เฮรับปีใหม่! อินเดีย รับขึ้นทะเบียน “ผ้าไหมยกดอกลำพูน”

เป็นสินค้าจีไอ นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ประเทศอินเดีย ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ผ้าไหมยกดอกลำพูน” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ณ ประเทศอินเดีย อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากประเทศไทย โดยความร่วมมือของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมหม่อนไหม และสถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย ได้ยื่นคำขอไปยังประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2558 ถือเป็นอีกความพยายามที่กรมฯ ร่วมผลักดันให้เกิดความคุ้มครองสินค้าจีไอ ไทยในเวทีต่างประเทศ และเป็นอีกหนึ่งในความภูมิใจของประเทศไทยที่สินค้า GI ไทยได้รับการยอมรับในเวทีระดับสากล

ทั้งนี้ ผ้าไหมยกดอกลำพูนได้รับการขึ้นทะเบียนจีไอในต่างประเทศแล้ว 2 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย ปี 2559 และ อินเดีย ในปี 2560 ปัจจุบันกรมทรัพย์สินทางปัญญา อยู่ระหว่างส่งเสริมให้มีการขึ้นทะเบียนจีไอจีไอในต่างประเทศ 6 สินค้า ใน 3 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศจีน ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ประเทศกัมพูชา ได้แก่ กาแฟดอยตุง และประเทศเวียดนาม ได้แก่ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน

นักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวจังหวัดตราดเพิ่มขึ้นทุกปี หากดูข้อมูล ปี 2560 ในจำนวน 13 ล้านคน นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ จำนวน 2.3 ล้านคน นิยมท่องเที่ยวดำน้ำดูปะการัง สัตว์น้ำต่างๆ ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกในจังหวัดตราด ประมาณ 150,000 คน หรือประมาณอัตรา ร้อยละ 7 ด้วยจังหวัดตราดเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทะเล มีเกาะต่างๆ ที่เป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อ เช่น เกาะรัง เกาะเทียน เกาะยักษ์ ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง และปี 2555 มีแหล่งดำน้ำนอกเขตอุทยานฯ ที่เป็นที่นิยมของนักดำน้ำลึกแบบสคูบา

เมื่อองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ได้สนับสนุนวาง “เรือช้าง” ขนาดใหญ่ กว้าง 20 เมตร ยาว 110 เมตร สูง 26 เมตร บริเวณหินลูกบาศก์ ด้านใต้เกาะช้าง ให้เป็นบ้านปลาขนาดใหญ่ จึงเป็นการฟื้นฟูสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ท้องทะเล หลังจากวางเรือมา 5 ปีเต็ม

คริสเทล โกลสเทน ผู้บุกเบิกธุรกิจดำน้ำ

“คริสเทล โกลสเทน” Mrs. Kristel Golsteyn ชาวเบลเยียม วัย 50 ปีเศษ ที่หลงใหลเสน่ห์ของการดำน้ำในเมืองไทยมากที่สุดที่เกาะช้าง วางมือจากการเป็นผู้จัดการห้างสรรพสินค้าในเบลเยียม เมื่อ 15 ปีที่แล้ว หันมาทำธุรกิจดำน้ำ ภายใต้ชื่อ บีบี ไดเวอร์ส (BB DIVERS) ที่เกาะช้าง และขยายสาขาไปเกาะกูด เกาะหมาก เป็นที่รู้จักดีของบรรดานักดำน้ำต่างประเทศ

คุณโกลสเทน เล่าว่า ย้อนเวลาไปเมื่อ 17 ปี ที่ผ่านมา ได้เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองไทยและชอบการดำน้ำมาก เคยไปดำน้ำทางภาคใต้หลายจังหวัด และเมื่อมาเกาะช้างมีความรู้สึกหลงใหลกับเสน่ห์ของทะเลและการดำน้ำที่เกาะช้างมาก ซึ่งตราดเป็นจังหวัดเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร สะดวกที่ชาวต่างประเทศจะเดินทางมาท่องเที่ยว หรือดำน้ำ โดยใช้เวลาไม่นานนัก รวมทั้งผู้คนมีอัธยาศัยไมตรี สภาพท้องถิ่นผู้คนยังคงวัฒนธรรมดั้งเดิม เมื่อมามีครอบครัวเป็นคนไทยกับ คุณจเร สังขกุล มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านบางเบ้า ปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการ “บางเบ้าสปีดโบ๊ท” และประธานชมรมเรือดำน้ำดูปะการังหมู่บ้านบางเบ้า ปี 2545 ได้ตัดสินใจมาใช้ชีวิตที่เกาะช้าง ทำธุรกิจดำน้ำ “บีบี ไดเวอร์ส” (BB DIVERS) ที่ หมู่ที่ 1 บ้านบางเบ้า ตำบลเกาะช้างใต้ อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด

“ส่วนตัวชอบดำน้ำมาก เห็นว่านักท่องเที่ยวที่มาเกาะช้างส่วนหนึ่งที่มีจำนวนมากต้องการมาดำน้ำ แต่ที่เกาะช้างหรือเกาะใกล้เคียงยังไม่มีธุรกิจดำน้ำ จึงเปิดร้าน บางเบ้า ไดเวอร์ส ทำธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ดำน้ำ ให้บริการนักดำน้ำ นักท่องเที่ยว ดูปะการัง ทั้งน้ำตื้น น้ำลึก ตามเกาะต่างๆ รอบๆ เกาะช้าง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ และเปิดธุรกิจสอนดำน้ำ “บีบี ไดเวอร์ส” ระยะแรกๆ เป็นครูสอนดำน้ำเองด้วย ใช้หลักสูตรดำน้ำของสถาบัน PADI ตั้งแต่หลักสูตรนักดำน้ำชั้นต้น (Open Water Diver) นักดำน้ำชั้นสูง (Advanced Open Water Diver) กู้ภัย (Rescue and EFR) และหลักสูตรการเป็นผู้ควบคุมการดำน้ำ (Dive Master) ที่สามารถเรียนต่อเป็นครูสอนดำน้ำ (Diving Instructor) ได้

เมื่อสำเร็จจะได้ใบรับรองจากสถาบัน PADI (Professional Association of Diving Instructors : PADI) ปัจจุบันสามารถผลิตนักดำน้ำที่เป็นครูผู้ช่วยไดฟ์มาสเตอร์ ทำงานอยู่กับ บีบี ไดเวอร์ส ที่เกาะช้าง ต่อมาธุรกิจไปได้ดีจึงขยายสาขาไปเปิดบริการให้นักดำน้ำที่เกาะกูด 2 แห่ง เกาะหมาก 2 แห่ง ที่มีแหล่งดำน้ำอยู่บริเวณใกล้เคียง” คุณโกลสเทน กล่าว

เรือช้าง แหล่งดำน้ำลึก “ไล่ล่าภาพฉลามวาฬ”

คุณโกลสเทน กล่าวว่า จุดลงเรือที่ท่าเทียบเรือบางเบ้า เสมือนเป็นเซ็นเตอร์ที่จะเดินทางจากเกาะช้างไปแหล่งดำน้ำตามเกาะต่างๆ เช่น เกาะรัง เกาะเทียน เกาะยักษ์ และในระยะ 2-3 ปี ที่ผ่านมา มีจุดที่วางเรือช้างเป็นไฮไลต์ที่สุดคือ บริเวณหินลูกบาศก์ อยู่ห่างจากท่าเรือบางเบ้า ประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ทเพียง 30 นาที เรือไม้ ประมาณ 50-60 นาที เรือช้างเป็นเรือรบขนาดใหญ่ กว้าง 20 เมตร ยาว 110 เมตร สูง 26 เมตร มีห้องต่างๆ ในเรือ เหมาะกับการดำน้ำเพื่อหาประสบการณ์และมือใหม่ หลังจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) สนับสนุนงบประมาณ วางเรือช้าง เมื่อปี 2555

เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา บริเวณรอบๆ เรือช้าง มีนักดำน้ำให้ความนิยมมาดำน้ำลึกแบบสคูบา (Scuba Diving) จำนวนมาก เนื่องจากไม่มีคลื่นลม น้ำใส เป็นแหล่งปลาอันอุดมสมบูรณ์ เป็นเส้นทางของฝูงปลา มีปลาบางชนิดเป็นสัตว์น้ำที่หายาก เช่น ปลาแมงป่อง ปลาหิน เต่ามะเฟือง

ที่ไม่เคยเห็นนานเป็น 10 ปี ไฮไลต์คือ ปลาฉลามวาฬ ขนาดลำตัวยาว 4-5 เมตร หมุนเวียนกันมาเยือนปีละ 5-6 ตัว นักดำน้ำต่างประเทศที่มาพบเจอจะโพสต์ภาพคู่ฉลามวาฬ เผยแพร่ภาพ ข้อความในโซเชี่ยลมีเดีย ทำให้นักดำน้ำหลายคนมาไล่ล่าถ่ายภาพกับฉลามวาฬ

“ลูกค้าที่มาดำน้ำที่เรือช้าง จะดำแบบสคูบา ค่าใช้จ่ายไดฟ์ละ 3,000 บาท ปกติจะดำ วันละ 1-2 ไดฟ์ บางคนดำสำรวจตามห้องต่างๆ หรือรอบๆ เรือ 3-4 ไดฟ์ทีเดียว บริษัทดำน้ำบนเกาะช้างที่มีอยู่ 4 บริษัท มีนักท่องเที่ยวที่เป็นนักดำน้ำ ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย มีจีน เกาหลีบ้าง มาดำน้ำบริเวณเรือช้างในฤดูกาลท่องเที่ยวเดือนตุลาคมถึงเมษายน ปี 2558-2560 มีปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากปี 2558 วันละประมาณ 30-60 คน รายได้ประมาณ 18.9 ล้านบาท ปี 2560 เพิ่มขึ้น เฉลี่ยวันละ 50-100 คน รายได้ประมาณ 31.5 ล้านบาท เฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 30% ซึ่งนักดำน้ำเหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง จะใช้จ่ายค่าที่พัก อาหาร และแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมต่างๆ ทำให้รายได้กระจายออกไป” คุณโกลสเทน กล่าว

มองโอกาส สร้างงานให้ท้องถิ่น

คุณโกลสเทน เล่าถึงการทำธุรกิจ บีบี ไดเวอร์ส ว่า ทีมงานมีครูสอนดำน้ำ (Diving Instructor) ชาวต่างประเทศ 4-5 คน และได้พยายามฝึกสอนเด็กลูกเรือ 9 คน ที่เป็นคนท้องถิ่นให้มีความรู้เรื่องการดำน้ำเพื่อเป็นครูผู้ช่วยไดฟ์มาสเตอร์ และสามารถพัฒนาผู้ควบคุมการดำน้ำ ไดฟ์มาสเตอร์ได้ โดยพยายามสร้างเด็กในท้องถิ่นของเกาะช้างที่ทำงานเป็นลูกเรือเดิม มีรายได้เดือนละประมาณ 10,000 บาทเศษ ให้มีความรู้เป็นครูผู้ช่วยไดฟ์มาสเตอร์ จะได้เงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท และไดฟ์มาสเตอร์ เดือนละ 30,000-40,000 บาท ตอนนี้มีเรียนอยู่ 2 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเป็นการลงทุนสูง ต้องใช้เวลา และต้องเลือกสร้างคนที่สามารถเรียนรู้ได้ทั้งการดำน้ำและภาษาอื่นๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ดัตช์ รัสเซีย เยอรมัน จีน ที่สำคัญต้องเชื่อมั่นว่าเขาเรียนจบแล้วจะทำงานอยู่กับเรา เพราะเป็นการเรียนที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย จากคอร์สที่เรียนไดฟ์มาสเตอร์ ปกติใช้เวลา 3-6 สัปดาห์ เสียค่าใช้จ่าย 40,000 บาท

“โอกาสที่เด็กๆ ในท้องถิ่นที่เป็นลูกเรือทั่วๆ ไปหากพัฒนาตัวเองเข้ามาทำอาชีพดำน้ำ ทั้งผู้ช่วยไดฟ์มาสเตอร์ และไดฟ์มาสเตอร์ มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง เพราะเด็กๆ ในท้องถิ่นเรียนรู้วิถีชีวิตในทะเล รู้จักสภาพท้องทะเล ดินฟ้า อากาศ การใช้เรือดีอยู่แล้ว จะพัฒนาได้ง่ายและรวดเร็ว ที่สำคัญเงินเดือนของการเป็นลูกเรือต่างกันมากกับผู้ช่วยไดฟ์มาสเตอร์ และไดฟ์มาสเตอร์ จึงพยายามฝึกให้เด็กในท้องถิ่นพัฒนาตัวเองเป็นครูผู้ช่วยไดฟ์มาสเตอร์ และผู้ควบคุมการดำน้ำไดฟ์มาสเตอร์ ซึ่งตลาดแรงงานยังเปิดกว้างอยู่ และเป็นอาชีพที่สามารถพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ถึงครูสอนดำน้ำมีเงินเดือนสูงมาก ถ้ามีความสามารถ” คุณโกลสเทน กล่าว

ปัญหาดูแลเรือช้าง สร้างแหล่งดำน้ำขนาดใหญ่เพิ่ม

“เรือช้าง เริ่มมีปัญหาเรื่องการดูแลและการอนุรักษ์โครงสร้างเรือ เพราะสภาพโดยรอบที่วางทุ่นไว้เป็นที่หมายได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว ทำให้เรือบางลำเข้าทอดสมอใกล้เรือช้างมาก หรือเรือบางลำจะผูกเชือกเรือไว้กับเสากระโดงเรือ คาดว่าต่อไปเสากระโดงเรือและโครงสร้างเรือส่วนต่างๆ จะหักและถูกทำลายไปด้วย ทำให้โครงสร้างของเรือช้างที่ดูยิ่งใหญ่ และมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่สำคัญ 73 ปีมาแล้ว สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเรื่องเล่าที่นักดำน้ำให้ความสนใจอาจจะเลือนหายไป จึงอยากให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาเป็นแกนกลาง ประสานงานดูแลวางทุ่นจอดเรือ การทิ้งสมอเรือ การผูกเรือกับโครงสร้างต่างๆ ของเรือ ซึ่งบรรดาเรือที่ทำธุรกิจดำน้ำยินดีให้ความร่วมมือ ส่วนบริเวณที่วางเรือช้างเป็นจุดที่เป็นแหล่งปลาอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว หากจะมีการวางเรือเพิ่มขึ้นอีก ให้เป็นแนวกำแพงต่อกันสร้างแหล่งปลาขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น บริเวณเรือช้างจะเป็นแหล่งดำน้ำขนาดใหญ่ที่นักดำน้ำต่างประเทศทั้งยุโรป อเมริกา เอเชีย ใฝ่ฝันที่จะมาดำน้ำลึกมากกว่า 1 ครั้ง” คุณโกลสเทน กล่าว

เมื่อวันที่ 12 มกราคม นางจุราวรรณ จันทร์ทอง อายุ 37 ปี ต.ผาเลือด อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เข้าพบ ร.ต.อ.จกฤษ สมบัติศิริ พนักงานสอบสวน สภ.ท่าปลา เพื่อแจ้งความให้ตำรวจ สภ.ท่าปลา ติดตามตัวและดำเนินคดีกับกลุ่มคนเข้าไปลักลอบตัดต้นสักทองในสวนที่ปลูกไว้ 6 ไร่ ห่างจากบ้านราว 1 กิโลเมตร จำนวน 10 ต้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 10 เซนติเมตร อายุราว 10 ปี และครั้งนี้เป็นการขโมยครั้งที่ 2 แล้ว คนร้ายที่เข้ามาขโมยมักจะเลือกตัดต้นสักทองที่มีลำต้นยาวตรง ไม่มีกิ่งหรือตาไม้ ไม่ตัดตั้งแต่โคนต้นแต่เลือกตัดห่างจากพื้นดินราวเกือบ 1 เมตร ไม่เอาส่วนปลายและกิ่ง

เหมาะสำหรับนำไปทำเป็นไม้วงกบหน้าต่างอาคารบ้านเรือน เชื่อว่าคนที่เข้ามาลักลอบขโมยไม้สักนั้น น่าจะเป็นคนในหมู่บ้าน หรือหมู่บ้านใกล้เคียง เข้ามาตัดช่วงเวลากลางคืน เพราะไม่มีคนเห็น จะมีผู้คนผ่านบ่อย เนื่องจากอยู่ติดถนนสายหลักของหมู่บ้าน โดยใช้เลื่อยมือที่ไม่มีเสียงดังเข้ามาตัด เกรงว่าหากปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไร ต้นสักทองก็จะถูกขโมยหมดสวน จึงอยากให้ตำรวจช่วยติดตามและจับกุมตัวคนร้ายโดยเร็ว และไม่อยากให้คนร้ายไปสร้างปัญหาหรือขโมยทรัพย์สินของคนอื่นอีกต่อไป

รัฐมนตรีอาเซียน–อินเดียด้านเกษตรและป่าไม้ เห็นชอบดันแผนระยะกลาง 5 ปี เน้นสร้างความเข้มแข็งเกษตรกร เชื่อมโยงเทคโนโลยีการเกษตรหวังขับเคลื่อนพัฒนาด้านการเกษตรและป่าไม้ระหว่างกัน

เมื่อวันที่ 12 มกราคม นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 11 – 12 มกราคม ในฐานะประธานที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ หรือ อามาฟ และทำหน้าที่ประธานที่ประชุมร่วมกับนายราด้า โมฮานซิงห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสวัสดิการเกษตรกร ที่ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ว่า อาเซียนและอินเดียเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

เนื่องจากอินเดียมีขนาดจีดีพี 2.25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 7 ของโลก และมีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ขณะที่อาเซียนรวม 10 ประเทศมีขนาดจีดีพี 2.71 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีประชากรกว่า 644 ล้านคน ดังนั้น อาเซียนและอินเดียต้องเสริมสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก สามารถสร้างอำนาจต่อรอง และเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล นำไปสู่การพัฒนาที่สำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม

โดยผลการประชุมครั้งนี้ที่ประกอบด้วยรัฐมนตรีด้านการเกษตรและป่าไม้อาเซียนทั้ง 10 ประเทศ และอินเดียให้ความเห็นชอบ และแสดงความพอใจต่อผลการดำเนินงานตามกรอบความร่วมมืออาเซียน-อินเดีย ปี 2554-2558 โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งการวิจัยและพัฒนา ตามที่เห็นชอบร่วมกัน อาทิ การจัดระบบควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืชในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการส่งเสริมการเกษตรในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จังหวัด และระดับชาติ การอบรมเกี่ยวกับการรับรองผักและผลไม้อินทรีย์ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีอาเซียน – อินเดียด้านเกษตรและป่าไม้ aussierulesinternational.com ยังเห็นชอบแผนการดำเนินงานระยะกลางของความร่วมมืออาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ที่มีเป้าหมายดำเนินการถึงปี 2563 สนับสนุนแผนการดำเนินงานระยะกลางของความร่วมมืออาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ จะสิ้นสุดในปี 2563 ที่ตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงด้านอาหาร จึงคาดหวังให้มีการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงอาหารและราคาสินค้าอาหารที่ผันผวนในภูมิภาค รวมถึงสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของเกษตรกรระหว่างอาเซียนและอินเดีย

ครั้งที่ 3 เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและยุวเกษตรกรได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาการทำการเกษตรและและมีทักษะด้านการบริหารจัดการ โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและอินเดียอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 รัฐมนตรีอาเซียน-อินเดีย คาดหวังว่าจะได้มีการดำเนินกิจกรรมด้านการเสริมสร้างศักยภาพอาเซียน-อินเดีย ในโครงการการพัฒนารูปแบบองค์ความรู้เพื่อการจัดทำการเกษตร โดยมีโครงการสำคัญ ๆ เช่น โครงการเสริมสร้างศักยภาพสตรีอินเดีย – อาเซียนผ่านสหกรณ์

วันที่ 12 ม.ค. รศ.ดร.ศิริพร กิรติการกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยกาดแม่โจ้ 2477 เตรียมจัดกิจกรรมเนื่องวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 ในวันที่ 13 ม.ค.61 ที่บริเวณอาคารแผ่พืชน์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อเป็นเวทีสร้างสรรค์และสร้างกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กๆได้มีส่วนร่วม กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก พัฒนาศักยภาพของตนเอง ตามคำขวัญวันเด็ก ประจำปี 2561 จากนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี” โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อมาร่วมกันสร้างความสุขให้กับเด็กๆ กันอย่างเต็มที่ แบบฟรี ตลอดงาน

ทั้งนี้กิจกรรมจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สมาร์ท สมอล ฟาร์มเมอร์” นำความรู้และเทคโนโลยีทางด้านการเกษตรที่เป็นจุดเด่นของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาถ่ายทอดหรือประยุกต์เป็นเกมและกิจกรรมต่างๆ เพื่อสอดแทรกให้เด็กและเยาวชนได้ซึมซับเรียนรู้ ตลอดจนได้ร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในเรื่องของการเกษตร เพื่อสร้างให้เกิดเกษตรกรที่มีความรู้และคุณภาพเป็นกำลังของประเทศชาติต่อไปในอนาคต

รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บอกด้วยว่า หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจในการจัดงานครั้งนี้นอกจากการแสดงบนเวที,การแข่งขันร้องเพลง,การประกวดวาดภาพชิงรางวัล,และการแจกของรางวัลกว่า 2,000 ชิ้นแล้ว ยังมีการจัดแสดงสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร โดยเฉพาะควายไทย ซึ่งถือเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตและการทำการเกษตรของไทยมาจัดแสดงให้เด็กและเยาวชนได้ชื่นชมและสัมผัสอย่างใกล้ชิดด้วย โดยจะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ขี่ควายและนั่งเกวียนด้วย เพื่อให้ได้เรียนรู้และสืบสานวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยในอดีตด้วย เนื่องจากปัจจุบันควายไทยลดจำนวนลงมากและเด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยนัก ซึ่งควายไทยที่นำมาจัดแสดงจะนำโดย “บุญหนัก” ควายไทยเพศผู้อายุ 15 ปี พร้อมครอบครัว คาดว่าจะมีผู้ปกครองให้ความสนใจนำลูกหลานเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนักศึกษาที่มาสาธิตแสดงแบบการขี่ควายครั้งนี้ เป็นที่ฮือฮาอย่างมากเพราะ โดย น้องข้าวฟ่าง อายุ 21 ปี กำลังศึกษาอยู่ ปี 3 สาขาพืชผัก คณะผลิตกรรมการเกษตร โดยน้องข้าวฟ่าง กล่าวว่า ไม่เคยขี่ควายก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ตื่นเต้นนิดหน่อย พอขึ้นขี่ก็รู้สึกชิน ไม่เคยใกล้ชิดหรือจับต้องควายมาก่อน ครั้งนี้ใกล้ชิดมาก ตื่นเต้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด พรุ่งนี้ก็วันเด็ก โดยทางเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ขอให้ตนมาช่วยสาธิตและเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตนก็ยินดี ที่จะช่วยโปรโมทฯ เพื่อมหาวิทยาลัยฯ ได้จัดกิจกรรมดังกล่าว