เอกลักษณ์อาหารพื้นถิ่นที่เราเข้าไปทำงานมีสองส่วน

ใช้คำว่าพัฒนาอาหารพื้นถิ่น กับ คิดค้นเมนูใหม่ๆ หรือสอนการทำอาหาร ในช่วงแรกไม่ได้คิดว่าจะเข้าไปสอนอะไร เพราะคิดว่าอาหารพื้นถิ่นเป็นอาหารที่คนในท้องถิ่นถนัดอยู่แล้ว เป็นอาหารระดับที่อยู่ในดีเอ็นเอสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้น เราจึงคิดว่า หน้าที่เราน่าจะไปเพื่อสนับสนุน เพื่อสร้างความมั่นใจ และเรียนรู้วิธีเลือกอาหารพื้นถิ่นเพื่อเป็นเมนูให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามากินอย่างอร่อยและกลับมากินอีก ตามโครงการเปิดประตูสู่การท่องเที่ยวด้วยอาหารพื้นถิ่น

เริ่มแรก เราจึงมุ่งไปที่สิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น มีอะไรบ้าง เพราะอาหารท้องถิ่นควรจะเป็นอาหารที่มาจากท้องถิ่นที่มีอยู่ก่อนตามธรรมชาติ หรือเพิ่งปลูกเพิ่งเลี้ยง เพื่อลดต้นทุนและเป็นเสน่ห์สำหรับผู้เดินทางมาจากที่ไกล หลังจากนั้นคัดเลือกอาหารที่อยากนำเสนอ โดยใช้หลักง่ายๆ

1. ว่าอะไรที่เขามาบ้านเราแล้วเราอยากทำให้เขากินมากที่สุด
2. อะไรที่เขามาแล้วเขาอยากกิน หรือขอให้เราทำให้กิน เช่น เขาเคยกินแล้ว หรือเขาไปรู้มาว่าบ้านเรามีของกินที่อร่อย มีเสียงเล่าขานต่อๆ กันมาว่า มาที่บ้านนี้ต้องกิน….
เราต้องมั่นใจว่าอาหารที่เรานำเสนอนี้ เขากินแล้วเขาจะกลับมากินอีก อย่างน้อยก็สองอย่าง

เอาอย่างนี้ มีอาหารอะไรไหมที่เราไปกินมาจากที่อื่นและรู้สึกว่ามันอร่อยมากมีเสียงตอบว่า ไก่ทอดหาดใหญ่

“นั่นคือเป้าหมายของเรา เมื่อเขามาบ้านเรา เขาจะต้องคิดถึงอาหารของเราหนึ่งอย่าง แล้วเราคิดว่ามีอาหารอะไรไหมที่เขามากินแล้วเขาต้องเอาไปพูดต่อว่าอร่อยมาก

มีเสียงตอบว่า “แกงหวาย ใครมาบ้านเราต้องกินแกงหวาย”

“ขนมจีน” มีเสียงตอบเบาๆ“เราช่วยกันเลือกอาหารสี่อย่าง ขนมหวานหนึ่งอย่างเพื่อนำเสนอ และมาทดลองทำกินกัน อันดับแรกคืออร่อยก่อน อร่อยเท่านั้น หลังจากนั้น ก็มาดูที่ความสะอาด ปลอดภัย แต่ทั้งหมดสำคัญเท่าๆ กัน อร่อย สะอาด ปลอดภัย

ทำอาหารและมีการจดสูตรเพื่อให้ได้มาตรฐานอาหารพื้นถิ่น เป็นมาตรฐานเดียวกันหรือคล้ายกัน เป็นมาตรฐานพื้นถิ่นสำหรับหมู่บ้านของเรา เพราะเมื่อแม่ครัวคนนี้ไม่อยู่ อีกแม่ครัวก็ต้องทำได้ ช่วยกันทำไปกินไปจดสูตรกับไป จัดตกแต่งอาหาร และทำงานเผยแพร่ไปด้วย

เป็นการทำงานที่มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเฮฮาอาหารพื้นถิ่นของชุมชนไหนๆ ก็มีเสน่ห์เฉพาะถิ่นอยู่แล้ว เราเชื่อเช่นนี้ จึงไม่ได้ให้ความสำคัญที่เมนูใหม่ๆ แต่เป็นการให้ความสำคัญกับเมนูพื้นถิ่นที่มีอยู่แล้ว ทำอย่างไรให้ได้มาตรฐานแบบนี้ หรืออร่อย สะอาด ปลอดภัย อยู่ในราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ และท้ายที่สุดมีความสุขในการกิน รื่นรมย์ในการพบกัน อีกทั้งสามารถเผยแพร่อาหารของตัวเองได้ เช่น ทำอย่างไรให้เป็นที่รู้จัก การใช้สื่อออนไลน์ หรือการสื่อสารเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามา เช่น ชวนเขาทำอาหาร หาที่นั่งกินที่เหมาะสมในบรรยากาศที่ดีๆ พูดคุยอย่างเป็นกันเองและจริงใจ เป็นต้น

