่านั้น เพื่อให้ได้ผลทุเรียนที่สมบูรณ์ พูเต็มทุกด้าน หากเลือกผลอ่อนที่หางแย้บิดเบี้ยวไว้จะได้ทุเรียนที่มีทรงผลบิดเบี้ยว บางส่วนของผลจะลีบ ไม่มีเนื้อหรือไม่เต็มพู (ทรงแป้ว) ไม่ได้คุณภาพ ขายไม่ได้ราคา

ครั้งที่ 2 ตัดแต่งผลหลังจากครั้งแรกประมาณ 15-20 วัน ดูว่าขนาดผลทุเรียนประมาณไข่ไก่ รูปทรงผลจะเริ่มชัดเจนขึ้นกว่าครั้งแรก ก็ยังคงเลือกตัดผลทุเรียนที่มีหางแย้บิดเบี้ยวออกทิ้งไป คำนวณว่าเอาไว้ 60-80 ลูก ต่อต้น อาจเผื่อไว้อีกนิดหน่อยก็ได้ การเลี้ยงผลจะเลือกไว้เฉพาะกับกิ่งที่ใหญ่ โดยเฉลี่ยก็ราวๆ 2-4 ผล ต่อกิ่ง เท่านั้น

ครั้งที่ 3 ตัดแต่งผลทุเรียนเมื่อมีขนาดของผลเท่ากับกระป๋องนมโดยประมาณ เลือกตัดผลทุเรียนที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนมากแต่จะมีหลงเหลือมาไม่มากนัก ผลทุเรียนเกือบทั้งหมดค่อนข้างสมบูรณ์ดีแล้ว ครั้งที่ 4 นั้น จะดูว่า มีผลทุเรียนที่บิดเบี้ยว ทรงไม่ได้คุณภาพหลงเหลืออีกหรือไม่ หากพบก็ตัดทิ้งไป ปกติก็จะมีสัก 1-3 ผล ต่อต้น เท่านั้น แต่หากพอรับได้ก็จะเก็บไว้ตัดขายต่อไป

ให้น้ำ ให้ปุ๋ยสม่ำเสมอ

เพื่อให้ได้ผลผลิตทุเรียนคุณภาพดี ต้องเริ่มจากเตรียมต้นแม่ให้สมบูรณ์เสียก่อน โดยให้น้ำและให้ปุ๋ยตลอดปี หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว ลุงเสดจะรีบบำรุงต้นทันที เริ่มจากตัดแต่งกิ่งที่โทรม กิ่งตายและกิ่งที่ไม่ต้องการออกก่อน เติมน้ำและให้ปุ๋ยควบคู่กันไป โดยให้ปุ๋ยขี้วัวต้นละ 10 กิโลกรัม ร่วมกับปุ๋ยสูตร 12-12-17+2 อัตราต้นละ 2 กิโลกรัม โดยหว่านปุ๋ย ห่างจากโคนต้นทุเรียนสัก 1 เมตร และให้ปุ๋ยหมักชีวภาพ (ปุ๋ยจุลินทรีย์) พร้อมกับน้ำ อัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 100 ลิตร สลับกับการฉีดพ่นทางใบ เพื่อให้ต้นทุเรียนสะสมอาหารให้เพียงพอกับการออกดอกรุ่นต่อไป

ลุงเสด ทำปุ๋ยหมักชีวภาพใช้เอง โดยหมักใบตำลึงหรือผักบุ้งหั่นหรือบดละเอียด 3 กิโลกรัม กล้วยน้ำว้าสุกหั่นหรือบดละเอียด 3 กิโลกรัม น้ำตาลอ้อยหรือน้ำตาลแดง 2 กิโลกรัม นำส่วนผสมทั้งหมดผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดี นำไปหมักในภาชนะปิดฝา ทิ้งไว้สัก 15 วัน แล้วจึงเติมน้ำลงไปอีก 20 ลิตร คนให้เข้ากัน หมักต่อทิ้งไว้ 15-20 วัน กรองเอากากออกจะได้น้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นไว้ใช้ต่อเชื้อในปริมาณที่มากขึ้น

