เอกชนอีสาน ห่วงรถพุ่มพวงชะตากรรมแบบโชห่วย

นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ อดีตเลขาธิการหอการค้าภาคอีสาน กล่าวถึงกรณีห้างบิ๊กซีเตรียมนำรถกระบะบรรทุกสินค้าเคลื่อนที่ไปขายตามหมู่บ้านชุมชนว่ารถขายกับข้าว หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “พุ่มพวง” เพราะเขาจะแขวนสินค้าเป็นพวงๆ รอบรถ รถกับข้าวจะตระเวนเข้าไปตามชุมชนและหมู่บ้านจัดสรร มีความคุ้นเคยกับผู้ซื้อเป็นอย่างดี เพราะใกล้ชิดกัน ขนาดฝากซื้อสินค้าอื่นๆ ที่ลูกค้าต้องการได้
ซึ่งข่าวห้างใหญ่จะส่งรถกับข้าวมาแข่งขัน สร้างความวิตกกังวลให้บรรดารถพุ่มพวงมาก เพราะถ้าบุกเข้ามาพวกเขาจะมีชะตากรรมเช่นเดียวกับโชห่วย

ทั้งนี้กติกาควรให้ปลาเล็กและปลาใหญ่สามารถอยู่ร่วมกันในบ่อเดียวกันได้ การแบ่งปันกันทำมาหากินเป็นเรื่องที่สวยงาม แต่ถ้าเล่นกินรวบแบบนี้ ปลาตัวเล็กๆ คงไม่มีทางไป ในต่างประเทศเขามีกติกา เรียกว่า พ.ร.บ. ค้าปลีก กำหนดขนาด กำหนดเขต กำหนดสินค้าที่ขาย บางประเทศกำหนดจำนวนพลเมืองต่อร้านค้าปลีก เมืองไทยมีความพยายามจะขอให้รัฐบาลตรากฎหมายค้าปลีกหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ โดยรัฐมักอ้างคล้ายๆ กันว่า เกรงจะทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่อยากมาลงทุน

“องค์กรด้านการค้ามีเพียงหอการค้าจังหวัดขอนแก่น ที่เห็นความเดือดร้อนของรถพุ่มพ่วง ได้เรียกประชุมคณะกรรมการ มีการเตรียมเสนอปัญหาต่อรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้อนาคตรถพุ่มพวงจะรอดหรือไม่รอด คงอยู่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะลงมาดูแลแก้ไขปัญหาได้เพียงใด” นายทวิสันต์ กล่าว

วันที่ 28 มีนาคม 2561 ว่าที่ ร.ต.สมัย คำชมพู ปลัดจังหวัดพะเยา กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐในชุมชนจังหวัดพะเยา ณ ห้องประชุมปัญญา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ว่า การดำเนินการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐในชุมชนจังหวัดพะเยา

เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนให้เข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการต่างๆ ของภาครัฐอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของหมู่บ้านเป้าหมายในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ การศึกษา การสาธารณสุข การเกษตร และธุรกิจการค้าออนไลน์มีความคืบหน้า ซึ่งจังหวัดพะเยา โดย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จังหวัดพะเยา ได้ดำเนินการติดตั้งเน็ตประชารัฐ ความเร็วสูง ที่ 30 Mbps/10 Mbps ในรูปแบบสัญญาณเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง FTTx ให้ชุมชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ใน 48 ตำบล 265 หมู่บ้าน เสร็จแล้ว

ว่าที่ ร.ต.สมัย กล่าวว่า พร้อมกันนี้ทาง กศน. จังหวัดพะเยา ได้จัดอบรมประชาชนในหมู่บ้านเป้าหมายแล้วในทุกหมู่บ้าน โดยให้ความรู้การเชื่อมต่อและสมัครอินเตอร์เน็ตประชารัฐ มารยาทและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตประชารัฐ ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อนำพาประเทศไทยก้าวสู่ ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งสร้างความพึงพอใจแก่ชุมชนเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านผึ้ง หมู่ 6 ต.บุฤาษี อ.เมือง จ.สุรินทร์ ว่ามีวัวพ่อพันธุ์ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่สงสัยว่าจะติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า จึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่บ้านเลขที่ 171 ของ นายถวัลย์ โชติช่วง อายุ 54 ปี เจ้าของวัวพ่อพันธุ์

