เอสเพียว ยังคงยึดมั่นความเป็น Super premium brand

ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ ด้วยกระบวนการเลี้ยงแบบ 100% Natural Pure Process และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตั้งแต่วันแรก ยกระดับการดูแลสุขภาพผู้บริโภค โดยขยายฐานลูกค้าในตลาดพรีเมี่ยม ผ่านแนวคิดอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่มาพร้อมความอร่อยอย่างเหนือระดับ และเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ ด้วยการออกสินค้าใหม่ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ เช่น อาหารพร้อมปรุง (Ready to cook) อาหารพร้อมรับประทาน (Ready to eat) รวมทั้งอาหารแปรรูป (Process Meat) สินค้ากลุ่มไส้กรอกและแฮม เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือก รวมทั้งการออก S-Pure Smart Pack เนื้อหมู เนื้อไก่ ในบรรจุภัณฑ์ที่เล็กลง และ S-Pure Portion หมูบด ไก่บด ในซองแบ่งใช้ เพิ่มความสะดวก สะอาดและถูกหลักอนามัย” นางประถิมา กล่าว

นอกจากนี้ มีแผนขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค โดย ตลาดในประเทศ ขยายช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น ทั้งในเขตเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว ผ่านห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีกชั้นนำ กลุ่มฟู้ดเซอร์วิส (Food Service) ฟู้ดเชน (Food Chain) เช่น ร้านอาหาร โรงแรม แคเทอริ่ง (Catering) โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานออกกำลังกาย (Fitness) ระดับแนวหน้า รวมถึง ร้านเบทาโกร เดลี่ และเบทาโกร ช็อป ส่วน ตลาดส่งออก ขยายช่องทางการขายส่งและขายปลีกในประเทศ บาห์เรน กาตาร์ สเปน และโรมาเนีย

สำหรับงาน Live a Better Life ซึ่งจัดโดย เอสเพียว (S-Pure) ร่วมกับ กรูเมต์ มาร์เก็ต จะมีขึ้นระหว่าง วันที่ 4 – 7 ตุลาคม 2561 นี้ เพื่อให้ความรู้เรื่อง Health & Wellness และเชิญชวนผู้บริโภคมาสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยแบบมีคุณภาพกับอาหารเมนูต่างๆ จาก 10 ร้านอาหารแบรนด์ดัง ซึ่งใช้เนื้อหมู-ไก่-ไข่ เอสเพียว (S-Pure) ในการปรุงอาหาร ได้แก่ Romankan Yokohama, Fit Meal, Banana Leaf, Ootoya, Home Fresh Hydro Farm, Maisen, สีฟ้า (Seefah), My Bowl, Made by Todd และ หมูกรอบกลางกรุง พบกับผลิตภัณฑ์ เอสเพียว (S-Pure) พร้อมโปรชั่นพิเศษและร่วมกิจกรรมสนุกต่างๆ อีกมากมาย ณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

อินทผลัม ไม้ผลทางเลือกใหม่ของเกษตรกรจังหวัดชัยนาท ผู้ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจจากอาชีพการทำนา ทำให้มีหนี้สิน เป็นเงินนับล้านบาท แต่ก็ยังมีโชคเข้าข้างเมื่อเพื่อนมาเยี่ยมเยียนพร้อมกับนำอินทผลัมผลสดมาฝาก ครั้นกินดูแล้วทำให้ได้กลิ่นหอม รสชาติหวานนุ่มอร่อย เหมือนมีพลังให้ฮึดสู้ ในเวลาต่อมาจึงตัดสินใจหยุดทำนาแล้วเปลี่ยนมาปลูกและผลิตอินทผลัม กระทั่งประสบความสำเร็จให้มาลืมตาอ้าปาก มีรายได้เงินล้านเพื่อสู้กับวิถีนี้ต่อไป

คุณเฉลย ปิ่นทอง เกษตรอำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท เล่าให้ฟังว่า วิถีเกษตรกรรมของเกษตรกรส่วนใหญ่คือ การใช้วิธีการปลูกและผลิตแบบเดิมๆ ขาดองค์ความรู้และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ใช้ต้นทุนการผลิตสูง ไม่มีตลาดรองรับ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้มีหนี้สินและส่งผลต่อรายได้ที่ไม่เพียงพอในการยังชีพ

การใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เหมาะสมเป็นอีกทางเลือกที่จะทำให้เกษตรกรก้าวสู่ความสำเร็จได้ และการปลูกอินทผลัมก็เป็นหนึ่งในทางเลือกนั้น ถึงแม้อินทผลัมไม่ใช่พืชบ้านเรา เป็นพืชเขตเมืองร้อนทะเลทราย แต่ก็ปลูกได้ในบ้านเรา เพราะทนแล้งทนร้อนได้ดี มีอายุการเก็บเกี่ยวหรือให้ผลผลิตนานกว่า 70 ปีขึ้นไป ที่สำคัญเมื่อมีการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดีเหมาะสมก็จะทำให้ได้ผลผลิตคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยเฉพาะการปลูกและผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม GAP ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน และช่วงเวลานี้ตลาดผู้บริโภคผลอินทผลัมกำลังสดใสไปได้สวย ซึ่งก็เป็นเส้นทางให้นำไปสู่การมีรายได้เพื่อการยังชีพที่พอเพียงและมั่นคง

คุณลุงไพรัช วัฒนะเขตการณ์ หรือ คุณฮวน เกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมนั้นมีอาชีพทำนาและรับจ้างทำนา เมื่อกว่า 4 ปีที่ผ่านมาต้องประสบกับปัญหาสภาวะเศรษฐกิจแปรปรวนที่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ ขายข้าวได้ก็ไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต เป็นหนี้เป็นสินเงินล้านบาท จึงทำให้ต้องหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว

เหมือนกับโชคช่วยฟ้าเป็นใจ เพื่อนที่คุ้นเคยกันมาเยี่ยมเยียนและได้นำอินทผลัมผลสดมาฝาก เมื่อทดลองกินปรากฏว่าได้ลิ้มรสชาติที่แปลกอร่อย จึงทำให้เกิดแนวคิดว่าน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ในการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา เมื่อพูดคุยหารือกันในครอบครัวแล้ว ก็ได้ข้อสรุปว่าต้องเปลี่ยนจากการทำนามาปลูกและผลิตอินทผลัมดีกว่า

จึงเริ่มต้นปลูกอินทผลัม ด้วยการศึกษาเรียนรู้ ค้นหาข้อมูลจากแหล่งความรู้ทั้งจากสื่อต่างๆ รับฟังข้อเสนอแนะด้านวิชาการจากหน่วยงานภาครัฐ จากเอกชนหรือเกษตรกร แล้วนำมาสู่การปลูกและผลิตอินทผลัม ได้ลองผิดลองถูก แก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาการผลิต กระทั่ง 3 ปีผ่านไป ก็มีผลผลิตให้เริ่มเก็บเกี่ยวและเป็นผลผลิตคุณภาพด้วย

วิธีการเตรียมแปลงปลูก เนื่องจากสภาพโดยรวมดินไม่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงได้ซื้อดินมาถมบริเวณหน้าแปลง พร้อมกับปลูกปอเทืองแล้วไถกลบ 3 รอบ จากนั้นได้ซื้อปุ๋ยคอกแห้งมาหว่านให้ทั่วแปลง เป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในการปรับปรุงดินให้ได้คุณภาพเหมาะสมต่อการปลูกและผลิตอินทผลัม ปัจจุบัน ปลูกพันธุ์บาร์ฮี กว่า 200 ต้น พื้นที่ 30 ไร่ และมีต้นที่ให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วกว่า 40 ต้น

วิธีการปลูก ขุดหลุมปลูก กว้าง ยาว และลึก ประมาณด้านละ 1 เมตร นำปุ๋ยคอกแห้ง 2 กระสอบ แกลบดำ 1 ถุง ผสมกับดินบนแบ่งใส่รองก้นหลุม ระยะปลูกระหว่างต้นและแถว ห่างกันประมาณ 8×8 เมตร นำกิ่งพันธุ์อินทผลัมพันธุ์บาร์ฮี ที่มีอายุ 1 ปี สูงเกือบ 1 เมตร ลงปลูกเกลี่ยดินกลบให้น้ำแต่พอชุ่ม

การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา ทั้งการใส่ปุ๋ย ให้น้ำหรือการควบคุมและจัดการศัตรูพืช ได้จัดการดังนี้

การใส่ปุ๋ย บำรุงต้นให้เจริญเติบโตสมบูรณ์ จะไม่ใช้สารเคมีแต่เลือกใช้สิ่งที่ผลิตขึ้นมาเอง ทั้งฮอร์โมน ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ สารกำจัดแมลงหรือกำจัดเชื้อรา วัสดุที่ใช้ในการผลิตก็เป็นพืชสมุนไพรที่มีในท้องถิ่น จัดการผสมผสาน หมัก เมื่อนำไปใช้ทำให้ได้ผลดีและลดต้นทุนการผลิต ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

การให้น้ำ ต้นอินทผลัมแม้จะเป็นพืชทนแล้ง แต่ก็ต้องให้ได้รับน้ำที่พอเพียง ที่นี่ได้จัดการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ โดยเฉลี่ยจะให้น้ำ 2 วัน ต่อครั้ง แต่ละครั้งจะให้น้ำนาน 1 ชั่วโมง แต่ถ้าตรวจพบว่าดินแห้ง ใบเริ่มเหี่ยวเฉา ก็ได้จัดการเพิ่มน้ำให้ต้นอินทผลัมแต่พอชุ่ม เพื่อให้มีการเจริญเติบโตสมบูรณ์

เมื่อต้นอินทผลัมที่ปลูกเจริญเติบโตสมบูรณ์ได้ 3 ปี ก็จะเริ่มให้ผลผลิต ในเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปีก็เริ่มออกดอก ผู้ปลูกจะช่วยผสมเกสร จากนั้นอีก 6-7 เดือน ก็จะเริ่มเก็บผลผลิตได้ ผลจะออกมาเป็นพวงหรือทะลายคล้ายหมาก ในช่วงปีแรกจะให้ผลผลิต 10-15 กิโลกรัม ต่อต้น แต่หลังจาก 5 ปีขึ้นไป ต้นเจริญเติบโตสมบูรณ์ จะให้ผลผลิต 80-100 กิโลกรัม ต่อต้น

ระยะติดผล ได้คลุมด้วยกระดาษทั้งทะลาย และระยะที่ผลเริ่มโต น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ได้ใช้เชือกมัดทะลายกับลำต้นเพื่อป้องกันการฉีกขาด เพราะช่วงนี้จะทำได้ง่ายกว่าทะลายขนาดใหญ่ ผลที่เริ่มสุกได้ใช้กระดาษสีน้ำตาลคลุมทั้งทะลายเพื่อป้องกันนกหรือค้างคาว และยังเป็นการช่วยให้สีของผลเหลืองหรือแดงสวยงาม ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนจากลม หลังจากคลุมประมาณ 3 เดือน ก็ตัดเก็บผล

การเก็บเกี่ยว การพัฒนาของผลมี 4 ระยะ คือ ผลดิบ ผลสมบูรณ์เต็มที่ ผลแก่สุกและระยะผลแห้ง เจ้าของได้ตัดเก็บผลที่มีสีเหลืองเข้มหรือผลสุกสีน้ำตาล เก็บรักษาไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 8 องศาเซลเซียส จะเก็บได้นาน 1 ปี

การตลาด ได้เปิดขายผลผลิตอินทผลัมที่หน้าสวน ผลสดขาย 450-800 บาท ต่อกิโลกรัม ตามความสวยของพวงหรือทะลายที่เกิดจากการห่อเพื่อป้องกันน้ำและแมลง โดยเฉลี่ยจะมีรายได้ 40,000-45,000 บาท ต่อต้น ต่อปี

นอกจากนี้ ก็ได้แปรรูปทำเป็นเครื่องดื่มจากผลสดอินทผลัมและจากจั่นตัวผู้ ด้วยการนำมาบรรจุขวดขาย 50 บาท ต่อขวด รับรองว่าเป็นอินทรีย์ 100% ที่มีรสชาติหวานหอมอร่อย ซึ่งทำให้มีรายได้เพิ่มอีก 20,000-25,000 บาท

ผลอินทผลัม ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน หรือช่วยเพิ่มสมรรถนะทางเพศ สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ คุณลุงไพรัช (ฮวน) วัฒนะเขตการณ์ เลขที่ 82 หมู่ที่ 3 ตำบลวังตะเคียน อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท โทร. (081) 740-2714 หรือที่ คุณเฉลย ปิ่นทอง เกษตรอำเภอหนองมะโมง โทร. (089) 705-4440 ก็ได้ครับ

เที่ยวตามกระแส…แชร์ความสุขสู่อนาคต กรีนซีซั่น ไปสูดธรรมชาติดินแดนอีสานใต้ ที่เมืองย่าโมโคราช สูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางท้องฟ้าสีครามตัดผืนน้ำใสกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ณ เขื่อน ลำตะคอง สัมผัสทิวทัศน์ทุ่งกังหันลมยักษ์สุดอลังการบนยอดเขายายเที่ยง รับสายลมบริสุทธิ์ปะทะหน้า กับธรรมชาติในโหมดพาโนราม่า 360 องศา

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ รายการสมุดโคจร On The Way นำโดย คุณจ๊อบ นิธิ สมุทรโคจร ร่วมผลักดันกระแสการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รณรงค์การดำเนินชีวิตภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการใช้พลังงานสะอาด เพื่อยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ ภายใต้แคมเปญ “เที่ยวตามกระแส แชร์ความสุขสู่อนาคต” นอกจากนี้ ยังมี นางเอกสาว มิว ลักษณ์นารา เปี้ยทา มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแชร์ความสุขสู่อนาคต

เที่ยวตามกระแส รับสายลมสุดชิลกับวิวพาโนราม่าบนยอดเขายายเที่ยง ชมทุ่งกังหันลมยักษ์ที่มีความสูง 94 เมตร แวะลิ้มรสเค้กนุ่มลิ้น จิบเครื่องดื่มคู่ใจที่บ้านไร่ปลายเนิน จากนั้นไปเช็คอินที่เขื่อนลำตะคอง เขื่อนดินสำคัญสายหนึ่งแห่งแม่น้ำมูล ที่มีต้นน้ำอยู่บนเขาฟ้าผ่า พร้อมอิ่มอร่อยที่ครัวตาคีบ ซึ่งคัดสรรวัตถุดิบสดใหม่จากเขื่อนลำตะคอง พร้อมเสิร์ฟในราคาย่อมเยา จากนั้นไปอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน เยี่ยมชมโครงการชีวะวิถี เรียนรู้การทำเกษตรอย่างการเลี้ยงจิ้งหรีด และเพาะเห็นนางฟ้าภูฐาน เพื่อนำผลผลิตมาแปรรูป สร้างรายได้สู่ชุมชน

โคราช เมืองที่มากไปด้วยร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ให้เลือกสัมผัสหลากหลาย เที่ยวด้วยใจอนุรักษ์พลังงานสะอาด รักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สัมผัสธรรมชาติสวยงามได้ใน รายการ สมุดโคจร On The Way : เที่ยวตามกระแส แชร์ความสุขสู่อนาคต วันเสาร์ ที่ 06 ตุลาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตาม

ดร. อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารกรมประมง ร่วมรับมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี จาก นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในโอกาสครบรอบ 92 ปี วันสถาปนากรมประมง ณ กรมประมง กรุงเทพมหานคร

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่รอดชีวิตส่วนใหญ่มักมีความพิการหลงเหลืออยู่และเกิดความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว ประสาทรับรู้และการเรียนรู้ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่มีปัญหาแขนอ่อนแรง ทำให้ผู้ป่วยมักใช้แขนข้างที่ดีในการประกอบกิจวัตรประจำวันและทำกิจกรรมต่างๆ ส่งผลให้ไม่ใช้แขนและมือข้างที่อ่อนแรง กล้ามเนื้อจึงฝ่อลีบ ข้อยึดติดมากขึ้น เป็นสาเหตุให้มีความบกพร่องมากกว่าเดิม ปัจจุบันเครื่องมือการฟื้นฟูทางการแพทย์ ถือเป็นสินค้านำเข้าที่มีราคาแพง ต้นทุนในการผลิตที่มีราคาสูงและมีความซับซ้อนในการใช้งานทั้งตัวระบบและโปรแกรมที่ใช้ในการฝึก

อาจารย์กระวี อนนตรี และ อาจารย์สมพงษ์ แก้วหวัง สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มีแนวคิดออกแบบและสร้าง “สเก๊ตบอร์ดฟื้นฟูการเคลื่อนไหวแขน” ซึ่งสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวแขนตามองศาที่กำหนดในทิศทางต่างๆ โดย “ไมโครคอนโทรลเลอร์” และสามารถปรับระดับความเร็วในการเคลื่อนไหวแขน เพื่อเพิ่มพัฒนาการความสามารถของผู้ป่วยและสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการตอบสนองการกระตุ้นการฟื้นฟูสมรรถภาพของแขนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งต้นทุนในการผลิตที่ไม่สูงและสามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก ไม่ซับซ้อน และสามารถติดตั้งโดยบุคคลทั่วไป

อาจารย์กระวี อนนตรี กล่าวว่า สเก๊ตบอร์ดฟื้นฟูการเคลื่อนไหวแขนสามารถทำงานได้ทั้งหมด 4 โหมด ในทิศทางการเคลื่อนไหวของแขน ประกอบด้วย โหมดที่หนึ่งเคลื่อนไหวในทิศทาง ซ้าย-ขวา โหมดที่สองเคลื่อนไหวในทิศทาง ไปข้างหน้า-ถอยหลัง โหมดที่สามเคลื่อนไหวในทิศทาง วงกลม และโหมดที่สี่เคลื่อนไหวในทิศทาง เลขแปด (ทิศตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกา) ซึ่งสามารถปรับระดับความเร็วของการเคลื่อนที่ได้ 3 ระดับ ประกอบด้วยระดับ LOW MEDIUM และ HIGH เพื่อให้เหมาะกับผู้ป่วย และยังสามารถตั้งค่าจำนวนครั้งในการกายภาพบำบัดได้ ตามความต้องการ และมีการแสดงผลผ่านจอแอลซีดีเพื่อความสะดวกต่อการใช้งาน นอกจากนั้น สเก๊ตบอร์ดฟื้นฟูการเคลื่อนไหวแขน ได้รับรางวัลชนะเลิศสาขาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเพื่อสังคม ในงานประชุมวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 1-3 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเรือรัษฎา จังหวัดตรัง

สเก๊ตบอร์ดฟื้นฟูการเคลื่อนไหวแขนสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและเป็นการตอบสนอง
การกระตุ้นการฟื้นฟูสมรรถภาพของแขนอย่างต่อเนื่องและเพิ่มพัฒนาการความสามารถของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในทางการฟื้นฟูทางการแพทย์ ผู้ป่วยที่ทำกายภาพบำบัดกับเครื่องสเก๊ตบอร์ดฟื้นฟูการเคลื่อนไหวแขน สามารถทำกายภาพได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องไปกายภาพที่โรงพยาบาล ลดค่าใช้จ่ายและทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์กระวี อนนตรี อาจารย์ประจำสาขาวิชา
วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โทรศัพท์ (081) 898-0511

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของบริบททั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ สภาวะเศรษฐกิจ การเมือง สังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อัตราการเกิดของประชากรในประเทศที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อกระบวนการจัดการศึกษา ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ จากการศึกษาในห้องเรียน เป็นการเรียนผ่านระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย

ทำให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ในฐานะมหาวิทยาลัยเฉพาะทางต้องทบทวนภารกิจและบทบาทหน้าที่ให้มีความสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าเพื่อผลิตกำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ งานวิจัยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้านการพัฒนามหาวิทยาลัยในระยะแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย ถือได้ว่าเป็นกลไกและจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

โดยแผนการพัฒนามหาวิทยาลัยได้เชื่อมโยงภายใต้ความสอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติ แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 นโยบายที่สำคัญของรัฐบาล แผนพัฒนาฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นกรอบและทิศทางในพัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ต่อไป แผนพัฒนาระยะ 20 ปี RMUTSV >> RUTS เป็นการร่วมขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยไปสู่การปฏิบัติ มหาวิทยาลัยมุ่งสร้างความเข้มแข็งและโดดเด่นตาม

อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจศิลปวัฒนธรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระดับประเทศและสากล โดยมุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตมืออาชีพที่สร้างสรรค์สังคม การผลิตกำลังคนเฉพาะทาง การสร้างงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม สู่การนำไปใช้ประโยชน์ การให้บริการแก่สังคม และรวมไปถึงการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมบนแนวทางที่สร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยกำหนดค่านิยมหลักขององค์กรซึ่งแทนด้วยตัวอักษร 4 ตัว คือ RUTS โดยมีความหมายดังนี้

R = Responsibility รับผิดชอบต่อตนเอง รับผิดชอบในหน้าที่ เพื่อผลิตนักปฏิบัติมืออาชีพ

U = Unity เป็นหนึ่งเดียว กลมเกลียวสามัคคี ทำงานเป็นทีม เสริมกำลัง สร้างความเข้มแข็ง เพื่อยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตกำลังคนและสร้างนวัตกรรมเพื่อรับใช้สังคม

T = Technology and Innovation ตามทัน พัฒนา ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอนและการสร้างเครือข่าย

S = Shining Wisdom รัศมีแห่งปัญญา การสร้างปัญญาด้วยการฝึกฝนและสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความรักและศรัทธา เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นภูมิปัญญาของคนไทย

โดยทางมหาวิทยาลัยดำเนินการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ระยะปานกลาง 5 ปี (พ.ศ. 2561-2565) ถือเป็นแผนฉบับแรกที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ในระยะ 5 ปีแรก “มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาภูมิภาคอย่างมั่นคง” ที่มีความมุ่งมั่นในการผลิตนักปฏิบัติมืออาชีพ เพื่อเป็นกำลังแรงงานที่มีมาตรฐานก่อให้เกิดรายได้สูง สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับภูมิภาค

มหาวิทยาลัยมุ่งสร้างความเข้มแข็งและโดดเด่นตามอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ เพื่อเป็นเสาหลักของภูมิภาคในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและศิลปวัฒนธรรมของชุมชนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระดับภูมิภาค โดยกำหนดอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ พื้นที่สงขลา ด้านการพัฒนาเมืองด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม พื้นที่รัตภูมิ ด้านการจัดการฟาร์มอัจฉริยะ พื้นที่ตรัง ด้านการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง พื้นที่นครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ ไสใหญ่ ด้านการจัดการเกษตรด้วยนวัตกรรม (นวัตกรรมเกษตร) พื้นที่นครศรีธรรมราช ขนอม ด้านการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องร่วมด้วย ช่วยกันในทุกฝ่าย “จากความหลากหลายสู่ความสำเร็จ ณ เป้าหมายเดียวกัน” เพื่อตอบสนองแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ รวมไปถึงการยกระดับคุณภาพการศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและศิลปวัฒนธรรมของชุมชน การให้บริการความรู้สู่ชุมชนด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและเป็นประชาคมแห่งความสุขอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำนมดิบและยกระดับสหกรณ์โคนมให้เข้มแข็งมีประสิทธิภาพ โดยสนับสนุนให้สหกรณ์ โคนมเป็นกลไกหลักการปฏิรูปภาคเกษตร และได้รับงบประมาณ ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน และได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า จากการติดตามการดำเนินงานสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด จังหวัดสกลนคร ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน พบว่า ปัจจุบัน สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด มีสมาชิกเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนม 117 คน ครอบคลุม 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวาริชภูมิ กุดบาก นิคมน้ำอูน สว่างแดนดิน ส่องดาว พังโคน อากาศอำนวย วานรนิวาส เจริญศิลป์ และพรรณนานิคม โดยธุรกิจหลักของสหกรณ์ คือ การรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิกเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมเพื่อจำหน่าย 2 ชนิด ได้แก่ นมพาสเจอไรซ์ และนมยูเอชที ซึ่งเป็นการจำหน่ายให้กับโรงเรียนเป็นหลัก

สำหรับปี 2561 สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน 3 รายการ ได้แก่ 1. เครื่องตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนม 2. รถห้องเย็นสำหรับขนส่งผลิตภัณฑ์นม ขนาด 6 ล้อ ขนาด 145 แรงม้า และ 3. ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์พร้อมอุปกรณ์สำหรับโรงงานผลิตนม ขนาด 100 ตารางเมตร รวมงบประมาณทั้งสิ้น 3,450,000 บาท โดยภาครัฐอุดหนุน 3,105,000 บาท และสหกรณ์สมทบอีก 345,000 บาท