วิธีการขยายเชื้อทำน้ำหมัก คือใช้น้ำหมักหัวเชื้อ 10 ลิตร ผสมน้ำตาลทรายแดง 10 กิโลกรัม หมักกับน้ำ 200 ลิตร คนให้เข้ากันดี หมักในภาชนะปิดฝาอีก 1-5 เดือน ก็นำออกมาใส่หรือฉีดต้นทุเรียนได้ การใช้กับทุเรียน คือใช้น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร ผสมน้ำ 100 ลิตร ไปฉีดพ่นทางใบเพื่อช่วยให้ทุเรียนได้ปุ๋ยเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ยังให้ปุ๋ยไปพร้อมกับการให้น้ำระบบสปริงเกลอร์ ต้นละประมาณ 80-100 ลิตร ต่อครั้ง โดยให้น้ำในทรงพุ่มเท่านั้น ไม่กระจายถึงปลายทรงพุ่ม เพราะจะทำให้ทุเรียนแตกใบอ่อน ไม่สร้างดอกสร้างผล วิธีช่วยให้ต้นทุเรียนได้รับปุ๋ยอย่างเต็มที่ ลองใช้มือปาดหน้าดินดูจะพบว่ามีรากทุเรียนเล็กๆ เส้นสีขาวแผ่กระจายเต็มไปหมดเลย นั่นแสดงว่าใช้ได้ สำหรับกิ่งและใบทุเรียนที่ตัดแต่งออกก็นำสุมไว้บริเวณใต้ต้นทุเรียน ปล่อยให้มันจะผุพังสลายตัวเป็นอินทรียวัตถุและเป็นปุ๋ยในที่สุด

สวนทุเรียน GAP ผลผลิตคุณภาพดี ขายได้กำไรสูง

สวนทุเรียนแห่งนี้ ปลูกทุเรียนกระดุมบ้างเล็กน้อย มักให้ผลผลิตก่อนและแก่เร็วกว่าทุเรียนพันธุ์หมอนทอง นอกจากนี้ ยังปลูกมังคุดกับลองกองอีกประมาณ 200 กว่าต้น เพื่อเป็นเงินเดือนคนงานและค่าใช้จ่ายในครัวเรือน รายได้หลักมาจากการขายทุเรียนหมอนทอง รวมเป็นเงินมากกว่า 3 ล้านบาท หักค่าใช้จ่ายแล้วยังมีผลกำไรก้อนโต เพราะการดูแลจัดการสวนลักษณะนี้ มีต้นทุนค่อนข้างต่ำ ใช้แรงงานในครอบครัวเป็นหลัก

การดูแลในสวน ลุงเสดเป็นคนจัดการทุกด้าน ตั้งแต่การใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ตัดแต่งกิ่ง ดอก ผล ซึ่งวางแผนการทำงานอย่างเป็นขั้นตอนตลอดทั้งปี แล้วมอบหมายให้ลูกหลานและคนงานไปทำ คอยแนะนำ ควบคุมดูแลและลงมือทำไปด้วย ให้เป็นไปตามช่วงเวลาและกิจกรรมที่ต้องดำเนินการ จนถึงการขายทุเรียนแบบเหมายกสวน

สวนแห่งนี้ ปลูกดูแลในลักษณะทุเรียนปลอดสารพิษ ผ่านการรับรองแปลงผลิตตามระบบ GAP จากกรมวิชาการเกษตร ทุเรียนทุกลูกมีสภาพสมบูรณ์เต็มพู เปลือกบาง เนื้อมาก เมล็ดลีบ เนื้อสีเหลืองทองสวยงาม เหนียวเนียน รสชาติหวานมัน กลิ่นหอม เส้นใยในเนื้อน้อย เนื้อแห้งร่อน ไม่ติดพู แกะง่าย จับถือไม่เปื้อนมือ (ไม่ติดมือ) เก็บไว้ได้นาน สุกเนื้อไม่เละ ไม่เน่าเสียง่าย ผิวสะอาดทุกลูก ปราศจากโรคและแมลงศัตรู สารปนเปื้อน จุดเด่นดังกล่าว ทำให้สินค้าทุเรียนหมอนทองของสวนแห่งนี้ ขายได้ ขายดี ส่งเข้าประกวดงานผลไม้ประจำปีจังหวัดระยองก็คว้ารางวัลชนะเลิศมาแล้วหลายครั้ง ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจาก ลุงเสด ใจดี