เมื่อไปถึงพบ นายถวัลย์ เปิดเผยว่า วัวตัวที่ตายเป็นวัวพ่อพันธุ์ชาร์โรเลส์ อายุ 2 ปีกว่า ที่ซื้อมาจากชาวบ้านในพื้นที่ ต.แกใหญ่ อ.เมืองสุรินทร์ เมื่อ 3 เดือนก่อน ในราคา 55,000 บาท ซึ่งตั้งใจจะนำมาขุนไว้ขายสิ้นเดือนนี้ในราคา 6 หมื่นบาท แต่ไม่ทันได้ขายก็กลับมาตายเสียก่อน หลังเกิดอาการป่วย อ่อนเพลีย ก่อนจะยืนล้มทั้งยืน แล้วค่อยๆ ชักกระตุก ตาค้าง มีน้ำลายและตายลงช่วงสาย วันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา ตนก็ไม่ทราบว่าวัวเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร เพราะวัวก็ไม่ได้ถูกสุนัขกัด

“พอวัวตายก็แจ้งผู้ใหญ่บ้าน แจ้งปศุสัตว์ ซึ่งได้ให้ตัดหัวไปตรวจ ส่วนตัววัวเอาไปฝังแล้ว ซึ่งผมเป็นคนตัดหัววัวเอง และมีเลือดกระเด็นใส่หน้าทำให้ต้องไปหาหมอ หมอก็ตำหนิว่าตัดเองทำไม ทำไมไม่ให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ตัดก่อนฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ ตอนนี้ยังมีวัวตัวสีดำอีกตัวที่กำลังเฝ้าดูอาการ เพราะกินอยู่คลุกคลีกับวัวตัวที่ตาย ส่วนวัวในคอกทั้งหมดได้ฉีดวัคซีนทุกตัวแล้ว

ฝากถึงเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ด้วย หากพบว่าวัวเป็นโรคพิษสุนัขบ้าแล้วให้รีบมาดูแลและแนะนำถึงวิธีการดำเนินการป้องกัน ไม่ใช่ว่าให้ตัดหัววัวกันเอง ผมกู้เงิน ธ.ก.ส. มา 9 แสนบาท เพื่อทำโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ หมดเงินทุนไป 1 ล้านกว่าบาท หากวัวติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าทั้งหมด คงต้องลำบากเป็นแน่ก็หวังว่ารัฐบาลจะเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาด้วย”

ด้าน นายกิตติเนกษ์ กภูทิน ปศุสัตว์อำเภอเมืองสุรินทร์ ลงตรวจพื้นที่ พร้อมเปิดเผยว่า กำลังเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อาจจะไม่เพียงพอ จึงได้อาศัยอาสาปศุสัตว์หมู่บ้านช่วยฉีดวัคซีนให้ในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งผลตรวจเชื้อที่หัววัวที่ตัดหัวไปตรวจพบว่าเป็นบวก

“วันนี้จึงนำวัคซีนที่เตรียมสำรองไว้ส่วนหนึ่งมาฉีดในรัศมี 5 ก.ม. แต่ปีนี้ปัญหาวัคซีนที่นำเข้ามาผ่านการรอการตรวจจาก อย. ก็ขาดตลาด จึงต้องรอ อบต. จัดซื้อให้ เพื่อนำไปฉีดตามหมู่บ้านในพื้นที่ต่างๆ อีก ส่วนสาเหตุที่วัวติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า อาจจะไม่ได้ถูกกัดมา แต่อาจจะติดมาจากสารคัดหลั่งที่ใดที่หนึ่งก็เป็นได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 มีนาคม 61) บริษัท ไอเอสอีที (ประเทศไทย) จำกัด (บริษัทที่ปรึกษา) ที่ได้รับมอบหมายจาก บริษัท วิวรรธน์การเกษตร จำกัด ให้ดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ นำเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินการพิจารณาให้ความเห็นตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ก่อนดำเนินโครงการต่อไป