พาข้าว เป็นสิ่งสำคัญในการจัดอาหารเลี้ยงแขกที่ให้ดูน่ากิน ดูสะอาด วังสะพุง สองในสามหมู่บ้าน จัดทำพาข้าวของตัวเองโดยช่วยกันสานพาข้าวด้วยไม้ไผ่และหวาย ทำพาข้าวที่คล้ายกระด้ง คนเฒ่าคนแก่มานั่งทำจักสานกัน นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีมาก ส่วนอีกหมู่บ้านหนึ่งได้ทำถ้วยกะลามะพร้าว โดยกลุ่มผู้ชายช่วยกันทำให้ได้วันละสิบใบ

นี่เป็นการหาอัตลักษณ์ของตัวเองพบ และภาคภูมิใจ เขาบอกนี่มีมะพร้าวและทำอาหารด้วยมะพร้าว โดยเฉพาะอาหารหวาน เช่น ข้าวต้มมัด ข้าวต้มแปะ ข้าวต้มหัวหงอก กล้วยบวดชี ถั่วต้ม เป็นต้น จึงมีกะลามะพร้าวเหลือเอามาขูด ขัด แช่น้ำทำถ้วย

จบการพัฒนาอาหาร ก็มาถึงการค้นหาเมนูใหม่ๆ โดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น เน้นที่เจ้าของบ้านอยากได้ ทั้งนี้ เพราะพวกเขาเล่าให้ฟังว่า เคยมีพัฒนาชุมชนเอาอาจารย์มาสอนทำกะหรี่พัฟ พวกเขาทำครั้งเดียวแล้วไม่เคยทำอีกเลย เพราะไม่ใช่อาหารที่ชอบ หรือที่กินกันอยู่

เรื่องเล่านี้ทำให้เราคิดว่า การทำอะไรที่ไม่ใช่ความต้องการของผู้คนในพื้นถิ่นก็ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร เป็นการสูญเปล่าด้วย เลยเริ่มที่แม่บ้านแม่ครัวในชุมชนอยากจะทำอาหารอะไร หมู่บ้านหนึ่งชัดเจนมาก อยากทำไก่ทอด โดยมีไก่ทอดหาดใหญ่เป็นแบบ แต่ทำแบบบ้านที่นี่คือใช้สมุนไพรที่นี่

อีกหมู่บ้านหนึ่งอยากทำต้มแซ่บอร่อยๆ แบบที่เคยไปกินมาจากที่ไหนสักแห่ง ส่วนอีกหมู่บ้านยังไม่มีความคิด ดังนั้น จึงตั้งโจทย์ให้ว่า ถ้ามีนักท่องเที่ยวที่ไม่กินอาหารพวกเนื้อสัตว์ เราควรจะทำอะไรให้เขากิน จึงได้มีการทำผักพื้นบ้านชุบแป้งทอด หน่อไม้ทอด และข้าวโพดทอด กับต้มส้มเห็ด

สิ่งที่ชุมชนแสดงให้เราเห็นถึงอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างชัดเจนก็คือ การใช้พาข้าวที่เป็นกระจาด โดยช่วยกันสานพาข้าวเองและการเลือกอาหารบางอย่างในช่วงสุดท้ายที่จะมีงานเลี้ยงแขกเปิดหมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่งเลือกการทำหอยขมนึ่ง หอยขมนั้นเลี้ยงได้เองแล้วทุกวันนี้ และที่หมู่บ้านนี้ก็มีการเลี้ยงหอยขมด้วย

ส่วนพาข้าวที่ชาวบ้านช่วยกันจัดหานั้นไม่ได้ใช้ เพราะว่าทางอำเภอได้ให้งบฯ มาซื้อขันโตกแล้ว ผู้นำชุมชนบ่นว่า ขันโตกไม่ใช่อัตลักษณ์ของพวกเขา หรือไม่ใช่ของอีสาน ฉันได้พยายามนำเรื่องนี้บอกผ่าน แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะว่า มีการระบุมาในสัญญาเรียบร้อยแล้ว

ชาวบ้านอีสานจึงต้องใช้ขันโตกในการจัดอาหารเพื่อเปิดหมู่บ้าน ซึ่งนี้ถือว่าเป็นการขัดต่อคำว่าอัตลักษณ์อันเป็นเป้าหมายหลัก

เอาเถอะ อย่างไรในขันโตกก็ยังไม่นึ่งหอยขม ขนมจีนน้ำยาลาว แกงหวาย น้ำพริกปลาร้า

ลองดูนะว่า หอยขมนึ่งมันอร่อยแค่ไหน เผื่อได้ทำกินกันบ้างวิธีทำ

เอาหอยมาล้างให้สะอาด ตัดก้นนิดหนึ่ง กระชาย พริกป่นมาตำด้วยกันหยาบๆ เอาหอยมาผัดน้ำมันหมู ใส่กระชาย พริกบ่น เกลือ ที่ตำหยาบๆ ผัดไปนานๆ ให้หอม แล้วเอาฝาปิดไว้ รอให้สุก (ไม่ต้องเติมน้ำเพราะน้ำจากหอยจะออกเอง) เอาไม้แคะหอยออกมาเมื่อจะกิน แต่ถ้าให้อร่อยต้องดูดด้วยปาก

‘กฤษฎา’ หนุนส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ และลดพื้นที่ปลูก 30% จะช่วยรักษาเสถียรภาพยางได้ สอดคล้องกับผลศึกษาม.หอการค้า
ต้องลดพื้นที่ปลูกยาง – นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ เนื่องจากกำลังการผลิต 4.5 ล้านตันต่อปี ใช้ในประเทศเพียง 6 แสนตัน หรือประมาณ 14.2% เท่านั้น ส่วนใหญ่ถูกนำไปส่งออกมากถึง 86% ทำให้ตลาดมีอำนาจเป็นผู้กำหนดราคา เนื่องจากการซื้อขายเป็นแบบซื้อขายล่วงหน้า จะส่งมอบยางพาราตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

เมื่อเทียบมาเลเซีย ซึ่งใช้ยางพาราในประเทศ 35% และส่งออก 65% ทำให้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำของมาเลเซียไม่รุนแรงเท่ากับไทย โดยราคายางแผ่นดิบขณะนี้ กิโลกรัมละ 40 บาท ต้นทุนอยู่ที่ 63 บาท ซึ่งธนาคารโลกเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ใน 5 ปีข้างหน้า ราคายางพาราจะไม่เกิน 2 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 66 บาท อีกทั้งขณะนี้ สงครามการค้ามีผลกระทบโดยตรงต่อราคายาง เพราะอุตสาหกรรมที่ใช้ยางพารามาก ได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ดี กำลังซื้อรถยนต์ต่ำลง ส่งผลให้ความต้องการยางพาราในตลาดโลกลดลงมาก

ขณะนี้มาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่เริ่มลดพื้นที่เพาะปลูกลง โดยมีงานวิจัยของนายอัทธ์ พิศาลวนิช ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในหัวข้อ “วาระแห่งชาติ ยางพาราไทย : อุปสรรคและทางรอด” โดยระบุว่า ปัจจุบันราคายางลดลงถึง 72% จากปี 2554 ไทยยังมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกมาก โดยพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และมีเอกสารสิทธิถูกต้อง 14 ล้านไร่ ส่วนที่แจ้งการปลูกแต่เป็นที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิมากถึง 4 ล้านไร่ มาเลเซียลดพื้นที่เพาะปลูกลงแล้ว

ทั้งนี้ ไทยจะต้องทำทั้งลดพื้นที่ปลูกอย่างน้อย 30% ซึ่งจะทำให้ปริมาณความต้องการใช้ในประเทศสมดุลกับการผลิตมากขึ้น ช่วยยกระดับราคาขึ้นได้ รวมทั้งพัฒนาสายพันธุ์ยางพาราเพื่อให้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้น

เมื่อลดพื้นที่ปลูกแล้วต้องสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกันจำเป็นต้องส่งเสริมการรวมตัวของเกษตรกรในการปลูกยางพารา เพื่อให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้และมีกำลังต่อรองราคาขาย นอกจากนี้ยังควรมีการรวบรวบข้อมูลเกี่ยวกับยางพาราทั้งระบบเพื่อให้วิเคราะห์สถานการณ์และแนวทางปฏิบัติได้ รวมทั้งส่งเสริมให้นำผลงานวิจัยต่างๆ ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ สำหรับสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน คือต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้น โดยจะเริ่มจากหน่วยงานภาครัฐ แล้วเร่งขยายไปในภาคเอกชน

กุหลาบมีอยู่มากมายหลายชนิดและหลายสายพันธุ์ มีทั้งที่เป็นไม้พุ่มและพันธุ์เตี้ย ลำต้นและกิ่งก้านของกุหลาบส่วนมากจะมีหนามแหลมและมีสีเขียว ซึ่งใบร่วมแตกตามกิ่งก้านเฉียงๆ โดยก้านใบจะมีหูใบด้วย ใบมีสีเขียว ปลายแหลม โคนใบมน ขนาดของใบจะขึ้นอยู่กับพันธุ์ของต้นกุหลาบ

