เลี้ยง “หนอนนก” อาชีพเสริม กิโลกรัมละ 300 บาท

จากกระแสของความนิยมในการเลี้ยงนกกรงหัวจุก หรือนกปรอทหัวโขนมานาน โดยเฉพาะระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดสงขลา และอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ และในบางพื้นพบว่ามีการเลี้ยงกันแทบทุกครัวเรือน และแต่ละครัวเรือนเลี้ยงนกกรงหัวจุกไม่น้อยกว่า 1 ตัว สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการเลี้ยงนกกรงหัวจุกมากกว่า 1 ตัว ในแต่ละครัวเรือน เป็นเพราะมีการแข่งขันประกวดประชันเสียงของนกกรงหัวจุก

การเลี้ยงนกกรงหัวจุกที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเฟื่องฟูตามไปด้วย หนึ่งในนั้นคือการเลี้ยง “หนอนนก” ซึ่งเป็นอาหารของนกกรงหัวจุก จนถึงขณะนี้ มีผู้เพาะเลี้ยงหนอนนกเพื่อจำหน่ายหลายราย

ลุงหมู่ ลิ้มสกุล อายุ 68 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 ถนนจันทร์วิโรจน์ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บอกว่า การเพาะเลี้ยงหนอนนก เป็นอาชีพที่สร้างเสริมสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ การเลี้ยงไม่ยาก ไม่ต้องลงทุนอะไร ใช้เนื้อที่ก็ไม่มาก ประมาณ 5 คูณ 5 เมตร บริเวณเรือนที่อยู่อาศัย

“หนอนนก ตอนนี้ทำราคาได้ดี โดยขายส่ง 250-300 บาท/ กิโลกรัม ลูกค้าก็เป็นกลุ่มผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก และนกทั่วไป โดยสามารถส่งขายได้เฉลี่ยอาทิตย์ละ 30 กิโลกรัม รายได้ต่อเดือนนับหมื่นบาท โดยขณะนี้มีแม่พันธุ์อยู่ 140 ถาด และเป็นตัวหนอน 150 ตัว ผมยึดอาชีพเลี้ยงหนอนนกมากว่า 1 ปี ขณะนี้ได้ขยายการเลี้ยงหนอนนกจาก 5 ถาด จนขณะนี้มีแม่พันธุ์อยู่ถึง 140 ถาด”

ลุงหมู่ ยังบอกถึงวิธีการเลี้ยงว่า เริ่มจากเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ประมาณ 70 วัน จนเป็นดักแด้แล้วรออีกประมาณสัก 6-7 สัปดาห์ แล้วก็จะกลายเป็นตัวด้วงสีดำ โดยแต่ละถาดจะมีตัวด้วงประมาณ 400 ตัว จากนั้นแล้วตัวด้วงก็จะไข่ออกมา และฟักไข่อีกประมาณสัก 7 วัน จนกระทั่งกลายเป็นตัวอ่อนของหนอนนก จากนั้นใช้เวลาเลี้ยงตัวอ่อนอีกประมาณ 2 เดือน จนถึงเวลาที่สามารถจับขายได้ แต่จะต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ไม่เกิน 28 องศาเซลเซียส เพราะหากสูงกว่านั้นหนอนจะตาย โดยอาหารสำหรับใช้เพาะเลี้ยงตัวหนอนในทุกขั้นตอน จะใช้รำสาลีหรืออาหารลูกไก่ก็ได้

คุณลุงหมู่ บอกด้วยว่า ปัจจุบัน หนอนนก กลายเป็นที่ต้องการของตลาดมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกที่มีอยู่จำนวนมาก จนการผลิตหนอนนกออกจำหน่ายในแต่ละรุ่นไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงหนอนนก สามารถพัฒนาเป็นอาชีพหลักได้ แต่ผู้เลี้ยงจะต้องมีความอดทน เพราะต้องใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงค่อนข้างนาน แต่เมื่อเทียบกับราคาที่ขายได้ถึง กิโลกรัมละ 300 บาท แล้ว ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อยทีเดียว

ถึงแม้ประเทศไทยจะสามารถส่งออกอ้อยในรูปน้ำตาลและกากน้ำตาลได้เป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งนำเงินตราเข้าประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาทก็ตาม ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย dH ก็ประสบปัญหาในเรื่องราคาอ้อยตกต่ำและมีปริมาณล้นตลาด ที่สำคัญคือ ปัญหาต้นทุนการผลิตที่ยังสูง โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อย ปัญหาค่าจ้างแรงงานสูง คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 50 ของต้นทุนการผลิตอ้อยทั้งหมดต่อฤดูปลูก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายพื้นที่ปลูกอ้อยและการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ทำให้เกษตรกรบางส่วนหันมาใช้วิธีการเผาใบอ้อยทั้งก่อนการเตรียมดินและก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวอ้อย

ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ของทุกปี พบว่ามีการเผาในพื้นที่ทำการเกษตรค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเผาฟางข้าวและใบอ้อย ซึ่งมีการปล่อยมลพิษ คือ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์สูงกว่าปริมาณที่ปล่อยจากโรงงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมถึง 14 เท่าตัว เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นสภาพการเผาที่ไม่สมบูรณ์ ประกอบกับเป็นการเผาวัสดุที่มีความชื้นสูง นอกจากจะสร้างมลภาวะทางอากาศแล้ว การเผายังทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดินทำให้ดินเสื่อมคุณภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

การเผาใบอ้อยของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยจะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

เผาใบอ้อยก่อนการเตรียมดิน เพื่อให้สะดวกในการเตรียมดินปลูก ผลที่ตามมาคือ โครงสร้างของดินถูกทำลาย อินทรียวัตถุในดินถูกทำลาย ดินอัดแน่นไม่ชุ่มน้ำ น้ำซึมลงดินยาก
เผาใบอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว อันเนื่องมาจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เกษตรกรจึงนิยมเผาใบอ้อย ซึ่งทำให้ตัดใบอ้อยได้รวดเร็ว เพราะไม่ต้องลอกใบ ผลที่ตามมาคือ เกิดปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจกก่อให้เกิดอากาศเป็นพิษ เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของคนและสัตว์ เป็นต้น
เผาใบอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะเผาใบอ้อยเพื่อป้องกันไฟไหม้อ้อยตอ หลังจากที่หน่องอกแล้ว เพื่อทำให้สามารถใส่ปุ๋ยได้สะดวกยิ่งขึ้น
การเผาใบอ้อย นอกจากจะทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง ทำให้ต้องใส่ปุ๋ยเคมีมากขึ้น แมลงศัตรูธรรมชาติถูกทำลาย หนอนกอลายและหนอนกอสีชมพู เข้าทำลายอ้อยตอได้ง่ายขึ้น โดยเจาะเข้าทำลายตรงโคนหน่อซึ่งไม่มีใบอ้อย

อีกปัญหาหนึ่งคือ การตกค้างของสารเคมีกำจัดวัชพืช แปลงอ้อยที่มีการเผาใบอ้อยจะมีวัชพืชขึ้นมากกว่าแปลงอ้อยตัดสด ทำให้เกิดผลกระทบ คือ ต้องมีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชมากขึ้น และเกิดการตกค้างของสารพิษในดินสูง

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ปีหนึ่งๆ ประเทศไทยนำเข้ายาปราบวัชพืชมาใช้ในกระบวนการผลิตอ้อยมากมายมหาศาล ตั้งแต่อ้อยปลูกใหม่จนถึงเก็บเกี่ยว ต้องใช้ต้นทุนในการพ่นยากำจัดวัชพืชประมาณ 3 ครั้ง แต่ละครั้งใช้ยาปราบวัชพืชถึง 200 ซีซี ต้นทุนในการพ่นยากำจัดวัชพืช รวมทั้งการจ้างแรงงานประมาณไร่ละ 300 บาท ต่อครั้ง ซึ่ง 3 ครั้ง เป็นเงินถึง 900 บาท นับว่าเป็นต้นทุนที่สูง

นอกจากนั้น การใช้ยากำจัดวัชพืชยิ่งทำให้วัชพืชงอกงามมากขึ้น เพราะวัชพืชเองก็พยายามปรับตัวต่อต้านยา เกษตรกรก็จำเป็นต้องหายาที่แรงขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือ สภาพดินเสื่อมลง หน้าดินแข็ง ความชุ่มชื้นในดินก็ยิ่งหายไป เกษตรกรเองก็พลอยได้รับสารเคมีเนื่องจากการพ่นยา ทำให้สุขภาพของเกษตรกรเสื่อมโทรมลงไป

อีกประการหนึ่ง ในการเผาใบอ้อย เป็นเพราะเกษตรกรไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมในการกำจัดใบอ้อยด้วย ดังนั้น สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม จึงได้ออกแบบและพัฒนาจอบหมุนสับใบอ้อยและกำจัดวัชพืชพ่วงรถแทรกเตอร์ ขนาด 24 แรงม้า ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการเผาใบอ้อยและกำจัดวัชพืชในไร่อ้อยของเกษตรกร

ทำไม ต้องผลิตสำหรับแทรกเตอร์ 24 แรงม้า

เครื่องจักรกลเกษตรที่นำมาใช้ในการพรวนดินและสับใบอ้อยนั้น สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมได้ออกแบบจอบหมุนสำหรับพรวนดินและสับใบอ้อยสำหรับตัดพ่วงรถแทรกเตอร์ ขนาด 80-90 แรงม้า มาใช้งาน โดยติดพ่วงแบบ 3 จุด ออกแบบเยื้องขวาเพื่อสับกลบใบอ้อยในร่องอ้อย ซึ่งจะทำงานได้ในแปลงที่มีระยะปลูกอ้อยตั้งแต่ 1.2 เมตรขึ้นไป เมื่อผลิตออกมาแล้วปรากฏว่าใช้น้ำมันเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก ประมาณ 4-5 ลิตร ต่อไร่ ซึ่งเป็นต้นทุนค่อนข้างสูง

การเริ่มต้นการพัฒนาเครื่องสับกลบใบอ้อย จะต้องวางรูปแบบและขนาดให้เหมาะที่จะไปพ่วงรถแทรกเตอร์และสามารถใช้งานในร่องอ้อยได้คือ ต้องลดหน้ากว้างของจอบหมุนลงมาให้เหลือ 80 ซม. เพื่อที่จะต่อพ่วงและทำงานในร่องอ้อยได้อย่างเต็มที่ ไร่อ้อยที่จะใช้เครื่องสับกลบใบอ้อยส่วนใหญ่จะเป็นอ้อยตอ เมื่อเกษตรกรตัดอ้อยครั้งแรกเสร็จแล้วเขาจะสางใบแห้งไว้ ใบแห้งนี้จะเป็นปัญหาคือ ทำให้เกิดไฟไหม้ในไร่อ้อย อ้อยที่ปลูกยังไม่ได้เก็บเกี่ยวจะเสียหาย ทำให้ไม่ได้ผลผลิต

การผลิตอุปกรณ์สับกลบใบอ้อย เราใช้หลักการทำงานของจอบหมุนทำงานในครั้งนี้ เรามีเครื่องยนต์ต้นกำลังในการสับกลบใบอ้อย สำหรับรถแทรกเตอร์ 24 แรงม้า เหมาะกับความหนาของใบอ้อยที่มีความหนาไม่เกิน 10 ซม. เหมาะกับกำลังของรถแทรกเตอร์ 24 แรงม้า แต่ในการทำงานทำได้ค่อนข้างเร็วประมาณ 2 ไร่ ต่อชั่วโมง ใช้น้ำมันประมาณ 1.5 ลิตร

ออกแบบจอบหมุน สำหรับรถแทรกเตอร์ 24 แรงม้า

การออกแบบ เป็นการออกแบบเพื่อให้ทำงานในระหว่างร่องอ้อยได้ มีหน้ากว้างในการทำงาน 80 ซม. ต่อพ่วงกับรถแทรกเตอร์แบบพ่วง 3 จุด ใช้เกียร์ทดรับกำลังจากเพลาส่งกำลัง ขนาด 40 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังจากห้องเกียร์ผ่านเฟืองโซ่ไปยังเพลาจอบหมุนเพื่อให้ได้ความเร็วรอบประมาณ 336 รอบ ต่อนาที เพลาจอบหมุนมีจานยึดใบจอบหมุน 4 จาน ในแต่ละจานมีใบจอบหมุนแบบ L ผสม C 6 ใบ ชุดใบจอบหมุนเรียงกันเป็นเกลียวเพื่อไม่ให้กระทบดินพร้อมกัน ซึ่งใช้กำลังในการทำงานน้อยสุด

ในการทดสอบที่จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า ที่ความชื้นดินเฉลี่ย (มาตรฐานแห้ง) 11.47 เปอร์เซ็นต์ ความยาวใบอ้อยก่อนการสับกลบ 21.5 ซม. น้ำหนักใบอ้อยต่อพื้นที่ 480 กิโลกรัม ต่อไร่ ความหนาของใบอ้อย 7 เซนติเมตร ความสามารถในการทำงานทางทฤษฎี 2.12 ไร่ ต่อชั่วโมง ความสามารถในการทำงานจริง 1.95 ไร่ ต่อชั่วโมง ประสิทธิภาพการทำงานเชิงพื้นที่ 91.98 เปอร์เซ็นต์ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 1.58 ลิตร ต่อไร่

การใช้จอบหมุนกำจัดวัชพืชจอบหมุนทำงานค่อนข้างเร็วมาก เกษตรกรค่อนข้างพอใจ จากการทดสอบในแปลงที่จังหวัดกาญจนบุรีพบว่า มีความชื้นดินเฉลี่ย (มาตรฐานแห้ง) 12.56 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักวัชพืชก่อนการสับกลบ 780 กิโลกรัม ต่อไร่ ทำงานได้ประมาณ 1.98 ไร่ ต่อชั่วโมง ประสิทธิภาพการทำงานเชิงพื้นที่ 96.12 เปอร์เซ็นต์ สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 1.35 ลิตร ต่อไร่ น้ำหนักวัชพืชหลังการสับกลบ 19.04 กิโลกรัม ต่อไร่ ประสิทธิภาพการกำจัดวัชพืช 97.55 เปอร์เซ็นต์

การใช้จอบหมุนเพื่อพรวนดินและสับกลบใบอ้อยนั้น นอกจากจะช่วยในเรื่องลดความเสี่ยงเนื่องจากเกิดไฟไหม้ในแปลงอ้อย ทำความเสียหายให้แก่ตออ้อยแล้ว การสับกลบใบอ้อยและพรวนดินยังเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุและปริมาณอากาศและให้ความชุ่มชื้นแก่ดินด้วย

เมื่อเปรียบเทียบผลผลิตของอ้อยตอที่มีอายุ 4 เดือน เมื่อวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของวงอ้อยและความสูงของอ้อย พบว่า อ้อยตอที่ผ่านการใช้เครื่องมือสับกลบใบอ้อยและกำจัดวัชพืชในแปลงอ้อยนี้ โตกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของอ้อยที่ไม่ใช้เครื่องมือนี้ ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ความสูงสูงกว่าประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ การที่ต้นอ้อยลำใหญ่กว่าและสูงกว่า เป็นสิ่งที่เกษตรกรพึงพอใจอย่างมาก

จุดคุ้มทุน

ได้มีการวิเคราะห์การลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ไว้ดังนี้ สำหรับผู้ที่ไม่มีรถแทรกเตอร์ใช้งานค่ารถ 24 แรงม้าประมาณ 3 แสนบาท ค่าจอบหมุนราคาประมาณ 4 หมื่น อายุการใช้งานของจอบหมุน 7 ปี ชั่วโมงการทำงาน 8 ชั่วโมง ต่อวัน อัตราสับกลบใบอ้อย 1.95 ไร่ ต่อชั่วโมง อัตราการกำจัดวัชพืช 2.05 ไร่ ต่อชั่วโมง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ประมาณ 30 บาท ต่อลิตร ส่วนใหญ่เกษตรกรจะปลูกอ้อยมากกว่า 34 ไร่ ใช้งาน 7 ปีคุ้มทุนแล้ว ทั้งนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ได้สิ้นสุดลงเมื่อเดือนสิงหาคม 2555 และมีโรงงานต้นแบบนำไปผลิตแล้ว ปรากฏว่าได้จำหน่ายไปแล้วจำนวนมาก

ผักไฮโดรโปนิกส์ (hydroponics) เป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน นับเป็นวิธีการใหม่ในการปลูกพืช โดยเฉพาะการปลูกผักและพืชที่ใช้เป็นอาหาร เนื่องจากประหยัดพื้นที่ ทำให้ได้พืชผักที่สะอาด การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ถือได้ว่าเป็นเทรนด์การปลูกผักแบบใหม่ที่กำลังมาแรง เนื่องจากมีขั้นตอนการปลูก บำรุง ดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก มีพื้นที่น้อยๆ ก็ปลูกได้ ไม่ต้องพึ่งดิน ไม่ต้องออกแรงมาก และเหนื่อยน้อย แต่ผลที่ได้คุ้มค่า เพราะว่าได้ผักสะอาด มีรสชาติอร่อย ผักมีความสวยงามน่ารับประทาน มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นุ่มและกรอบ และยังเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนและตนเองอย่างงดงามอีกด้วย

คุณเจริญโชค โรจน์รังสิกุล หรือ คุณอู๊ด อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 194 หมู่ที่ 10 ตำบลม่วงสามสิบ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่เปิดฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์จำหน่าย ภายใต้ชื่อ เจริญโชคไฮโดรโปนิกส์ โดยสร้างโรงเรือนหรือฟาร์มขึ้นที่บ้านของตนเอง ด้วยการแบ่งที่ดินที่มีอยู่ทั้งหมดมาทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ จำนวน 2 ไร่ สามารถสร้างรายได้เดือนละเกือบหนึ่งแสนบาท

คุณอู๊ด เล่าให้ฟังว่า ได้แบ่งที่ดินออกมา 2 ไร่ เพื่อปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ผลิตแบบผักปลอดสารพิษ โดยปลูกทั้งหมด 32 แปลง โดยแยกเป็น ปลูกกรีนโอ๊ค 10 แปลง เรดโอ๊ค 10 แปลง ฟินเล่ 5 แปลง เบบี้คอส 2 แปลง เรดคอรัล 2 แปลง และบัตเตอร์เฮด 1 แปลง ที่ปลูกเยอะที่สุดคือ กรีนโอ๊คกับเรดโอ๊ค เพราะว่าขายดีและมีลูกค้าสั่งซื้อเป็นจำนวนมากเนื่องจากการเก็บผักในแต่ละรอบ จะปรากฏว่า กรีนโอ๊คกับเรดโอ๊คจะมียอดสั่งเยอะมาก คือ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของยอดสั่ง

ในการเก็บเกี่ยวแต่ละรอบจะเก็บตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งเข้ามา แต่ส่วนใหญ่ลูกค้าจะสั่งเป็นกรีนโอ๊คกับเรดโอ๊ค ส่วนผักตัวอื่นจะมีผสมมาครั้งละ 10-15 กิโลกรัม ส่วนลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มร้านอาหาร และลูกค้าทั่วไปในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง ในด้านกำลังผลิตของฟาร์มสามารถผลิตผักสลัดได้ 900-1,000 กิโลกรัม ต่อเดือน หรือ 80 กิโลกรัม ต่อ 2 วัน

คุณอู๊ด บอกว่า ตนและคุณภรภัทร วุฒิพรหม ผู้เป็นภรรยา ได้เริ่มปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 โดยครั้งแรกก็ปลูก จำนวน 30 แปลง แปลงผักมีขนาดกว้าง 1.40 เมตร ยาว 12 เมตร แต่ละแปลง มีทั้งหมด 7 ราง โดย 1 แปลง จะปลูกได้ 336 ต้น เก็บได้ประมาณ 40 กิโลกรัม ต่อแปลง

และต่อมาใน ปี 2561 ผักขายดีมาก จึงได้ทำเพิ่มอีก 2 แปลง (แปลงขนาด 6 เมตร) โดยผัก 1 แปลง จะปลูกได้ 170 ต้น ผักจะโตเต็มที่ในระยะเวลา 30-40 วัน จะเก็บได้ 20 กิโลกรัม ซึ่ง 1 กิโลกรัม จะมีประมาณ 7 ต้น

สำหรับเรื่องรายได้และค่าใช้จ่ายนั้น ก็จะแยกเป็น ค่าไฟฟ้า ค่าแรงงาน ค่าน้ำมันรถ รวมแล้วก็ตกเดือนละ 29,900 บาท ยังดีที่ค่าน้ำไม่ต้องจ่าย เพราะว่าใช้น้ำบาดาล ส่วนรายได้นั้นก็จะมาจากค่าผัก สัปดาห์ละ 2 รอบ รอบละ 60 กิโลกรัม ขายในราคา กิโลกรัมละ 90 บาท ถ้า 2 รอบ ก็เป็นเงิน 10,800 บาท และ ใน 1 เดือน ส่ง 8 รอบ เป็นเงิน 86,400 บาท

เมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว จะมีรายได้ตกเดือนละ 56,500 บาท เป็นอย่างต่ำ หรือบางเดือนมียอดสั่งจากลูกค้าเพิ่มขึ้น รายได้ก็จะเพิ่มขึ้น เป็นเดือนละ 70,000 บาท ก็มี และในช่วงเทศกาลสำคัญๆ ยอดสั่งผักจะเยอะหน่อย รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก

สำหรับการปลูกและการบำรุง ดูแลรักษานั้นเจ้าของบอกว่า อันดับแรกเป็นการเพาะเมล็ดใส่ในฟองน้ำ ใส่ถาดไว้ 7-10 วัน จะเริ่มมีใบเลี้ยง แล้วย้ายลงแปลงอนุบาล อนุบาลหรืออยู่ในแปลงอนุบาล 14 วัน

และเมื่อครบ 21 วัน ก็ย้ายลงแปลงปลูก รวมระยะเวลาตั้งแต่วันปลูก จนถึงวันเก็บเกี่ยว 40-45 วัน ซึ่งที่นี่เลี้ยงด้วยปุ๋ยแบบอ่อน เพื่อไม่ให้เป็นการสะสมไนเตรตในผัก และก่อนการเก็บเกี่ยวจะมีการตรวจไนเตรตทุกครั้ง

ส่วนเรื่องของแมลงและหนอน จะใช้สารชีวอินทรีย์ในการบำรุงพืช เพิ่มผลผลิต กำจัดแมลงและโรคใบจุด ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่าในการกำจัดโรคพืช และใช้เชื้อ บีที น้ำสกัดจากใบยาสูบในการป้องกันแมลง และสารอินทรีย์เข้ามาเสริมในการปลูก เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

ในปัจจุบัน เจริญโชคไฮโดรโปนิกส์ ฟาร์มผักปลอดสารพิษ ของ คุณเจริญโชค ได้รับความสนใจจากชุมชนและหน่วยงานราชการต่างๆ โดยมีกลุ่มอาชีพจากที่ต่างๆ รวมทั้งส่วนราชการมาดูงานกันเป็นระยะๆ อีกทั้งบางหน่วยงานราชการหรือเอกชน ยังได้เชิญเจ้าของไปบรรยายให้ความรู้และสาธิตการปลูก ตลอดจนการดูแลบำรุงรักษาผักไฮโดรโปนิกส์อีกด้วย

สุดท้าย คุณเจริญโชค ฝากเชิญชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวเกษตรกรหรือผู้ที่ประกอบอาชีพอื่นให้หันมาปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ว่า ปัจจุบันนี้ ในเมืองที่มีประชากรหนาแน่น อย่างเช่น เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ต่างนิยมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เนื่องจากว่าเป็นผักที่สดและปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง มีรสชาติดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

มีพื้นที่น้อยหรือมากก็ปลูกได้ และเป็นผักที่เจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตได้เร็วกว่าการปลูกพืชผักในดิน ประมาณ 2 สัปดาห์ อีกทั้งยังประหยัดน้ำกว่าปลูกในดินถึง 10 เท่า ปลูกได้ทั้งในฤดูแล้งหรือนอกฤดูกาล ให้ผลตอบแทนที่สูง ไม่มีวัชพืชมารบกวน ประหยัดต้นทุนต่างๆ เช่น ค่าแรงงาน เพราะไม่ต้องเตรียมดิน ไม่ต้องยกร่อง ไม่มีค่าปุ๋ย ค่ากำจัดวัชพืช

และหากเกษตรกรท่านใด ต้องการมาศึกษาดูงานที่ฟาร์มผัก เจริญโชคไฮโดรโปนิกส์ ของคุณเจริญโชค ก็ขอให้ตรงไปตามที่อยู่ข้างต้น แต่ขอให้โทร.นัดหมายล่วงหน้าก่อน ที่หมายเลขโทรศัพท์ 064-840-1291 เพราะว่าบางวันต้องเดินทางไปเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานราชการ หรือภาคเอกชน ตลอดจนสถานศึกษาต่างๆ หากพี่น้องเกษตรกรมาโดยมิได้นัดหมายอาจจะไม่เจอ

“ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ” คุณเจริญโชค หรือ คุณอู๊ด กล่าว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ใครๆ ก็รู้ว่า เป็นแหล่งปลูกลำไยคุณภาพดีที่สำคัญแห่งหนึ่งของพื้นที่ภาคกลาง หนึ่งในลำไยสายพันธุ์ดีของอำเภอบ้านแพ้ว คือ “ลำไยพวงเพชรบ้านแพ้ว” เจ้าของสายพันธุ์คือ คุณวิรัช ปานบ้านแพ้ว อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 42/2 หมู่ที่ 5+1 ตำบลบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร

คุณวิรัช ปานบ้านแพ้ว เล่าว่า ผมได้ซื้อสายพันธุ์ลำไยพวงทองจากจังหวัดกำแพงเพชร และลำไยพันธุ์เพชรน้ำเอก จากจังหวัดอุตรดิตถ์ มาปลูกที่อำเภอบ้านแพ้ว ก็ได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ ผมได้ปลูกขยายพันธุ์เรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อ 10 ปีก่อน ได้ลำไยพันธุ์ลูกผสมที่เติบโตเร็ว แตกช่อยาว เปลือกผิวบาง ลักษณะผิวเนียน เนื้อแน่นมีกลิ่นหอม เนื้อสีชมพู รสหวานฉ่ำ เหมาะสำหรับรับประทานผลสด

คุณวิรัชเคยส่งลำไยพวงเพชรบ้านแพ้วเข้าประกวดในงานพืชสวนดีเด่นของจังหวัดสมุทรสาคร ปี 2555 ก็ได้รางวัลชนะเลิศมาครอง ปีต่อมาส่งประกวดอีกรอบ ก็ประสบความสำเร็จ กวาดรางวัลที่ 1-2-3 มาครองได้ทุกรางวัล ทุกวันนี้ ลำไยพันธุ์พวงเพชรบ้านแพ้ว กลายเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ของจังหวัดสมุทรสาคร ชาวสวนลำไยในอำเภอบ้านแพ้วหันมาปลูกลำไยพันธุ์เพิ่มขึ้นกว่าหมื่นต้นแล้ว

ลำไยพวงเพชรบ้านแพ้ว สมัคร MAXBET กลายเป็นหนึ่งในสินค้าดีของเด่นประจำจังหวัดสมุทรสาครไปแล้ว กิ่งพันธุ์ลำไยพวงเพชรบ้านแพ้วเป็นที่ต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดจันทบุรี ราชบุรี ปราจีนบุรี ลำพูน ฯลฯ โดยติดต่อขอซื้อกิ่งพันธุ์ลำไยจากคุณวิรัชไปปลูกขยายเชิงการค้าในอนาคต ปัจจุบัน สวนลำไยของคุณวิรัชผ่านการรับรองมาตรฐาน จีเอพี จากกรมวิชาการเกษตร และได้รับการยกย่องให้เป็นสวนลำไยตัวอย่างของจังหวัดสมุทรสาคร มีหน่วยงานภาครัฐและเกษตรกรแวะเวียนเข้าเยี่ยมชมสวนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่มีผลผลิตลำไยเข้าสู่ตลาด

คุณวิรัช ปานบ้านแพ้ว กับลำไยพวงเพชรบ้านแพ้ว ผลงานที่เขาภาคภูมิใจคุณวิรัชขยายพันธุ์ลำไยพวงเพชรบ้านแพ้ว โดยใช้วิธีการตอนกิ่ง เพราะเป็นวิธียอดนิยมที่ทำง่ายและได้ลักษณะต้นลำไยตรงตามพันธุ์ แต่การตอนกิ่งของคุณวิรัชมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร เพราะใช้ “กะปิ” เป็นตัวช่วย คุณวิรัชบอกว่า กะปิมีธาตุแคลเซียมในปริมาณสูง จะช่วยกระตุ้นให้รากลำไยงอกเร็วกว่าปกติ

หากใครสนใจเทคนิคนี้ ควรใส่ใจเลือกซื้อกะปิคุณภาพดีกันสักหน่อย เพราะกะปิที่วางขายในท้องตลาดทั่วไปบางยี่ห้อผสมเนื้อแป้งเข้าไปด้วย เมื่อนำไปใช้งานจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร เมื่อคัดกะปิคุณภาพดีได้แล้ว ให้เตรียมกะปิ 1 ส่วน ผสมกับเนื้อดิน 3 ส่วน ผสมคลุกเคล้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน หลังจากนั้นนำดินสูตรกะปิไปป้ายหุ้มกิ่งตอนที่เตรียมไว้เป็นอันเสร็จวิธี รออีกไม่นานก็จะได้กิ่งตอนคุณภาพดีไว้จำหน่ายต่อไป

การเตรียมแปลงปลูก

สวนลำไยพวงเพชรบ้านแพ้วแห่งนี้ ปลูกในลักษณะแปลงยกร่อง เนื้อที่ประมาณขนาด 3 วา 2 ศอก หรือประมาณ 7 เมตร สำหรับเกษตรกรหน้าใหม่ที่สนใจอยากปลูกลำไย คุณวิรัชแนะนำให้ขุดแปลงยกร่อง ให้มีขนาดใหญ่กว่านี้และขุดร่องน้ำให้ดิ่งลึก ประมาณ 8-9 เมตร การเตรียมแปลงปลูกลักษณะนี้จะช่วยให้ต้นลำไยเติบโตแข็งแรง เพราะได้รับน้ำอย่างเต็มที่