เห็ดแครง เป็นแหล่งโปรตีนทางเลือก แปรรูป-อบแห้ง ส่งออก

สร้างรายได้การเพาะเห็ดแครง สร้างรายได้ คำว่าเห็ดแครง หลายคนไม่รู้จัก เพราะเห็ดแครงถ้าสังเกตให้ดี จะเกิดได้ทุกภาคที่อยู่ในช่วงร้อนชื้น อยู่ตามขอนไม้ผุๆ แต่อาจจะไม่มีใครได้สนใจ ลักษณะดอกเห็ดจะบาง คล้ายเห็ดลม แต่มีขนาดดอกเล็ก อาจจะเป็นเพราะดอกเล็กนี่แหละที่หลายคนมองข้าม จะสนใจเห็ดที่มีขนาดใหญ่ เช่น เห็ดลม เห็ดกระด้าง เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เป็นต้น

เห็ดแครงมีรสชาติดีและมีคุณค่าทางอาหารสูง เพาะง่าย คุณสมบัติเหล่านี้แหละจึงมีการนำเห็ดแครงมาเพาะในโรงเรือน จากที่ขึ้นตามธรรมชาติ ก็นำมาเพาะในโรงเรือนและเลียนแบบธรรมชาติให้ใกล้เคียงที่สุด

คุณปริยะ ศิริกุล วัย 42 ปี ได้ชิมรสชาติเห็ดแครงและเกิดไอเดียว่า ถ้านำเห็ดแครงมาเพาะแล้วทำแปรรูปอาหาร ที่ทำให้คนที่กินมังสวิรัติได้แหล่งอาหารที่มีโปรตีนอยู่ด้วยระดับหนึ่ง จึงได้ทดลองเพาะและนำไปแปรรูปสร้างรายได้ครบวงจร แปรรูปเป็นอาหารสำเร็จรูป เช่น เห็ดแครงเสียบไม้ เบอร์เกอร์เห็ดแครง เป็นต้น

เริ่มต้นยังไม่มีคนเพาะมาก จนปี พ.ศ. 2018 อ.ต.ก. หรือองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร กับ สวทช.หรือสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เปิดการอบรม จึงมีการเริ่มเพาะมากขึ้น เห็ดแครงมีโปรตีน 17% เนื้อสัตว์มีโปรตีน 25% ถือว่ามีโปรตีนใกล้เคียงกันกับเนื้อสัตว์ มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในเห็ดแครงมีตัวยาและคุณค่าทางสมุนไพรต้านอนุมูลอิสระ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงคิดที่จะนำมาต่อยอดด้วยการเพาะและแปรรูป

“ที่ผ่านมาผมปลูกยางพาราเป็นหลัก แต่ความไม่แน่นอนของราคายางที่บางปีต่ำมาก บางปีสูงมาก ทำให้ผมไม่สามารถควบคุมรายได้ในแต่ละปี รวมไปถึงต้นทุนการลงทุนและกำไรค่อนข้างไม่สอดรับกับต้นทุน จึงทำให้เริ่มมองหาอาชีพเสริมด้านอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ จึงเป็นที่มาของการเริ่มต้นทำฟาร์มเห็ดแครง เพราะว่าการเพาะเห็ดแครงตามร่องสวนยางพารา เห็ดแครงชอบร้อนชื้น ไม้ยางพาราจะชอบขึ้นเป็นพิเศษ

เห็ดแครงขึ้นได้ดีตามแถบเอเชียใต้ แต่ก็จะให้ผลผลิตชุกในบางฤดูกาล เห็ดแครงจากธรรมชาติควบคุณปริมาณไม่ได้ จึงนำมาทำในโรงเรือนใช้ระบบควบคุมความชื้นจากเริ่มต้นจนถึงเก็บเกี่ยวใช้เวลาเพียง 28 วัน ใช้ระบบแบบสมาร์ทฟาร์มเข้ามาช่วยได้ผลตามแผนที่วางไว้ เดิมทำขายทั่วไป ขายทั้งเห็ดสด เห็ดอบแห้ง วิธีใช้เห็ดอบแห้งก็นำไปแช่น้ำคล้ายเห็ดหอม รสชาติใกล้เคียงกับเห็ดสด เช่น นำไปประกอบอาหารโดยใช้เห็ดแครงผสมกับขนุนอ่อน ขึ้นรูปเสียบไม้นำไปเป็นเห็ดย่างเสียบไม้ หรือสะเต๊ะ ทำให้มีรสชาติและรสสัมผัสคล้ายกับเนื้อสัตว์

เห็ดแครงมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 250 บาท จนถึงทุกวันนี้ราคายังดีเท่าเดิม แต่ถ้าเป็นเห็ดอบแห้งจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 1,200 บาท ประกอบกับในพื้นที่สามารถเพาะเห็ดแครงได้ในคุณภาพดี ส่งขายไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ เพื่อทดลองตลาดก่อน แต่ปรากฏว่าเห็ดแครงอบแห้งได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เพราะสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง”