ทริปพิเศษ ตะลุยสวนผลไม้ให้อิ่มพุงกาง 1 ปี มีครั้งเดียว “เทคโนโลยีชาวบ้าน” อาสาพาทัวร์ตะลุยสวน “ชวนชิม & ช็อปผลไม้ จันทบุรี” วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564

ผู้สนใจ สมัครจองที่นั่งก่อน แล้วโอนเงิน1,800 บาทเข้าธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนประชาชื่น เลขที่บัญชี 193-079484-5 บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) Fax (02) 580-2300 เลขที่ผู้เสียภาษี 0107536001451 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (02) 580-0021 ต่อ 2335, 2339, 2342, 2343 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

มะนาว ปลูกกันทั่วไป มารู้จักกับมะนาวทำเงินในหน้าแล้ง ที่ได้ราคาสูง และเทคนิคทำให้ลูกใหญ่ได้ราคาดี มะนาวใครๆ ก็ปลูกได้ ปัจจุบันนี้มีเกษตรกรปลูกมะนาวมากมาย มีหลากหลายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่นิยมในเมืองไทย ก็คือมะนาวแป้น ซึ่งถูกปากคนไทย และถูกกับอาหารไทย โดยเฉพาะส้มตำ

ในที่นี้จะขอแนะนำเจ้าของพันธุ์ มะนาวแป้นดกพิเศษกำแพงเพชร คือ อาจารย์วิเชียร บุญเกิด ผู้ที่เป็นปราชญ์พื้นบ้านของเกษตรกรผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรผสมผสาน ที่สร้างรายได้มากมายในแต่ละเดือน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเศรษฐกิจของโลก และเกิดโรคระบาดหนักในเมืองไทยและทั่วโลกตอนนี้ แต่รายได้จากสวนผสมผสานของอาจารย์วิเชียรนั้นยังพอที่จะเลี้ยงลูกน้องได้ โดยไม่มีการงดเงินเดือนลูกจ้างภายในสวนหลายชีวิต

มะนาวแป้น นั้นเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของไทยเรา แต่ก็แยกย่อยออกไปในแต่ละจุดเด่นของแต่ละพันธุ์ไป มะนาวแป้นบางพันธุ์ก็จะมีเปลือกบาง กลิ่นหอม น้ำเยอะ แต่ข้อเสียคือ เมล็ดเยอะ เป็นต้น แต่อาจารย์วิเชียรได้ทดลองแก้จากจุดเสียของแต่ละพันธุ์ใช้เวลานาน จนได้รับรางวัลมากมาย อาจารย์วิเชียรทดลองโดยการเสียบยอดและใช้ต้นพันธุ์จากมะนาวพื้นเมืองบ้าง หรือต้นส้มบ้าง แต่มาสำเร็จได้ด้วย ต้นส้มโอน้ำกร่อย มาเป็นต้นตอ

จึงได้ปมเด่นหรือจุดเด่นของต้นพันธุ์มาทั้งหมด โดยเฉพาะความดกและให้ผลผลิตในหน้าแล้ง หมายถึง การบังคับให้ออกผลผลิตในหน้าแล้งได้ง่าย และมีผลกระทบต่อต้นแม่น้อยมาก คือหมายถึงลำต้นไม่โทรมหรือเสื่อมสภาพ ฟื้นฟูได้เร็ว การใช้ต้นตอส้มโอน้ำกร่อยและเสริมรากได้หลายรากนั้น ทำให้หาอาหารเก่งและบังคับความสูงได้ดี ลักษณะกิ่งก้านแผ่ออกด้านข้าง ทำให้เก็บผลผลิตง่าย มีอาจารย์และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยด้านการเกษตรชื่อดังแวะมาเยี่ยมและศึกษาเรียนรู้ รวมถึงนักวิชาการเกษตรจากประเทศภูฏานและประเทศเม็กซิโก ก็แวะมาเยี่ยมมาเยือน พร้อมทั้งได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จมากมาย จากองค์กรเอกชน จนถึงองค์กรจากรัฐบาล

