แก่นตะวัน นั้น เรียกได้หลายชื่อ ทั้ง “ทานตะวันหัว” และ

“แห้วบัวตอง” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า เยรูซาเล็ม อาร์ติโชก บางทีก็เรียกว่า ซันโชก ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์คือ Helianthus tuberosus L. เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน ซึ่งมีต้นกำเนิดในตอนใต้ของประเทศแคนาดา และตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น แต่มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศทั่วไป จึงสามารถปลูกได้ดีในเขตร้อนและเขตกึ่งหนาวอย่างทวีปยุโรป ทำให้ต้น “แก่นตะวัน” เป็นที่รู้จักในหลายๆ ภูมิภาค

โดยลักษณะต้นของ “แก่นตะวัน” จะสูงประมาณ 1.5 ถึง 2 เมตร มีขนตามกิ่งและใบ ส่วนดอกของ “แก่นตะวัน” มีสีเหลืองสดใสคล้ายกับดอกบัวตอง และทานตะวัน แต่ขนาดจะเล็กกว่ามาก นอกจากนี้ “แก่นตะวัน” ยังมีหัวใต้ดินคล้ายมันฝรั่งไว้สำหรับเก็บสะสมอาหาร ซึ่งที่หัวของแก่นตะวันนี่เอง ที่จัดว่ามีสรรพคุณดีเยี่ยมนั่นก็เพราะที่ส่วนหัวของ “แก่นตะวัน” จะมีสารอินนูลิน ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรักโตสโมเลกุลยาว จึงเป็นพืชพรีไบโอติกที่มีเส้นใยสูงมาก หากรับประทานเข้าไป สารดังกล่าวจะไปช่วยดักจับยึดไขมันในเส้นเลือด

ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือ LDL ที่เรารับประทานเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป ทิ้งออกทางอุจจาระ จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี และถ้าใครที่ไม่ค่อยแข็งแรง เพราะมีภูมิคุ้มกันต่ำ “แก่นตะวัน” ก็ถือเป็นสมุนไพรที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้ดีขึ้น เพราะอินนูลินจะไปช่วยลดปริมาณแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น โคลิฟอร์ม และ อี.โคไล ในขณะเดียวกัน “แก่นตะวัน” ก็จะไปเพิ่มการทำงานของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย คือบิฟิโดแบคทีเรีย และแล็กโตบาซิลลัส ให้เจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ใครที่อยากลดความอ้วน “แก่นตะวัน” ก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้เป็นอย่างดี โดยก่อนหน้านี้มีผู้ทดลองวิจัยให้หนูกินอาหารผสมอินนูลินนาน 3 สัปดาห์ และพบว่า น้ำหนักตัวของหนูลดลงจากเดิมถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว ซึ่งหากคนรับประทานแก่นตะวัน ซึ่งมีอินนูลินสูงเข้าไป ก็จะช่วยเรื่องการลดน้ำหนักตัวได้เช่นกัน เพราะร่างกายเราไม่สามารถย่อยสารเส้นใยอินนูลินได้ ทำให้สารดังกล่าวตกค้างอยู่ในระบบทางเดินอาหารหลายชั่วโมง จึงทำให้ผู้รับประทาน “แก่นตะวัน” เข้าไป ไม่รู้สึกหิว และรับประทานอาหารได้น้อยลงนั่นเอง

ส่วนผู้ที่ไม่อยากเป็นโรคเบาหวาน การรับประทาน “แก่นตะวัน” ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้ เพราะ “แก่นตะวัน” มีแคลอรีต่ำ และไม่ไปเพิ่มน้ำตาลในเลือด โดยมีงานวิจัยระบุว่า คนที่รับประทานอินนูลินจะมีโอกาสเป็นเบาหวานน้อยกว่าคนที่รับประทานน้ำตาลถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว สำหรับสรรพคุณอื่นๆ ของ “แก่นตะวัน” ก็มี อย่างเช่น ช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย ลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง แก้อาการท้องเสีย ท้องผูก ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ ลดกลิ่นปากจากเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันพิษของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ป้องกันอาการภูมิแพ้ และการแพ้อาหาร โดยเฉพาะในเด็กกระตุ้นการดูดซึมแร่ธาตุหลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียม และธาตุเหล็ก ฯลฯ

เห็นสรรพคุณของ “แก่นตะวัน” มากมายขนาดนี้แล้ว ก็คงอยากจะลองรับประทานกันบ้างแล้วใช่ไหมล่ะ โดยเราสามารถรับประทาน “แก่นตะวัน” ได้ทั้งแบบสดๆ เหมือนกับผักสลัดทั่วๆ ไป รสชาติจะออกคล้ายๆ แห้วและมันแกว หรือจะนำไปปรุงสุกเป็นอาหารหลากหลายเมนูก็ย่อมได้ หรือหากใครจะลองนำหัวแก่นตะวันไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้งแล้วนำไปอบ ป่นเป็นผงเล็กๆ ไปผสมกับแป้งทำขนม คุ้กกี้ ก็จะได้ขนมรสอร่อย แถมยังมีกลิ่นหอม และมีปริมาณอินนูลินจำนวนมาก ซึ่งดีต่อสุขภาพด้วย และนอกจาก “แก่นตะวัน” จะเป็นพืชที่ให้คุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ยังเป็นพืชที่มีประโยชน์ในด้านพลังงานทางเลือกอีก โดยหากนำหัวสดแก่นตะวัน 1 ตัน ไปหมักด้วยเชื้อยีสต์ จะได้แอลกอฮอล์ไปกลั่นเป็นเอทานอลที่บริสุทธิ์ 99.5 เปอร์เซ็นต์ ได้ถึง 100 ลิตร ซึ่งมากกว่าอ้อย 1 ตัน ที่จะให้ปริมาณเอทานอลเพียง 75 ลิตร ดังนั้นแล้ว หากมีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการหมัก และกรรมวิธีต่างๆ ให้ดีขึ้น เชื่อได้เลยว่า “แก่นตะวัน” จะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่งในไม่ช้า

แหม! ประโยชน์ครบเซ็ตอย่างนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมคนทั่วโลกถึงยกให้ “แก่นตะวัน” เป็นสมุนไพรมหัศจรรย์จริงๆ ขอขอบคุณ ท่านผู้ใหญ่บาล บุญก้ำ ผู้ใหญ่บ้านบ้านบัว ที่นำเยี่ยมชม ขอขอบคุณ คุณปรีชา ใจบาล เกษตรกรแนวใหม่ ที่ให้ข้อมูลการปลูก “แก่นตะวัน”

วันนี้เดินทางช่วงวันหยุดยาว ไปที่วังน้ำเขียว โคราช การต้อนรับอย่างดียิ่งกับบรรยากาศที่หนาวเย็น ครับ

“ลุงเสริฐ” หรือนายประเสริฐศรี ไชยขันธ์ อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 324 ม.11 บ้านน้ำซับ ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา 30370 โทร.093-5286383 หาง่ายๆครับ เข้าที่ว่าการอำเภอวังน้ำเขียว เลี้ยวผ่านหน้าสำนักงานสาธารณสุขอำเภอวังน้ำเขียว ตรงไปตามถนนลาดยาง ประมาณ 1 กิโลเมตร จากถนนสายหลัก 304 ประมาณ 3 กิโลเมตร

ลุงเสริฐ เล่าให้ให้ฟังว่า พื้นที่ 10 ไร่ แบ่งปลูกองุ่น 6 ไร่ บ่อน้ำ 2 บ่อ ผักพื้นบ้าน ไม้ผลอื่น 2 ไร่ เช่น ชะอม พืชผักปลอดสารพิษ เริ่มปลูกองุ่นปี 2556 เป็นพื้นที่แปลงเก่า ปัจจุบันรื้อทิ้งหมดแล้ว เหลือแปลงใหม่ แบบปลอดสารพิษกางมุ้ง กว้าง 5 เมตร ความยาวตามพื้นที่ จำนวน 22 โครง 5×28 เมตร เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการปลูกองุ่น ให้น้ำระบบน้ำสปริงเกอร์

เมื่ออายุ 100 วันจากออกช่อ สามารถเก็บผลผลิตได้ ที่นี่ใช้พันธุ์แบลคโอปอร์ ไร้เมล็ด อร่อยที่สุด ระยะปลูกระหว่างต้นระหว่างแถว 1.5X6 เมตร จำนวน 100 ต้น เสาคอนกรีตอัดแรง ขนาด 2×2 นิ้ว ความยาว 2.50 เมตร จำนวน 80 ต้น ฝังหลักลึก 60-70 ซ.ม.

การดูแลรักษา ให้น้ำ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 จำนวน 1 กำมือ ทุก 7 วัน 7-8 เดือนเริ่มสะสมตาดอก เปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยเกร็ดสูตร 0-52-54 ฉีดพ่นทางใน 3-4 วัน ประมาณ 5 ครั้ง

ลุงเสริฐ บอกว่า แปลงใหม่ การใส่ปุ๋ยจากสูตรเสมอหรือ 15-15-15 เป็น 13-13-21 จำนวน 1 กำมือ/ต้น 7 วัน/ครั้ง และฉีดพ่นให้ปุ๋ยทางใบด้วย 7-8 เดือน จากนั้นตัดแต่งกิ่งไม่มีใบเลย โกร๋นให้มีแต่ตา ฉีดพ่นสารกระตุ้นตาดอกทั่วทั้งแปลง 1 ครั้ง ปล่อยไว้ 10-12 วัน ตาดอกจะโผล่ หากอากาศร้อนชื้นพ่นยากันเชื้อรา ให้น้ำให้ปุ๋ย 7 วัน/ครั้งตามปกติ ความชื้นต้องสม่ำเสมอ ข้อสังเกตุเมื่อใบงอกออกมาจะมีช่อดอกออกมาด้วย หรืออายุ 15-20 วันหลังตัดแต่งกิ่ง

ลักษณะช่อดอกเป็นกรวยคว่ำหรือทรงเจดีย์ ทำการยืดช่อดอกโดยการพ่นฮอร์โมน อัตรา 5-10 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว 7-10 วันฉีดพ่นอีกครั้ง 2-3 ครั้ง จะดีมากๆ ช่อองุ่นจะยืดออกยาว ช่อจะเริ่มบาน ป้องกันกำจัดโรครา แมลงศัตรู ทุกระยะ องุ่นเจริญเติบโตไปจนถึง 60-70 วันหลังตัดแต่งกิ่ง ผลองุ่นจะเริ่มใส เปลี่ยนเป็นสีดำ หากเกิดความหนาแน่นมากเกินไปต้องมีการตัดแต่งกิ่ง 1 ช่อ หรือ 1 พวงองุ่น ประมาณ 1-2 ก.ก.

ลุงเสริฐ บอกว่า ระยะนี้งดการใช้สารเคมี แต่ปุ๋ยให้ทุกระยะ 7 วันเช่นเดิม น้ำห้ามขาด ผลโตขึ้น อายุ 90-100 วัน พ่อค้าแม่ค้า จะเริ่มมาจับจอง เดิน ดม ชม ชิม รสชาติหวาน กรอบ ราคาหน้าสวน 130 บาท/ก.ก. ผลผลิตต่อไร่ 2,000 กิโลกรัม ส่วนมืออาชีพ 5,000 ก.ก./ไร่ ที่สวนลุงเสริฐ สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ครับ มีเรือนรับรอง สำหรับผู้เดินทางมาเป็นคณะ แบบโฮมเสตย์ 50-100 คน กางเต็นท์นอนดูดาวที่วังน้ำเขียว บริการอาหารพร้อมนะครับ หรือต้องการกิจกรรมการแสดงของนักเรียน มีบริการให้

ลุงประเสริฐศรี ไชยขันธ์ เป็นอดีตนักส่งเสริมการเกษตร มืออาชีพ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แวะเวียนผ่านวังน้ำเขียว ก่อนเดินทางท่องเที่ยวต่อไป แวะเยี่ยมลุงเสริฐ หรือพักค้างที่นั่นก่อนครับ

“มะกรูด” พืชผักสวนครัว จำพวกเดียวกับ ขิง ข่า ตะไคร้ หอมแดง ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเครื่องต้มยำ ส่วนใบของมะกรูด ก็มีน้ำมันหอมระเหยกลิ่นหอมมากๆ เป็นได้ทั้งพืชผักที่นำมาประกอบอาหาร และสมุนไพร บำรุงหัวใจ แถมปลูกที่ไหนขายได้ตลอดทุกฤดูกาล ราคาขึ้นลงตามภาวะของตลาด มะกรูดตัดใบขายส่งแต่ละสวนแม้นจะขายได้ราคาไม่แพง ตั้งแต่ 10 บาท ต่อกิโลกรัม ไปจนถึงราคาแพงแบบสุดๆ หลังฝนไปแล้ว 35 บาท ต่อกิโลกรัม ขายลูกก็ได้ราคาดี 50 สตางค์ ต่อผล หรือจะจำหน่ายขายกิ่งพันธุ์ก็โกยรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชมสวนมะกรูดทำเงิน ของ คุณสันติ คงคา อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 176/2 หมู่ที่ 1 ตำบลจระเข้เผือก อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี โทร. (087) 161-2074 และ (093) 682-1067

การทำสวนมะกรูดของครอบครัว “คงคา” เรียกได้ว่าเป็นอาชีพมรดกจากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก สร้างฐานะและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับครอบครัวเกษตรกรตัวอย่างรายนี้มานานหลายสิบปีแล้ว ปัจจุบัน คุณสันติ นับเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมะกรูดรายใหญ่ในท้องถิ่นแห่งนี้ โดยปลูกมะกรูดบนที่ดินของตัวเอง และรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรลูกไร่ ประมาณ 200 ไร่

คุณสันติ เล่าให้ฟังว่า สวนแห่งนี้แต่เดิมเคยใช้ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง มาก่อน เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้ขาดแคลนแหล่งน้ำชลประทาน ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ระยะหลังพื้นที่ปลูกพืชไร่ เจอปัญหาภัยแล้งคุกคาม และเจอการแพร่ระบาดของหนอนด้วง กัดกินอ้อยตั้งแต่ราก กอ กระทั่งต้นอ้อย สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก

“มะกรูด” พืชทางเลือกที่มีอนาคตสดใส ต่อมา ปี 2540 เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอด่านมะขามเตี้ย เข้ามาดูพื้นที่ทำกินของเกษตรกรในพื้นที่ และมอบกิ่งพันธุ์ต้นมะกรูด จำนวน 20 ต้น ให้คุณแม่ของคุณสันตินำไปปลูกเพื่อเสริมรายได้ โดยปลูกในระยะห่างประมาณ 4×4 เมตร ขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 50 เซนติเมตร โดยปลูกต้นมะกรูดติดบริเวณชายป่าชุมชน พบว่า ต้นมะกรูดเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตงาม ปลอดโรคและแมลงรบกวน

คุณแม่ของคุณสันติปลูกมะกรูดไปได้ประมาณ 5 ปี จนต้นมะกรูดเติบโต สูงประมาณ 5 เมตร มีขนาดลำต้นใหญ่มาก ต่อมาเจอปัญหาภัยแล้งคุกคามอีกครั้ง ทำให้ต้นมะกรูดขาดน้ำ ลำต้นแห้งตายไปมาก เหลือรอดอยู่เพียงไม่กี่ต้น คุณแม่ของคุณสันติขยายพันธุ์ต้นมะกรูดอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผลผลิตมากขึ้น พ่อค้าแม่ค้าที่วิ่งรถผ่านบริเวณหน้าบ้าน สังเกตเห็นว่า บ้านแห่งนี้ปลูกต้นมะกรูดไว้เป็นจำนวนมาก จึงติดต่อขอซื้อผลผลิตเพื่อนำไปขายในท้องถิ่นอื่น

ด้านตลาด

คุณแม่ของคุณสันตินำมะกรูดตัดใบออกขายในราคาไม่แพง โดยขายส่งในราคา กิโลกรัมละ 15 บาท นอกจากนี้ ยังนำมะกรูดตัดใบออกขายในลักษณะเป็นกำ โดยมีราคาขายส่งอยู่ที่ กิโลกรัมละ 40 บาท ต่อมาคุณแม่ได้มอบหมายให้คุณสันติดูแลรับผิดชอบสวนมะกรูดแห่งนี้ ปัจจุบัน มะกรูดที่ปลูกรุ่นแรก มีอายุมากกว่า 10 ปีแล้ว แต่ยังให้ผลผลิตที่ดี โดยมะกรูด 1 ต้น สามารถตัดใบออกขายได้ครั้งละ 20-30 กิโลกรัม ขึ้นไป

ส่วนต้นมะกรูดที่ปลูกรุ่นหลังๆ มีอายุโดยเฉลี่ย ตั้งแต่ 3-5 ปี ขึ้นไป สามารถเก็บเกี่ยวผลมะกรูดออกขายได้ครั้งละประมาณ 2,000 ลูก สมัยก่อนแม่ค้ามารับซื้อผลมะกรูดในราคาหน้าสวน เฉลี่ย 100 ลูก ต่อราคา 20 บาท แต่ตอนนี้เกษตรกรสามารถขายผลมะกรูดในราคาที่สูงขึ้น เฉลี่ยผลละ 50 สตางค์

คุณสันติ เชื่อว่าราคามะกรูดจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีกในอนาคต เพราะเป็นสินค้าขายดีเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและตลาดส่งออก ไม่ว่าจะเป็นใบมะกรูดและลูกมะกรูด เพราะมะกรูดเป็นพืชสมุนไพรคู่ครัวอาหารไทย ในเมนูอาหารต้มยำ เป็นส่วนผสมในเมนูเครื่องแกง อุตสาหกรรมน้ำพริกเผา ฯลฯ แล้ว มะกรูดยังเป็นที่ต้องการในภาคอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปประเภทต่างๆ อุตสาหกรรมยา และน้ำมันหอมระเหย จึงนับได้ว่า มะกรูด เป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะปลูกดูแลง่ายกว่าการทำสวนมะนาว แถมราคาซื้อขายคงที่ไม่หวือหวาเหมือนกับราคาผลมะนาว

ตลาดมะกรูดกว้างมาก

ในอดีต คุณแม่ของคุณสันติมุ่งเก็บลูกมะกรูดและตัดใบมะกรูดออกขายเท่านั้น ระยะหลังได้ผลิต “กิ่งมะกรูดตอน” ออกขายเพิ่มขึ้น เพื่อขยายช่องทางการขายให้กว้างขวางมากขึ้น คุณสันติ บอกว่า คุณแม่ของผมเชี่ยวชาญในเรื่องการผลิตกิ่งตอนมาก ประกอบกับมะกรูดที่ปลูกเป็นพันธุ์เกษตรใบใหญ่ ที่ให้ผลดก เติบโตแข็งแรง ปลูกดูแลง่าย ทำให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงมาติดต่อขอซื้อกิ่งมะกรูดตอนจากสวนแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

ทุกวันนี้ คุณสันติ ผลิตกิ่งมะกรูดพันธุ์เกษตร ที่มีลักษณะเด่น ในเรื่องลูกดกใบใหญ่ จำหน่ายให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป โดยกิ่งมะกรูดชำบรรจุในถุงดำ จำหน่ายในราคา กิ่งละ 25-35 บาท ส่วนกิ่งตอนตุ้ม ขนาด 30-40 เซนติเมตร จำหน่ายในราคากิ่งละ 10 บาท กิ่งตอนตุ้ม 50 เซนติเมตร ราคา 15 บาท กิ่งตอนตุ้ม 70 เซนติเมตร ขึ้นไปขายในราคา กิ่งละ 20 บาท

ต้นมะกรูด ปลูกดูแลง่าย

คุณสันติ บอกว่า สมัยก่อนพ่อแม่จับจองพื้นที่เอาไว้ ประมาณ 100 กว่าไร่ แบ่งสรรเป็นที่ดินมรดกให้ลูกๆ จำนวน 5 คน ทำสวนมะกรูดเป็นรายได้เลี้ยงดูครอบครัว 50 ไร่ นอกจากนี้ ผมยังมีลูกไร่ปลูกมะกรูดส่งขายให้อีก เพราะอาชีพการทำสวนมะกรูดสร้างรายได้ที่ดีมากกว่าการทำนา ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง เนื่องจากต้นมะกรูด ปลูกดูแลง่าย ไม่ต้องคอยไถคอยพรวนดินบ่อยๆ เสมือนเสือนอนกินระยะยาว ไม่เหนื่อยมาก แต่มีรายได้เข้าตลอด เกษตรกรที่ปลูกมะกรูดจะมีรายได้เฉลี่ย ประมาณ 200-300 บาท ต่อต้น ต้นมะกรูดยิ่งอายุมาก ต้นยิ่งโตใหญ่ ยิ่งมีโอกาสขายทำเงินได้มากขึ้น ทั้งขายใบทั้งขายลูก หากขายเป็นกิ่งพันธุ์ ราคาขายไม่ต่ำกว่า 10 บาท หากเป็นกิ่งสวยๆ ขนาดประมาณ 10-15 เซนติเมตร จะขายได้กิ่งละ 15 บาท

ส่วนใบมะกรูดขายได้ที่ กิโลกรัมละ 15 บาท ราคาก็ปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นกิโลกรัมละ 20 บาท จนถึงกิโลกรัมละ 35 บาท ก็เคยขายได้มากแล้ว โดยทั่วไปเกษตรกรสามารถขายใบมะกรูดได้ในราคา 25 บาท ต่อกิโลกรัม ประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนกรกฎาคม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ราคาซื้อขายใบมะกรูดจะยืนราคาสูงที่ กิโลกรัมละ 25-35 บาททีเดียว ส่วนผลมะกรูดในช่วงฤดูฝน จะขายได้ในราคาประมาณ ร้อยละ 80-90 บาท

ทั้งนี้ การปลูกมะกรูดไม่มีปัญหาเรื่องโรคและแมลง ทำให้ดูแลรักษาง่าย ที่นี่ปลูกต้นยูคาลิปตัสบริเวณสวนมะกรูด เพื่ออาศัยกลิ่นเหม็นของต้นยูคาลิปตัสไล่แมลงอีกทางหนึ่ง หากใครคิดจะปลูกมะกรูดระยะชิด ควรปลูกไร่ละ 800 ต้น หากจะให้เหมาะสม ควรปลูกระยะ 2×2 เมตร จะได้ต้นมะกรูด จำนวน 400 ต้น พอดี และควรให้น้ำในระบบมินิสปริงเกลอร์ โดยฉีดพ่นน้ำให้ชุ่มเพียงวันละครั้ง ก็เพียงพอแล้ว

จากการพูดคุยกับคุณสันติทำให้เห็นว่า อาชีพการทำสวนมะกรูด ง่ายไม่ยุ่งยากอะไรเลย เพียงแต่ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ในระยะแรกๆ ที่ต้นมะกรูดยังเล็กอยู่เท่านั้น ด้านตลาดก็หายห่วง มีแต่คนอยากซื้อมะกรูด ปลูกเท่าไรก็ไม่พอขาย เรียกว่า ซื้อง่ายขายคล่อง หากท่านผู้อ่านสนใจ ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณสันติ คงคา โดยตรง ที่โทร. (087) 161-2074 และ (093) 682-1067 รับรองไม่ผิดหวัง ได้กิ่งพันธุ์คุณภาพดี ราคาไม่แพง

ในบรรดาผลไม้เมืองหนาวทำเงินในบ้านเรา ต้องบอกว่า สตรอเบอรี่ มาแรงทีเดียว และใช่จะปลูกได้บนดอยสูงๆ เท่านั้น เวลานี้สามารถปลูกกันได้ในหลายพื้นที่ในหลายจังหวัด อย่างในภาคอีสาน ที่บุรีรัมย์ ปากช่อง เขาใหญ่ หรือที่กาญจนบุรี ราชบุรี และอุทัยธานี ในภาพรวมตอนนี้บ้านเราปลูกสตรอเบอรี่กันประมาณ 1 หมื่นไร่ สามารถขายได้กิโลกรัม (ก.ก.) ละประมาณ 200-500 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ออกผล สร้างรายได้ให้เกษตรกร เฉลี่ยไร่ละ 300,000-500,000 บาท ทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยรวยกันเป็นแถว

อย่างวันก่อนทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เชิญคณะสื่อจากส่วนกลางไปชมไร่ GB ของ ร้อยตรียุทธนา บำรุงคีรี เกษตรกรอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นชาวเขาเผ่าม้ง ที่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการปลูกสตรอเบอรี่ ในพื้นที่ 2 ไร่ โดยในช่วงต้นฤดูสามารถขายได้กิโลกรัมละ 400-500 บาท ซึ่งเมื่อ ปี 2558 หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว มีรายได้ ประมาณ 350,000-400,000 บาท ใช้เวลาปลูกประมาณ 5 เดือน แต่ในช่วงแรกอาจจะต้องลงทุนมากหน่อยในเรื่องระบบน้ำ และในปี 2559 มีรายได้เท่าๆ กับ ปี 2558

ร้อยตรียุทธนา เจ้าของไร่ GB เล่าว่า เดิมนั้นในพื้นที่เขาค้อไม่ได้มีการปลูกสตรอเบอรี่ พอดีมีญาติๆ อยู่ทางเชียงใหม่ปลูกกันอยู่แล้ว เมื่อมาเห็นนักท่องเที่ยวที่เขาค้อจำนวนมาก เลยนำมาทดลองปลูก เมื่อ ปี 2555 ครั้งแรกปลูก 3 ไร่ พอปีที่ 2 ปลูกเพิ่มขึ้น 30 ไร่ พอปีที่ 3 ปลูกเพิ่มถึง 80 ไร่ ปีนี้เป็นปีที่ 5 บนเขาค้อน่าจะปลูกกันประมาณ 300 ไร่ ในจำนวนเกษตรกร 200 ราย

ทั้งนี้ ชาวเขาเผ่าม้งที่ปลูกสตรอเบอรี่ ส่วนใหญ่มักส่งขายที่ปากคลองตลาดและตลาดไท แต่ที่มาปลูกที่เขาค้อเพื่อต้องการจะขายให้นักท่องเที่ยว ซึ่งกระจายปลูกตามเส้นทางที่ขึ้นลงจากเพชรบูรณ์ หรือจากพิษณุโลกมา โดยสองข้างทางถ้ามีแหล่งน้ำก็จะปลูกกันทั้งหมด เน้นพันธุ์พระราชทาน 80 ทั้งหมด เพราะนักท่องเที่ยวนิยม เนื่องจากสามารถเก็บรับประทานสดได้เลย รสชาติไม่เปรี้ยว ก่อนหน้านี้เคยนำพันธุ์เปรี้ยวมาทดลองปลูกแต่ไม่ได้ผล

สำหรับราคาขายนั้น ถ้าเป็นช่วงต้นฤดู ขายอยู่กิโลกรัมละ 400 บาท ตอนปีใหม่กิโลกรัมละ 500 บาท ราคาจะขึ้น แต่พอหลัง วันที่ 15 มกราคม ไปแล้ว ราคาลดลงมา เหลือกิโลกรัมละ 200-300 บาท ซึ่งเป็นช่วงที่สตรอเบอรี่ออกมากที่สุดคือ ช่วงปลายมกราคมถึงปลายกุมภาพันธ์ บางแห่งขายกิโลกรัมละประมาณ 80-100 บาท เท่านั้น โดยจะมีขายไปถึงปลายเดือนมีนาคม

ร้อยตรียุทธนา ให้ข้อมูลอีกว่า ในเนื้อที่ปลูกสตรอเบอรี่ 2 ไร่นั้น ใช้แรงงาน 2 คน อยู่ประจำ ถ้าเร่งด่วนต้องหาแรงงานเพิ่ม

“ผมว่าปลูกสตรอเบอรี่ดีกว่าบรรดาพืชทั้งหลาย ก่อนหน้านี้เคยปลูกข้าวโพด ขิง และผักต่างๆ สรุปแล้วสตรอเบอรี่เป็นพืชที่ได้ราคาดีที่สุด อย่าง ข้าวโพด ใช้พื้นที่เยอะ อย่างน้อยใช้ 30-50 ไร่ ถึงจะพอแต่ละรอบปี แต่สตรอเบอรี่ใช้เพียง 1-2 ไร่ เท่านั้นเอง ผลไม้อย่างอื่นก็เคยทดลองปลูกเหมือนกัน พวกลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง แต่พื้นที่เขาค้อไม่ได้ผล เลยหันมาปลูกสตรอเบอรี่แทน”

ซื้อไหลจากเชียงใหม่

เกษตรกรที่เขาค้อเกือบทั้งหมดจะไปซื้อไหลสตรอเบอรี่มาจากอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถ้าไปรับเอง ตกต้นละ 2.50 บาท ถ้าให้คนขายมาส่ง ต้นละ 4 บาท ไร่หนึ่งใช้ไหลประมาณ 10,000-12,000 ต้น

ร้อยตรียุทธนา แนะนำการเลือกไหลที่มีคุณภาพว่า ต้องเลือกไหลที่ไม่แก่เกินไป ถ้าไหลที่แก่เกินไป เมื่อนำมาปลูกรากจะไม่เดิน จะตาย ทั้งนี้ก่อนที่จะนำไหลมาปลูกต้องมีการเตรียมดินก่อน โดยใช้รถขุดทำเป็นร่อง สูงประมาณ 1 ฟุต ในดินที่เตรียมไว้นั้นใส่มูลไก่หรือมูลหมูก็ได้ จากนั้นใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ ในช่วงที่ไหลฟื้นตัว ประมาณ 2-3 สัปดาห์ เกษตรกรจะเริ่มปลูกไหลในช่วงปลายเดือนสิงหาคม และจะเก็บผลได้ประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน พอรุ่นนี้หมดแล้ว รุ่นที่สองจะออกดอก ต้นหนึ่งออกผล 3-4 รุ่น ออกไปจนถึงเดือนมีนาคม หากดูแลดีจะสามารถเก็บผลได้ถึงจนเดือนเมษายน

ร้อยตรียุทธนา แจงว่า เกษตรกรบนเขาค้อที่ปลูกสตรอเบอรี่รายใหญ่ที่สุด ปลูกประมาณ 4 ไร่ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่เกิน 2 ไร่ บางคนทำไร่หนึ่ง ไร่ครึ่ง หรือครึ่งไร่

สำหรับปัญหาที่พบในการปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 80 ร้อยตรียุทธนา ระบุว่า เป็นเรื่องเชื้อรา พวกเพลี้ยไฟ ไรแดง ช่วงออกดอกออกลูก โดยเฉพาะตอนฝนตกลูกจะเสียหมดเลย เพราะเป็นเชื้อรา แต่จะมีเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่มาให้คำแนะนำในการใช้ยากำจัดและควบคุมไม่ให้เกิดโรค

ปัญหาอีกอย่าง คือในปลายฤดูผลผลิตล้นตลาด ไม่สามารถระบายไปได้ เพราะเป็นผลไม้ที่เสียไว ภายใน 1-2 วัน ก็ใช้ไม่ได้แล้ว และพันธุ์พระราชทาน 80 นี้ หากนำไปอบเนื้อจะแห้งหมด ดังนั้น จึงใช้วิธีนำไปแช่แข็งไว้ เพื่อไว้ทำเป็นน้ำสตรอเบอรี่สดขายในช่วงที่ไม่ได้ปลูกสตรอเบอรี่ ซึ่งการแช่แข็งก็ทำให้ได้รสชาติสดเหมือนเดิม

เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

เจ้าของไร่ GB ให้รายละเอียดว่า แม้สตรอเบอรี่จะเป็นพืชที่ใช้เวลาปลูกแค่ 5 เดือน และได้ราคาดี แต่ต้องดูแลตลอดเวลา เป็นพืชที่ละเอียดอ่อน และเป็นพืชที่ขาดน้ำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดวันหนึ่งต้องรดน้ำครั้งหนึ่ง ปัญหาคือ ถ้าไม่มีแหล่งน้ำก็ไม่สามารถปลูกได้ สำคัญที่สุดคือเรื่องน้ำ ระบบน้ำที่ไร่ใช้ 2 อย่าง คือ 1.ใช้สปริงเกลอร์ และ 2.น้ำหยด

ในช่วงเริ่มปลูกครั้งแรก เมื่อ ปี 2552 ร้อยตรียุทธนา บอกว่า ได้ผลผลิตน้อย เพราะไม่มีประสบการณ์ แต่ก็เรียนรู้มาเรื่อย รวมทั้งการไปศึกษาดูงานที่เชียงใหม่พร้อมสอบถามเกษตรกรที่นั่น

ร้อยตรียุทธนา Royal Online พูดถึงการที่เกษตรกรในหลายจังหวัดหันมาปลูกสตรอเบอรี่กันว่า ควรจะรวมตัวกัน เพื่อขายผลผลิตให้กับทางบริษัท เพราะไม่เช่นนั้นหากมีผลผลิตออกมามาก บริษัทอาจจะไม่รับซื้อ ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไร่ GB ใช่จะปลูกสตรอเบอรี่ไว้ขายอย่างเดียว ยังปลูกไม้ดอกเมืองหนาวอีกหลายชนิด เพราะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตรเศษๆ และมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี 18-25 องศาเซลเซียส และยังมีชิงช้าแบบอาข่าให้นั่งเล่น โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม และถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกเด็ดสตรอเบอรี่จากไร่ได้เอง แล้วนำมาชั่งก่อนคิดเงิน ซึ่งในช่วงฤดูหนาวมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจำนวนมาก เพราะเป็นจุดที่สามารถมองเห็นกังหันลมขนาดใหญ่ที่ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้าได้อย่างสวยงาม

ใครไปใครมาที่เขาค้อ ส่วนใหญ่มักขึ้นไปไร่ GB ของร้อยตรียุทธนา เพราะนอกจากจะได้ชมได้ถ่ายรูปไร่สตรอเบอรี่ที่กำลังออกลูกสีแดงสด และดอกไม้สารพัดสีกันแล้ว ยังมีมุมสวยๆ ให้ได้ถ่ายภาพกันอีกหลายจุด อย่างเช่น กังหันลมจำลอง และรูปจำลองชุดเผ่าม้ง เสร็จแล้วสามารถช็อปและชิมสินค้าเกษตรนานาชนิด

สนใจเที่ยวชมไร่ GB ติดต่อสอบถามได้ที่ ร้อยตรียุทธนา บำรุงคีรี โทร. (081) 785-2064 ซึ่งแม้ในพื้นที่ 9 ไร่ ของที่นี่จะไม่มีที่พักไว้บริการ แต่ถ้านักท่องเที่ยวรายใดสนใจ สามารถนำเต็นท์มากางได้ เพราะมีห้องน้ำไว้รับรองเรียบร้อย