ดอกกุหลาบมีหลายสี เช่น สีแดง สีเหลือง สีขาว สีชมพู ฯลฯ ดอกของกุหลาบจะมี 5 กลีบขึ้นไป ขอบกลีบดอกจะเรียบ มีเกสรตัวผู้ตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ซึ่งการขยายพันธุ์ของไม้พันธุ์นี้นั้น สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธีคือ การตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ติดตา ปักชำ

ปัจจุบันประเทศไทยมีการปลูกกุหลาบเพื่อตัดดอก อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีแหล่งปลูกสำคัญ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครปฐม ชลบุรี กาญจนบุรี ฯลฯ กุหลาบนอกจากจะปลูกสำหรับตัดดอกเพื่อจำหน่ายแล้ว ยังมีการปลูกจำหน่ายทั้งต้นพร้อมดอก เพื่อเป็นไม้กระถางหรือไม้ที่ปลูกลงดินสำหรับประดับตกแต่งบ้านเรือน ให้กับผู้ที่ชื่นชอบและมีความหลงใหลในไม้สายพันธุ์ เพราะกุหลาบหากดูแลและมีการบำรุงต้นที่ดี สามารถออกดอกให้ได้เชยชมกันได้ตลอดทั้งปี

คุณปาริชาต ธีรธรรมานนท์ อยู่บ้านเลขที่ 545 หมู่บ้านโป่งแมว หมู่ที่ 8 บ้านตะโกล่าง ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นเจ้าของสวนกุหลาบ สวนผึ้งโรซาเรี่ยน ซึ่งเธอมีความชื่นชอบในการปลูกกุหลาบมาก จึงได้สร้างสวนแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นงานที่สร้างรายได้ให้กับเธอ และที่สำคัญความสุขที่เกิดจากการทำสวนกุหลาบนั้น เป็นสิ่งที่เธอได้ผ่อนคลายและมีใจรักที่จะทำงานในด้านนี้

ปลูกเพราะชื่นชอบ ก่อนจะเป็นงานสร้างอาชีพ

คุณปาริชาต สาวผู้มีอัธยาศัยยิ้มน้อยแต่วาจาให้อารมณ์ขันเมื่อได้พูดคุย เล่าว่า เธอเรียนจบช่างศิลป์ ต่อมาได้ทำงานด้านดีไซเนอร์สักระยะหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านเข้าสู่ปี 2550 จึงเกิดความสนใจที่อยากจะปลูกกุหลาบ โดยซื้อสายพันธุ์ที่คิดว่าชอบมาปลูกเองที่บ้าน และลองเรียนรู้ในการปลูกเองเพื่อหาประสบการณ์

“ตอนเริ่มใหม่ๆ นี่เรียกว่ามือสมัครเล่นก็ว่าได้ ปลูกในแบบที่เราไม่มีความรู้อะไรเลย ซื้อมา 200-300 ต้น สรุปว่าตายสะเด็ด ต่อมาก็สั่งแบบแพงมาลองปลูกอีก เป็นแบบกุหลาบล้างราก (BARE ROOT ROSE) มาทดลองติดตาดู ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีใครมีกุหลาบอังกฤษจำหน่ายมากนัก ซึ่งเราก็เอามาติดตาจำหน่าย โดยเน้นนำเข้ามาส่วนใหญ่ กว่าจะประสบผลสำเร็จก็ใช้เวลาประมาณ 5 ปี จนมีประสบการณ์ ลองผิดลองถูกอยู่นานพอควร” คุณปาริชาติ เล่าถึงความเป็นมา

ซึ่งกุหลาบที่ปลูกอยู่ภายในสวนทั้งหมด คุณปาริชาต บอกว่า จะดูตามความต้องของตลาดเป็นส่วนใหญ่ ว่าในแต่ละช่วงนั้นลูกค้าสนใจซื้อแบบไหนไปปลูก ซึ่งในสมัยก่อนตลาดจะเน้นกุหลาบอังกฤษ แต่ปัจจุบันตลาดไม่เน้นเรื่องสายพันธุ์มากนัก แต่จะชอบสายพันธุ์ที่เน้นมีดอกใหญ่ ดอกแน่น และมีกลิ่นหอม

กว่าจะออกจำหน่าย ไม้ต้องมีอายุ 8 เดือนขึ้นไปกุหลาบก่อนที่จะออกมาเป็นต้นที่สวยและมีดอกพร้อมจำหน่ายได้นั้น คุณปาริชาต เล่าให้ฟังว่า ต้องมีขั้นตอนในการจัดการหลายอย่าง โดยขั้นตอนแรกจะปลูกเลี้ยงกุหลาบป่าสำหรับใช้ทำเป็นต้นตอ ซึ่งระยะการปลูกต้นตอป่าต้องใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน เพื่อให้มีรากที่สมบูรณ์เดินเต็มกระถาง

“พอเราได้ต้นตอป่าที่แข็งแรง มาเป็นต้นตอแล้ว ซึ่งการติดตาเราจะเลือกตาที่เป็นตาแก่เท่านั้นจากกิ่งพันธุ์ดี โดยที่สวนเราจะเน้นตาแก่ จะไม่เหมือนกับที่อื่นที่เขาจะใช้ตาอ่อน เพราะตาแก่ใช้เวลานานหน่อยประมาณ 2-3 เดือน กว่าจะแตกยอด แต่ถ้าติดสนิทแล้วแตกยอดออกมา การเจริญเติบโตและความแข็งของตาแก่จะดีกว่ามาก ทางสวนเราจึงเน้นที่จะใช้ตาแก่เท่านั้น” คุณปาริชาต อธิบาย

ซึ่งวัสดุที่ใช้ปลูกกุหลาบเป็นดินที่มีส่วนผสมของขี้วัว ขี้หมู แกลบ และมะพร้าวสับที่หาได้จากท้องถิ่น โดยเน้นให้เป็นวัสดุปลูกที่ระบายน้ำได้ดี แต่มีความชุ่มชื่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยธาตุอาหาร

จากนั้นเมื่อเห็นว่าตากุหลาบของกิ่งพันธุ์ดีติดสนิทกับต้นตอเรียบร้อยแล้ว จะใช้เวลาดูแลไปอีกประมาณ 8-9 เดือน จึงจะนำไม้ออกจำหน่ายได้“กุหลาบที่สวนหลังจากที่ติดตาสนิทดีแล้ว ก่อนที่จะออกจำหน่ายได้ ต้องดูแลให้มีอายุอย่างน้อย 8 เดือนขึ้นไป จะเป็นไม้ไซซ์เล็ก โดยช่วงก่อนที่จะครบอายุขายได้ จะทำการตัดแต่งกิ่งใส่ปุ๋ย เพื่อให้กุหลาบได้สะสมอาหารภายในต้น ซึ่งปุ๋ยก็ให้ปกติเป็นปุ๋ยชีวภาพ สวนที่นี่จะไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ที่เร่งให้ไม้โตไวๆ พอเห็นดอกเริ่มจะออกก็จะเปลี่ยนให้ปุ๋ยเป็นขี้ค้างคาวขี้ไก่แทน ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งสูตรเราก็ปรับปรุงไปเรื่อยๆ ส่วนการรดน้ำจะรดทุกวัน ดูตามความเหมาะสมของสภาพอากาศ” คุณปาริชาต บอกถึงการดูแล

ในเรื่องของการป้องกันโรคและแมลง ช่วงฤดูหนาวจะระวังศัตรูพืชจำพวกไรแดง และส่วนช่วงฤดูฝนจะป้องกันโรคใบจุด เพราะสภาพอากาศเช่นนั้นจะทำให้มีความชื้นกุหลาบจะเกิดเชื้อราได้ง่าย ทำการป้องกันด้วยการฉีดพ่นยาเพื่อป้องกันไว้ตลอดเวลา เนื่องจากที่สวนของเธอมีต้นกุหลาบจำนวนมาก จำเป็นที่จะต้องป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ซึ่งยาฉีดพ่นสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด

ผลิตให้มีหลากหลายราคา ที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย

ในเรื่องของการทำตลาดกุหลาบพร้อมดอก คุณปาริชาต เล่าว่า ปัจจุบันการแข่งขันของแวดวงกุหลาบค่อนข้างมีสูง เมื่อเทียบกับช่วงแรกที่เธอเริ่มทำเป็นธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งเธอเองก็ต้องมีการปรับตัวตามไปกับกระแสของตลาดปัจจุบันด้วยคือ พยายามจัดการบริหารให้ไม้ภายในสวนมีต้นทุนที่ต่ำที่สุด แต่ยังคงคุณภาพของไม้เอาไว้ให้ดีที่สุด เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้นในการซื้อไม้ที่ได้ราคาย่อมเยา

“ปัจจุบันต้องทำต้นทุนให้ถูกที่สุด แต่ต้องให้คุณภาพไม้ของเราเหมือนเดิม ณ เวลานี้ราคาขาย บอกเลยว่าก็ลงมาสุดๆ แล้ว ซึ่งราคาของกุหลาบนอก ราคาต่ำสุดที่สวนจำหน่ายอยู่ที่ต้นละ 150 บาท และก็ราคาอื่นๆ ก็มีสูงต่ำแตกต่างกันไปตามอายุ ตามขนาดไซซ์ของไม้ ต้นละ 300-500 บาท สูงขึ้นไปก็ต้นละเกือบ 1,000 บาท ก็มี ต้องบอกก่อนเลยว่าราคานี้ ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับการดูแลเป็นปี กว่าเราจะนำออกมาขายได้ ซื้อไปดูแลต่อก็ถือว่าไม่ผิดหวังแน่นอน” คุณปาริชาต บอก

คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีกุหลาบปลูกเลี้ยงอยู่ที่บ้าน ไม้เจริญเติบโตได้ไม่สมบูรณ์เต็มที่เหมือนตอนที่ซื้อมาครั้งแรก คุณปาริชาต ให้วิธีแก้ไขว่า ให้สำรวจเรื่องแสงแดดว่ามีเพียงพอต่อความต้องการของต้นกุหลาบหรือไม่ เพราะกุหลาบเป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดเต็มวัน ส่วนเรื่องต้นมีความแคระแกร็นให้ดูดินว่ายังสมบูรณ์อยู่ไหม

“ปัญหากุหลาบที่ไม่โต มีไม่กี่อย่างที่ต้องแก้ไข สิ่งแรกที่ว่าไม้ไม่ค่อยโต เราต้องสำรวจดินด้วยว่า หมดอายุหรือยัง เพราะนานไปสารอาหารในดินมันจะหมด สังเกตได้จากสภาพดิน ถ้ามันแฉะก็แสดงว่ามันเสื่อมสภาพ ส่วนดินอีกแบบที่เห็นบ่อยๆ คือดินที่แข็งเป็นคาบ รู้ได้เลยว่าเกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีมากไป ก็ต้องเปลี่ยนดินใหม่ พร้อมทั้งตัดแต่งไม้ ปลูกใส่ดินใหม่ เท่านี้กุหลาบก็จะกลับมาสวยเหมือนเดิม และอีกปัจจัยคือเรื่องแสงแดด อันนี้สำคัญต้องปลูกให้ได้รับแดดอย่างเต็มที่ มีแสงแดดเพียงพอ”

สำหรับท่านใดที่อยากปลูกกุหลาบเป็นอาชีพสร้างเงิน คุณปาริชาต ให้คำแนะนำว่า “การปลูกกุหลาบมันไม่มีอะไรตายตัว ต้องเรียนรู้ก่อนว่า กุหลาบมีอุปนิสัยอย่างไร ซึ่งคนที่ต้องการจะทำเป็นอาชีพ จะรู้เองว่าต้องปลูกกุหลาบแบบไหน ถึงจะเหมาะกับตัวเขาเองมากที่สุด ซึ่งถ้าจะให้บอกบางทีมันบอกได้ไม่หมด ซึ่งตัวเราเองก็เรียนรู้จากประสบการณ์ เพราะฉะนั้น จะรู้ว่าเราเป็นคนแบบนี้ จะต้องจัดการอย่างไรกับสิ่งที่เราปลูก ซึ่งการปลูก การติดตา ขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละคน มีไม่เหมือนกัน ใครสนใจก็สอบถามได้ยินดีให้คำแนะนำ”

ด.ต.ประยูร บุญช่วย นายกเทศมนตรี ต.โนนสัง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เทศบาลฝ่ายการโยธาเทศบาลตำบลโนนสัง ได้ร่วมตรวจสอบพื้นที่ ที่จะจัดงานประเพณีลอยกระทงที่จะมาถึงในปีนี้ เนื่องจากบริเวณสถานที่จัดงานเป็นประจำทุกปีนั้น น้ำแห้งขอดลงจนเหลือเห็นแต่โคลนดินติดพื้น ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา การจัดงานสืบสานประเพณีลอยกระทงไม่เคยเจอปัญหาอย่างนี้เป็นเวลานานแล้ว แต่ละปีระดับน้ำจะอยู่ข้างบนจนสามารถจัดงานแข่งเรือยาวได้ แต่ปีนี้แม้น้ำจะลอยกระทงก็ไม่มี ในปีนี้ตลอดปีที่ผ่านมาน้ำเหนือ

ไม่ได้ไหลลงเขื่อนเลย ทำให้ไม่มีระดับน้ำเก็บกัก ส่งผลต่อการจัดงานประเพณีลอยกระทงที่จะจัดขึ้น ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ทางเทศบาลจึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและได้ให้เจ้าหน้าที่จัดหาเครื่องสูบน้ำจากแหล่งน้ำข้างเคียงเข้ามาในสระน้ำขนาดเล็ก เพื่อให้ประชาชนทั้งอำเภอที่จะพาครอบครัวมาลอยกระทง เป็นการขอขมาพระแม่คงคาเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมาให้ทันได้สืบสานตามประเพณีวัฒนธรรมที่สืบสานกันมา

ด.ต.ประยูร บุญช่วย นายกเทศมนตรี ต.โนนสัง กล่าวว่า ปีนี้ระดับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ได้แห้งลงต่ำกว่าปกติในรอบหลายๆ ปี ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นจุดศูนย์รวมที่จะให้พี่น้องชาวอำเภอโนนสัง ได้มาลอยกระทง โดยจะมีการประกวดนางนพมาศ มีการแสดงบนเวทีและมีกิจกรรมอย่างครึกครื้น เรียกว่าเป็นศูนย์รวมของประชาชนชาว อ.โนนสัง ก็ว่าได้ แต่ในปีนี้เมื่อระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็วจนเกือบแห้ง

ถ้าระดับน้ำจากประมาณแถบวัดหน้าเขื่อนลดลง 1 เมตร จะทำให้น้ำช่วงท้ายเขื่อนลดลง 4-5 กิโลเมตร ระดับน้ำทุกปีในช่วงลอยกระทงอยู่บันไดขั้นที่ 4 แต่ปีนี้ไม่เหลือเลย ทางเทศบาลและหน่วยงานรับผิดชอบจึงแก้ไขปัญหาด้วยการปรับพื้นที่ด้านล่างให้เป็นสระน้ำขนาดเล็ก แล้วสูบน้ำจากลำห้วยใกล้เคียงขึ้นมาแทน จากนั้นจะนำสะพานไม้ชั่วคราวต่อยื่นออกมาให้ประชาชนสามารถลงไปลอยกระทงได้ เป็นการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นไปก่อน เพื่อคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามต่อไป ประชาชนสามารถเดินทางมาลอยกระทงได้เหมือนทุกปี แต่อาจจะไม่ได้ลอยน้ำที่มากเหมือนทุกปี

สำหรับอำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภูนั้นจะเป็นอำเภอหนึ่งที่อยู่ส่วนท้ายเขื่อน ได้อาศัยน้ำจากเขื่อนอุบรัตน์ทั้งการทำนาปรัง การประมงเลี้ยงชีพ เลี้ยงสัตว์ แต่ปีนี้น้ำแห้ง จึงทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว และอาจจะส่งผลต่อเกษตรกรที่จะทำนาปรังในช่วงฤดูแล้งนี้อีกด้วย

แก้ไข่ไก่ราคาตกต่ำ – นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมกับผู้ประกอบการเลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ 16 บริษัท ว่า ได้หารือถึงปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำ เนื่องจากผลผลิตไข่ออกสู่ตลาดมากเกินความต้องการของตลาด ที่ประชุมจึงเห็นชอบ 3 มาตรการเร่งด่วน เพื่อปรับลดปริมาณการผลิตไข่ ประกอบด้วย 1. ให้ปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรง จำนวน 1 ล้านตัว ภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งมีบริษัทให้ความร่วมมือ 15 บริษัท

2. ส่งออกไข่ไก่ 60 ล้านฟอง ภายใน 1 เดือน ซึ่งมีบริษัทให้ความร่วมมือ 13 บริษัท คือ ซีพี 40 ล้านฟอง เบทาโกร 10 ล้านฟอง อื่นๆ 10 ล้านฟองและ 3. ปลดพ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่ (ps) อายุ 25-60 สัปดาห์ จำนวน 1 แสน ตัว ภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งมีบริษัทให้ความร่วมมือ 16 บริษัท

นอกจากนี้ ได้สั่งให้กรมปศุสัตว์ติดตามตรวจสอบให้บริษัทดำเนินการตามมติ โดยติดตามการปลดแม่ไก่ยืนกรง ไก่ไข่พ่อ-แม่พันธุ์ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ อย่างช้าต้องไม่เกิน 30 พ.ย. นี้ ติดตามการส่งออกไข่ไก่ทุกสัปดาห์ และติดตามตรวจสอบห้องเย็น เก็บไข่ไก่รอการส่งออก ห้ามนำไข่ไก่ 60 ล้านฟอง มาจำหน่ายตลาดภายในประเทศ
ซึ่งการดำเนินการตามมาตรการข้างต้น คาดว่าจะสามารถทำให้ราคาไข่ไก่ขนาดกลางหรือไข่ไก่ขนาดคละหน้าฟาร์มจะปรับตัวสูงขึ้น ฟองละ 2.60 บาท จากปัจจุบันราคาไข่ไก่ขนาดคละ อยู่ที่ฟองละ 2.40 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นและไม่ขาดทุน

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ตั้งอยู่ เลขที่ 32 หมู่ที่ 2 ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณวินัย จั่นทับทิม ผู้อำนวยการ ให้ข้อมูลว่า ปลาช่อน เป็นปลาที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในประเทศไทย แต่การเพาะเลี้ยงด้วยวิธีการใช้อาหารเม็ดยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก

ซึ่งการเพาะพันธุ์ปลาช่อนสมัยก่อนจะเน้นหาช้อนลูกปลาจากธรรมชาติมาเลี้ยง และที่สำคัญยังใช้น้ำจำนวนมากในการเลี้ยง และต้นทุนการใช้ปลาเป็ดตัวเล็กๆ จากทะเล เพื่อนำมาบดเป็นเหยื่อสดก็มีราคาที่ถูก แต่เนื่องจาก ณ ปัจจุบันนี้ สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ในหนอง คลอง บึง ก็มีปริมาณที่น้อยลงผิดกับสมัยเก่าก่อน จึงทำให้การช้อนลูกปลาช่อนแบบสมัยนี้ทำได้ยากอีกด้วย

“เมื่อมีการประกาศไม่ให้จับปลาเป็ด หรือปลาที่เป็นปลาทะเลสำหรับใช้เลี้ยงปลาช่อนได้น้อยลง จึงได้มีการทำการศึกษาให้ปลาช่อนได้กินอาหารเม็ด และทำให้ปลาช่อนที่เลี้ยงสามารถผลิตลูกปลาได้เอง เพื่อให้ปลาช่อนสามารถเลี้ยงได้ยั่งยืนถาวรต่อไป กรมประมง จึงมีการศึกษาวิจัย ซึ่งสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ก็ได้เลือกปลาช่อนที่เป็นสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียง อย่างปลาช่อนแม่ลา มาศึกษาค้นคว้าวิธีการเพาะพันธุ์ ในปี 2544 เพื่อเป็นการศึกษาเบื้องต้น” คุณวินัย เล่าถึงที่มาของการเพาะพันธุ์ปลาช่อน

คุณวินัย เล่าให้ฟังอีกว่า งานของกรมประมง คือ การนำปลาจากแหล่งธรรมชาติที่เพาะขยายพันธุ์ไม่ได้ มาทำการศึกษาวิจัยเพื่อทำให้เป็นปลาเศรษฐกิจ ซึ่งปลาช่อนก็เป็นปลาที่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน เมื่อเล็งเห็นว่ามีแนวโน้มที่ดี สามารถทำได้จึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้งานวิจัยประสบผลสำเร็จ

“ปลาช่อนที่เรานำมาทำการเพาะพันธุ์ จะเป็นปลาที่เราไปหามาจากแหล่งธรรมชาติ จากนั้นก็เลี้ยงให้เชื่อง และมีความเหมาะสมที่จะทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ พอลูกออกมาก็เลี้ยงเป็นรุ่นต่อไป ให้มีความเป็นสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยฝึกให้อยู่ในที่กักขังได้ เพื่อเป็นปลาเลี้ยง ไม่ใช่เป็นปลาป่า” คุณวินัย บอกถึงแหล่งที่มาของพ่อแม่พันธุ์

ปลาช่อนที่เหมาะสมนำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ ต้องมีอายุที่มากกว่า 8 เดือน ขึ้นไป จึงจะเป็นวัยที่เหมาะสมจะเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ ซึ่งการเพาะพันธุ์ก็มีวิธีการคล้ายๆ กับปลาชนิดอื่นๆ แต่จะมีข้อแตกต่างก็คือ ในเรื่องของการอนุบาลที่เป็นรูปแบบเฉพาะของปลาช่อน

นำพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาด 50 ตารางเมตร อยู่ในโรงเรือนหลังคาสูง ใส่น้ำให้มีความสูง ประมาณ 60 เซนติเมตร จากนั้นปล่อยพ่อแม่พันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 300-400 กรัม ความยาวเฉลี่ย 35-40 เซนติเมตร อัตรา 10 ตัว ต่อตารางเมตร เลี้ยงแบบรวมเพศ โดยปิดรอบปากบ่อด้วยตะแกรงกันปลากระโดดออกจากบ่อเลี้ยง อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นอาหารที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

เมื่อเลี้ยงปลาได้อายุตามที่กำหนดและอยู่ในช่วงฤดูเพาะพันธุ์ปลาช่อน จะคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์โดยดูความแตกต่างระหว่างปลาเพศผู้และปลาเพศเมีย โดยเพศเมียมีลักษณะท้องจะอูมเป่ง ลำตัวสั้น ช่องเพศขยายใหญ่สีชมพูแดง ส่วนปลาเพศผู้ ลำตัวเรียวยาวกว่าเพศเมีย ครีบต่างๆ ยาว สีเข้ม การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ต้องทำอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ปลาเครียดหรือบาดเจ็บ เพราะความเครียดและความบอบช้ำ จะส่งผลต่อการยับยั้งการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนสังเคราะห์