เห็ดแชมปิญอง มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศสล้างสารพิษ

ศูนย์วิจัยปากช่อง ได้ขยายกิ่งพันธุ์มะม่วงต่างประเทศไว้มากมาย เพื่อไว้จำหน่ายแก่ประชาชน แต่ประชาชนและชาวสวนมะม่วงให้ความสนใจกับพันธุ์มะม่วงต่างประเทศกันน้อย หรืออาจจะยังไม่ทราบกันว่าทางศูนย์วิจัยฯ มีกิ่งพันธุ์มะม่วงต่างประเทศ หรือเป็นเพราะรสชาติสู้มะม่วงไทยไม่ได้ จึงไม่สนใจ มะม่วงพันธุ์ต่างประเทศได้เปรียบที่ผลมีสีสวย แต่เนื้อเหม็นกลิ่นขี้ไต้เป็นส่วนใหญ่

2.เห็ดหูหนู มี 2 สี คือ เห็ดหูหนูขาวและเห็ดหูหนูดำ
นิยมทำ : ผัดขิง, แกง
ประโยชน์
– ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย
– ต่อต้านอนุมูลอิสระ
– ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง 3.เห็ดฟาง เห็ดที่ขึ้นได้ดีในธรรมชาติ มักจะเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ
นิยมทำ : ผัด, ต้ม, แกง
ประโยชน์
– วิตามินซีสูง ช่วยป้องกันโรคเหงือก เลือดออกตามไรฟัน
– ช่วยลดการติดเชื้อต่างๆ ลดความดันโลหิต 4.เห็ดเข็มทอง มีสารอาหารวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 และวิตามินซี
นิยมทำ : ผัด, ยำ, ย่าง, ลวก
ประโยชน์
– ระบบขับถ่ายดีขึ้น
– บำรุงสมอง เพราะเป็นพืชที่มีกรดอะมิโนสูง
– เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงได้ 5.เห็ดชิเมจิ อุดมไปด้วยสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการมากมาย เหมาะเป็นอย่างมากกับคนที่กำลังควบคุมอาหารและลดน้ำหนัก
นิยมทำ : ผัด, ยำ, ต้ม
ประโยชน์
– ล้างและขับสารพิษที่ตกค้างอยู่ในตับได้ 6.เห็ดหอม เห็ดชนิดนี้มีแคลอรีต่ำ เป็นแหล่งไฟเบอร์ชั้นดี อย่าง แร่ธาตุ เกลือแร่ วิตามินหลายชนิด และกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย
นิยมทำ : ต้ม, ผัด
ประโยชน์
– แก้ไอ ลดเสมหะ
– มีวิตามินดีสูง ช่วยบำรุงกระดูก และมีปริมาณโซเดียมต่ำ
– ช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร พันธุ์มะม่วงต่างประเทศจากสหรัฐอเมริกา อินเดีย ปากีสถาน ออสเตรเลีย ฯลฯ ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานแล้ว เริ่มแรกเป็นการนำเข้ามาโดยหน่วยงานของรัฐเพื่อการศึกษาวิจัย เช่น ในปี พ.ศ. 2519 สถานีวิจัยปากช่อง ภายใต้การกำกับของภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดนครราชสีมา ได้รับพันธุ์มะม่วงจากรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา เข้ามาหลายสายพันธุ์ตามโครงการเงินกู้ มีอยู่หลายสายพันธุ์ให้ผลผลิตดี จึงได้มีการขยายพันธุ์ไว้เพื่อรอการส่งเสริมต่อไป

ส่วนในภาคเอกชนมีสวนของ อาจารย์ประพัฒน์ สิทธิสังข์ ที่สวนแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์ได้รับยอดพันธุ์มะม่วงต่างประเทศจากสถานีวิจัยปากช่อง มาเสียบยอดไว้ที่สวนของท่านหลายพันธุ์ ซึ่งบางพันธุ์เจริญเติบโตให้ผลผลิตดีเช่นกัน ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2522 อาจารย์ได้นำผลมะม่วงต่างประเทศที่มีผลใหญ่ สีสวยงามแปลกตาหลายสายพันธุ์มาแสดงที่ สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้) เพื่อให้คณาจารย์และนักศึกษาได้ศึกษาเรียนรู้และชมกัน เป็นที่ตื่นตาตื่นใจอย่างมาก เพราะไม่เคยเห็นมะม่วงแปลกๆ ลักษณะอย่างนี้มาก่อน เช่น ปาล์มเมอร์ เค้นท์ เคียทท์ เป็นต้น จึงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นมะม่วงพันธุ์ต่างประเทศ

มะม่วงอัลฟองโซ เป็นมะม่วงของอินเดีย อินเดียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปลูกมะม่วงมาช้านานกว่า 4,000 ปี จนถึงปัจจุบัน อินเดีย ยังคงมีพื้นที่ปลูกมะม่วงมากที่สุดในโลก คือมากกว่า 8 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 1 ใน 3 ของมะม่วงทั่วโลก แต่ละปีมีผลผลิตหลายล้านตัน เป็นประเทศผลิตมะม่วงรายใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วน ประมาณ 52% ของมะม่วงที่ผลิตได้จากทั่วโลกรวมกัน

ตลาดส่งออกมะม่วงที่สำคัญของอินเดียคือ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และยุโรป เกือบทุกรัฐในอินเดียสามารถปลูกมะม่วงได้เจริญเติบโตงอกงามให้ผลผลิตดี สายพันธุ์มะม่วงที่ปลูกในอินเดียมีอยู่ประมาณ 1,000 สายพันธุ์ แต่ที่ปลูกเพื่อการค้า มีประมาณ 20 สายพันธุ์ ในการตั้งชื่อสายพันธุ์มะม่วงจะตั้งชื่อตามบุคคลสำคัญ พื้นที่ที่เป็นแหล่งกำเนิด รสชาติ สี ขนาดของผล รูปทรงของผล และฤดูกาลที่ผลิต

สายพันธุ์มะม่วงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอินเดียคือ พันธุ์ “อัลฟองโซ”

มะม่วงอัลฟองโซ ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่นายทหารนักสำรวจชาวโปรตุเกส ชื่อ อัลฟองโซ เดอ อัลเบอเคอร์กี (Afonso de Albuquerque) ผู้ปกครองอาณานิคมโปรตุเกสที่อินเดียในอดีต ซึ่งเป็นผู้นำพันธุ์มะม่วงนี้มาเสียบยอดกับมะม่วงพื้นเมืองในรัฐกัว เมื่อศตวรรษที่ 15 จากนั้นต้นถูกนำไปปลูกยังรัฐมหาราษฏระ รัฐคุชราต และได้แผ่กระจายไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา

มะม่วงอัลฟองโซ คนท้องถิ่นในอินเดียเรียกว่า ฮาปู (Haapoos) หรือ อาปู (Aapoos) คนอินเดียจัดให้มะม่วงอัลฟองโซ เป็นมะม่วงที่มีรสชาติดีและราคาแพงที่สุดในบรรดาผลไม้ทั้งหลายในอินเดีย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งมะม่วง” และเป็น “ราชาแห่งผลไม้” ส่วน “ราชินีแห่งมะม่วง” ยกให้มะม่วงเคซาร์ (Kesar)

มะม่วงอัลฟองโซ ปลูกมากทางภาคตะวันตกของอินเดีย ที่รัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) เมืองเทวกาด (Devgad) ในเขตโคกัน (Kokan) ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกมะม่วงมีคุณภาพดีที่สุด ผลิตผลส่วนใหญ่จึงมาจากรัฐมหาราษฏระ แต่รัฐที่ส่งออกมากที่สุดมาจากเมืองรัตนคีรี (Ratnagiri) รัฐมหาราษฏระเช่นกัน เมืองรัตนคีรี ห่างจากบอมเบย์ลงไปทางใต้ราว 500 กิโลเมตร มะม่วงอัลฟองโซยังปลูกในพื้นที่รัฐทางภาคใต้ของอินเดีย

ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่มีมะม่วงอัลฟองโซออกจำหน่ายอย่างมาก ขายตั้งแต่กิโลกรัมละ 300 รูปี ถึงห้าหกร้อยรูปี (1 รูปี มีค่าประมาณ เก้าสิบสตางค์) นอกจากรับประทานผลสดแล้วยังได้นำมาเป็นส่วนผสมกับขนมหวานและเครื่องดื่มต่างๆ

มะม่วงอัลฟองโซ ผลค่อนข้างเล็ก คล้ายมะม่วงยายกล่ำ หรือคล้ายมะม่วงเซ่งตาโลงของเมียนมา ผลเป็นรูปไข่ป้อมๆ ความยาว 4-6 นิ้ว น้ำหนัก 300-400 กรัม มีรสชาติดี ผลสุกมีผิวสีเหลืองสดสีสันสวยงาม และรูปทรงที่กะทัดรัดน่ารับประทานเป็นที่นิยมทั่วโลก มีกลิ่นหอมเป็นกลิ่นหอมเย็นไม่เหมือนมะม่วงไทย ความหวานประมาณ 16 องศาบริกซ์ มีเนื้อเหลืองเข้มสีขมิ้นเข้ม เนื้อไม่ถึงกับเละมาก มีเสี้ยนบ้าง คนอินเดียจึงคลึงมะม่วงจนข้างในนิ่มแล้วจึงใช้ปากกัดหัวขั้วดูดกินน้ำเหลวของเนื้อ

คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคน้ำมะม่วงอัลฟองโซกันมาก เนื่องจากมีกลิ่นหอมพิเศษ มะม่วงอัลฟองโซจัดเป็นมะม่วงรสชาติดีพันธุ์หนึ่ง ชาวสวนไทยไม่นิยมมะม่วงผลเล็ก มะม่วงอัลฟองโซจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ถูกปฏิเสธ

คนทั่วโลกรู้จักและได้ลองลิ้มแต่มะม่วงอัลฟองโซ เลยเชื่อกันว่า มีรสดีที่สุด แต่ยังไม่เคยชิมมะม่วงโบราณรสดีของไทย จึงยังไม่รู้ว่าไทยมีมะม่วงที่ดีกว่าอีก และคนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่เคยลองลิ้มรส มะม่วงอัลฟองโซ จึงไม่รู้ถึงรสชาติของมันว่าดีกว่ามะม่วงไทยหรือไม่ หากคนทั่วไปที่เคยชิมมะม่วงอัลฟองโซแล้วได้ชิมมะม่วงไทย จะต้องบอกว่ามะม่วงไทยมีรสชาติดีกว่าแน่นอน

เมื่อการตลาดไม่ชัดเจน การเกษตรจึงต้องวางแผน เพื่อความยั่งยืนของตัวเอง

ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทุกครั้ง เมื่อต้องการจะปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์หรือแม้จะทำกิจการใดๆ ด้านการเกษตร เพื่อดำรงชีวิตให้รอดและความยั่งยืนของตนเองตามมา ซึ่งปัจจุบันมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพึ่งพาข่าวสารที่เห็นในโซเชียลมากมายหลายครั้งหลายครา ก็คือ ปลูกแล้ว ขายใคร เลี้ยงแล้วขายที่ไหน ทำแล้วขายได้เงินเยอะไหม ปลูกอะไรนะปลูกแล้วจะขายที่ไหน

คำถามเหล่านี้มีให้ได้คิดทุกยุค ทุกสมัย ยิ่งหลังวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 แล้ว ผู้คนปรับตัวเข้ากับวิถีดั้งเดิม คือวิถีเกษตรมากขึ้น ปลูกแล้วกิน ปลูกแล้วขายใคร เมื่อมีจุดเริ่มต้น เมื่อดีมานและซัพพลายไม่เท่ากันก็มีปัญหา อุปสงค์ ในความหมายแบบเข้าใจง่ายๆ คือ “ความต้องการซื้อ” และอุปทาน คือ “ความต้องการขาย” เมื่อความต้องการซื้อและความต้องการขายมาพบเจอกันที่ระดับราคา (Price) และประมาณ (Quantity) ที่ต่างฝ่ายต่างพอใจ ณ จุดใดจุดหนึ่ง ตรงจุดนั้นจะเกิด “จุดดุลยภาพ” ของตลาดขึ้น แต่วิถีบ้านบ้านเราไม่ต้องมากมายขนาดนั้น เอาว่าเราจะรอดกับวันเดือนปีครบ 365 ได้อย่างไร

การวางเเผนเพื่อให้รอดในสังคมวิถีใหม่ต้องรัดเข็มขัดให้รอด ดีที่สุด ขึ้นศักราชใหม่ เดือนที่ 4 ของปี 2566 เตรียมตัวทำกันบ้างหรือยัง เตรียมจิตใจไว้หรือยัง เตรียมพื้นที่ เตรียมวางเเผนไว้ไหม

วันนี้ต้องเตรียมแล้ว เส้นทางรอดที่ไม่ต้องลงทุนเยอะ ที่ว่างเเค่ 1 งาน ก็สามารถทำมาหากินได้ แค่ขุดบ่อเล็กๆ ผ้ายางสีดำ ก็สามารถเลี้ยงกบ เลี้ยงเขียด เลี้ยงปลาได้ พออยู่พอกินได้ ริมบ่อยังทำเเปลงผัก ปลูกตะไคร้ ปลูกผักกาด พืชสวนครัว อย่างต้นหอม ต้นกระเทียม ต้นพริก มีสมุนไพรต่างๆ ไว้ในสวนเเห่งนี้ก็ได้ หรือถ้าเป็นบ้านจัดสรร มีพื้นที่ว่างก็สามารถทำได้ และบางจุดก็สามารถปลูกข้าวโพดกินดิบสด ไวท์ฮอกไกโด หรือจะเป็นทับทิมสยาม สัก 20 ต้น ไม่ถึง 2 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิต

การที่เราจะสร้างรายได้ กับบรรดาพืชผักที่อยู่ในบ้าน บางคนคิดว่าทำไม่ได้ เเต่มีคนทำหลายคนเเล้ว ในยุคออนไลน์เป็นใหญ่ ถ่ายรูปเเล้วโพสต์ในเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก อินสตราแกรม เเล้วเขียนสตอรี่น่ารัก ใส่ข้อมูลรายละเอียดการติดต่อลงไปหน่อย รับรองขายได้เเน่นอนครับ

นี่คือวิธีคิดเเบบใหม่ กับวิถีเกษตรเเนวใหม่ ที่ใช้ต้นทุนไม่เยอะ เป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เเละเปิดโอกาสให้ตนเอง ได้พบสิ่งที่เเตกต่าง ไม่จำเป็นจะต้องไปซื้อพริกสดที่ตลาดสด ซื้อตะไคร้ ใบมะกรูด เพราะของทุกอย่างมีอยู่ที่ลานกว้างของบ้าน พื้นที่ใช้สอยที่จัดระบบเป็นอย่างดี นี่เเหละครับถึงอยากบอกว่าพื้นที่เล็กๆ สามารถทำได้ ลงมือทำเลยครับ

เมื่อเราพูดถึงพื้นที่เล็กไปเเล้ว ยังมีพื้นที่กว้างใหญ่ 2-3 ไร่ขึ้นไปหรือเป็น 50 ไร่ขึ้นไป หลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปี เรียบร้อยเเล้ว เเนะนำปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีอายุไม่ถึง 5 เดือนก็สามารถมีรายได้ เพราะได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปในเวลานี้ ราคาก็ถือว่าดีกว่า มันสำปะหลัง ปลูก กินสดด้วย ขายได้เหมือนกัน ส่วนอีก 4-5 เดือน ก็ขายได้ โรงงานบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศรับซื้อกันอยู่ การคิดต่าง ก็จะมีคู่เเข่งน้อย เสร็จข้าวโพด ก็พักสักเดือนรอดินได้พักผ่อน เเล้วค่อยปลูกข้าวต่อไม่ได้ว่ากัน จะทำให้เกิดรายได้รายวัน รายเดือน รายปี เเน่นอน

การปรับตัวเองให้รอด สร้างขนำนา กันเเดดกันฝน ได้ทำงาน จะนั่งโพสต์รูปออนไลน์ ถ่ายรูปเพื่อเห็นความเจริญโตของพืชพรรณที่เราปลูกก็ไม่ผิด คิดมุมใหม่ เเล้วท่านจะเดินก่อนเพื่อนเป็นหลายขุม ก้าวย่างวิถีเกษตรเเนวใหม่ จะพาท่านรอดเเละมีรายได้ในที่สุด

ผักตบชวา เป็นไม้น้ำที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว มีลำต้นสั้นแตกใบเป็นกอลอยไปตามน้ำ มีความทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี แต่จะไม่ทนน้ำเค็ม

คลองมหาสวัสดิ์ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธฆณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นอีกแหล่งที่มีปริมาณต้นผักตบชวา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนในชุมชน เพราะคนในชุมชนได้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส นำผักตบชวาที่หลายคนมองว่าไร้ค่า มาแปรรูปเป็นดินผสมพร้อมปลูกจำหน่ายสร้างรายได้

คุณวันชัย สวัสดิ์แดง ประธานกลุ่มวิสาหกิจกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านศาลาดิน เล่าว่า เนื่องจากผักตบชวา เป็นปัญหาต่อการสัญจรในคลอง เลยมองเห็นว่าถ้านำมาใช้ประโยชน์ก็น่าจะได้ช่วยกำจัดได้อีกทางหนึ่ง จึงขึ้นป้ายรับซื้อผักตับชวาตากแห้ง จากนั้นก็นำมาผสมรวมกับวัสดุอื่น บรรจุถุงเป็นดินพร้อมปลูก

สำหรับการนำผักตบชวาที่เก็บได้จากแม่น้ำหรือคลองต่างๆ มาใช้ในการทำดินพร้อมปลูกผสมผักตบชวาของกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานมหาสวัสดิ์ นั้น จะเริ่มจากการรับซื้อผักตบชวาตากแห้งจากชาวบ้าน ที่นำผักตบชวาไปสับก่อนนำไปตากแดดเป็นเวลา 3 วัน ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท

จากนั้นนำผักตบชวาตากแห้งมาผสมกับกาบมะพร้าวสับ แกลบดิบ ขี้เถ้าแกลบ และดินบดละเอียดในอัตราส่วนที่เท่ากัน เช่น ถ้าใช้กระป๋องตวง ก็ให้ใช้ส่วนผสมอย่างละ 1 กระป๋องเท่ากัน ได้เป็นดินพร้อมปลูกผสมผักตบชวาที่เหมาะแก่การปลูกพืชได้ทุกชนิด ก่อนบรรจุใส่ถุงจำหน่าย ส่งขายให้กับห้างสรรพสินค้าทั่วไป ในราคาถุงละ 10 บาท หักเข้ากลุ่ม 1 บาท เป็นค่าตอบแทนคนทำถุงละ 2 บาท

ชาวบ้านที่ทำผักตบมาขายให้กับกลุ่ม จะมีรายได้ตั้งแต่ 2,000-6,000 บาท ต่อเดือน ปัจจุบันมียอดขายดินพร้อมปลูกกว่า 5,000 ถุง ต่อเดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพราะด้วยคุณสมบัติที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิดที่ผสมอยู่ในดิน สามารถไปปลูกพืชได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว ไม้ดอก ไม้ประดับ และยิ่งเป็นไม้ผลจะเจริญเติบโตไว้และให้ผลดก

ทั้งนี้ ผักตบชวาที่เก็บขึ้นมาจากคลอง 25 กิโลกรัม จะนำมาทำผักตบชวาตากแห้งได้ 1 กิโลกรัม ผักตบชวาสด 1 ไร่ ได้น้ำหนักที่ 40 ตัน ชาวบ้านที่เก็บผักตบชวามาขาย 1 ไร่ จะได้เงินประมาณ 32,000 บาท โดยที่ผ่านมามีการรับซื้อผักตบชวาแห้งเฉลี่ยปีละ 72,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1.44 ล้านบาท สามารถช่วยรัฐกำจัดผักตบชวาตามลำคลองได้กว่า 1,800 ตัน ต่อปี

การนำผักตบชวามาแปรรูปสร้างมูลค่าและผลิตภัณฑ์ส่งขาย นอกจากจะเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบดูแลความสะอาดแม่น้ำลำคลองในพื้นที่อาศัยของตนได้อีกด้วย ทั้งนี้ กรมชลประทานพร้อมที่จะขยายผลแนวทางดังกล่าวไปยังกลุ่มบริหารการใช้น้ำอื่นๆ ทั่วประเทศอีกกว่า 2,700 กลุ่ม

สำหรับใครที่สนใจอยากจะมาเรียนรู้ด้วยตนเอง ก็สามารถมากันได้ที่ศูนย์โอทอปศาลาดิน หรือติดต่อสอบถามไปได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 081-498-6340 การขายผลไม้ออนไลน์ถือเป็นการทำธุรกิจที่ต้องบริหารความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการควบคุมอายุของผลผลิต การแพ็ก และระบบการขนส่ง ล้วนแต่เป็นปัญหาใหญ่ที่เจ้าของธุรกิจต้องแบกรับ แต่แทบไม่เชื่อว่าบรรดาผู้ประกอบธุรกิจขายผลไม้ออนไลน์กลับนำสิ่งเหล่านั้นมาสร้างโอกาสแล้วปรับสภาพความเหมาะสมทั้งกลยุทธ์และสภาพทางธรรมชาติของไม้ผลแต่ละชนิดฝ่ากำแพงปัญหาได้อย่างลงตัว

เช่นเดียวกับ คุณฉราวุฒิ ก่อน้อย หรือ คุณเอส ที่เข้ามาจับธุรกิจขายทุเรียนออนไลน์ ด้วยเทคนิคการขายที่เน้นการการันตีคุณภาพ มีการคัดเกรดทุเรียน ตลอดจนรับประกันสินค้าทุกกรณีหากไม่พอใจแล้วคืนเงินให้เต็มจำนวนโดยไม่มีเงื่อนไข ถือเป็นวิธีสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า สร้างยอดขายที่ส่งผลต่อรายได้จำนวนมากจนก่อให้เกิดแรงกระตุ้นให้ชาวสวนทุเรียนในพื้นที่หลายรายเริ่มหันมาใส่ใจกับการขายทุเรียนออนไลน์มากขึ้น

คุณเอสทำธุรกิจนี้มาประมาณ 10 ปี เป็นรายแรกที่เปิดช่องทางขายทุเรียนแบบออนไลน์ เพราะมีสวนทุเรียนภูเขาไฟอยู่บนเนื้อที่กว่า 5 ไร่ อยู่ที่บ้านซำขี้เหล็ก ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ปลูกมากว่า 30 ปี อีกทั้งตัวเองมีประสบการณ์ประกอบธุรกิจมาก่อนจึงมองว่าการขายแบบออนไลน์ช่วยให้สินค้าที่มีอยู่กระจายตัวได้เร็วกว่าวิธีขายแบบเดิม เรียกได้ว่าเป็นคนที่ชอบการตลาดแบบเชิงรุกมากกว่า จึงวางกลยุทธ์ขายทางออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊กเป็นหลัก

สิ่งสำคัญที่เจ้าของธุรกิจรายนี้ตระหนักคือเรื่องคุณภาพทุเรียนที่เกิดจากการปลูกแบบมาตรฐานเพราะจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า ผลผลิตทุเรียนที่คุณเอสนำมาขายต้องเป็นการปลูกจากสวนที่มีระบบและได้มาตรฐานเท่านั้น ส่วนมากนำมาจากสวนตัวเองและสวนของญาติ ตลอดถึงสวนชาวบ้านที่รู้จักซึ่งต้องมีระบบการปลูกแบบมาตรฐานเช่นเดียวกัน

ออเดอร์หรือคำสั่งซื้อไม่ใช่ปัญหาเลยสำหรับธุรกิจเกษตรกรออนไลน์ หากแต่สิ่งที่จะสร้างปัญหาแล้วนำมาสู่ความเสียหายให้กับธุรกิจนี้คือการนำทุเรียนบรรจุหีบห่อ รวมถึงการขนส่งผลผลิตไปถึงมือลูกค้าให้ปลอดภัยหรือเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดได้อย่างไร ดังนั้น ทางออกของปัญหาคือต้องรู้จักผลผลิตให้ดีพอก่อนว่ามีอายุเฉลี่ยในการคงความสดไว้ได้กี่วัน แล้วควรตัดขายได้ช่วงใดถึงยังคงความสด ใหม่

ด้วยเหตุนี้ คุณเอสจึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าด้วยวิธีรับประกันคุณภาพสินค้าหากไม่พอใจพร้อมคืนเงินให้เต็มจำนวนจริง ไม่ได้รับประกันเพียงความเสียหายจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังรับประกันความไม่พอใจทุกกรณีจากสินค้าด้วย สิ่งเหล่านี้จะทำให้กลุ่มเป้าหมายประทับใจและกลายมาเป็นลูกค้าในที่สุด

เหตุผลที่ทำเช่นนั้นเพราะต้องการให้ลูกค้ามีความประทับใจจากความจริงใจของผู้ขาย และอีกอย่างหนึ่งที่กล้ารับประกันเช่นนั้นเพราะคุณเอสคัดและตัดทุเรียนด้วยตัวเอง เป็นทุเรียนที่มีคุณภาพมีความสุกพอดี ไม่แก่และไม่อ่อนจนขาดความอร่อย