หลังจากนั้นได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่หันมาเพาะเห็ดแครงกันมากขึ้น เพื่อทำเป็นรายได้เสริมในช่วงที่ไม่สามารถกรีดยางได้หรือในช่วงที่ราคายางตกต่ำ เมื่อเห็นช่องทางและมีประสบการณ์การเพาะเห็ดแครง รวมถึงปริมาณความต้องการที่มากขึ้น ผมและเพื่อนเริ่มร่วมมือกันก่อตั้งบริษัทขึ้นมา และเริ่มมองหาวิธีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเห็ดแครงให้มีความหลากหลาย รวมไปถึงเปิดสอนพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ที่สนใจเพาะปลูกเห็ดแครง จนสร้างเป็นเครือข่ายเกษตรกรเพื่อช่วยเหลือเรื่องความรู้และรับซื้อผลผลิตคืน เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันได้ โดยเริ่มจากการพิจารณาคุณสมบัติของเห็ดแครงที่มีความหนึบคล้ายเนื้อสัตว์ก่อน และมีสารอาหารประเภทโปรตีนสูง และต่อยอดโดยการคิดว่าเราจะสามารถทำอะไรกับคุณสมบัติพิเศษของเห็ดแครงได้บ้าง จนเป็นที่มาของการพัฒนา เป็นอาหารขึ้นรูป (Plant based Food) ในชื่อทางการค้าว่า มัดใจ (Mudjai)

“พอผมได้เข้าร่วมโครงการกับหน่วยงานรัฐ จึงทำให้รู้ว่าตลาดแพลนต์เบสฟู้ดในต่างประเทศกำลังโตมาก แต่ในขณะนั้นประเทศไทยยังไม่ได้มีการพูดถึงมากเท่าที่ควร และยังไม่มีการผลิตอาหารแปรรูปที่ขึ้นรูปหรือแพลนต์เบสฟู้ดขึ้นมาขายในประเทศเอง แต่เป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศเท่านั้น

ผมและทีมงานจึงจุดประกายแนวคิดว่าเราควรจะทำแพลนต์เบสฟู้ดจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่สามารถเสิร์ฟไปให้คนทั่วโลกได้ลองรับประทานได้ จึงเป็นที่มาของแบรนด์มัดใจ และได้เริ่มคิดสูตรที่จะนำเห็ดแครงมาพัฒนาเป็นโปรตีนทางเลือกให้แก่กลุ่มคนที่รับประทานมังสวิรัติ หรือวีแกน รวมไปถึงกลุ่มคนที่ดูแลสุขภาพ จากนั้นประมาณช่วงปี 2018 จึงเริ่มปล่อยผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ซึ่งพบว่าได้รับความนิยมค่อนข้างดี”

มารู้จักเห็ดแครง

เห็ดแครง หรือเห็ดตีนตุ๊กแก เป็นเห็ดที่ขึ้นได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย และงอกได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูฝนจะพบเห็ดแครงงอกตามวัสดุหลายชนิด เช่น ท่อนไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ใบหญ้า หรือแม้แต่กระดาษ โดยเฉพาะในภาคใต้ของประเทศไทย เพราะมีฝนตกมากกว่าในภาคอื่น

เห็ดแครงที่พบในภาคใต้ ส่วนใหญ่จะพบขึ้นอยู่บนท่อนไม้ยางพาราที่ตัดโค่น เมื่อท่อนไม้ตาย และเมื่อฝนตกลงมาจะมีเห็ดแครงขึ้นอยู่ตามธรรมชาติจำนวนมาก อยู่ตามท่อนไม้ที่ตายแล้ว ซึ่งเป็นเห็ดที่นิยมนำมาบริโภคกันเป็นจำนวนมากในพื้นที่ภาคใต้ เพราะเป็นเห็ดที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากกว่าเห็ดชนิดอื่นๆ เช่น โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ นอกจากนี้ เห็ดแครงยังมีสาระสำคัญ ที่ช่วยยับยั้งการอักเสบ มีผลต่อภูมิคุ้มกัน สารที่แสดงฤทธิ์ทางชีวภาพ 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มโพลิแซ็กคาไรด์ หรือกลัยแคน หรือเส้นใยอาหาร และกลุ่มไอโซพรีนอยด์ ซึ่งสารโพลิแซ็กคาไรด์ในเห็ดแครง มีชื่อว่า ซิโซฟิลแคน ซึ่งได้รับการพัฒนาเป็นยาต้านมะเร็ง

วิธีการเพาะเห็ดแครงอินทรีย์

ที่ฟาร์มเป็นการเพาะเห็ดแครงอินทรีย์ เริ่มจากการทำก้อนเชื้อเห็ดมีวัตถุดิบหลักสำคัญแค่ 2 อย่าง คือ ขี้เลื่อยยางพาราและรำละเอียด ผสมในสัดส่วน ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กิโลกรัม รำละเอียด 50 กิโลกรัม คลุกเคล้าวัตถุดิบให้เข้ากัน พรมด้วยน้ำสะอาดให้มีความชื้นพอเหมาะ ใส่อาหารเสริมและอาหารชีวภาพลงไปเพื่อให้ดอกเห็ดมีน้ำหนัก มีเนื้ออร่อย หลังจากได้ส่วนผสมแล้วบรรจุใส่ถุงพลาสติกเพาะเห็ด ขนาด 6.5×10 นิ้ว ประมาณ 3 ใน 4 ของถุง นำไปนึ่งในหม้อนึ่ง อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง นับจากน้ำเดือด เมื่อครบกำหนดเวลาพักไว้ให้เย็น ลำเลียงไปไว้ในห้องเขี่ยเชื้อ แล้วรีบใส่เชื้อ อย่าทิ้งไว้ให้เกิน 24 ชั่วโมง จะทำให้การปนเปื้อนของเชื้อสูง เห็ดแครงจะใช้เวลาบ่มก้อนเชื้อ 15-20 วัน เชื้อก็จะเดินเต็มก้อนจะมีสีขาวครีมทั้งก้อนเชื้อเห็ด พร้อมนำไปเปิดดอกในโรงเรือน

การแขวนก้อนเชื้อเห็ด เพื่อประหยัดต้นทุนและช่วยกระจายความชื้นได้ทั่วถึงกว่าชั้นวางสูงกว่าพื้น ประมาณ 20 เซนติเมตร โดยใน 1 แถว มัดก้อนเห็ดได้ 11 ก้อน ความยาวของเชือกจากราวแขวนสู่พื้นยาว 1.70 เมตร เป็นระดับที่กำลังพอดี ไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป หรือหากท่านใดสะดวกทำเป็นชั้นวางก็ได้ แต่ด้วยชั้นวางต้องใช้เป็นตะแกรงเหล็ก ถือเป็นการเพิ่มต้นทุน แต่ก็จะได้ถึงความสะดวก ง่ายต่อการบริหารจัดการ

การเปิดดอกเห็ด ใช้มีดกรีดถุงก้อนเชื้อเป็นแนวยาว 5-6 แนว แบบทแยง 3 วันแรกรดน้ำที่พื้นและผนังโรงเรือน เพื่อเพิ่มความชื้นในโรงเรือน เห็ดแครงเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอุณหภูมิ 30-35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80% ทำให้เห็ดแครงสามารถเปิดดอกได้ตลอดทั้งปี หลังจากกรีดถุงและรดน้ำพื้นให้ชื้น ประมาณ 2-3 วัน ดอกเห็ดจะเริ่มออกตุ่มดอกออกมาเรื่อยๆ หลังจากนั้น ประมาณวันที่ 6-7 ดอกเห็ดจะโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้ แนะนำให้ใช้มีดคมๆ เฉือนตรงโคนดอกเห็ดที่ดอกบานเต็มที่แล้วเก็บได้รุ่นแรก จะให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 80-100 กรัมต่อเห็ด 1 ก้อน

เห็ด 1 ก้อน ที่ฟาร์มจะเก็บผลผลิตแค่ครั้งเดียว เพื่อควบคุมคุณภาพของดอกเห็ด เนื่องจากครั้งแรกเห็ดแครงจะให้ผลผลิตดดอกที่ใหญ่ รับประทานแล้วจะรู้สึกถึงความกรุบกรอบ ดอกจะออกมาสวยเสมอกันหมดทุกก้อน แต่ถ้าไปเก็บรอบ 2 ข้อเสียคือ จะได้ดอกที่เล็กลง และจะเกิดปัญหาราดำ ราเขียว ตามมา เสี่ยงต่อการปนเปื้อน ซึ่งในลำดับถัดไปที่ฟาร์มจะนำก้อนเห็ดมาทำเป็นปุ๋ยมาใช้ในฟาร์มเกษตรอินทรีย์ต่อไป

นำไปแปรรูปเป็นอาหารมังสวิรัติ

เห็ดแครงมีรสสัมผัสที่เหนียวนิดๆ หนึบๆ เวลาเคี้ยวคล้ายเนื้อสัตว์ เห็ดแครงมีโปรตีน หรือเรียกว่าโปรตีนจากพืช ที่หลายคนชอบเรียกว่า เนื้อสัตว์เทียม บางคนแทบจะแยกไม่ออกว่าที่กินอยู่นั้นเป็นเห็ด ในตลาดต่างประเทศนิยมกินมังสวิรัติ หรือวีแกน ทางฟาร์มคุณปริยะจึงนำมาทำเป็นอาหารขึ้นรูป เช่น อัดแท่งใช้ไม้เสียบคล้ายหมูปิ้ง ทำสะเต๊ะ ทำไส้เบอร์เกอร์ มังสวิรัติ เป็นต้น ทางฟาร์มพยายามขึ้นรูปเป็นอาหารอย่างนี้เพื่อเป็นนโยบายขยายตลาดไปต่างประเทศ หรือเรียกว่า แพล้น เบส ฟู้ด (Plant based Food)

ที่ฟาร์มผมทำอาหารแปรรูปและขึ้นรูปเป็นกลุ่มอาหารแช่แข็งหรือโฟรสเซ่นฟู้ด ทางเราจะใช้เห็ดแครงผสมกับเนื้อขนุนอ่อน ที่เราได้ทดลองแล้วว่า เนื้อสัมผัสที่แปลกออกไปจากการบริโภคอาหารมังสวิรัติแบบอื่นๆ และยังมีแบบไม่ปรุงแต่งรสชาติ ไม่ใส่สี และไม่แต่งกลิ่น เน้นแบบธรรมชาติ แต่รสชาติใกล้เคียงกับเห็ดสด เพื่อให้ผู้บริโภคนำไปปรุงอาหารได้ตามใจชอบ

นอกจากนี้ ทางแบรนด์มัดใจยังได้ตระหนักถึงแนวการบริโภคของกลุ่มผู้รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ขณะนี้ไม่ได้ต้องการแต่เรื่องคุณประโยชน์แต่ต้องควบคู่ไปกับรสชาติที่ดี จึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมเพื่อให้มีความหลากหลายอย่างหมูปิ้งแพลนต์เบสไขมันต่ำที่ทางบริษัทมีการเสียบไม้ ปรุงให้รสชาติอร่อยเสมือนหมูปิ้งของจริง เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะคนที่เลือกรับประทานโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพ และให้แบรนด์ชุมชนไปได้ไกลในตลาดโลก

สำหรับการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์อาหารขึ้นรูปหรือแพลนต์เบสฟู้ดในตลาดทั่วๆ ไปนั้น ผมมองว่าสิ่งสำคัญคือการขายความจริงให้กับผู้บริโภคผ่านการส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานให้กับลูกค้า รวมไปถึงการนำเอาอัตลักษณ์ของพืชทางการเกษตรของประเทศไทยมาพัฒนาเป็นอาหารขึ้นรูปหรือแพลนต์เบสฟู้ดที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับมาตรฐานต่างประเทศ

นอกจากนี้ ทางฟาร์มยังเน้นการทำการกระจายรายได้สู่สังคม โดยการรับซื้อเชื้อเห็ดจากลูกฟาร์มในพื้นที่ เพื่อเกื้อหนุนให้เกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคงมากกว่าความเป็นอยู่ รวมไปถึงเป้าหมายในการผลักดันให้เห็ดแครงกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยอีกหนึ่งประเภท ที่จะมีบทบาทเข้ามาขับเคลื่อนมูลค่าสินค้าจากชุมชน โดยเฉพาะอาหารแปรรูปจากเห็ดที่มีรสชาติเป็นอาหารผสมผสานรสชาติที่เป็นอาหารนานาชาติมากขึ้น

ตามที่ทาง สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้เปิดเผยข้อมูลว่า พบของดีอำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี มีทุเรียนปลูกในพื้นที่น้ำกร่อย แม้ทุเรียนจะปลูกได้ทุกระดับความสูงจากน้ำทะเลได้ ระหว่าง 0-650 เมตร แต่ปกติทุเรียนไม่ชอบน้ำกร่อยและน้ำเค็ม เพราะจะทำให้ใบไหม้และยืนต้นตาย แต่ในที่สุดก็ได้ค้นพบเกษตรกรผู้ฉีกกฎธรรมชาติ สามารถปลูกทุเรียนในพื้นที่น้ำกร่อยได้อย่างมีคุณภาพ จนกลายเป็นจุดเด่นสร้างเอกลักษณ์ สร้างชื่อเสียงให้กับวงการทุเรียนเมืองจันท์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

คุณบุษบา นาคพิพัฒน์ อยู่บ้านเลขที่ 65/2 หมู่ที่ 14 ตำบลนายายอาม อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี เจ้าของสวนทุเรียนน้ำกร่อย เล่าให้ฟังว่า พื้นที่สวนทุเรียนตรงนี้เป็นที่มรดกตกทอดตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ของสามี ซึ่งตนและสามีเข้ามาเริ่มทำสวนอย่างเต็มตัว เมื่อปี 2540 เริ่มต้นจากงานที่หิน เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้เป็นน้ำกร่อยปลูกทุเรียนไม่ค่อยดี ประกอบกับการตลาดที่ยังไม่กว้างขวาง เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อตอน 20 กว่าปีที่แล้ว ล้งรับซื้อทุเรียนที่จันทบุรียังมีไม่มาก ผลผลิตมีเยอะเกินความต้องการของตลาด จึงต้องดิ้นรนเอาผลผลิตมาขายไกลถึงตลาดสี่มุมเมือง มาเปิดท้ายขายกันเอง ลำบากมากในตอนนั้น ใช้เวลาล้มลุกคลุกคลานอยู่ประมาณ 10 ปี จึงเริ่มมาคิดว่าจะต้องกลับมาปรับเปลี่ยนการตลาดใหม่ ประกอบกับที่พื้นฐานนิสัยเป็นคนชอบคุยชอบสื่อสารกับคนอยู่แล้ว จึงใช้ข้อดีตรงนี้หาลูกค้าคุยต่อเนื่องมาจนได้ลูกค้าประจำตามมาถึงสวน โดยตกลงราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด

แต่พอนานๆ ไปก็เริ่มรู้สึกว่าในเมื่อผลผลิตของเรามีคุณภาพ ทำไมต้องยอมให้พ่อค้ามากำหนดราคา จึงเริ่มเปลี่ยนมุมมองการตลาดใหม่ มีการเจรจาตกลงราคาซื้อขายกับพ่อค้าคนกลางใหม่ บนเงื่อนไขที่ว่าทางสวนจะเน้นตัดเอาเฉพาะทุเรียนที่มีคุณภาพให้ จะตัดเฉพาะทุเรียนแก่ที่มีอายุประมาณ 120-135 วัน เท่านั้น และถ้าเจอทุเรียนอ่อนสามารถเอามาเปลี่ยนได้เลย แต่ถ้าที่สวนตัดทุเรียนแก่ไปให้ทุกลูก ก็ต้องให้ค่าความแก่ จากเดิมสมัยก่อนทุเรียนราคากิโลกรัมละ 80 บาท ก็ขอขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท และลูกค้าต้องมารับเอง ซึ่งตนยึดหลักความซื่อสัตย์กับอาชีพมาตลอด ใส่ใจตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ไปถึงความพิถีพิถันในการเก็บเกี่ยว จึงทำให้มีลูกค้าประจำมายาวนานจากที่เคยมีเจ้าหลักอยู่ 4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ปากช่อง (นครราชสีมา) ชลบุรี ปราจีนบุรี ถึงปัจจุบันได้ขยายฐานลูกค้าไปถึง 10 จังหวัด และล่าสุดปีที่ผ่านมาที่สวนได้มีการขยายฐานการตลาดไปสู่ออนไลน์อีกด้วย

คุณบุษบา เล่าถึงที่มาของการเป็นเกษตรกรนักสู้น้ำกร่อยว่า สืบเนื่องจากพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่มรดกที่คุณพ่อสามียกให้ ซึ่งท่านก็ได้บอกก่อนแล้วว่า “พื้นที่พ่อยกให้ตรงนี้ ต้องระวังกันให้ดีนะ มันมีข้อเสียอย่างหนึ่งคือ เรื่องน้ำ น้ำมันเค็มนะ” ในตอนนั้นตนและสามีก็ยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร ว่าปัญหาน้ำเค็มจะส่งผลกระทบอะไรกับสวนบ้าง เพราะว่าเรายังไม่เคยเริ่มทำสวน จึงยังไม่รู้ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น แต่พอได้เริ่มลงมือทำ ก็ค่อยๆ ได้เรียนรู้แล้วว่าปัญหาน้ำเค็มนั้นจะส่งผลกระทบอะไรกับพืชบ้าง ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปลูกทุเรียนในพื้นที่น้ำกร่อยคือ ทุเรียนเริ่มเกิดใบไหม้และยืนต้นตาย จึงได้มานั่งวิเคราะห์ถึงปัญหาและวิธีแก้ไข ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อต่อสู้กับน้ำกร่อยและอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติให้ได้ด้วยการหมั่นสังเกตและทดลองจนสามารถปลูกทุเรียนในพื้นที่น้ำกร่อยได้ประสบผลสำเร็จ