โดยได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่อยู่ในรัศมี 5 กม. จากจุดตั้งโครงการ ที่ครอบคลุมในพื้นที่ 2 ตำบล คือ ต.จุมพล และ ต.กุดบง ในเขต อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ครั้งที่ 1 ต่อร่างข้อเสนอโครงการและขอบเขตการศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการโรงงานผลิตน้ำตาลทราย 20,000 ตันอ้อย/วัน ขึ้น โดยระยะเวลาในการศึกษาโครงการ ประมาณ 2 ปี หากได้รับอนุญาตจึงจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้

ช่วงเช้าเริ่มขึ้นเวลา 09.10 น. จัดที่ศาลาวัดจอมนาง ต.จุมพล อ.โพนพิสัย มี นายปิยะ ปิจนำ นายอำเภอโพนพิสัย เป็นประธานพิธีเปิด ส่วนในช่วงบ่ายจัดขึ้นที่ห้องประชุม อบต. กุดบง ต.กุดบง อ.โพนพิสัย มีนายกิตติวัฒน์ ธนพัฒน์ไพบูลย์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม บริษัท ไอเอสอีที (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำเสนอข้อมูลรายละเอียดของโครงการ พร้อมตอบข้อซักถามร่วมกับ นายอวยชัย เจริญยิ่งสุขจินดา ผู้แทนของ บริษัท วิวรรธน์การเกษตร จำกัด

ซึ่งการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น หรือข้อห่วงกังวลต่อขอบเขตและแนวทางการศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ และเพื่อสรุปประเด็น ข้อกังวล และข้อเสนอแนะจากประชาชน ผู้มีส่วนได้เสียจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ และคาดว่าจะมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนฯ ครั้งที่ 2 อีกครั้ง ในปลายเดือนมิถุนายน 61 นี้ จะมีผู้เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นที่ศาลาวัดจอมนาง ต.จุมพล ไม่รวมตัวแทนจากบริษัทที่ปรึกษาและเจ้าของโครงการ รวม 196 คน และที่ห้องประชุม อบต. กุดบง จำนวน 51 คน

นายกิตติวัฒน์ ธนพัฒน์ไพบูลย์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม บริษัท ไอเอสอีที (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำเสนอข้อมูลรายละเอียด ของโครงการว่า โครงการโรงงานผลิตน้ำตายทราย 20,000 ตันอ้อย/วัน ของบริษัท วิวรรธน์การเกษตร จำกัด ตั้งอยู่ในที่บ้านนาอ่าง ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ซึ่งโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่องกับพื้นที่ของโรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาด 30 เมกะวัตต์ มีขนาดพื้นที่โดยรวม ประมาณ 1,009-3-72 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ตั้งโรงงาน ประมาณ 704-0-71 ไร่ พื้นที่บ่อผันน้ำของโครงการ ประมาณ 5-3-1 ไร่ และพื้นที่แปลงทดลองปลูกอ้อยและบ่อพักน้ำที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ประมาณ 300 ไร่ จึงมีการใช้ระบบสาธารณูปโภคร่วมกัน และทำให้สะดวกในงานของการบริหารจัดการในภาพรวม ทั้งในส่วนของความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ทำเลที่ใกล้แหล่งพื้นที่ปลูกอ้อย ซึ่งเป็นวัตถุดิบของโครงการเป็นสำคัญ จากรายงานผลการสำรวจพื้นที่ปลูกอ้อยที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล ประจำปี 2559/2560 พบว่า จ.หนองคาย มีพื้นที่ปลูกอ้อยโดยรวม ประมาณ 64,352 ไร่ ซึ่ง อ.โพนพิสัย ที่เป็นพื้นที่โครงการ มีพื้นที่ปลูกอ้อย ประมาณ 3,666 ไร่ ประกอบกับขนาดของพื้นที่ที่จะดำเนินการก่อสร้างโรงงานและระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ในการดำเนินงานต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่และเพียงพอในการออกแบบ ประกอบกับอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบเพื่อสะดวกในการขนส่งและลดต้นทุนของเกษตรกรที่ปลูกอ้อย

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีความเหมาะสมในการปลูกอ้อย โดยพิจารณาจากความเหมาะสมของดินในระดับต่างๆ ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย พบว่า พื้นที่ส่งเสริมการปลูกอ้อยที่สำคัญของโครงการคือ จ.หนองคาย มีความเหมาะสมและศักยภาพในการปลูกอ้อย ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการให้ความรู้กับเกษตรกรและผู้สนใจในการปลูกอ้อย โดยมีทีมอาจารย์และนักวิชาการเกษตรดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของชุดดินและพันธุ์อ้อยที่จะปลูกในพื้นที่ ดังนั้น การตั้งโรงงานผลิตน้ำตาลทราย ในเขต ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย จึงมีความเหมาะสมต่อแหล่งวัตถุดิบของโครงการ

หลังการประชุมชี้แจงรายละเอียดโครงการ ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อวิตกกังวล ซึ่งทั้ง 2 จุด ที่มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น มีคล้ายๆ กัน คือวิตกกังวลในเรื่องของผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำเสีย มลพิษทางอากาศ เสียง และปัญหาการจราจร อีกทั้งยังมีความเป็นห่วงในเรื่องของน้ำดิบที่จะนำมาใช้ในโรงงาน ที่อาจจะกระทบกับแหล่งน้ำของชุมชน

ซึ่งนายกิตติวัฒน์ ก็ได้ชี้แจงรายละเอียดในแต่ละเรื่องให้ผู้ที่เข้าประชุมได้ทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ที่จะทำให้ทุกอย่างอยู่ในมาตรฐาน เช่น มีการนำแผ่นพลาสติกปูพื้นบ่อบำบัดน้ำเสีย การก่อสร้างโรงงานที่มิดชิด มีการปลูกพรรณต้นไม้ที่มีความเหมาะสม เป็นต้น ส่วนในเรื่องของการจราจร จะมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น มีลานจอดสำหรับรถบรรทุกอ้อย ไม่ให้รถบรรทุกอ้อยเข้าในพื้นที่ชุมชนในช่วงเวลาเร่งด่วน เป็นต้น ส่วนเรื่องน้ำดิบที่จะใช้ในโรงงาน จะมีการขุดบ่อน้ำดิบขนาดใหญ่ ความจุไม่ต่ำกว่า 1 ล้าน ลบ. ม. จะมีการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ใช้ในโรงงาน โดยจะไม่มีการสูบน้ำจากแหล่งน้ำในชุมชนอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อควบคุมดูแล ซึ่งมีประชาชนและผู้นำชุมชนเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการมากกว่าครึ่งหนึ่ง จะมีหน้าที่ตรวจสอบตั้งแต่เริ่มต้นการก่อสร้างโรงงานจนถึงโรงงานก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดดำเนินการ

นายปิยะ ปิจนำ นายอำเภอโพนพิสัย กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นโครงการที่ดีที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของ อ.โพนพิสัย โดยเฉพาะในเขตเมือง ต.จุมพล และกุดบง ซึ่งอำเภอโพนพิสัย ในอนาคตไม่เกิน 2 ปี เมื่อมีการเชื่อมต่อระบบรถไฟ จาก สปป. ลาว มาหนองคาย ขณะนี้อำเภอโพนพิสัยมีความพร้อมจะเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ ไม่เฉพาะการขายน้ำตาลไปที่จีน เนื่องจากขณะนี้มีการก่อสร้างโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐานและใหญ่ที่สุดในประเทศ มีสหกรณ์ผู้เลี้ยงโควากิว ซึ่งเมื่อผลิตแล้วสามารถส่งขายไปยังต่างประเทศได้ นอกจากนี้ ยังมีจุดผ่อนปรนไทย-ลาว ที่มีมูลค่าการค้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ที่ 5-7 แสนบาท/วัน ขณะนี้ตนได้ทำเรื่องขอเพิ่มจำนวนวันให้เปิดมากขึ้น

วันที่ 28 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ริมถนนมิตรภาพ เขตพื้นที่ อ.สีดา จ.นครราชสีมา พบควายเพศเมีย อายุ 26 ปี ชื่อเจ้าแดง ของ นางเพ็ญศรี ดีมา อายุ 60 ปี เกษตรกรใน ต.สีดา อ.สีดา จ.นครราชสีมา โดยนางเพ็ญศรี เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพเลี้ยงควายมานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยที่เลี้ยงไว้ มีทั้งหมด 6 ตัว แต่ที่แปลกไปกว่านั้น เจ้าแดง ควายเพศเมีย อายุ 26 ปี ที่ตนเองเลี้ยงไว้ มีเขาที่ยาวมาก วัดความยาวได้ข้างละ 60 เซนติเมตร หรือมีความยาวทั้งสองข้าง รวมกันกว่า 120 เซนติเมตร มีลักษณะ ยืดตรง สวยงาม เป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็นอย่างมาก

สาเหตุที่ควายตัวนี้มีเขายาวกว่าตัวอื่น สันนิษฐานว่า เพราะมันมีอายุมากถึง 26 ปี และมันยังได้ให้ลูกมาแล้ว 15 ตัว ซึ่งผูกพันกับครอบครัวตนเองมาก โดยประชาชนที่ขับรถผ่านไปมา มักจะจอดรถ ลงมาขอถ่ายรูปคู่กับเจ้าแดงอยู่เป็นประจำ เนื่องจากเป็นควายที่เชื่องและแปลก มีเขายาวกว่าควายทั่วไป อย่างไรก็ตาม ตนเองต้องคอยระวังทุกครั้งที่ต้อนควายเดินทางกลับเข้าบ้าน เนื่องจากเขาที่ยาวของเจ้าแดง มักไปเกี่ยวกับรถที่สัญจรผ่านไปมาอยู่เป็นประจำ ตนเองจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีพ่อค้า กระบือ มาขอซื้อเจ้าแดง ในราคานับแสนบาท แต่ตนเองไม่ยอมขาย เนื่องจากต้องการอนุรักษ์ เจ้าแดง ควายไทยไว้อยู่คู่กับครอบครัวของตนเองจนกว่า เจ้าแดง จะแก่ตายไปเอง

กาฬสินธุ์ – นายสนั่น พงษ์อักษร รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดเวทีเสวนาทิศบ้านทางเมือง เรื่องอนาคตคนกาฬสินธุ์ ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนาคอน ม.กาฬสินธุ์ อำเภอนามน ว่า ได้ร่วมกับทุกภาคส่วนขับเคลื่อนนโยบายกาฬสินธุ์แฮปปี้เนสโมเดล คนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จากการติดตามปรากฏว่ามีผลเป็นที่น่าพอใจ สร้างความเป็นธรรมเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำไปได้ในระดับหนึ่ง ส่วนในมิติต่อไปคือการยกระดับรายได้ให้คนกาฬสินธุ์มีรายได้เพิ่มขึ้น 10% ภายในปี 2562 โดย เชิดชูวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นจุดเด่นและจุดขาย โดยเฉพาะวัฒนธรรมภูไทที่โดดเด่น เพื่อดึงดูดนัก ท่องเที่ยว และประชาคมโลกได้มาสัมผัส

นายบำรุง คะโยธา ปธ.ศูนย์ประสานงานภาคีการพัฒนา จังหวัดกาฬสินธุ์ (ศปจ.กส.) ที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันว่า จะนำวัฒนธรรมคนภูไทเป็นอัตลักษณ์ของคนกาฬสินธุ์ โดยจะนำวัฒนธรรมการแต่งงานของคนภูไทดั้งเดิมมาเชื่อมโยงกับพ่อล่าม แม่ล่าม คือ ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ที่เป็นหลักในด้านวัฒนธรรม นำเสนออาหารพื้นถิ่นพื้นเมืองที่สะอาดปลอดภัย เพื่อเปลี่ยนกาฬสินธุ์เป็นเมืองมรดกโลกด้านการนำเสนอวิถีชีวิตชาวภูไททุกมิติรอบด้าน

ด้าน นายธวัชวงศ์ชัย ไตรทิพย์ ผู้ประสานงาน ม.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า วัฒนธรรมภูไทมีความลึกซึ้งในเรื่องของการแต่งงาน ซึ่งพ่อล่ามแม่ล่าม หรือปราชญ์ชาวบ้าน อันเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในชุมชน เป็นผู้เชื่อมประสานทั้งในด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว อาหารปลอดภัยและสังคมผู้สูงวัย จะเป็นผู้มีบทบาทในการอบรมสั่งสอนการใช้ชีวิตคู่ การปฏิสัมพันธ์ในสังคม โดยเฉพาะที่สำคัญต้องอาศัยสถาบันการศึกษาคือ ม.กาฬสินธุ์ เข้ามาเป็นเจ้าภาพ โดยมีธงที่ร่วมกันตั้งไว้คือ ต้องไปยื่นจดทะเบียนกับยูเนสโกให้วัฒนธรรม ภูไทเป็นมรดกโลกในอนาคต

พะเยา – นายทอน ใจดี คณะ กก.ป่าชุมชนบ้านปี้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา กล่าวว่า ต้นยางที่เป็นที่ทำรังของผึ้งป่า หรือต้นผึ้ง อยู่ในป่าชุมชนบ้านปี้ตลอดมานั้น มีอายุมาก มายาวนาน เมื่อปี 2559 ได้ล้มหมอนนอนไพร เมื่อต้นยางหรือต้นผึ้งล้มลง ผึ้งไม่ได้มาทำรัง และทำให้หมู่บ้านไม่มีรายได้จากน้ำผึ้งอีกเลย

โดยรังผึ้งที่เคยมีนับร้อยรัง ทำรายได้ให้แก่หมู่บ้านปี้ทั้งสองหมู่บ้าน ปีละ 1.5-1.8 แสนบาท ขณะนี้เมื่อ ต้นผึ้งที่มีอยู่ปกติล้มไปแล้ว ทำให้ผึ้งป่ากระจายกันไปทำรังตามต้นไม้ที่ทำรังได้ เพียงต้นละ 1-2 รัง

ทุกปีเงินที่ได้จากการขายน้ำผึ้งจะนำเข้ากองทุนป่าชุมชน เพื่อนำไปใช้ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เช่น การทำแนวกันไฟ การบวชป่า สืบชะตาขุนน้ำ การนำไปจัดสวัสดิการให้แก่ กก.ป่าชุมชนฯ ในการร่วมดูแลรักษาพื้นที่ป่าเป็นประจำ

มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เผยว่า จากที่การทำนาเกลือถือเป็นภูมิปัญญาหนึ่งของเกษตรกร ไทยที่สามารถนำเอาน้ำทะเลที่มีคุณค่าในธรรมชาติ พัฒนาให้เป็นผลึกเกลือ โดยกระบวนการทางธรรมชาติ กระแสลมและแสงแดด ที่ทำให้น้ำทะเลมีความเค็มจนตกผลึกเป็นเกลือ ต่อมา กระบวนการผลิตได้พัฒนาโดยนำเทคโนโลยีมาช่วย ทำให้ได้ผลผลิตเกลือที่มีคุณภาพดี สะอาดและมีปริมาณมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอาชีพการทำนาเกลือได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาตกต่ำ และการผลิตเกลือทะเลเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานการบริโภค

มรภ.เพชรบุรีเป็นสถาบันการศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น จึงได้ศึกษาสภาพปัญหา บริบทการผลิตเกลือทะเลและการตลาด ตลอดจนแนวทางการพัฒนาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อจัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาเกลือทะเล” ตามมติสภา มรภ.เพชรบุรี เนื่องจากจังหวัดเพชรบุรี เป็นจังหวัดที่ผลิตเกลือทะเลมากที่สุดของประเทศไทย โดยได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน รวมถึงเกษตรกรชาวนา เกลือทะเล วิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาและอุปสรรคในการทำนาเกลือทะเลของเกษตรกร

