เสน่ห์ของทุเรียนพื้นเมืองโบราณได้พาทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน

เดินชมจุดรวบรวมพันธุ์ทุเรียนโบราณ ที่มีอายุการปลูก 40-50 ปี ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียนพันธุ์อีทุย ที่มีลักษณะเนื้อและผลเป็นรูปไข่ ผอ.ศิริพร กล่าวว่า ทุเรียนโบราณแต่ละสายพันธุ์ มีลักษณะแตกต่างกันเยอะ เช่น ขนาดผลเล็ก ผลกลาง ผลใหญ่ ลักษณะเนื้อสีเข้ม เนื้อสีอ่อน เรียกว่า สีใบลาน หรือเนื้อสีเหลืองเข้มก็มี

ทุเรียนพื้นบ้าน สายพันธุ์โบราณที่ปลูกในศูนย์แห่งนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มหายาก และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ทั้งสิ้น การเก็บรวบรวมพันธุ์ทุเรียนเหล่านี้ นักวิชาการของศูนย์ ต้องใช้เวลาและแรงกายแรงใจในการทำงานอย่างเต็มที่ เพราะเกษตรกรบางรายมีความหวงแหนสายพันธุ์ทุเรียนโบราณของตัวเองอยู่พอสมควร นักวิชาการต้องชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจการรวบรวมพันธุ์เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมทุเรียนในครั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอยู่ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อพวกเขาเข้าใจแล้ว ก็จะได้รับความร่วมมืออย่างดีในเวลาต่อมา

ทุกวันนี้ นักวิชาการของศูนย์ได้เดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อเก็บรวบรวมสายพันธุ์ทุเรียนจากแหล่งพันธุกรรมดั้งเดิม เช่น จังหวัดนนทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด อุตรดิตถ์ สุโขทัย กาญจนบุรี ภาคใต้ ก็เก็บรวบรวมพันธุ์จนถึงจังหวัดยะลาแล้ว หากเจ้าของสวนทุเรียนแห่งใดที่มีสายพันธุ์ทุเรียนโบราณปลูกอยู่และประสงค์บริจาคต้นพันธุ์ เพื่อให้ทางศูนย์เก็บรวบรวมสายพันธุ์ไว้ ก็ยินดีอย่างยิ่ง เพื่อร่วมกันอนุรักษ์พันธุกรรมทุเรียนพื้นบ้านของไทยให้คงอยู่เป็นมรดกแก่ลูกหลานต่อไป

ทางศูนย์มองว่า สายพันธุ์ทุเรียนของไทยคือ สมบัติของแผ่นดิน เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์หมอนทอง นับเป็นสินค้าส่งออกของประเทศ สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศจำนวนมหาศาลต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน เพราะทุเรียนพันธุ์หมอนทองให้ผลผลิตคุณภาพดี เหมาะสำหรับรับประทานสดและแปรรูป เกษตรกรนิยมปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองเป็นแปลงใหญ่ หากเราต้องการรักษาแชมป์การส่งออกทุเรียนของไทย ก็ต้องมีสายพันธุ์ทุเรียนที่ดีสำหรับใช้ปลูกเพื่อการค้า ดังนั้น พันธุกรรมทุเรียนโบราณของไทยไม่ต้องห่วงว่าจะสูญพันธุ์เพราะมีการปลูกสำรองไว้แล้ว

ทุเรียนพันธุ์โบราณคืนถิ่นเมืองนนท์

ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้ปลูกเก็บรักษาพันธุ์ทุเรียนกว่า 60 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมของจังหวัดนนทบุรีที่มีลักษณะเด่น เช่น พันธุ์การะเกด พันธุ์ย่ำมะหวาด พันธุ์จอกลอย พันธุ์เมล็ดในยายปรางค์ ฯลฯ ปัญหามหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 ได้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ปลูกทุเรียนของจังหวัดนนทบุรีกว่า 2,000 ไร่ เหลือรอดอยู่เพียง 40 กว่าไร่เท่านั้น

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี สถาบันวิจัยพืชสวน จึงได้เข้าไปเก็บกู้ยอดพันธุ์ทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมในตำบลบางศรีทอง ตำบลวัดชะลอ อำเภอบางกรวย ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ และตำบลไทรม้า ตำบลบางรักน้อย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งสามารถเก็บกู้ได้ 17 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์กบก้านเหลือง พันธุ์สาวน้อย พันธุ์กบตาเฒ่า พันธุ์ทองย้อยฉัตร พันธุ์กระดุมเขียว พันธุ์แดงรัศมี พันธุ์แดงรัศมี (สว่างจิตร) พันธุ์กบหัวสิงห์ พันธุ์ลวงหางสิงห์ พันธุ์กระเทยเนื้อเหลือง พันธุ์กบพวง พันธุ์กบสีนวล พันธุ์กบจำปา พันธุ์กบตาเหมย พันธุ์กำปั่นเจ้ากรม พันธุ์เจ้าเงาะ และพันธุ์กระดุมสีนาค

ทางศูนย์ได้ขยายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองดั้งเดิม จากโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และในส่วนที่เก็บกู้ระหว่างน้ำท่วม ส่งคืนให้กับเกษตรกรชาวสวนนนทบุรีมากว่า 25,000 ต้น ได้แก่ กบสุวรรณ กบแม่เฒ่า จอกลอย นกหยิบ กบชายน้ำ สาวชมเห็ด ยินดี กำปั่นขาว กบหน้าศาล กบตาขำ ย่ำมะหวาด ก้านยาวสีนาค เม็ดในยายปรางค์ ฝอยทอง อีงอน เขียวตำลึง กำปั่นพวง ก้านยาว เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูกทดแทนพื้นที่เดิมได้ประมาณ 1,000 ไร่

ผอ.ศิริพร พาพิธีกรรายการตลาดสดพระราม 4 เยี่ยมชมสวนทุเรียน ( ภาพจากศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี )

กระจายทุเรียนโบราณพันธุ์ดีสู่สังคม

ผอ.ศิริพร กล่าวต่อไปว่า ภารกิจการอนุรักษ์สายพันธุ์ทุเรียน ช่วยให้เรามีพันธุกรรมทุเรียนจำนวนมากและหลากหลายสำหรับใช้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ทุเรียนลูกผสมในอนาคต ที่ผ่านมาทางศูนย์จะปลูกขยายพันธุ์และกระจายพันธุ์ทุเรียนโบราณที่มีรสชาติดีจำนวนหมื่นต้นให้แก่เกษตรกรที่สนใจปลูกทุเรียนโบราณเชิงการค้า รวมทั้งแจกจ่ายพันธุ์ทุเรียนโบราณให้กับหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่มีประสงค์ปลูกทุเรียนโบราณเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ทุเรียนให้เกิดความหลากหลายด้วยเช่นกัน

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี มีศักยภาพในการผลิตต้นทุเรียนพันธุ์แท้ คุณภาพดี ปลอดโรคโคนเน่า และจำหน่ายกิ่งพันธุ์คุณภาพดีในราคาราชการ ซึ่งมีราคาถูกมาก เพียงแค่ต้นละ 25 บาท (ตลาดทั่วไปขายต้นละ 200 บาท) เพราะทางศูนย์ไม่ได้มองผลกำไรหรือขาดทุน แต่ต้องการกระจายพันธุ์ดีให้เกษตรกรนำไปปลูก

ผอ.ศิริพร กล่าวว่า ทุกครั้งเปิดจำหน่ายกิ่งพันธุ์ จะมีเกษตรกรเข้าคิวขอซื้อกิ่งพันธุ์ทุเรียนเป็นจำนวนมาก (จำกัดสิทธิ์การซื้อได้เพียงรายละไม่เกิน 25 ต้น) โดยเก็บรวบรวมรายชื่อเกษตรกรที่มาซื้อพันธุ์ทุเรียนโบราณทุกรายว่า ซื้อไปกี่ต้น นำไปปลูกที่ไหนบ้าง เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเรื่องการกระจายทุเรียนพันธุ์โบราณคุณภาพดี หากในอนาคต เกิดปัญหาเรื่องพันธุกรรมทุเรียน ทางศูนย์ก็จะได้มีข้อมูลว่าจะสามารถหาแหล่งทุเรียนพันธุ์ดีได้จากที่ไหนได้บ้าง

สำหรับปีนี้กรมวิชาการเกษตร ประกาศปรับราคาจำหน่ายกิ่งพันธุ์เพิ่มขึ้นเป็นต้นละ 50 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและไม่ให้แตกต่างจากราคาท้องตลาดมากนัก ทั้งนี้ ทางศูนย์จะเปิดจำหน่ายกิ่งพันธุ์ทุเรียนโบราณให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมความเคลื่อนไหวของศูนย์ได้ทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก “ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี” หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

เจออากาศแปรปรวน ผลผลิตทุเรียนมีน้อย

ผอ.ศิริพร กล่าวว่า โดยปกติ ทางศูนย์จะจัดกิจกรรมชิมทุเรียนพันธุ์โบราณ ประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รู้จักทุเรียนโบราณสายพันธุ์ต่างๆ เป็นประจำทุกปี แต่เนื่องจากปีนี้ ประสบภาวะอากาศแปรปรวน เจอฝนตกตลอด ในช่วงที่ต้นทุเรียนกำลังออกดอก ติดผล ทำให้ต้นทุเรียนติดผลน้อยมากในปีนี้ ผลผลิตที่ได้จะใช้เก็บข้อมูลงานวิจัยเป็นหลัก ส่วนกิจกรรมชิมทุเรียนพันธุ์โบราณคงต้องของดไปสักปีหนึ่งก่อน เชื่อว่า ปีหน้าแปลงปลูกทุเรียนของศูนย์น่าจะให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น จึงค่อยเปิดให้ชิมทุเรียนโบราณตามปกติ

สำหรับผู้สนใจเรื่องทุเรียนพันธุ์โบราณสามารถแวะเยี่ยมชมความมหัศจรรย์พันธุ์ทุเรียนโบราณหลากหลายสายพันธุ์ ของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีได้ในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ 2561” จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ณ บริเวณสกายฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 24-27 พฤษภาคม 2561

กระแจะ หรือ ทานาคา พบมากใน ประเทศพม่า ศรีลังกา บังกลาเทศ และอินเดีย ชื่อวิทยาศาสตร์ Naringi crenulata (Roxb.) ชื่ออื่น ขะแจะ ตุมตัง พญายา

เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3-8 เมตร กิ่งก้านมีหนาม ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 4-13 ใบ รูปวงรีแกมไข่สลับ กว้าง 1.5-3 ซ.ม. ยาว 2-7 ซ.ม. ก้านใบแผ่เป็นปีก ดอกช่อออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ผลสดรูปทรงกลม

สรรพคุณ แก่นใช้เป็นยาดับพิษร้อน ดองเหล้ากินแก้กษัย ลำต้นใช้ต้มน้ำดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น แก้อาการโรคผิวหนังมีผื่นคัน เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด คันมาก มักมีไข้ร่วมด้วย แก้ปวดตามข้อ ปวดเมื่อย เส้นตึง แก้ร้อนใน เปลือกต้นแก้ไข้บำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่นแจ่มใส

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ชาวสวนทุเรียน ที่จังหวัดปราจีนบุรี ปรับตัวใช้ตลาดนำการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ใช้ตลาดออนไลน์เข้ามาช่วยอย่างเหมาะสมทำให้เพิ่มมูลค่า รวมทั้งสามารถควบคุมการผลิตให้มีคุณภาพ มียอดขายเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้สวนผลไม้ของจังหวัดปราจีนบุรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นายมนัส ฮวดจึง ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ทุเรียน) อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับทุเรียนของ ศพก. ปราจีนบุรี เป็นทุเรียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพดี เนื้อแห้ง รสหวานมัน อร่อย

จึงมีลูกค้าขาประจำที่เป็นชาวปราจีนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงแวะเวียนมาซื้อผลผลิตถึงสวนทุเรียนที่เก็บจากในสวนจะถูกทำความสะอาดผล และคัดแยกตามความสวยงาม ขนาด และอัตราความแก่ของผลทุเรียนก่อนจำหน่าย ยิ่งใกล้วันที่ทุเรียนจะออกจะมีผู้มาเยือนเป็นจำนวนมาก และยังสามารถขายได้ในราคาดีกว่าทุเรียนทั่วไปอีกด้วย

“แต่ละปี สามารถสร้างรายได้กว่า 400,000 บาท และยิ่งเมื่อได้เทคโนโลยีเข้ามา ทางกลุ่มก็ปรึกษากันเริ่มใช้แนวทางในการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนเข้ามาเที่ยวชมสวนทุเรียน เพื่อโปรโมตให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกทางหนึ่งด้วย”

สภาพอากาศร้อนจัด และมีฝนตกในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพริกเตรียมรับมือการระบาดของโรคกุ้งแห้ง สามารถพบได้ในระยะที่ต้นพริกให้ผลผลิต มักพบบนผลพริกที่เริ่มสุกหรือก่อนที่ผลพริกจะเปลี่ยนสี

เริ่มแรกจะพบจุดหรือแผลช้ำยุบตัวเล็กน้อย ต่อมาแผลขยายใหญ่สีน้ำตาลหรือดำ ลักษณะเป็นวงรีหรือวงกลม บริเวณแผลพบส่วนของเชื้อราเป็นจุดสีดำขนาดเล็กเรียงเป็นวงซ้อนกันกรณีที่สภาพอากาศชื้น จะเห็นเมือกเยิ้มสีส้มอ่อน ถ้าอาการรุนแรง จะทำให้ผลเน่าและร่วงก่อนเก็บเกี่ยว หากพบอาการที่ผลอ่อน จะทำให้ผลพริกโค้งงอบิดเบี้ยวลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเริ่มระบาด ให้เก็บพริกที่เป็นโรคไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อไม่ให้แปลงปลูกมีความชื้นสูง ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค

หากพบว่าเริ่มมีการระบาดของโรค ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช อะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน

หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตพริกแต่ละรุ่นแล้ว เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชและเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคในแปลงไปเผาทำลายทิ้งให้หมด และควรจัดระยะปลูกพริกให้เหมาะสม ไม่ปลูกชิดกันเกินไป

