แจงราคา 5 เดือนแรก ‘ข้าว’ราคาพุ่ง เล็งราคา ‘ยาง-สับปะรด’

ครึ่งปีหลังทิศทางดีขึ้นสศก. แจงสินค้าเกษตร ข้าว ยางพารา และ สับปะรด ในช่วง 5 เดือนแรก ระบุ ราคาข้าวสดใส ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาพุ่งกว่า ปีก่อนถึงร้อยละ 60 ด้านยางพารา และสับปะรด ราคาปรับตัวลง แต่ครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศยังคงมีความต้องการใช้ยางพารา บวกกับปริมาณสต๊อกยางของจีน (ชิงเต่า) ปรับตัวลง และผลผลิตสับปะรดออกตลาดไปแล้วกว่าร้อยละ 60

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงถึงสถานการณ์ราคาสินค้าข้าว ยางพารา และสับปะรด ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม – พฤษภาคม 2561) พบว่า ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ ปี 2561 มีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2560 โดยในช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม–พฤษภาคม 2561)

ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาเฉลี่ยตันละ 14,743 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่เฉลี่ยตันละ 9,207 บาท หรือสูงขึ้นร้อยละ 60.13 เนื่องจากปริมาณข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลงจากผลกระทบของอุทกภัยในช่วงกลางปี 2560 ในขณะที่ข้าวเปลือกเจ้า ราคาเฉลี่ยตันละ 7,781 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่เฉลี่ยตันละ 7,514 บาท หรือสูงขึ้นร้อยละ 3.55 เนื่องจากมีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น แอฟริกา อินโดนีเซีย และมาเลเชีย เป็นต้น

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2560/61 รัฐบาลได้ดำเนินการภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร แบ่งเป็น 3 ด้าน จำนวน 13 โครงการ ดังนี้ ประกอบด้วย ด้านการผลิต รวม 8 โครงการ ด้านการตลาด รวม 4 โครงการ และด้านการเงิน 1 โครงการ

ยางพารา ราคาเกษตรกรขายได้ปี 2561 ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่จะมีทิศทางดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดย 5 เดือนแรก (มกราคม – พฤษภาคม) ราคายางแผ่นดิบชั้น 3 กิโลกรัมละ 43.56 บาท ราคาน้ำยางสด กิโลกรัมละ 41.46 บาท และยางก้อนถ้วยคละ กิโลกรัมละ 20.28 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาลดลงร้อยละ 38.61 ร้อยละ 36.42 และร้อยละ 39.15 ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของปริมาณสต๊อกยางในประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่อย่างจีน

การแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางที่นำเข้ายางพาราจากไทย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มราคายางช่วงครึ่งหลังของ ปี 2561 มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศยังคงมีความต้องการใช้ยางพารา ประกอบการมาตรการ/โครงการภาครัฐที่สนับสนุนทั้งเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปริมาณสต๊อกยางของจีน (ชิงเต่า) ปรับตัวลดลง

แนวทางและมาตรการแก้ไขสินค้ายางพารา ภาครัฐได้ดำเนินการอย่างรอบด้าน ดังนี้ 1) ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางประกอบอาชีพเสริมควบคู่กับการทำสวนยาง 2) ควบคุมและลดพื้นที่ปลูกยางพาราให้เหมาะสม โดยส่งเสริมให้มีการปลูกแทนยางพาราที่มีอายุมากด้วยยางพันธุ์ดี 3) ส่งเสริมให้มีการใช้ยางพาราเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางภายในประเทศให้มากขึ้น 4) สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ 5) มีความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตยางพาราที่สำคัญของโลก

ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ผ่านสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) โดยในระยะยาวมีมาตรการควบคุมอุปทานยางพื่อให้การผลิตยางพาราของแต่ละประเทศมีปริมาณที่เหมาะสม และในระยะสั้นกำหนดมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออก (มาตรการ Agreed Export Tonnage Scheme : AETS) 6) สนับสนุนการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางพาราในเชิงพาณิชย์มากขึ้น และ 7) สร้างบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมยางพารา ทั้งในส่วนของบุคลากรทางด้านการผลิตและบุคลากรทางด้านการวิจัยและพัฒนา

สับปะรด ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 5 เดือนแรก (มกราคม – พฤษภาคม) สับปะรดโรงงานกิโลกรัมละ 3.14 บาท ลดลงจาก 6.29 บาท ในช่วงเดียวกันของปี 2560 ร้อยละ 50.07 สับปะรดบริโภคกิโลกรัมละ 3.14 บาท ลดลงจาก 12.28 บาท ในช่วงเดียวกันของปี 2560 ร้อยละ 35.26 เนื่องจาก ผลผลิตออกกระจุกตัวในช่วง พ.ค. – มิ.ย. และตลาดส่งออกชะลอการสั่งซื้อ ทำให้โรงงานแปรรูปต้องลดกำลังการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้มีสับปะรดส่วนเกินความต้องการของโรงงานแปรรูป

ส่วนราคาสับปะรดหน้าโรงงาน (ม.ค. – พ.ค. 61) ภาคตะวันตก (ประจวบคีรีขันธ์) กิโลกรัมละ 3.63 – 3.85 บาท ภาคตะวันออก (ระยอง ชลบุรี) กิโลกรัมละ 3.49 – 3.66 บาท ทั้งนี้ ครึ่งปีหลัง 2561 สถานการณ์ราคาจะกระเตื้องขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดไปแล้วกว่าร้อยละ 60

ด้านมาตรการดำเนินการช่วยเหลือ มติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2561 วันที่ 10 เมษายน 2561 ได้เห็นชอบ 1) มาตรการนำสับปะรดส่วนเกินออกนอกระบบ โดยกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต (โดย พาณิชย์จังหวัด+ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) 2) มาตรการผลักดันการส่งออกและขยายตลาดต่างประเทศ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำ (MOU) รูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ในรัสเซีย อิหร่าน และเชื่อมโยงการค้า ขยายตลาดใหม่ USA EU และอาเซียน และ 3) มาตรการรณรงค์การบริโภคสับปะรดผลสดเพิ่มขึ้น (กรมการค้าภายในส่งเสริมการบริโภคสับปะรดสดในประเทศ)

นอกจากนี้ มีมาตรการสนับสนุนมติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ของกระทรวงเกษตรฯ โดย อ.ต.ก. จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรด ช่วงพฤษภาคม – มิถุนายน (วันที่ 1-10 พฤษภาคม จำหน่ายได้ 9.6 ตัน) สนับสนุนการการกระจายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิ.ย.61 ลำปาง 163 ตัน ระยอง 109 ตัน) โดยแต่ละจังหวัดได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานส่งเสริมการบริโภคสับปะรดผลสดในจังหวัด รณรงค์การบริโภคสับปะรด ทั่วประเทศ และขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ เช่น สถานประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม สถานศึกษา สถานพยาบาล เรือนจำ นำผลผลิตสับปะรดมาใช้ในการประกอบการทำอาหาร อีกทั้งกรมปศุสัตว์ ยังได้พิจารณานำสับปะรดไปผลิตเป็นอาหารสัตว์เพิ่มเติม ทำอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อและโคนม การทำ Feed Center ที่ใช้สับปะรดผลสดเป็นวัตถุดิบด้วย

ปลูกเกินความต้องการ! “บิ๊กตู่” สั่ง 3 กระทรวง ทำข้อมูลเกษตร หวังสร้างความรู้ครบวงจร หลังสับปะรดราคาตก เหลือกิโลฯ 1 บาท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ถึงกรณีการแก้ไขปัญหาสับปะรดนางแล ที่จังหวัดเชียงราย มีราคาตกต่ำ อยู่ที่กิโลกรัมละ 1 บาท ว่า

“ที่ผ่านมานั้น ราคาสับปะรด ราคา 10-12 บาท วันนี้เหลือ 2 บาท ก็ต้องไปดูว่า การเพาะปลูกสับปะรดมันมากขึ้นหรือเปล่า เท่าที่สอบถามจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปริมาณการปลูกสับปะรดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก มาถึงวันนี้ปริมาณมันล้นมากเกินไป มันก็เกิดปัญหาเรื่องของราคาสินค้า อันนี้เป็นตัวอย่างของทุกผลิตผลทางการเกษตร ถ้าปลูกเกินตามความต้องการ ปลูกมากเกินไป มันก็พาราคาตกไปทั้งหมด” นายกฯ กล่าวและว่า

ได้สั่งให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ ทำข้อมูลให้ภาคเกษตรกรได้รับทราบถึงทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทางของการเกษตรที่เกี่ยวข้องถึงการบริโภคภายในประเทศ และการส่งออกต่างประเทศ โดยตนต้องการสร้างการรับรู้แบบครบวงจร ซึ่งหวังให้เกษตรกรใช้ข้อมูลเหล่านี้พิจารณาในการเพาะปลูกพืชในฤดูกาลใหม่ที่จะถึง ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหาแบบเดิม

“อย่างเช่น การปลูกข้าว ปลูกมัน ปลูกยางต่างๆ พอราคาดีก็จะปลูกตามกันไปหมด มันก็ทำให้ส่วนรวมของราคามันตก รัฐบาลก็จะดูแลได้อย่างไร ก็คือ รัฐต้องซื้อมาแล้วเก็บไว้ในคลัง ขายใครไม่ได้”

ทั้งนี้ รัฐบาลจะหามาตรการที่เหมาะสมมาดูแล และในวันนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้ไปเจรจากับผู้ซื้อ ให้ซื้อในปริมาณที่มากขึ้น และคาดว่าในเดือนหน้าจะเข้าสู่ภาวะปกติ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชูสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด เป็นสหกรณ์โคนมที่ผลิตนมคุณภาพที่ดีที่สุด มีระบบการตรวจสอบมาตรฐานนมทุกขั้นตอน พร้อมพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์โดยการแปรรูปเป็นนมพาสเจอไรซ์ และยกระดับสหกรณ์ให้เป็นฟาร์มท่องเที่ยวเชิงเกษตร หวังเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจดันส่งออกนมสหกรณ์ไปประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมปศุสัตว์ได้มีการวิเคราะห์คุณภาพนมของสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ พบว่า สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด จังหวัดกาญจนบุรี เป็นแหล่งผลิตน้ำนมที่ดีที่สุดของประเทศไทย และมีมาตรฐานตั้งแต่กระบวนการผลิตน้ำนมทั้งระบบ การบริหารจัดการฟาร์ม การให้อาหาร การรีดนมและสุขลักษณะ และสะอาดปลอดภัย ซึ่งในการตรวจสอบคุณภาพของนม ทางสหกรณ์ได้นำตัวอย่างน้ำนมดิบ ใส่หลอดแก้วเพื่อตรวจดูสีของนม ชิมรส และดมกลิ่น ตรวจสอบความสะอาด การตกค้างของฝุ่นละอองและสิ่งเจือปน ซึ่งลักษณะนมที่ดีจะต้องมีสีขาวหรือสีขาวนวลกลิ่น รส ตามธรรมชาติ สะอาด ปราศจากสิ่งแปลกปลอม และไม่มีการตกตะกอนของโปรตีน ซึ่งทางสหกรณ์มีระบบการตรวจสอบน้ำนมดิบทุกขั้นตอนที่ได้มาตรฐาน

ปัจจุบัน สหกรณ์ผลิตน้ำนมดิบส่งขายให้กับบริษัทเอกชน แม้ว่าการผลิตนมยังไม่สามารถเทียบกับโรงงานขนาดใหญ่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าได้มาตรฐานและมีคุณภาพที่ดี ซึ่งกรมฯ ได้สนับสนุนงบฯ จากโครงการไทยนิยมยั่งยืน เพื่อให้สหกรณ์สามารถผลิตน้ำนมบรรจุขวดพาสเจอไรซ์ส่งขายตามตลาดต่างๆ แต่ขณะนี้ก็ถือว่าสหกรณ์ประสบความสำเร็จพอสมควร แม้ว่าเป็นสหกรณ์โคนมที่เพิ่งเริ่มดำเนินธุรกิจแปรรูปผลิตภัณฑ์นมได้เพียง 1 ปี แต่มีอัตราการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สามารถผลิตนมได้ ประมาณ 20 ตัน ต่อวัน ซึ่งจากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์โคนมมาจนถึงปัจจุบัน พบว่า น้ำนมของสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด มีคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย เพราะน้ำนมผ่านค่ามาตรฐาน จีเอส ในระดับ 2.27

อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของสหกรณ์นี้ มีการวางระบบจัดการฟาร์มที่ดี ทำให้สหกรณ์พัฒนาต่อยอดการดำเนินธุรกิจด้านโคนม เนื่องจากผู้บริหารสหกรณ์มองเห็นคุณค่าของการผลิตนมที่มีคุณภาพจำหน่ายให้ผู้บริโภค ส่งผลทำให้ตลาดยอมรับและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหกรณ์มีเป้าหมายที่จะพัฒนาการเลี้ยงโคนมเพื่อให้เป็นแหล่งผลิตน้ำนมที่ดีที่สุด เน้นเรื่องการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์นมใช้น้ำนมโคแท้ 100% เพื่อรักษาคุณค่าอาหารในน้ำนมดิบให้คงอยู่ให้มากที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้ สหกรณ์ยังได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาโคนมและคุณภาพน้ำนมที่ได้มาตรฐาน ดังนั้น สหกรณ์แห่งนี้จึงเป็นโมเดลของแหล่งผลิตน้ำนมคุณภาพดีของประเทศไทย ที่สามารถต่อยอดธุรกิจผลิตนมเชิงพาณิชย์ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรได้อย่างดี ซึ่งในอนาคตสหกรณ์มีแผนที่จะปรับปรุงฟาร์มโคนมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงการเกษตรเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมฟาร์มโคนมของสมาชิก เนื่องจากจังหวัดกาญจนบุรีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี และยังมีชายแดนติดกับพม่า ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะสามารถเชื่อมธุรกิจและเพิ่มช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์นมไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย

นายเชิดชัย กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางสหกรณ์มีแผนที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางผลิตอาหาร ทีเอ็มอาร์ ซึ่งจะเป็นการต่อยอดธุรกิจอาหารสัตว์ ซึ่งจะเน้นการผลิตอาหารที่เหมาะกับโคนม เนื่องจากการเลี้ยงโคจะต้องเปลี่ยนสูตรอาหารตามอายุ ดังนั้น สหกรณ์จึงมีแนวคิดที่จะผลิตอาหารโค เพื่อจะส่งกระจายไปตามฟาร์มโคนมในพื้นที่ต่างๆ เพราะการที่จะผลิตน้ำนมได้คุณภาพดีต้องเริ่มตั้งแต่การดูแลคุณภาพอาหารของโคนม และค่าอาหารในการเลี้ยงโคนม คิดเป็นสัดส่วน ประมาณ 70% ของต้นทุนทั้งหมดในการเลี้ยงโคนม ซึ่งหากสมาชิกสหกรณ์โคนมสามารถควบคุมเรื่องอาหารในการเลี้ยงโคนมได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนลงและส่งผลต่อการผลิตน้ำนมคุณภาพดีอีกด้วย

เวลามีใครปวดหัว หรือคนรอบๆ ตัว บ่นว่า มีอาการปวดหัว สาเหตุแรกๆ ที่คนเรานึกถึงคือ “เป็นไมเกรนหรือเปล่า” เหตุผลหนึ่ง เพราะไมเกรนเป็นโรคที่คนเป็นกันเยอะ ก็เลยคุ้นเคย มีการพูดถึงเยอะ
โรคไมเกรน เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท ซึ่งอาจเป็นผลมาจากพันธุกรรมที่ผิดปกติ รวมถึงปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม เช่น ความเครียด และการอักเสบในร่างกายร่วมด้วย

แม้ว่า ไมเกรน ไม่ถึงขั้นคร่าชีวิต แต่มีข้อมูลที่น่ากลัวว่า คนที่เป็นโรคไมเกรนมีโอกาสเกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบและแตกได้มากกว่าคนปกติ เรืออากาศโท นพ. กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดเผยว่า ไมเกรน เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยิน ถือเป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยในทุกเพศ ทุกวัย แต่พบได้บ่อยที่สุดในวัยทำงาน (อายุประมาณ 30-40 ปี)

ประมาณการว่า ในประเทศไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคไมเกรนมากถึง 12 ล้านคน ผู้หญิงเป็นไมเกรนมากกว่าผู้ชายประมาณ 3 เท่า เนื่องมาจากปัจจัยทางด้านพันธุกรรมและฮอร์โมนเพศ เชื่อว่าปัจจัยของพันธุกรรมมีส่วนทำให้ระบบประสาทมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ ร่วมกับปัจจัยจากภายนอก เช่น สิ่งแวดล้อม ฮอร์โมน การพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงความเครียด ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนขึ้นได้

อาการปวดศีรษะไมเกรน จะพบความผิดปกติของสมองหลายส่วน สมองส่วนที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) เป็นส่วนที่เริ่มทำงานผิดปกติก่อน ซึ่งสมองส่วนนี้จะทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ ควบคุมความอยากอาหาร การนอน-การตื่น อุณหภูมิร่างกาย รวมทั้งฮอร์โมนในร่างกาย ในระยะถัดมาจะเกิดการทำงานผิดปกติที่ก้านสมอง (brain stem) โดยก้านสมองจะส่งสัญญาณความปวดไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ซึ่งเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 นี้ จะปล่อยสารการอักเสบที่ส่วนปลายของเส้นประสาท ทำให้เกิดความรู้สึกปวดขึ้นที่บริเวณศีรษะและใบหน้า การรับความรู้สึกของบริเวณศีรษะและใบหน้าจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้รับรู้การเต้นของเส้นเลือด เป็นลักษณะการปวดแบบตุ๊บๆ

คนที่เป็นไมเกรน อาจมีความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆ ร่วมได้ เช่น การเห็นภาพที่ผิดปกติ เป็นเส้นซิกแซ็กหรือจุด เห็นแสงระยิบระยับ มีภาพมืด ซึ่งเป็นอาการที่เกิดก่อนที่จะมีอาการปวดศีรษะไมเกรน บางคนอาจมีอาการอ่อนเพลีย หาวนอน คิดอะไรไม่ค่อยออกนำมาก่อนที่จะเกิดอาการปวดศีรษะได้ถึง 3 วัน

นอกเหนือจากนี้ ในช่วงที่มีอาการปวดศีรษะ มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ไม่อยากเห็นแสงจ้า ไม่อยากได้ยินเสียงดัง รวมถึงอาจเกิดอาการเวียนศีรษะร่วมด้วยได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง อาการเวียนศีรษะพบร่วมกับอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ถึง 1 ใน 3 โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เป็นไมเกรนแบบมีอาการเตือน (migraine with aura) จะพบอาการเวียนศีรษะมากกว่ากลุ่มคนที่เป็นไมเกรนแบบไม่มีอาการเตือนถึง 2 เท่า ในบางรายอาจมีอาการเวียนศีรษะรุนแรงเป็นลักษณะของบ้านหมุนร่วมกับอาการคลื่นไส้-อาเจียน บางรายเป็นไม่รุนแรงอาจจะมีความรู้สึกโคลงเคลงเหมือนนั่งอยู่ในเรือ รู้สึกการทรงตัวไม่ดี ไม่สามารถเคลื่อนไหวศีรษะหรือร่างกายเร็วๆ ได้

ข้อมูลที่น่ากลัวคือ นพ.กีรติกร บอกว่า โรคปวดศีรษะไมเกรนมีความสัมพันธ์กับโรคเส้นเลือดสมอง ข้อมูลจากรายงานในวารสารทางการแพทย์ “Brain” ที่ตีพิมพ์ในเดือนตุลาคม 2017 บอกว่า คนที่เป็นไมเกรนชนิดมีอาการเตือน (mi-graine with aura) จะเกิดเส้นเลือดสมองตีบได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 27% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี จะมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดเส้นเลือดสมองตีบสูงสุด ส่วนคนไข้ไมเกรนชนิดมีอาการเตือนที่ใช้ยาคุมกำเนิดมีฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) เป็นส่วนประกอบจะพบความเสี่ยงของเส้นเลือดสมองตีบเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ก่อนจะใช้ยาคุมกำเนิด อีกทั้งพบว่าคนที่เป็นไมเกรนมีความเสี่ยงในการเกิดเส้นเลือดสมองแตกมากกว่าคนทั่วไปถึง 46%

ดังนั้น จึงต้องมีการดูแลรักษาอาการไมเกรนให้ดี ใช้ยาแก้ปวด รวมทั้งยาป้องกันอย่างถูกต้องและเหมาะสม เนื่องจากยาในกลุ่มแก้ปวดบางชนิดสามารถเพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดสมองและหัวใจได้

นครราชสีมา – นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา กล่าวภายหลังเปิดกิจกรรมเปิดสวนทุเรียนและสวนผลไม้ต่างๆ ของ อำเภอครบุรี ที่บ้านราษฎร์สุขสันต์ หมู่ที่ 6 ตำบลสระว่านพระยา อำเภอครบุรี ว่า ขณะนี้ในพื้นที่ภาคอีสานเริ่มหันมาเพาะปลูกผลไม้เพื่อจำหน่ายกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งให้ผลผลิตที่ดีมีรสชาติเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน เงาะ ขนุน รวมถึงผลไม้อื่นๆ อีกหลายชนิด ถือเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดี

เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตพืชไร่ในพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมา รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นิยมปลูกกัน อาทิ อ้อย และมันสำปะหลังนั้น มีราคาผันผวนไม่แน่นอน บางปีตกต่ำอย่างมาก สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ดังนั้น การหันมาปลูกผลไม้ที่ตอนนี้ได้ ผลดีจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของชาวบ้านต่อไปในอนาคต

ทางด้าน นายวุฒินันท์ ศักดิ์กระโทก เกษตรอำเภอครบุรี กล่าวว่า การปลูกไม้ผลในพื้นที่ อ.ครบุรี เริ่มเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย โดยเฉพาะทุเรียน หลังจากเกษตรกรผู้เริ่มต้นประสบความสำเร็จ มีผลผลิตออกจำหน่ายเป็นที่นิยมของผู้บริโภค จนทำให้ผลผลิตที่มีอยู่จำกัดไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ทำให้ล่าสุดมีเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ อำเภอครบุรี พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากเดิมที่มีอยู่เพียงประมาณ 200 ไร่ เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1,700 ไร่ และในปีนี้มีทุเรียนที่สามารถพร้อมให้ ผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 30 ตัน และยังมีแนวโน้มการเพิ่มจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนรายใหม่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางสำนักงานเกษตร อำเภอครบุรี ได้เตรียมการส่งเสริมการเพาะปลูกทุเรียนและ ผลักดันให้มีการรวมกลุ่มในรูปของทุเรียนแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางด้านการตลาดให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืนแล้ว

นายวัฒนา จันทนุปาน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบล(ทต.) มะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน กล่าวตอนหนึ่งในการร่วมทำกิจกรรมประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำ ที่ป่าห้วยขุนน้ำ ต้นน้ำแม่ตีบ หมู่ที่ 10 บ้านหนองหอย ตำบลมะเขือแจ้ ว่า ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นประเพณีที่สามารถบูรณาการให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น โดยอาศัยความเชื่อเรื่องผีขุนน้ำมากระตุ้นให้เกิดกระแสการอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำในพื้นที่ตำบลมะเขือแจ้ ให้แผ่ขยายไปสู่กลุ่มคนทุกระดับในพื้นที่

พร้อมแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ให้มาร่วมมือจัดกิจกรรมนี้ขึ้น และได้สอดแทรกกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 การบวชป่า การส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ระบบนิเวศของป่า เป็นต้น นอกจากนี้ทต.มะเขือแจ้ยังส่งเสริมให้โครงการเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยส่งเสริมให้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อดั้งเดิม ซึ่งเชื่อว่าการเลี้ยงผีขุนน้ำจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ดิน น้ำ ป่าอุดมสมบูรณ์
ในงานดังกล่าวมีการร่วมทำบุญตักบาตรแด่พระภิกษุ-สามเณร ทำพิธีสืบชะตาลำน้ำห้วยเกวียนและการแข่งขันบั้งไฟเมตร โดยมี หน่วยงานต่างๆ ครู-นักเรียนโรงเรียนมะเขือแจ้ และผู้มีจิตอาสาเข้าร่วมกว่า 200 คน

ที่ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต นายฉัตรชัย ศักดิ์ศิลปชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานเปิดงาน “Thailand Amazing Durian and Fruit Fest @ Phuket” โดยมี นายประกอบ วงศ์มณีรุ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายเดชา เพ็ชรวงศ์ พาณิชย์จังหวัดภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ บุฟเฟต์ทุเรียน 499 บาท/คน เลือก ชิม ช้อป ผลไม้ต่างๆ จากบูธจำหน่ายผลไม้ตามฤดูกาล ทั้งสดและแปรรูปจากทั่วทุกภูมิภาค ตลอดการจัดงานระหว่างวันที่ 18-24 มิถุนายนนี้

นายฉัตรชัย กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้ยุทธศาสตร์การนำประเทศไทยเป็นชาติมหาอำนาจด้านการค้าผลไม้เมืองร้อนของโลก กระตุ้นเศรษฐกิจภายในควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว โดยเลือกจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีนเป็นพื้นที่เป้าหมายการจัดงานครั้งนี้ จากนั้นจะดำเนินการต่อเนื่องที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี คาดหวังว่าจะทำให้ผลไม้ของไทยเป็นที่รับรู้ของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะทุเรียนอันจะส่งผลดึงเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร