เหตุผลที่เลือกปลูกกะหล่ำปลีไม่ปลูกกะหล่ำดอก เพราะกะหล่ำ

สามารถทิ้งไว้ในแปลงได้นาน เมื่อยังไม่ต้องการเก็บหรืออยู่ในช่วงผักราคาถูก ส่วนกะหล่ำดอก เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ถ้ายังไม่เก็บเกี่ยวดอกจะบานออกทำให้เสียราคา ส่วนผักคะน้าแมลงรบกวนมาก เนื่องจากไม่ใช้สารเคมี จึงเลี่ยงที่จะปลูกผักคะน้า
เข้าฤดูฝนปลูกพริก,โหระพา พริกที่ปลูกเป็นพริกขี้หนูพันธุ์ซุปเปอร์ฮอต ลำต้นสูง 70-80 เซนติเมตร ลำต้นแข็งแรง แตกแขนงกิ่งมาก มีทรงพุ่มกว้างปานกลาง ติดผลดกมาก ผลชูเหนือทรงพุ่ม ผลดิบสีเขียวถึงสีเขียวเข้ม เมื่อผลสุกเป็นสีแดงสด ผลยาว 5-7 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยว 80-90 วัน หลังจากย้ายกล้า ขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของแม่ค้าอย่างมาก

กุยช่าย ผักที่ทำรายงามอีกชนิดหนึ่ง เป็นพันธุ์ที่ได้มาจากสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย มีลำต้นยาวและอวบอ้วน ปกติกุยช่ายที่มีลำต้นใหญ่มักเป็นกุยช่ายอายุมากจะแข็งเหนียวและมีกลิ่นฉุน กุยช่ายจากสวรรคโลกมีลำต้นใหญ่ก็จริง แต่ไม่แข็งลำต้นนิ่ม เคี้ยวง่ายและไม่ค่อยมีกลิ่นฉุน เมื่อรับประทานสดหรือทำสุก หลังจากปลูก 2 เดือน ตัดต้นได้และตัดทุก 15 วัน เป็นที่ต้องการของแม่ค้าขายขนมกุยช่าย แต่ผลิตให้ได้น้อย เพราะปลูกไว้เพียง 2 แปลง ก็ปลูกมันเทศสายพันธุ์ใหม่จากญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา และตอนนี้กำลังขยายพันธุ์มะอึกไร้หนาม

รายได้จากการปลูกผัก ถึงแม้จะไม่มากแต่ก็ไม่ขัดสนนัก ซึ่งเขาก็ได้ทำบัญชีเก็บไว้จนพบว่าแต่ละเดือนจะมีรายได้ไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและฤดูกาล บางเดือนได้รับ 6,000 กว่าบาท แต่บางเดือนได้แค่ 2,000 บาท เป็นรายได้ที่พอเพียงและพอใจ นอกจากนั้นเขายังทำนาข้าวอีก 2 ไร่ อีกทั้งเมื่อมีเวลาว่างก็เขียนป้ายต่างๆ ตามแต่ชาวบ้านจะจ้างวาน เนื่องจากมีความสามารถในด้านการเขียนป้ายมาก่อน

ด้านชีวิตครอบครัว คุณสอาดแต่งงานกับสาวบ้านปงวัง ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง แล้วตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 คุณสอาดเป็นคนอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง มีลูกสาวคนเดียว เรียนเก่ง ลูกสาวจบปริญญาตรี อุตสาหกรรมเกษตร จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จบปริญญาโทวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบัน กำลังศึกษาปริญญาเอกที่ญี่ปุ่น เป็นเวลา 5 ปี ทั้งปริญญาโทและเอกได้รับทุนจากประเทศญี่ปุ่น

คุณสอาด มีปัญหาด้านสุขภาพ เข้ารับการผ่าตัด 2 ครั้ง เพราะเส้นเลือดหัวใจตีบ 5 เส้น จึงเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด (Early Retirement) เมื่อปี พ.ศ. 2555 ในวัย 54 ปี ในตำแหน่งนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ชำนาญการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดลำปาง

ทุกวันนี้ คุณสอาด คำทราย ดำรงชีวิตด้วยวิถีเกษตรพอเพียง เป็นแบบอย่างให้กับคนในหมู่บ้าน และเป็นแหล่งศึกษาให้กับผู้ต้องการเรียนรู้ ปรึกษาคุณสอาดได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 087-181-2178

ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่บริโภคข้าวเป็นหลักมาตั้งแต่แรกเกิดก็ว่าได้ แต่ไม่เคยทราบว่า ข้าวเปลือก 1 เกวียน เมื่อนำมาสีเป็นข้าวสารแล้วจะได้ข้าวสารกี่กิโลกรัม และอีกคำถามหนึ่ง ผมอยากทราบว่า ข้าวนึ่งที่ส่งออกไปขายต่างประเทศนั้น เป็นข้าวนึ่งเหมือนกับที่เรารับประทานกับลาบส้มตำหรือไม่ ขอคำอธิบายด้วยครับ

ตอบ คุณนิวัฒน์ มงคลกิตติพงษ์

ข้าวไทย เป็นข้าวเมล็ดยาว จัดเป็นชนิดอินดิกา (Indica Type) ซึ่งต่างกับข้าว ชนิดจาโปนิกา (Japonica Type) ซึ่งเป็นชนิดเมล็ดป้อม และสั้น มีปลูกมากในเขตอบอุ่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ทางตอนเหนือบางมณฑล

ข้าวไทย เป็นข้าวชนิดเมล็ดยาวเรียว เมื่อผ่านกระบวนการขัดสี จะได้ต้นข้าวเพียง 66 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ รายงานไว้ว่า ข้าว 1 เกวียน หรือข้าวเปลือก 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน นำมาแปรรูปแล้วได้เนื้อข้าว เฉลี่ย 660 กิโลกรัม นอกจากนั้น เป็นรำข้าวขาว รำข้าวกล้อง และแกลบ ในปริมาณ 80, 30 และ 230 กิโลกรัม ตามลำดับ ส่วนข้าวชนิดจาโปนิกา แปรรูปแล้วจะได้ต้นข้าวมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเป็นเมล็ดข้าวที่สั้นและป้อม เมล็ดจึงแตกหักน้อยกว่าข้าวชนิดอินดิกา รวมทั้งข้าวไทยของเราด้วย

กลับมาที่ข้าวนึ่ง ข้าวนึ่งชนิดที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ ส่วนใหญ่ส่งไปจำหน่ายที่ศรีลังกา บังกลาเทศ และประเทศแอฟริกาบางแห่ง ภาษาทางวิชาการ รวมทั้งทางธุรกิจ เรียกว่า พาบอยล์ไรซ์ (Paboil Rice) ข้าวประเภทนี้เริ่มจากนำข้าวเปลือกที่เปียกน้ำ มีความชื้นสูง

หลังจากผึ่ง หรือตากแห้งแล้ว เนื้อแป้งจะแตกหัก หรือร้าว หากนำไปขัดสีทันทีข้าวจะหักป่นเสียหาย ขายไม่ได้ราคา จึงต้องนำไปนึ่งด้วยไอน้ำ ด้วยอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นกระบะ รูปร่างและขนาดคล้ายรถปิกอัพของญี่ปุ่น ส่วนพื้นปูด้วยตะแกรงตาข่ายเหล็ก ให้ไอน้ำผ่านได้ แต่ป้องกันไม่ให้เมล็ดข้าวหล่นจากกระบะ ตั้งไว้เหนือหม้อต้มน้ำ ขนาดใกล้เคียงกัน รักษาอุณหภูมิไว้ที่ 100-120 องศาเซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 30-45 นาที อุณหภูมิไอน้ำระดับนี้ช่วยให้เมล็ดข้าวที่แตกหักให้เชื่อมกลับมาเป็นเนื้อเดียวกัน

แต่ข้อเสียทำให้กลิ่นสาบของเปลือกข้าวซึมซับเข้าในเนื้อข้าว อีกทั้งสีของเมล็ดข้าวจะคล้ำลงไปจนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน หลังจากแปรรูปมาเป็นข้าวสารแล้ว ข้าวนึ่งชนิดนี้กลุ่มประเทศแขก หรืออินเดียน คอนติเนนตัล (Indian Continelton) นิยมบริโภคกับแกงกะหรี่ คาดเดาเอาว่า กลิ่นแกงจะกลบกลิ่นสาบของข้าวลงก็เป็นได้ แต่คนไทยเราไม่ยอมนำมาบริโภคอย่างแน่นอน

อยากเล่าให้ฟังครับ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2520 ผมมีโอกาสไปฝึกอบรมระยะยาวเรื่องข้าวญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 ปี มีอยู่วิชาหนึ่ง มีการทดสอบความชอบของข้าวแต่ละพันธุ์ (Paratability test) คือมีตัวอย่างข้าวที่หุงแล้วหลากหลายพันธุ์ โดยไม่ระบุชื่อ แต่จะมีรหัสตัวเลขกำกับไว้

ผลการทดสอบปรากฏว่า ชาวอินเดียนคอนติเนนตัล โหวตให้ข้าวนึ่งว่าเป็นข้าวที่พวกเขาชอบมากที่สุด ส่วนคนญี่ปุ่นไม่ชอบข้าวที่มีกลิ่น เช่น ข้าวพันธุ์ดอกมะลิ 105 เขาบ่นว่ามีกลิ่นแรงไป ข้อมูลทั้งหลายญี่ปุ่นเก็บไว้ในสมองหมดแล้ว ถ้ามาทดสอบที่ประเทศไทย คงเกิดปรากฏการณ์ข้าวพันธุ์เขย่งให้เห็นเป็นแน่แท้

ตำราเคลื่อนที่ด้านเศรษฐกิจพอเพียง อย่าง คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ ปราชญ์ของแผ่นดิน จังหวัดระยอง หรือเรียกกันว่า ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ในวัย 66 ปี นับเป็นแบบอย่างที่ดีงามสำหรับผู้คนในยุคนี้ ในยุคที่ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย” เหลือเพียงแต่พระราชปณิธานและพระราชดำริ รวมทั้งพระราชดำรัสอีกจำนวนมาก ให้พสกนิกรชาวไทยได้ปฏิบัติเพื่อความผาสุกและความร่มเย็น ซึ่งผู้ใหญ่สมศักดิ์ได้เดินตามรอยพ่อในทุกมิติ จนประสบความสำเร็จ และมีวันนี้ได้เพราะน้อมนำพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้อย่างจริงจัง ทั้งศึกษาภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้รู้อย่างถ่องแท้

เพราะหากนำพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ จะพบว่า “ความรวย” อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และใครๆ ก็รวยได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง โดยผู้ใหญ่สมศักดิ์แนะทางรวยตามวิถีพึ่งพาตนเอง โดยให้เริ่มต้นทำเรื่องของตัวเองก่อน และต้องทำตัวเองให้รอด จึงจะแบ่งปันผู้อื่นได้

“แต่ก่อนจะทำเรื่องของคนอื่น แต่ทำไม่ได้ เพราะเข้าใจไม่ตรงกัน ผลสุดท้ายก็กลับมาทำเรื่องของตัวเอง เอาตัวเองให้รอด พอตัวเองเริ่มรอด แต่กว่าจะรอดก็นาน เพราะมีอะไรต้านเยอะแยะ บางทีทำอะไรที่เราว่าดี คนนั้นเขาว่าไม่ดี บางทีคนที่ว่าไม่ดี เขามีอำนาจ เขามีพลัง จนเราไม่สามารถทำตรงนั้นได้ ผลสุดท้ายก็ถอยออกมา ถอยออกมานอกกรอบมาทำเอง เริ่มจากการพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน มีเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงทรงตรัสไว้ 2 ขั้น คือ 1. ขั้นพื้นฐาน และ 2. ขั้นก้าวหน้า หลักเศรษฐกิจพอเพียงมีเท่านี้ ให้พึ่งพาตนเอง ย้ำว่า อย่าข้ามขั้น ให้เดินทีละก้าว ให้กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง” ผู้ใหญ่สมศักดิ์อธิบายและบอกต่ออีกว่า

“แต่ส่วนใหญ่จะข้ามขั้น แต่ฉันไม่ข้ามขั้นนะ ฉันทำจนขั้นพื้นฐานสำเร็จ พอขั้นพื้นฐานสำเร็จแล้ว ขั้นก้าวหน้ามาเอง เขารออยู่แล้ว ขั้นก้าวหน้า อยากได้เงิน เงินก็มา อยากได้ทอง ทองก็มา อยากได้เพื่อน เพื่อนก็มา แต่ต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ขั้นพื้นฐานต้องแน่นก่อน และขั้นพื้นฐานที่ว่า มันมีอะไร เกี่ยวกับดินและน้ำ สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา เริ่มจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ อาหาร อยากกินพริกปลูกพริก อยากกินมะเขือก็ปลูกมะเขือ ง่ายจะตาย ไม่ต้องไปคำนึงว่าจะลงทุนเท่าไร”

“บางคนจะลงทุนก็ไปคำนึงว่า ไม่มีทุน มันไม่เกี่ยวกับทุนหรอก มันเกี่ยวกับปัญญา มีปัญญาหรือเปล่า ปัญญากับทุนมันคนละเรื่อง ทุนมันคือ สตางค์เป็นหนี้ แต่ใช้ปัญญาไม่เป็นหนี้ พริกเม็ดหนึ่งเพาะได้ตั้งกี่ต้น และพริกเม็ดต้องซื้อไหม ไม่ต้องซื้อหรอก ต้องใจเย็นๆ ทำเรื่องนี้ต้องใจเย็น อย่าใจร้อน ก็ใจร้อนปลูกพริก ได้กินไม่กี่วัน”

“ขั้นตอนง่ายๆ มีนิดเดียว ถ้านึกไม่ออกว่าจะปลูกอะไรก่อน เขามีตำราอยู่ว่า ลองคิดจะปลูกต้นไม้ให้ได้วันละ 10 ต้น วันนี้คิดไม่ออก ปลูกมะพร้าว 10 ต้น พรุ่งนี้คิดไม่ออก ลองปลูกกะเพราสัก 10 ต้น ปลูกตะไคร้ 10 ต้น มะรืนนี้คิดไม่ออก ปลูกพริก 10 ต้น ลองปลูกต้นไม้ให้ได้วันละ 10 ต้นๆ ปลูกทุกวัน ลองจด แล้ว 3 เดือน ได้กี่ต้น ปลูกต้นไม้ทุกวัน วันละ 10 ต้น 3 เดือน ไม่ต้องขอใครกิน พริกออกแล้ว มะเขือออกแล้ว มีกิน 3 เดือน” ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากการน้อมนำพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้จนประสบความสำเร็จ

ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับวิธีคิดของคนในประเทศไทย ซึ่งอาจทำให้การเริ่มต้นเดินหน้าใช้ชีวิต “พอเพียง” เป็นเรื่องยาก เพราะต้องเริ่มจากการปลูกต้นอะไรสักอย่าง ที่อยากปลูก และมีกำลังทำได้ อย่างเช่น พริก ปลูกง่าย แต่ไม่รู้มันปลูกกันไม่ได้ ไม่รู้ด้วยสาเหตุเพราะอะไร

“มีคนบอกไม่ให้ปลูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือคนบอกปลูกซะยาก แต่ปลูกง่ายจะตาย ปลูก 3 เดือน ทุกๆ วัน เหลือกิน ลองปลูกทุกวัน วันละ 10 ต้นๆ ทุกวัน อย่าหยุดน่ะ ปลูกสัก 6 เดือน เดินไปหิ้วไปไหนถือตะกร้าเต็ม ไม่ต้องไปขาย หิ้วไป มันมีคาถาในหลวงแจกไว้ว่า ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา ลองถือตะกร้าพริก มะเขือ เดินแจกไป ได้อะไรไม่รู้ คนแจกน่ะรู้ เพราะฉะนั้น อยากจะรู้ได้อะไร ลองแจกดู แต่อย่าหยุดปลูกนะ ปลูกทุกวัน วันละ 10 ต้น ครบ 1 ปี เมื่อไร คุณมีที่ 2 ไร่ 3 ไร่ เมื่อไร คุณไม่มีที่ปลูกหรอก”

“เพราะฉะนั้นก็ลองคิดดูว่า จะเลือกเอาพริกเหลือหนึ่งกิโลไปขาย หรือจะเอาพริกหนึ่งกิโลไปแจกเพื่อน แล้วใส่ถุงเพาะ ทั้ง 2 วิธี นี้เป็นปริศนาอยู่ แต่ผมเลือกเพาะ ผมไม่ขาย แจกพริกแล้วเพาะพริก เก็บไว้ทุกวันๆ เชื่อไหมหนึ่งปี มันเก็บพริกขากลับ มันก็ผ่านต้นพริก สตางค์มาเอง น้ำใจคนมันมี ในหลวงตรัสไว้เยอะแยะหมด ถ้าพื้นฐานทำ พื้นฐานเศรษฐกิจก้าวหน้าจะมาเอง” ผู้ใหญ่สมศักดิ์ แนะวิธีเริ่มต้นเป็นเศรษฐี แง่คิดยอดเยี่ยมของผู้ใหญ่

หลักวิธีคิดและวิธีการที่ผู้ใหญ่สมศักดิ์นำมาใช้นั้น เป็นหนึ่งในคาถาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับประชาชนคนไทยและคนทั่วโลก โดยเน้นว่า ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา ขาดทุนคือกำไร

“นี่เป็นคาถาของในหลวงทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมทำพื้นฐานแน่นแล้ว แต่หลังจากพื้นฐานแน่นแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 บอกว่า อย่าลืมเพื่อนที่อยู่ข้างเรา พยายามหามิตรเข้าไว้ วิธีหามิตรคือ การให้ ให้บ่อยๆ จะกลายเป็นบารมี ท้ายที่สุดวันนี้ ถ้าคนเอาตัวรอดแล้ว คนเดินเข้ามาหา ไม่ต้องเดินเข้าไปชวนมาเรียน มาศึกษา ถ้าเราเอาตัวรอด เขาจะเดินเข้ามาเอง แต่ถ้าเราคุยอวดดีเหลือเกิน เอาตัวไม่รอด ไปบังคับคนมาก็ไม่มา ในหลวงรัชกาลที่ 9 เลยตรัสเรื่องการพึ่งตนเอง ต้องพึ่งได้จริง คำว่า พอก็พอแล้ว แต่ต้องพอได้จริง” ผู้ใหญ่สมศักดิ์ บอกเล่าด้วยความอิ่มใจ

ฉะนั้น หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากจะทำให้เป็นคนรวยทางโลกแล้ว ยังรวยทางธรรม ได้หลักธรรมจากการทำเกษตรกรรมในแต่ละวัน อย่างที่ผู้ใหญ่สมศักดิ์ยกตัวอย่างการปลูกพริก แค่เรื่องเดียว ได้ทั้งเรื่องการให้ การรับ ความพอในหัวใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายคนไทยยุคนี้อย่างมาก

“ทำเรื่องนี้ไม่มีความทุกข์ เพราะมันพอดี พอต้องดีด้วยน่ะ ต้องพอดี พอดี อย่ามากจนเกินไป อย่าน้อยจนเกินไป อย่าให้คนอื่นซะตัวเองเดือดร้อน หรืออย่าเอาคนอื่นซะตัวเองเดือดร้อน ต้องพอดีๆ นั้นแหละ คือความสุข ความสุขไม่ได้อยู่ที่สตางค์ แต่ความสุขอยู่ที่ใจ ทำยังไงใจถึงจะมีความสุข ก็เจอหน้าคนยิ้ม ไม่ใช่เจอหน้าบึ้ง และทวงหนี้ อันนั้นก็เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเจอคนต้องยิ้ม และคนยิ้มก็ต้องมีความสุขด้วยนะ ไม่ใช่เจอหน้ายิ้ม แต่หันหลังไปไม่มีจะกิน ไม่มีความสุขแล้ว เพราะฉะนั้น ทำตนเองให้มีความสุข หลังจากนั้นค่อยมองเพื่อนบ้าง” ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ทิ้งท้าย

พร้อมกับบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เจอหนทางแห่งความร่ำรวย แต่เมื่อเจอแล้ว ต้องเริ่มต้นทำ เพราะความร่ำรวยที่ว่านี้ก็คือ ความพอเพียงในหัวใจนั่นเอง ปลายเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องไปเดือนมิถุนายน เป็นช่วงฤดูของไม้ผลสีแดงออกสู่ตลาด รสชาติดี มีหลายสายพันธุ์ แต่ละพื้นที่ปลูกจะมีความโดดเด่นของรสชาติที่แตกต่างกัน ว่ากันว่า ผลไม้ชนิดนี้ชอบสภาพอากาศหนาวเย็น จึงจะให้ผลผลิตดี เช่นที่ จังหวัดเชียงราย เกษตรกรที่นำลิ้นจี่เข้ามาปลูกเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ก็เพราะเห็นว่า ราคาดี และสภาพภูมิอากาศมีความเหมาะสม

ที่ตำบลนางแล อำเภอเมือง ขณะที่สับปะรดนางแล และภูแล ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง คุณบัวขาว ขันจันทร์แสง ไม่ได้ปลูกสับปะรดเหมือนเกษตรกรทั่วไป แต่เป็นเกษตรกรรายที่ยังคงปลูกลิ้นจี่อยู่จนถึงปัจจุบัน และนำลิ้นจี่เข้ามาปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเป็นรายแรกๆ

“ปี 2518 เป็นปีแรกที่นำลิ้นจี่เข้ามาปลูก เพราะยุคนั้นราคาลิ้นจี่ค่อนข้างสูง จึงนำพันธุ์มาจากทางอำเภอแม่สาย และสภาพอากาศมีความเย็นต่อเนื่องเหมาะสมดี นำกิ่งพันธุ์มาปลูกบนพื้นที่ 4 ไร่ จากนั้นขยายพันธุ์จากกิ่งพันธุ์ที่เจริญเติบโตเอง แล้วนำไปปลูกเพิ่มบนพื้นที่อีกแปลง ทั้งหมด 15 ไร่”

สายพันธุ์ที่คุณบัวขาวนำมาปลูกมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ฮงฮวย โอวเฮียะ จักรพรรดิ และ กิมเจ็ง พันธุ์ฮงฮวย เป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตเร็ว ออกดอกออกผลง่าย ลำต้นสีน้ำตาลอมเทาและบิดเวียนซ้ายเป็นคลื่นยาวๆ ซึ่งเป็นลักษณะประจำพันธุ์นี้ ช่วงข้อบนกิ่งห่าง ยอดอ่อนมีสีเขียวอมแดงจางๆ ทรงพุ่มรูปไข่และลำต้นค่อนข้างสูง ใบยาวรี โคนใบกว้าง ริมใบบิดเป็นคลื่น ปลายใบไม่ค่อยแหลม ใบมี 3-4 คู่ ผลออกเป็นช่อยาว ลักษณะผลทรงยาวรีคล้ายรูปไข่ เปลือกสีแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย การให้ผลดกและค่อนข้างสม่ำเสมอไม่ค่อยเว้นปี แต่ข้อเสียของลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวยคือ เมล็ดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เปลือกบาง ช้ำง่าย และขั้วผลบาง ทำให้ผลร่วงง่าย

พันธุ์โอวเฮียะ เป็นพันธุ์ที่ชอบอากาศหนาวและความชื้นในดินสูง ลำต้นมีสีน้ำตาลแดง มักเป็นตะปุ่มตะป่ำ ง่ามกิ่งเป็นมุมแคบกว่าพันธุ์ฮงฮวย ยอดอ่อนมีสีแดงเข้ม ทรงพุ่มเกือบจะกลม ใบสีเขียวเข้มเป็นมันเกือบดำ มีใบ 2-3 คู่ โคนใบและปลายใบเรียวแหลม หากพับครึ่งจะทับกันพอดี ลักษณะของผลคล้ายรูปหัวใจ เปลือกสีแดงคล้ำ เปลือกเปราะ รสหวาน เนื้อหนา เมล็ดมีขนาดเล็ก ข้อเสียของพันธุ์นี้คือ ง่ามกิ่งเป็นมุมแคบ เพราะมุมยิ่งแคบกิ่งยิ่งฉีกง่าย

พันธุ์กิมเจ็ง เป็นพันธุ์ที่ชอบอากาศเย็นจัด การเจริญเติบโตช้า ทรงพุ่มเตี้ยจนเกือบแบน มีส่วนกว้างมากกว่าส่วนสูง มีระยะของลำต้นจากพื้นดินถึงพุ่มสั้นมาก ลำต้นไม่บิด ข้อของกิ่งก้านสั้นมาก มีกิ่งเล็กๆ มาก ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีขนาดสั้นและแคบ มีใบ 1-3 คู่ ยอดอ่อนมีสีใกล้เคียงกับพันธุ์โอวเฮียะ แต่ออกเป็นสีแดงซีดหรือสีชมพู ช่อไม่ใหญ่แต่สั้น ลักษณะผลค่อนข้างกลม การติดผลค่อนข้างยาก

พันธุ์จักรพรรดิ ผลโตมาก ออกดอกประมาณเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ผลแก่ปลายเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ขนาดผลกว้าง 4.4 เซนติเมตร ยาว 4.2 เซนติเมตร ผลหนัก 40-50 กรัม หนามไม่แหลม เปลือกหนา เมื่อแก่จัดสีชมพูแดง เนื้อผลหนา 1.1 เซนติเมตร เนื้อมีน้ำค่อนข้างมาก รสดีพอใช้ ความหวานประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์

ทั้ง 4 ชนิด ที่คุณบัวขาวเลือกสายพันธุ์มาปลูก ก็เพราะเป็นพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศเย็น จึงเหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ โดยปกติแล้วลิ้นจี่ก็มีการแบ่งสายพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการปลูกในภาคเหนือและภาคกลางเอาไว้

ระยะปลูกสำหรับลิ้นจี่ คือ 6×6 เมตร สำหรับพื้นราบ ส่วนบริเวณที่เป็นเนินเขา ระยะถี่มากขึ้นได้ เพราะเนินจะทำให้พุ่มต้นเหลื่อม จึงไม่มีปัญหาทรงพุ่มชิดกัน

การปลูกลิ้นจี่ ควรลงปลูกในช่วงเข้าสู่ฤดูฝน ให้เตรียมดินให้พร้อมหลังฝนแรกลง แล้วลงปลูกโดยไม่ต้องรดน้ำ ช่วงเข้าสู่ฤดูฝนจะเป็นช่วงที่ไม่ต้องรดน้ำและให้ธรรมชาติดูแลต้นลิ้นจี่เล็กไปก่อน เมื่อเข้าสู่ปีถัดไปของการปลูก ช่วงฤดูแล้งไม่จำเป็นต้องให้น้ำ ยกเว้นแล้งมากก็ให้น้ำบ้างนิดหน่อย และเตรียมปุ๋ยให้เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน 1 ครั้ง จากนั้นให้ปุ๋ยอีกครั้ง 3 เดือนถัดมา

ราวต้นมกราคม ลิ้นจี่จะเตรียมพร้อมแทงช่อดอก ยกเว้นฝนลงจะส่งผลให้ช่อดอกที่แทงออกมาไม่ติดผล แต่เปลี่ยนเป็นใบแทน

หากติดดอกดี ผลผลิตก็จะดีตาม สมัครเล่นคาสิโน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ คุณบัวขาว บอกว่า ลิ้นจี่จะติดผลผลิตดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศหนาวหรือเย็น ต้องมีสภาพอากาศหนาวหรือเย็นติดต่อกัน 100 ชั่วโมง หรือ 4-5 วัน ต่อเนื่อง ถ้าระยะเวลาอากาศหนาวหรือเย็นไม่ถึงตามนี้ ลิ้นจี่ก็ไม่ติดผล อาจจะมีพันธุ์ฮงฮวยที่ติดผลผลิตบ้าง เพราะเป็นพันธุ์เบา สภาพอากาศไม่ถึงกับหนาวก็ยังให้ผลผลิตอยู่ ส่วนพันธุ์จักรพรรดิ เป็นพันธุ์หนัก ถ้าอากาศไม่หนาวหรือเย็นติดต่อกันตามระยะเวลาที่กล่าวไว้ ก็ไม่ติดผลผลิตเลย ซึ่งการบังคับให้ลิ้นจี่ติดผลไม่สามารถทำได้

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทุกครั้ง ต้องตัดแต่งกิ่งและให้ปุ๋ย คุณบัวขาว พยายามให้ปุ๋ยหมักจากแกลบและขี้วัวที่หมักเอง พยายามเลี่ยงปุ๋ยเคมี เพื่อให้ดินได้รับสารอินทรีย์ หน้าดินไม่แน่นจนเกินไป และต้องตัดแต่งกิ่งให้ลิ้นจี่ทุกครั้งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต และให้ปุ๋ยอีกครั้งประมาณต้นเดือนมีนาคมที่ลิ้นจี่ติดผลขนาดเท่าหัวไม้ขีด

การให้ปุ๋ย ให้หว่านไปรอบทรงพุ่ม ระวังไม่ให้เกิดวัชพืชใต้ต้น เพราะจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของลิ้นจี่ “ช่วงที่ผลผลิตลิ้นจี่เก็บเกี่ยวได้ คือ ต้นเดือนมิถุนายน ราวปลายเดือนมิถุนายนก็ใส่ปุ๋ยรอบทรงพุ่ม และตัดแต่งกิ่งได้ เท่ากับ 1 ปี ให้ปุ๋ย 2 ครั้งเท่านั้น”

การให้น้ำ สวนลิ้นจี่ของคุณบัวขาว ดูที่สภาพดินเป็นหลัก หากช่วงแล้งก็ให้น้ำ 5 วัน ต่อครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง แต่ถ้าสภาพดินไม่แล้งจนเกินไป ก็ไม่จำเป็นต้องให้

โรคและแมลงศัตรูพืช โดยปกติลิ้นจี่เป็นพืชที่ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช คุณบัวขาว บอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ปลูกลิ้นจี่มากว่า 40 ปี พบแมลงศัตรูพืชไม่มาก ส่วนใหญ่ใช้สมุนไพรหมักฉีดพ่นก็กำจัดออกไปได้ ผลผลิตลิ้นจี่แต่ละต้น ปัจจุบันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป อากาศหนาวต่อเนื่องตามระยะเวลาที่ลิ้นจี่ควรให้ผลลดลง ทำให้ลิ้นจี่ไม่ติดผล หรือติดผลน้อยในพันธุ์เบา อย่าง พันธุ์ฮงฮวย แต่ปริมาณผลผลิตที่ได้อย่างน้อย 50-60 กิโลกรัม ต่อต้น

ปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่ลิ้นจี่ให้ผลผลิตมากที่สุด แต่เมื่อผลผลิตเก็บจำหน่ายได้ ไม่นานก็ขายหมด เพราะความต้องการลิ้นจี่ในตลาดมีสูง

“ช่วงฤดูกาลที่มีผลผลิต ต้องตื่นมาเก็บลิ้นจี่เวลา 6 โมงเช้า และมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับถึงสวน 9 โมงเช้า ราคาขายหน้าสวน กิโลกรัมละ 60 บาท แต่ถ้าคัดลิ้นจี่คุณภาพลงกล่อง ราคากิโลกรัมละ 700-800 บาท หลังเก็บลิ้นจี่มาแล้วต้องมีแรงงานสำหรับคัดผล ใน 1 ฤดูกาล ใช้แรงงาน 5 คน สำหรับให้ปุ๋ย รดน้ำ เก็บผลผลิตและคัดผล”