ก่อนเพาะ ควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส นาน 20-30 นาที และควรเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าจากแหล่งที่ปราศจากโรค กรณีเก็บเมล็ดพันธุ์เอง ควรเลือกผลพริกที่ไม่เป็นโรค สำหรับในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรครุนแรง เกษตรกรควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรของเชื้อสาเหตุโรค

มะขามหวานพันธุ์ใหม่ “เพชรซับเปิบ”
รสชาติหอม หวาน เปลือกหนา และทนต่อเชื้อรา

คุณคนึง กองศรี อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 6 ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (087) 319-5210 เจ้าของสวนมะขามหวานพันธุ์ “เพชรซับเปิบ” ที่มารับช่วงสวนมะขามหวานต่อจากคุณพ่อ โดยคุณคนึง เล่าว่า มะขามพันธุ์ “เพชรซับเปิบ” มีอายุต้นกว่า 30 ปีแล้ว มะขามหวานต้นนี้เกิดจากที่คุณพ่อของตนเอง นำเมล็ดของมะขามหวานพันธุ์อินทผลัมมาเพาะเมล็ดแล้วนำต้นไปปลูกไว้ที่สวน ต่อมาพบว่ามะขามต้นดังกล่าวมีลักษณะที่ผิดแปลกกว่าต้นอื่น ฝักใหญ่และยาว รสชาติหวานหอม ไม่เหมือนกับมะขามหวานสายพันธุ์ที่รู้จัก และตั้งชื่อว่าพันธุ์ เพชรซับเปิบ และได้ขอรับรองพันธุ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คุณคนึง กองศรี อธิบายว่า ลักษณะเด่นมะขามหวานพันธุ์ใหม่ “เพชรซับเปิบ” คือ ฝักมีความยาวมาก โดยถ้าฝักมีความสมบูรณ์และต้นมะขามได้อายุ ฝักจะมีความยาวเฉลี่ย 15-18 เซนติเมตร ฝักมีความโค้งเล็กน้อย ฝักมีสีน้ำตาลอ่อน เนื้อมีสีน้ำตาลเข้ม เนื้อมาก เนื้อเหนียวนุ่มหนึบ มีรสชาติหวานหอมเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมาก (ซึ่งการันตีจากการได้รับรางวัลในงานประกวดมะขามหวานประจำปีของจังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างในปี 2561 มะขามหวานเพชรซับเปิบ ก็คว้ารางวัลที่ 1 ในประเภทมะขามหวานสายพันธุ์อื่นๆ ที่ต้องไปแข่งขันกับผู้ที่ส่งเข้าประกวดกว่า 50 ตัวอย่าง)

มะขามหวานพันธุ์ “เพชรซับเปิบ” ยังมีการออกดอกและติดผลดก เปลือกจะค่อนข้างหนา ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี ในเรื่องของการทนต่อการขนส่ง เปลือกมะขามไม่กรอบแตกหรือหักได้ง่าย

จุดเด่นอีกข้อที่สำคัญคือ เป็นสายพันธุ์มะขามที่ทนต่อเชื้อรา มีความเสี่ยงเรื่องเชื้อราน้อยมาก ถ้าเทียบกับมะขามหวานสายพันธุ์อื่นๆ ที่เมื่อผลผลิตเริ่มสุกแก่จะเก็บได้ ถ้ามีฝนหลงฤดูตกลงมาซึ่งมักจะเกิดขึ้นทุกปี มักจะสร้างความเสียหายให้มะขามหวานอย่างมาก เนื่องจากความชื้นจากฝนจะทำให้เชื้อราเกิดขึ้นง่ายกับเนื้อมะขามหวานที่มีความหวานสูงได้

ยกตัวอย่าง มะขามหวานประกายทอง ที่มีลักษณะประจำพันธุ์คือ เปลือกบางมาก การเก็บเกี่ยว การขนย้าย ต้องมีความระมัดระวัง หรือเมื่อเจอฝนตกช่วงที่ฝักมะขามหวานกำลังจะสุก มักจะสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก เนื่องจากส่วนหนึ่งเปลือกมะขามมีความบางทำให้น้ำหรือความชื้นผ่านเข้าไปในฝักได้ง่ายนั่นเอง แต่มะขามหวานเพชรซับเปิบมีความได้เปรียบเรื่องของเปลือกที่หนา ทำให้เรื่องปัญหาเชื้อรามีน้อยมากนั่นเอง คุณคนึง อธิบาย

คุณคนึง เล่าว่า ตอนนี้ครอบครัวตนเองทำสวนมะขามหวานเป็นหลัก มีพื้นที่ปลูกรวมประมาณ 40 ไร่ ก็ปลูกมะขามหลากหลายสายพันธุ์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ในแต่ละยุคก็จะมีมะขามหวานสายพันธุ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดก็ต้องหาซื้อมาปลูกตามนิสัยของเกษตรกร เช่น พันธุ์ประกายทอง สีทอง สีชมภู

และที่เน้นปลูกมากเป็นพิเศษคือ สายพันธุ์ “เพชรซับเปิบ” ที่เป็นสายพันธุ์ของครอบครัว ซึ่งราคาผลผลิตค่อนข้างดีกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ในขณะนี้คือ ขายรวมไม่คัดฝัก กิโลกรัมละ 100-150 บาท แต่ถ้าแบบคัดเกรดฝักสวย ก็ราคาสูงขึ้น คือ 150-300 บาท มีลูกค้าที่เคยรับประทานสั่งจองมาล่วงหน้าทุกปี

มะขามหวาน “เพชรซับเปิบ” หลังจากปลูกได้ 4-5 ปี ก็จะเริ่มให้ผลผลิตเหมือนกับมะขามหวานสายพันธุ์อื่นๆ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลของเกษตรกรด้วย อย่างปีที่ 4 ก็อาจจะให้ผลผลิตไม่มาก 5-10 กิโลกรัม ต่อต้น และรูปทรงของฝักก็จะไม่ค่อยยาวสมบูรณ์มากนัก แต่ในปีที่ 5-6 ก็จะดีขึ้นตามลำดับ ทั้งผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวและรูปทรงของฝักก็จะสวยสมบูรณ์ตามสายพันธุ์

การดูแลรักษามะขามหวาน

คุณคนึง อธิบายว่า การให้น้ำ ถึงแม้ว่ามะขามจะเป็นพืชที่ทนความแห้งแล้งได้ดีก็จริง แต่ควรที่จะได้มีการเตรียมการเรื่องน้ำด้วยในระยะปลูกใหม่ๆ หากฝนไม่ตกหรือตกน้อย จำเป็นต้องรดน้ำทุกๆ วัน ประมาณ 1 สัปดาห์ จนกว่าต้นจะตั้งตัวได้

จากนั้นจึงเว้นเวลาการรดน้ำให้ห่างกว่าเดิม อาจจะเป็น 3 หรือ 7 วัน ต่อครั้ง โดยปกติพออายุ 1 ปี ก็หยุดการให้น้ำได้ สำหรับมะขามหวานที่โตแล้วพร้อมที่จะติดฝัก ธรรมชาติหรือนิสัยของมะขามต้องการพักตัวมาก หรือให้การกระทบแล้งจัดๆ ตลอดฤดูร้อน แล้วได้น้ำได้ฝนเต็มที่ตลอดฤดูฝน เก็บฝักหน้าหนาว ถึงต้นหน้าแล้ง แล้วพักตัวหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เช่นนี้

ดังนั้น การให้น้ำมะขามจึงต้องทำให้สอดคล้องกับวัฏจักรดังกล่าว คือเมื่อมะขามหวานแตกใบอ่อน หรือก่อนแตกใบอ่อน (หลังผ่านการทิ้งใบหมดแล้ว) ช่วงนี้เป็นช่วงของการเจริญทางกิ่งและใบซึ่งต้องการน้ำมากอยู่ในระหว่างช่วงปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม

หากช่วงนี้ฝนไม่ตกจะต้องมีการให้น้ำอย่างเต็มที่ (หากเป็นสวนเก่าเคยมีการเก็บเกี่ยวมาแล้ว เมื่อเก็บเกี่ยวฝักเสร็จก็ปล่อยให้มะขามหวานพักตัวไม่ต้องรดน้ำจนกว่ามะขามผลัดใบหมดทั้งต้นแล้วผลิใบอ่อน)ช่วงนี้อย่าให้ขาดน้ำอย่างเด็ดขาด

หลังจากนั้นใบมะขามหวานจะเริ่มแก่และเริ่มออกดอก ขณะที่ออกดอกให้น้ำไปเรื่อยๆ พอดอกเริ่มบานควรลดการให้น้ำลงมา อาจรดวันเว้นวัน หรือหยุดให้น้ำสัก 2-3 วัน จนกว่าผสมเกสรติด จึงค่อยๆ ให้น้ำอีกครั้ง

การให้น้ำต้องค่อยๆ ให้ทีละน้อยไปก่อน อย่าปล่อยให้แห้งเกินไปแล้วรดน้ำทันทีทันใด เพราะจะทำให้ปรับตัวไม่ทัน ทำให้ดอกร่วงได้ หมายความว่าช่วงออกดอกนี้ถ้าขาดน้ำหรือน้ำมากไปทันทีทันใดก็เป็นเหตุให้ดอกร่วงได้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้มะขามที่ปลูกอยู่มักจะได้รับน้ำฝนธรรมชาติอยู่แล้ว (ปลายพฤษภาคม) พอเข้าปลายเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ฝนก็มักจะทิ้งช่วง จำเป็นต้องให้น้ำในระยะที่ออกดอกผสมเกสรและให้น้ำด้วย

จากการสังเกตพบว่า ถ้าปีใดฝนแรกมาช้า การพักตัวของมะขามหวานจะนาน การแตกใบอ่อนจะออกดอกช้ากว่าปกติ หรือถ้าฝนตกเป็นช่วงๆ มาตลอด ทำให้เกิดดอกขึ้นมาหลายรุ่น เป็นปัญหาต่อการรักษาดอกและฝักแต่ละรุ่นจะสุกแก่ไม่พร้อมกัน

ดังนั้น ในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ถ้าฝนไม่ตกหรือตกไม่เพียงพอ จำเป็นต้องให้น้ำอย่างเต็มที่ ช่วงต่อไปเป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างติดฝักอ่อน และตลอดช่วงของฤดูการเจริญเติบโตของฝัก ขณะที่ติดฝักอ่อนใหม่ๆ จะร่วงมาก

ดังนั้น ต้องให้น้ำมากเพื่อให้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย หมายความว่า หลังจากที่ดอกมะขามหวานผสมติดและเริ่มติดผลอ่อน จำเป็นต้องให้น้ำตลอดเวลาถ้าฝนไม่ตก ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝักร่วงหรือฝักแตก

เพราะหากปล่อยให้ขาดน้ำหรือให้น้ำไม่สม่ำเสมอพอเข้าช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม เป็นช่วงฝนใหญ่มา ทำให้ฝักมะขามได้รับน้ำมากเกินไปทันทีทันใด ฝักเกิดการขยายตัวไม่ทัน ทำให้ฝักแตกมาก โดยเฉพาะพันธุ์หมื่นจง แต่พอหลังจากติดฝัก เมล็ดเริ่มเปลี่ยนสีน้ำตาลเป็นสีดำ ให้หยุดการให้น้ำโดยเด็ดขาด ปล่อยให้ฝักแก่จัดไปจนถึงเวลาเก็บเกี่ยว

การใส่ปุ๋ยเพิ่มความหวาน

คุณคนึง แนะนำว่า จะเน้นการใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความหวานในช่วงที่เนื้อมะขามเริ่มเปลี่ยนสี หรือเรียกมะขามหมู (มะขามหวานระยะเนื้อกึ่งสุกกึ่งดิบ) โดยเลือกใส่ปุ๋ยเคมีที่มีสูตรตัวท้ายสูง เช่น สูตร 13-13-21, 8-24-24 (แต่มักจะมีการให้ปุ๋ย สูตร 8-24-24

เพราะจะช่วยให้ต้นได้สะสมไว้ก่อนพักต้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งต้นจะใช้สำหรับสร้างตาดอกในรุ่นปีการผลิตต่อไปด้วย) ที่จะช่วยเรื่องคุณภาพเนื้อและความหวานได้เป็นอย่างดี ระหว่างบำรุงผลกลางถึงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยว จะช่วยให้ต้นได้รับฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ การบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวด้วยสูตรเร่งหวาน ทั้งทางใบและทางรากก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวถ้าต้นได้รับไนโตรเจน (ปุ๋ย และน้ำ) มาก จะทำให้รสไม่หวานสนิทหรือติดเปรี้ยว เนื้อน้อยบาง รกมาก สุกช้า ผิวขรุขระ เปลือกหนาและสีเปลือกไม่สวย

ไม่ควรใส่ปุ๋ยคอกที่มีไนโตรเจนมาก เช่น มูลวัวเนื้อ มูลวัวนม มูลควาย เพราะจะทำให้ต้นได้รับไนโตรเจนมากจนเป็นเหตุให้ต้นเฝือใบ แตกใบอ่อนขณะออกดอกติดผล และมีรสเปรี้ยวได้

แนะนำให้ใส่ปุ๋ยคอกที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง เช่น มูลไก่ไข่ มูลไก่เนื้อ มูลนกกระทา แล้วเสริมด้วยมูลค้างคาว แต่ก็ไม่ควรใส่มากเหมือนไม้ผลอื่นๆ เพราะนอกจากยังมีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบอยู่บ้างแล้ว งานตัดแต่งกิ่งมะขามหวาน

คุณคนึง อธิบายว่า มะขามหวานเป็นไม้ยืนต้นที่มีใบขนาดเล็ก จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องใบทึบจนแสงแดดส่องเข้าไปในทรงพุ่มไม่ได้ กับทั้งเป็นไม้ผลประเภททิ้งใบแก่จัดเองหลังจากได้ใบอ่อนชุดใหม่เข้ามาแทนแล้ว ดังนั้น การตัดแต่งกิ่งจะกระทำก็ต่อเมื่อต้องการควบคุมขนาดและรูปทรงของทรงพุ่มเท่านั้น ซึ่งจะไม่นิยมตัดแต่งกิ่งหนักเหมือนมะม่วง เพียงตัดแต่งกิ่งในทรงพุ่มออกบ้างเท่านั้นก็เพียงพอ

หรือหากจำเป็นต้องตัดแต่งกิ่งจริงๆ ก็ให้ตัดแต่งเพื่อให้เกิดการแตกยอดใหม่ โดยตัดกิ่งกระโดง กิ่งในทรงพุ่ม กิ่งคดงอ กิ่งชี้ลง กิ่งไขว้ กิ่งหางหนู กิ่งเป็นโรคก็พอ มะขามหวานออกดอกติดผลจากกิ่งแขนงที่ออกมาจากกิ่งประธานทำมุมกว้างกับลำต้นได้ดีกว่ากิ่งแขนงที่ออกมาจากกิ่งประธานทำมุมแคบกับลำต้น

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม หรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว (ช่วงพักต้น) จะตัดแต่งกิ่งเลยก็ได้ แต่ตัดแต่งแล้วไม่ต้องให้น้ำ ปล่อยต้นให้กระทบแล้งตลอดเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม จนหน้าดินแตกระแหงอย่างนั้น กระทั่งถึงประมาณกลางเดือนพฤษภาคม (เริ่มหน้าฝน) จึงเริ่มบำรุงเรียกใบอ่อน ถ้าไม่มีฝนตกก็จะต้องให้น้ำแบบวันต่อวันพร้อมกับให้ปุ๋ยทั้งทางรากและทางใบ

หลังจากที่ต้นได้ผ่านความแห้งแล้ง (พักต้น) อย่างหนักมาก่อนแล้ว เมื่อได้รับน้ำและการบำรุงก็จะแตกใบอ่อนชุดใหม่ทันที นิสัยการออกดอกของมะขามหวานไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นหน้าฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ จะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

ปัญหาของมะขามหวาน คือโรคราในฝัก

เป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร ตอนที่เกษตรกรเก็บผลผลิตออกมาขาย แต่มะขามเป็นรา เมื่อผู้บริโภคซื้อไปแล้วเจอรา เกิดความไม่พอใจ พอเจอราก็ไม่ซื้อ ส่งผลให้เกษตรกรขายของไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้เกษตรกรไม่อยากปลูกต่อ มะขามหวาน พันธุ์ “ประกายทอง” เป็นพันธุ์ที่มีปัญหาเรื่องรามากที่สุด เนื่องจากเปลือกบาง รสชาติหวานจัด กลิ่นหอม เนื้อนุ่ม มีลักษณะเป็นทรายสีน้ำผึ้งออกทรายแดง เมล็ดเล็ก เยื่อหุ้มเมล็ดบาง

ออกดอกเดือนพฤษภาคม สามารถเก็บเกี่ยวฝักได้ประมาณปลายเดือนธันวาคม ด้วยข้อเสียเรื่องเปลือกบาง อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อราหลังการเก็บเกี่ยวฝักต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หากเปลือกแตกจะทำให้เสียราคา

ฝักมะขามมีรก 3-4 เส้น ต่อฝัก ทำให้รับประทานยาก
และเนื่องจากเป็นมะขามที่มีฝักขนาดใหญ่ และติดฝักดกสม่ำเสมอจึงต้องให้ปุ๋ยอย่างเพียงพอเพื่อไม่ให้รสชาติเปลี่ยนแปลง จะพบได้ว่าเมื่อประกายทองออกมา ต้องมีรา จนกลายเป็นคำขวัญว่า ประกายทองดีต้องมีรา

มะขามหวานประกายทองเป็นพันธุ์ที่มีเนื้อเยอะสุด รสชาติหวานสุด และก็รามากสุด พันธุ์อื่นราไม่ขึ้นเพราะออกดอกช้ากว่า แต่พันธุ์ประกายทองออกดอกตั้งแต่หน้าฝน ไหลไปตามหยดน้ำบนกิ่งไปยังฝักมะขามเข้าทางขั้วผลหรือผ่านทางเปลือกฝัก เพราะฉะนั้นเกษตรกรจึงไม่สนใจพันธุ์นี้ หันมาปลูกพันธุ์อื่นแทน

แต่พันธุ์ประกายทองถ้าจะแก้ไขปัญหาคือ ใช้สารป้องกันและกำจัดโรคพืชที่เหมาะสม ซึ่งตัวที่ได้ทดลองและได้ผลดีที่สุดคือ “สารเเมนโคเซบ” วิธีใช้สารฉีดพ่นป้องกันกำจัดเชื้อราด้วยเมนโคเซบ (เช่น แมนเซท-ดี) ฉีดพ่นสารตั้งแต่ช่วงเริ่มออกดอก 1 เดือน ฉีดพ่น 1 ครั้ง ฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยวจะได้ผลค่อนข้างดีหรือตามความเหมาะสม

การเก็บฝักมะขามหวาน

คุณคนึง อธิบายว่า ต้องพิจารณาดูเป็นต้นๆ หรือเป็นฝักๆ ไป บางทีอาจจะแก่เก็บได้ไม่พร้อมกัน ฝักปลายๆ หรือด้านนอกพุ่มมักจะแก่ก่อนโดยสังเกตจากสีของฝัก ความเหี่ยวของก้านฝัก และลักษณะอื่นๆ ซึ่งต้องใช้ความชำนาญ หรือประสบการณ์ จะต้องเก็บทีละฝัก โดยใช้มีดหรือกรรไกรตัดออกจากต้น

นำฝักมะขามหวานที่เก็บได้ไปกองผึ่งตากแดดไว้สัก 2-3 วัน เพื่อให้ความชื้นในฝักมีอยู่พอสมควรลดลง จึงตัดแต่งก้านหรือขั้วฝักมะขาม แล้วบรรจุถุงตาข่ายหรือกล่องจำหน่ายได้ กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงระวังโรคแอนแทรคโนสบุกทำลายผลผลิตในช่วงร้อนชื้น

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงในทุกภาคของประเทศไทยว่า เนื่องจากในช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนตก สภาพอากาศร้อนชื้น ให้ระวังการเข้าทำลายของโรคแอนแทรคโนสมะม่วง โดยเฉพาะมะม่วงที่อยู่ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวและเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต

ซึ่งการทำลายของโรคเกิดได้กับทุกส่วนของมะม่วงและทุกระยะการเจริญเติบโต สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloesporioides Penz. อาการที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า คือ ที่ใบอ่อนจะเกิดแผลสีน้ำตาล ขอบแผลสีน้ำตาลเข้ม ขนาดแผลไม่แน่นอน เมื่อแผลขยายติดกันจะเกิดอาการไหม้ บิดเบี้ยว

บริเวณต้นอ่อนและกิ่งอ่อน ก้านช่อดอกจะพบจุดแผลหรือ
ขีดขนาดเล็กสีน้ำตาลแดงประปราย ขยายออกตามความยาว แผลบนต้นหรือกิ่งที่อ่อนมาก ๆ จะลุกลามทำให้กิ่งแห้ง เน่าดำทั้งต้น สำหรับบริเวณด้านบนของก้านช่อดอก จุดแผลมักขยายเชื่อมติดกัน เกิดอาการก้านช่อดำ กลีบดอกและผลอ่อนที่ถูกทำลายจะเป็นสีดำ และหลุดร่วง ผลแก่และผลสุกหลังเก็บเกี่ยวจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาลถึงดำ แผลยุบตัวลึกลงไปในเนื้อผลมะม่วง ขนาดแผลไม่แน่นอนและลุกลามอย่างรวดเร็ว บริเวณกลางแผลอาจพบเมือกสีส้ม

วิธีการป้องกันกำจัดนั้น Royal Online แนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนมะม่วงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง กำจัดวัชพืชภายในสวนให้สะอาด ตัดแต่งกิ่งมะม่วงให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทไดดี และตัดแต่งกิ่งก้านและใบที่เป็นโรคนำไปฝังหรือเผาทำลาย เพื่อไมให้เป็นแหล่งของเชื้อที่อาจแพรระบาด
ในสวนมะม่วงได้

กรณีจำเป็นต้องใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช สามารถเลือกพ่นสารกำจัดได้สองชนิด ได้แก่ ชนิดดูดซึม เช่น เบนโนมิล, คารเบนดาซิม, อะซอกซี่สะโตรบิน, ไธโอฟาเนท-เมทธิล และโปรคลอราช หรือชนิดที่ไมดูดซึม เชน คอปเปอรออกซีคลอไรด, แมนโคเซบ, โปรพิเนบ และแคปแทน โดยชนิดดูดซึมจะเหมาะสมสำหรับพ่นในช่วงฝนชุกหรือใกล้เก็บเกี่ยว เพราะช่วยลดปัญหาการเกิดผลเน่าได้

ส่วนในระยะอื่นควรพ่นสารสลับกันบ้างทั้งชนิดดูดซึม และชนิดไม่ดูดซึม เพื่อป้องกันการปรับตัวต้านทานสารกำจัดของโรคพืช ทั้งนี้ ให้ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชอัตราตามคำแนะนำในฉลาก รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคแอนแทรคโนสมะม่วง จัดเป็นโรคที่สำคัญในระยะใกล้เก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วง ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการส่งผลผลิตไปจำหน่ายทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ

โดยเฉพาะมะม่วงที่ใช้รับประทานแบบผลสุก และเปลือกบางจะถูกเชื้อเข้าทำลายได้ง่าย เช่น พันธุ์น้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากตลาดต่างประเทศ จึงขอให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนมะม่วงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการของโรค ให้รีบขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อหาทางควบคุมและดำเนินการป้องกันกำจัดทันที