เทคนิคการปลูกทุเรียนน้ำกร่อย
เจ้าของบอกว่า ที่สวนมีพื้นที่ปลูกทุเรียน จำนวน 2 แปลง ครั้งนี้ขอยกตัวอย่างแปลงปลูกทุเรียนน้ำกร่อย บนพื้นที่ 12 ไร่ ปลูกทุเรียนหลายสายพันธุ์ด้วยกัน เช่น หมอนทอง พวงมณี นกกระจิบ ก้านยาว ชะนี นวลทองจันท์ ปลูกแบบระยะชิด 1 ต้น ไว้ลูกได้ไม่เกิน 70-150 ลูก ต่างจากสวนทั่วไป ที่จะปลูกความห่างที่ 8×8 หรือ 9×9 เมตร ในตอนแรกที่ปลูกไม่ได้คิดว่ามันจะอยู่ได้ไหม แต่ด้วยความที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ แต่อยากปลูกทุเรียนให้ได้เยอะๆ ก็เลยเป็นที่มาของการปลูกทุเรียนระยะชิด ซึ่งการปลูกทุเรียนระยะชิดข้อดีคือได้ต้นที่เพิ่มขึ้น ผลผลิตก็เพิ่มขึ้น ปลูกถี่แต่ไม่เป็นโรครากเน่าโคนเน่า ด้วยที่ปลูกถี่และต้นสูงชะลูดเพื่อหาแสง ทำให้ต้นไม้ทิ้งกิ่งล่างเลย ทำให้แสงเข้ามาใต้ต้นได้เป็นอย่างดีและเกิดการถ่ายเทอากาศได้ดี ไม่อับแสง

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นผลดีกับทุเรียนอยู่แล้ว เพราะทุเรียนไม่ชอบที่อับแสงและอากาศทึบ แต่มีข้อเสียคือ ต้นสูงชะลูด ส่งผลให้การปีนขึ้นลงต้นทุเรียนแต่ละต้นต้องใช้กำลังมาก ทำให้เหนื่อยและหมดแรง จึงแก้ปัญหาด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้ลำไม้ไผ่มาพาดยึดกลางต้นทุเรียนเพื่อทำเป็นสะพานเดิน สำหรับไปยังทุเรียนอีกต้นรอบสวน เพื่อการเก็บเกี่ยวผลทุเรียนได้ง่ายขึ้น ทำให้มีการปีนขึ้นและลงต้นทุเรียนเพียงครั้งเดียว

วิธีการแก้ไขจัดการน้ำกร่อย
การตรวจวัดความเค็ม …ซึ่งต้องบอกไว้ตรงนี้เลยว่า การปลูกทุเรียนน้ำกร่อยไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่เกษตรกรต้องมีความใส่ใจหมั่นศึกษาวัดระดับเป็นประจำ เรื่องน้ำคือต้องรู้จังหวะน้ำด้วยว่า น้ำจะเค็มเมื่อไร การวัดระดับความเค็มจะต้องวัดทุกเดือน โดยเฉพาะในช่วงเดือน 4 เดือน 5 น้ำเค็มจากทะเลจะหนุนเข้ามาจนเป็นน้ำเค็ม ในช่วงนี้ต้องเฝ้าติดตามเป็นพิเศษ

“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการปลูกทุเรียนในพื้นที่น้ำกร่อยคือ น้ำที่มีความเค็มจะไปบล็อกธาตุอาหารบางส่วน ทำให้พืชไม่สามารถดูดกินธาตุอาหารได้เต็มที่ และด้วยความเค็มของน้ำ จะมีคลอไรด์ มีไนโตรเจนอยู่แล้ว เมื่อใส่ปุ๋ยเข้าไปอีกพืชก็ไม่สามารถที่จะกินอาหารได้อีก ในช่วงแรกตอนที่ยังไม่รู้เราก็ตะบี้ตะบันใส่ปุ๋ยอย่างเดียว แต่พืชมันกินไม่ได้เท่าที่ควรแล้วก็ไม่ได้งามอย่างคนอื่นเขา เพราะว่าเขาถูกบล็อกด้วยน้ำ แล้วพอการบล็อกด้วยน้ำเค็ม ธาตุอาหารต่างๆ ที่เราใส่ไปเขาไม่กินแล้ว เขาจะกินเฉพาะเท่าที่กินได้ ก็เลยทำให้เราเริ่มคิดว่า เอ๊ะ! นี่มันน้ำเค็ม น้ำกร่อย อย่างที่พ่อว่าจริงเหรอ เราก็ไปตรวจวัดค่าน้ำ ช่วงหน้าฝนน้ำไม่มีปัญหา แต่พอเข้าหน้าแล้งค่าความเค็มขึ้นอยู่ที่ 1 ppt ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว น้ำจืดจะมีค่าไม่เกิน 0.5 ppt ทีนี้เราก็ต้องหาวิธีแล้วว่า ทำยังไงที่จะลดความเค็มตรงนี้ไม่ให้ต้นทุเรียนตาย”

ซึ่งหลังจากที่ทราบถึงปัญหา ก็ทำการศึกษาค่าความเค็มต่อ ว่าต้องอยู่ในระดับไหน ทุเรียนถึงจะอยู่ได้ พื้นที่สวนตรงนี้อยู่ห่างจากน้ำทะเลประมาณ 3 กิโลเมตร ด้วยภูมิศาสตร์ตรงนี้จะเป็นรอยต่อร่องน้ำเค็มพาดผ่าน วัดค่าความเค็มได้ในระดับ 0.12-1 ppt ถือว่าอยู่ในค่าที่ยังสามารถแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่ค่าความเค็มขึ้นสูงถึง 3 ppt ตรงนี้ต้นทุเรียนจะไม่สามารถอยู่ได้ หรือถ้าอยู่ได้ก็ต้องมีน้ำธรรมชาติมารด แต่ต้องใช้เวลาฟื้นต้นนานเกือบ 2 ปี ซึ่งจากการที่ได้ศึกษาทดลอง พบว่าระดับน้ำที่ต่ำสุดในสระเป็นน้ำเค็ม ชั้นกลางเป็นน้ำกร่อย ส่วนชั้นบนจะมีสภาพจืดพอใช้ จึงนำมารดต้นทุเรียน แต่สิ่งสำคัญต้องรดน้ำเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น เพื่อไม่ให้ต้นทุเรียนที่มีระบบรากตื้นและไวต่อสารต่างๆ เกิดปัญหาใบไหม้จากการได้รับเกลือมากไป ซึ่งวิธีคิดนี้เกิดจากการสังเกตจากประสบการณ์ที่เคยทำมา

ใช้ธรรมชาติรักษาธรรมชาติ …คือการเก็บเศษวัสดุเศษกิ่งไม้ใบไม้ เลิกใช้ยาฆ่าหญ้า เปลี่ยนมาตัดหญ้าแทน นำทุกอย่างที่เก็บไว้เป็นอินทรียวัตถุมาสะสมอยู่ในสวนทั้งหมด เศษใบไม้ใบหญ้าจะเป็นตัวช่วยดูดซับความเค็มได้ส่วนหนึ่ง และสิ่งที่ช่วยดูดซับความเค็มได้ดีที่สุดคือ ต้นกล้วย
“เมื่อก่อนที่สวนจะปลูกกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า เต็มสวนไปหมด และพอตอนหลังก็เริ่มที่จะเอามังคุด ลองกอง เงาะ มาปลูก ให้พืชทุกอย่างอยู่บริเวณเดียวกัน มังคุดจะทนความเค็มได้ และก็ช่วยดูดซับน้ำก่อนที่จะไปถึงรากทุเรียนได้ด้วย และนอกจากนี้บริเวณรอบโคนต้นก็จะปลูกถั่วบำรุงดิน ให้เป็นอินทรียวัตถุคอยดูดซับน้ำอีกทาง แล้วก็ช่วยให้ดินไม่ต้องเอาไนโตรเจนมากไป เพราะถ้าดูดไนโตรเจนมากเกินไป แทนที่ช่วงที่จะได้ผล มันก็จะไม่ได้ผล ก็จะเป็นใบอย่างเดียว”

การเลือกใส่ปุ๋ย …ที่สวนจะใช้ปุ๋ยเคมีน้อยมาก เนื่องจากความเค็มของน้ำจะมีคลอไรด์ มีไนโตรเจนอยู่แล้ว เพียงแค่เติมฟอสฟอรัส กับโพแทสเซียมลงไปเสริม ซึ่งโพแทสเซียมในดินมีมากพอแล้วจากน้ำเค็ม ที่สวนก็จะใส่ปุ๋ยที่มีแคลเซียมไนเตรตอย่างเดียว คือสูตร 15-0-0 ถือเป็นข้อดีของน้ำกร่อย ช่วยประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยลงไปได้มาก

“จากปกติต้องใช้ปุ๋ยเคมีราคากระสอบละเป็นพันบาท แต่เรามาใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมัก อย่างมากก็ลิตรละ 50 บาท หรือปุ๋ยหมักก็ถุงละไม่กี่บาท ยิ่งถ้าเราทำเองเศษใบไม้ใบหญ้าเรามีเราก็ซื้อขี้ไก่มาใส่ สมมุติทำปุ๋ยตันหนึ่งเราซื้อขี้วัว ขี้ไก่ มาหมัก เต็มที่ก็ได้ประมาณตันหนึ่งพันกว่าบาท เราทำเบ็ดเสร็จใช้แรงงานเราเอง แต่ถ้าทำเคมีก็ตันละหมื่น ลดต้นทุนไปได้เยอะมาก”

ปริมาณผลผลิต
ก่อนหน้าที่จะประสบวิกฤตใบอ่อน ได้มีการคาดการณ์ผลผลิตของสวนไว้ว่า ปีนี้ทุเรียน 1 ไร่ จะต้องได้ผลผลิตประมาณ 50 ตัน แต่พอเจอวิกฤต คาดว่าผลผลิตอาจจะเหลือเพียง 35 ตัน แต่ถือว่าโชคช่วย เพราะราคาทุเรียนปีนี้แพงแน่นอน ซึ่งราคาทุเรียนในตลาดตอนนี้ หมอนทอง ราคาหน้าสวน กิโลกรัมละ 180 บาท กระดุม ราคากิโลกรัมละ 205 บาท ขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ และถ้าหากท่านใดอยากลิ้มรสทุเรียนน้ำกร่อยอร่อยสุดๆ ของที่สวนผลผลิตจะเริ่มออกช่วงปลายเดือนเมษายน-กรกฎาคม หรือหากท่านใดไม่สะดวกขับรถมาเอง ก็สามารถมากับทริปพิเศษ ตะลุยสวนผลไม้ให้อิ่มพุงกาง 1 ปี มีครั้งเดียว “เทคโนโลยีชาวบ้าน” อาสาพาทัวร์ตะลุยสวน “ชวนชิม & ช็อปผลไม้ จันทบุรี” วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564 นี้

โดยทุกท่านจะได้ลิ้มรสชาติของทุเรียนน้ำกร่อยอันเป็นเอกลักษณ์ สโบเบ็ต ใครได้รับประทานต้องร้องว้าว! กับรสชาติหวานกำลังดี เนื้อเหนียว ฟู เนื้อสุกสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ และยิ่งถ้าเป็นพวงมณีน้ำกร่อย กลิ่นจะคล้ายๆ ดอกไม้หอมมาก และนอกจากการที่จะได้ลิ้มรสชาติที่เหนือคำบรรยายแล้ว ผู้บริโภคยังได้รับคุณค่าทางอาหารสูง เนื่องจากดินน้ำกร่อยมีแร่ธาตุที่เป็นกำมะถันสูง ทำให้ทุเรียนน้ำกร่อยผลิตออกมาได้อย่างมีคุณภาพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทร. 080-778-6283 หรือหากท่านใดสนใจมากับทริปพิเศษ ตะลุยสวนผลไม้ให้อิ่มพุงกาง 1 ปี มีครั้งเดียว “เทคโนโลยีชาวบ้าน” อาสาพาทัวร์ตะลุยสวน “ชวนชิม & ช็อปผลไม้ จันทบุรี” วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564 สามารถสมัครจองที่นั่งก่อน แล้วโอนเงินท่านละ 1,800 บาท เข้า ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนประชาชื่น เลขที่บัญชี 193-079484-5 บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) Fax 02-580-2300 เลขที่ผู้เสียภาษี

ขอบพระคุณ คุณวรนุช สีแดง ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดระยอง ที่แนะนำเกษตรกร พร้อมทั้งประสานงานในการสัมภาษณ์

เกษตรกรมือใหม่มือเก่าหลายรายที่มั่นใจว่า ตัวเองมีฝีมือดีในการปลูกพืช เมื่อหันมาปลูกมะละกอ เจอปัญหาทั้งเรื่องการปลูกดูแลและการตลาด จนรู้สึกท้อถอยและตัดสินใจเลิกปลูกมะละกอไปในที่สุด ทำให้ “มะละกอ” ได้ชื่อว่า เป็นผลไม้ปราบเซียนมานักต่อนักแล้ว ดังนั้น การปลูกมะละกอจึงเป็นศาสตร์ที่จำเป็นต้องเรียนรู้ให้เข้าใจธรรมชาติของต้นมะละกอ ดูแลจัดการสวนอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี ตรงกับความต้องการของตลาด

มะละกอพันธุ์ ฮอลแลนด์…ไม้ผลยอดนิยม
มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ เป็นพันธุ์มะละกอที่นำมาจากประเทศฮอลแลนด์ เมื่อปี 2543 มีชื่ออื่นๆ ได้แก่ เรดมาราดอร์ ปลักไม้ลาย และเซซากิ แต่เกษตรกรไทยนิยมเรียกว่า มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย และเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมากโดยเฉพาะผลสุก เนื่องจากมีเนื้อสีแดงอมส้ม เนื้อหนา รสหวาน เปลือกหนา ทนทานต่อโรค ทนทานต่อการขนส่งให้ผลดก เนื้อแน่นแข็ง น้ำหนักดี รสชาติหวาน อร่อย ความหวานเฉลี่ย 11-13 องศาบริกซ์

หากมีการดูแลให้ปุ๋ยให้น้ำอย่างเหมาะสม มะละกอฮอลแลนด์จะให้ผลผลิตสูงมากถึงต้นละ 100 กิโลกรัม ตลอดอายุการเพาะปลูก หลังย้ายปลูก 9 เดือน ก็สามารถเก็บผลสุกมะละกอจำหน่ายได้ โดยเลือกเก็บเฉพาะผลที่สุก 5-10 เปอร์เซ็นต์ ผิวมีแต้มสีเหลืองปรากฏอยู่บนผล 2-3 แต้ม น้ำหนักผลอยู่ที่ประมาณ 0.8-1.2 กิโลกรัม ต่อผล มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์สามารถปลูกได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ ยกเว้นพื้นที่น้ำขัง ดินที่เหมาะสมควรเป็นดินเหนียวปนทราย