รศ.ดร. บัญญัติ ศิริธนาวงศ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการเกษตร กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์ศึกษาเกลือทะเล มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรมการทำเกลือทะเลและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง พัฒนาระบบการผลิตและการจัดการสินค้าเกลือทะเล พัฒนาศักยภาพสินค้าและบริการด้านการ ท่องเที่ยวเส้นทางสายเกลือ ยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่นาเกลือและบริเวณโดยรอบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเกลือทะเลและการแข่งขันด้วยนวัตกรรม และส่งเสริมการผลิตเกลือทะเลตั้งแต่ต้นทาง กลางทางและปลายทาง รวมทั้งการสร้างโอกาสในการค้า การตลาดและการลงทุนของคลัสเตอร์เกลือทะเล

“ความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์ศึกษาเกลือทะเล ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดเตรียมสถานที่ ณ อาคาร นวเกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนการรวบรวมความรู้ ศึกษาวิจัยในการนำเกลือไปใช้ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว เพชรบุรีจัดอยู่ในกลุ่มจังหวัด เพชรสมุทรคีรี ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นเส้นทางใหม่ของนักท่องเที่ยวที่ต้องการรูปแบบการท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์ธรรมชาติแบบ เช้าไปเย็นกลับ สามารถออกแบบการจัดการเส้นทางท่องเที่ยวได้หลากหลายโดยไม่ต้องย้อนกลับเส้นทางเดิม และยังสามารถเดินทางต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในพื้นที่ใกล้เคียงได้” รศ.ดร. บัญญัติ กล่าว

ศึกนำเข้ากุ้ง 5 หมื่นตันปะทุหนักผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ตอนล่าง “วอล์กเอ้าท์” จากห้องประชุม กดดันอธิบดีกรมประมงใช้ดุลยพินิจปลดล็อกนำเข้าต้องมี “ใบรับรอง” ปลอดโรค IMNV-ไม่กระทบราคาในประเทศ ด้านผู้ส่งออกอาหารแช่เยือกแข็งโอด 6 ปี ส่งออกหดตัวตามวัตถุดิบ เหลือไม่ถึง 20 ราย

แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมกุ้งไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างกับกลุ่มผู้ส่งออกที่ต้องการนำเข้ากุ้งจากประเทศอินเดีย จำนวน 50,000 ตัน ล่าสุดมีแนวโน้มที่จะรุนแรง และบานปลาย แม้นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมงได้พยายามเปิดโต๊ะให้ทั้ง 2 ฝ่ายนั่งเจรจากัน โดยทำหน้าที่ประธานการประชุม แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้

โดยกลุ่มผู้เลี้ยงต้องการให้มีการรับรองว่า กุ้งที่นำเข้าปลอดโรค IMNV แม้จะมีการระบาดในบางรัฐของอินเดีย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคปนเปื้อนมากับกุ้งนำเข้าจนอาจก่อให้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ หลังจากผู้เลี้ยงประสบปัญหาโรคกุ้งตายด่วน (EMS) ทำให้ขาดทุนและหยุดเลี้ยงตามมาในปี 2555-2558 และหากมีการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศต้องไม่กระทบราคากุ้งภายในประเทศไทยตกต่ำ

“กรมประมงยังไม่ให้การรับรองตามที่กลุ่มผู้เลี้ยงเรียกร้อง ทำให้บรรยากาศการหารือตึงเครียด และอธิบดีกรมประมงได้ขอให้ผู้เลี้ยงหารือตกลงกันเองกับผู้ส่งออก ก่อนจะออกจากห้องไป เพราะติดราชการด่วนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พออธิบดีออกจากห้องไป กลุ่มผู้เลี้ยงที่คัดค้านก็เดินออกจากห้องประชุมของกรมประมง ไม่ยอมหารือกับกลุ่มผู้ส่งออก” แหล่งข่าวกล่าว และว่า