ที่สวนสุวรรณีปรางทอง จังหวัดกำแพงเพชร อาจารย์วิเชียรได้พาไปชมสวนมะนาวที่แบ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกมะนาว “ผมแจ้งเกิดก็มะนาวแป้นดกพิเศษกำแพงเพชรนี่แหละครับ คร่ำหวอดมานานจนได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น และผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดและอาจารย์มหาวิทยาลัยได้มาดูงานมากมาย”

ภายในแปลงไม้ผลสวนผสมของอาจารย์วิเชียร มีสิบกว่าชนิด ที่โดดเด่นนั้นมี ต้นมะนาว ปลูกมะนาวแป้นดกพิเศษกำแพงเพชรมาหลายปี โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของสวนกว่า 17 ไร่ แบ่งปลูกมะนาว 400 กว่าต้น ใช้เทคนิคและประสบการณ์ตรงลองผิดลองถูกมามากมาย และอาจารย์วิเชียรก็ยินดีที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ท่านที่สนใจเรียนรู้ไปทดลองทำ และยินดีที่จะสอนให้ ถ้าแวะมาสอบถามอาจารย์ที่สวนได้

ขั้นตอนการเสริมราก เพื่อให้ได้
มะนาวต้นเตี้ย ลูกโต และลูกดก
การเสริมรากแก้วให้มะนาวก็จำเป็น เพื่อให้ต้นแข็งแรง ลำต้นจะมีขนาดใหญ่ภายใน 6 เดือน จะมีลำต้นขนาดเท่ามะนาวที่มีอายุเท่ากับ 3 ปีเลยทีเดียว การเสริมรากก็หมายความว่า เสริมต้นตอเข้าไปในต้นพันธุ์ที่ปลูกได้ 6 เดือนไปแล้ว โดยการบากที่ลำต้นแล้วใช้ต้นตอที่มีรากแก้วเสียบเข้าไป พันด้วยพลาสติกใสหรือสก๊อตเทปใสกันน้ำเข้า ประมาณ 45 วัน ก็แกะพลาสติกใสออก และห่อพลาสติกใสแบบบางๆ อีก 1 สัปดาห์ ก็ถือว่าต้นตอติดแล้ว ขั้นตอนการเสริมรากใช้ได้แล้ว การเสริมรากต้นตอให้มะนาว สามารถเสริมรากจากต้นตอได้ 4-5 ต้นตอ โดยทำทีละต้น ก็จะได้มะนาวต้นเตี้ย ให้ลูกดก

ระยะห่าง สวนอาจารย์วิเชียรใช้ 2.5-3 เมตร การปลูกมะนาวไม่จำเป็นต้องปลูกกันห่างมาก เพราะมะนาวจะแผ่กิ่งออกทางด้านข้าง ซึ่งระยะห่างขนาดนี้ทำให้ป้องกันลมแรงได้เป็นอย่างดี การปลูกในวงบ่อซีเมนต์ที่เปิดโล่งนั้นดีกว่าวงบ่อซีเมนต์ที่ปิดก้น เพราะจะทำให้การระบายน้ำได้ดี และรากไม่เน่า

ระยะแรกต้องให้น้ำทุกวันเช้า-เย็น โดยรดน้ำให้ชุ่มและคลุมดินด้วยฟางหรือใบไม้แห้ง เพื่อรักษาความชื้นของโคนต้นไว้

การให้ปุ๋ย…

ที่สวนใช้ปุ๋ยคอกในระยะแรก และฮอร์โมนชีวภาพ สารเคมีป้องกันมดหรือแมลงในดินกัดกินรากนิดหน่อย ให้ครั้งเดียว ภายใน 1 สัปดาห์ สังเกตดูว่ามะนาวเริ่มติดแล้ว ไม่มีอาการเหี่ยวเฉา และกันรากเน่า หลังจากนั้นก็ดูเรื่องของสภาพแวดล้อม ถ้าร้อนจัดเกินไปก็ใช้ซาแรนมุงพอสังเกตได้ว่า มะนาวแข็งแรงดีแล้ว ก็เอาซาแรนออก เป็นระยะเริ่มปลูกที่ติดแล้ว

มะนาวแป้นดกพิเศษกำแพงเพชร ผลิดอกเร็ว เพราะว่าในระยะของการทำกิ่งพันธุ์เสียบยอดใช้เวลา 3 เดือนแล้ว ฉะนั้น พอถึงมือผู้รับจึงผลิดอกเร็ว แต่ไม่ควรเก็บไว้ ให้เด็ดทิ้ง เพื่อรักษาและบำรุงต้นให้แข็งแรงก่อน ปล่อยให้ลำต้นแตกกิ่งแตกยอดให้เต็มที่จนถึง 15 เดือน ก็เก็บดอกไว้ ปล่อยให้มะนาวติดผลอ่อนได้เลย

ในระยะที่มะนาวเริ่มให้ลูก ก็ให้เด็ดทิ้งบ้าง อย่าปล่อยให้มะนาวดกเกินไป หลังจากมีลูกในชุดแรกตามฤดูกาลแล้ว มะนาวก็จะให้ผลผลิตไปเรื่อยๆ แต่ต่อไปเราจะเริ่มให้มะนาวออกลูกในหน้าแล้ง ด้วยวิธีดังนี้ โดยเริ่มทำในปลายฤดูฝนต้นเดือนพฤศจิกายน โดยรดน้ำให้น้อยที่สุด จนเห็นใบแก่เริ่มร่วงอย่าตกใจ ระยะเวลาไม่แน่นอนว่าใบจะร่วงหมดเมื่อไร ใช้เวลาไม่แน่นอน สังเกตได้จากความชื้นที่โคนต้นทุเลาลง อาจจะกินเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน มะนาวก็จะเริ่มแตกใบอ่อน พร้อมกับผลิดอก ธรรมชาติของมะนาวพันธุ์นี้จะออกดอกตลอด ระยะที่ติดผลอ่อน เพิ่มน้ำนิดหน่อย อย่าให้น้ำมากเด็ดขาด จะทำให้มะนาวสำลักน้ำอาจจะทำให้รากเน่าได้

ในระยะที่มะนาวติดผลอ่อนนั้น มะนาวก็จะออกดอกต่อในรุ่นต่อไป ไม่ขาดต้น ผลจะเริ่มแก่ในเดือนเมษายน ระยะออกดอกถึงเก็บผลผลิต ใช้เวลา 4 เดือน ถึง 4 เดือนครึ่ง ถ้าเป็นพันธุ์อื่น ใช้เวลา 5 เดือนกว่า จะเก็บผลมะนาวได้ทุกวัน เพราะว่าถ้ามะนาวติดผลอ่อนรุ่นแรกแล้ว ดอกรุ่นใหม่จะซ้อนขึ้นมา ทำให้มีมะนาวให้เก็บได้ทุกวันในช่วงหน้าแล้ง

ข้อดีของพันธุ์มะนาวแป้นดกพิเศษ
ข้อดีคือ การบังคับให้มะนาวออกในหน้าแล้ง สมัครจีคลับ และให้ผลผลิตเป็นทะวาย ซึ่งสามารถสร้างรายได้อย่างเช่นตอนนี้เก็บได้สัปดาห์ละ 3,000-3,500 ผล มะนาวพันธุ์นี้โดยธรรมชาติจะให้ผลผลิตชุกในหน้าแล้ง อยากให้ออกตอนไหนก็ออกได้ โดยการตัดแต่งกิ่งไม่ให้พร้อมกัน เคล็ดลับสร้างรายได้ ถ้าตัดกิ่งพร้อมกัน ก็จะออกพร้อมกัน ชะลอการตัดแต่งกิ่งอย่าให้เหมือนกัน พอเก็บเกี่ยวลูกใหญ่ ลูกเล็กก็จะมีขนาดเท่านิ้วก้อย รุ่นที่กำลังออกดอก ใน 1 ต้น มี 3 รุ่น ขายส่งรับซื้อที่สวน ราคาตั้งแต่กิโลกรัมละ 15 บาท ถึง 25 บาท หน้าที่มะนาวขาดตลาด 1 กิโลกรัม 11-12 ลูก หน้าแล้ง 15-18 ลูก สร้างรายได้ให้อาจารย์วิเชียรเกือบๆ สองหมื่นบาทต่อเดือน

เทคนิคการสร้างรายได้จากการปลูกมะนาวหน้าแล้ง
“ที่สวนปลูกกว่า 400 ต้น อายุเฉลี่ย 7-8 ปี ทยอยตัด ปลูก 4-8 ปี เปลี่ยนไปเรื่อยๆ 400 กว่าต้น ต้นมะนาวอายุเฉลี่ย 5 ปี จะให้ผลผลิตมาก ถ้าหวังลูกมากก็ต้องขยายพันธุ์ตลอดและปลูกไล่เลี่ยกัน โดยถ้าอายุสูงสุด 8 ปี ในปีที่ 6 ก็ทยอยปลูกต้นใหม่อยู่เรื่อยๆ ปีที่ 8 ก็ตัดต้นแก่ออก ต้นใหม่ก็จะทันให้ผลผลิตพอดี วิธีนี้จะทำให้เรามีรายได้เข้ามาตลอด มะนาวแป้นดกพิเศษกำแพงเพชร โดยสายพันธุ์ของมะนาวพันธุ์นี้จะออกดกในหน้าแล้ง ถือเป็นมะนาวที่สร้างรายได้อย่างงาม…ที่สวนผมรายได้ไม่ขาดก็เพราะมีไม้ผลผสมผสาน และการดูแลเอาใจใส่ โดยเฉพาะน้ำและปุ๋ยคอกอย่าให้ขาด ผมให้น้ำแบบน้ำหยด เคล็ดลับของมะนาวที่สวนผม ใช้ปุ๋ยคอกดีที่สุด สลับปุ๋ยขี้ไก่ ให้ใช้สลับกัน เพราะขี้ไก่จะมีความเค็มมากกว่าขี้วัวครับ” อาจารย์วิเชียร แนะนำ

ข้อแนะนำจากเกษตรกรอย่างอาจารย์วิเชียรคือ ต้องผลิตผลผลิตทางการเกษตรให้สวนทางกับฤดูกาล พยายามทำผลผลิตในช่วงที่ขาดตลาด นั่นแหละถึงสร้างรายได้ให้มากกว่าเดิม อย่างเช่น มะนาว เดี๋ยวนี้คนทั่วไปก็ปลูกมะนาวกันทั้งนั้น พอถึงฤดูกาลก็ล้นตลาด ราคาตก นี่คือปัญหาหลักของเกษตรกร การตลาดเป็นเรื่องใหญ่ การผลิตในช่วงที่ขาดทำให้ได้ราคา ก็คุ้มค่าของการดูแล เหนื่อยเท่ากัน พอผลผลิตล้นตลาดก็ขาดทุน เพราะการเกษตรก็มีต้นทุน เช่น แรงงาน ค่าน้ำ ค่าปุ๋ย ค่าดูแลสวน ล้วนแต่ใช้ทุนทั้งนั้น เพียงแต่ว่า การเกษตรหรือการปลูกมะนาวนั้นอยู่ได้หลายปี ที่สวนของอาจารย์วิเชียรพยายามไม่ให้เกิน 8 ปี อาจารย์วิเชียรก็จะเริ่มปลูกต้นใหม่แทรกไป แล้วก็ตัดต้นเก่าทิ้งไป นี่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นในการที่จะให้ได้ผลผลิตสูง ข้อดีของการทำการเกษตรไม้ผล