“การขายทุเรียนทางออนไลน์ ไม่มีความจำเป็นต้องตัดก่อนเวลา เพราะรู้วันส่งที่ชัดเจนอยู่แล้ว จึงกำหนดเวลาตัดจากต้นที่สุกพร้อมทานตามมาตรฐานคือไม่น้อยกว่า 120 วัน ไม่ได้ตัดก่อนเพื่อรอขาย แต่ตัดตามกำหนดเวลาที่ลูกค้าสั่งจนถึงมือลูกค้า ช่วยให้ลูกค้าได้ทานทุเรียนที่อร่อย หอม ใหม่ แล้วเป็นเหตุผลหนึ่งที่ลูกค้าชอบจนทำให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ”

จุดแข็งของการขายทุเรียนทางออนไลน์นั้น คุณเอส บอกว่า เพราะขายทุเรียนคุณภาพที่ปลูกเอง ดูแลเองทุกอย่างไปจนถึงการตัด ทั้งยังเป็นทุเรียนที่ปลูกในดินภูเขาไฟที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ กลิ่นไม่ฉุน เนื้อแห้งกรอบ นุ่มใน เป็นจุดเด่นของทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่แห่งนี้จนลูกค้าติดใจ

คุณเอส บอกว่า ลูกค้าไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพเนื้อทุเรียน เมื่อทุเรียนส่งถึงมือท่านในกรณีถ้าลูกค้าชอบเนื้อแบบใด สามารถเจาะเปลือกออกเล็กน้อยเป็นสามเหลี่ยมแล้วกดเนื้อดูก่อนว่ามีความแข็งหรือนุ่มตามที่ต้องการทานหรือยัง หรือแม้แต่ลูกค้าที่สั่งและทางผู้ขายกำหนดวันส่งเรียบร้อยแล้ว หากลูกค้าขัดข้องไม่สะดวกรับสินค้าในวันที่กำหนดไว้ ก็ไม่ต้องกังวลให้แจ้งกลับมาเพื่อทางผู้ขายจะได้ตัดรอบใหม่ให้เพื่อให้ลูกค้ายังคงได้ทุเรียนที่มีความสด ใหม่เช่นเดิม

เจ้าของธุรกิจขายทุเรียนออนไลน์เผยถึงยอดการขายเมื่อปี 2564 ว่ามีประมาณ 10 ตัน มีลูกค้าประจำ สั่งครั้งละกว่า 100 กิโลกรัม ในราคากิโลละ 300 บาท เน้นขายคุณภาพและความจริงใจ จึงทำให้มีลูกค้าสนใจสั่งซื้อจำนวนมากและต่อเนื่อง เพราะมั่นใจในสินค้า

“ลูกค้าที่สนใจสั่งซื้อทุเรียนต้องจองล่วงหน้าพร้อมชำระเงิน แจ้งรายละเอียดชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร. ระบุน้ำหนักหรือจำนวนผล และเกรดที่ต้องการ ถ้าเป็นทุเรียนตกเกรดไม่เกิน 2 กิโลกรัม ราคาขายกิโลกรัมละ 180 บาท เกรดตกไซซ์ (น้ำหนัก 2-3 กิโลกรัมต่อผล) ราคากิโลกรัมละ 250 บาท หรือเกรดมาตรฐานที่มี 3-4 พูขึ้นไปราคาขายกิโลกรัมละ 300 บาท สำหรับเกรดพรีเมี่ยมราคากิโลกรัมละ 800 บาท”

ท้ายนี้ คุณเอสฝากเชิญชวนมาชิมทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่ปลูกในดินภูเขาไฟตามธรรมชาติอันทำให้เกิดความอร่อยที่ต่างจากทุเรียนจากแหล่งอื่น จะแตกต่างอย่างไรต้องลองสั่งไปชิมเองดีกว่า…ลูกค้าดูรายละเอียดติดต่อสั่งซื้อและขั้นตอนจัดส่งได้ทางเพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Durian.Volcano โทรศัพท์ 086-345-6691

เมื่อเข้าสู่ฤดูทุเรียน หลายคนคงจับจ้องผลผลิตทุเรียนจากแหล่งต่างๆ ถ้าหากเป็นสมัยก่อนต้องเดินทางไปซื้อที่สวน แต่ยุคนี้หากต้องการทานทุเรียนไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปถึงแหล่งขาย คุณสามารถเลือกซื้อทุเรียนพันธุ์ที่ชอบ สวนที่ใช้ได้ทั่วประเทศ เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วเลือกซื้อได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ เพียงเท่านี้ แล้วรอรับทุเรียนได้ที่หน้าบ้าน

คงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำกันอีกแล้ว ROYALONLINE69.COM สำหรับสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 1 หรือที่รู้จักกันดีในนามสับปะรดฉีกตา ผลงานการวิจัยของศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบุรี กรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้เพราะมีปลูกและบริโภคกันมากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน

คุณบุญส่ง พูลพัฒน์ อดีตนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ปัจจุบันคือเจ้าของ “ไร่ส่งตะวัน” บ้านห้วยเกษม ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ก็เป็นอีกผู้หนึ่ง ที่ปลูกสับปะรดพันธุ์นี้อย่างจริงจัง สามารถนำผลผลิตออกจำหน่ายหมุนเวียนทั้ง 12 เดือน เฉลี่ยเดือนละ 5 ตัน

คุณบุญส่ง เป็นคนเพชรบุรีโดยกำเนิด หลังเรียนจบก็ทำงานคลุกคลีกับเกษตรกรมายาวนาน สุดท้ายได้ลงหลักปักฐาน ทำงานเกษตรที่บ้านห้วยเกษม ในพื้นที่ 100 ไร่ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับอาทิจันท์ผา ลีลาวดี (ลั่นทม) เฮลิโคเนีย (ธรรมรักษา) ทางด้านไม้ผล มีขนุนทองประเสริฐ กล้วยหายากร่วม 100 สายพันธุ์ รวมทั้งพืชผักสมุนไพรหายาก เช่นข้าวไร่ในท้องถิ่น สมุนไพรเขยตายแม่ยายปก มะแข่วน(พริกพราน) เป็นต้น
สำหรับสับปะรด คุณบุญส่งเรียนรู้มานานแล้ว ช่วงที่รับราชการอยู่ ได้แต่ศึกษาและวิจัย จนกระทั่งเออรี่จากงาน จึงทำจริงจัง ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จ เป็นที่น่าพอใจมาก ผลผลิตที่ออกสู่ตลาด คนถามหากันอย่างต่อเนื่อง เขาจึงผลิตไม่ให้ขาดช่วง ปัจจัยหนึ่งที่หนุนส่งให้นักวิชาการเกษตรท่านนี้ประสบผลสำเร็จ เพราะมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จึงนำมารดต้นไม้ได้อย่างดี

“ในฐานะคนเพชรบุรี อยากให้สับปะรดพันธุ์นี้อยู่คู่กับเพชรบุรี คนผ่านไปผ่านมาได้ชิม หรืออยากปลูกก็ทดลองปลูกกันได้ หมายถึงจังหวัดอื่น ภาคอื่น” คุณบุญส่งบอก

สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 1 มาจากไหน?
สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 1 เป็นสับปะรดกลุ่มควีนที่มีการปรับปรุงสายพันธุ์จากประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นสับปะรดพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่ปี 2541 ทำการรวบรวมและศึกษาพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชสวนเพชรบุรี (ชื่อเดิม) เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะต่อการรับประทานผลสด ให้ผลผลิตสูง
และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพพื้นที่ดังกล่าวได้

ลักษณะเด่นของพันธุ์เพชรบุรี คือ ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ภูเก็ตร้อยละ 17.7 และสูงกว่าพันธุ์สวีร้อยละ 23.2 อยู่ในกลุ่มพันธุ์เดียวกัน รสชาติหวานอมเปรี้ยวปริมาณและสัดส่วนของน้ำตาลสูงถึง 16.9 องศาบริกซ์ และมีปริมาณกรดค่อนข้างต่ำราวร้อยละ 0.45 มีกลิ่นหอมแรง เนื้อกรอบใกล้เคียงกับพันธุ์สวีและพันธุ์ภูเก็ต สีเนื้อเหลืองอมส้มสม่ำเสมอ สามารถแกะแยกผลย่อยหรือตา (fruitlet) ออกจากกันโดยง่าย และรับประทานแกนผลได้ ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย สามารถเจริญเติบโตได้ดีแม้ในสภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง แต่ไม่ชอบพื้นที่ที่มีน้ำขัง